Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 518 พี่หมิงก่อกบฏ
ด้านนอกของกระโจม ปีศาจยักษ์สองตนถือโซ่ยาวรอคอยอยู่ เมื่อ
พวกมันเห็นหลินหมิงออกมาช้า หนึ่งในนั้นก็โมโหขึ้นทันที “เร็วๆหน่อยสิ
โว้ยย!”
มีนักสู้หลายคนอยู่เบื้องหลังของปีศาจยักษ์ทั้งสอง การบ่มเพาะของ
พวกเขามีตั้งแต่ช่วงขั้นผสานชีพจรไปจนถึงขั้นปราณต้นฟ้า ซึ่งพวกเขา
ทั้งหมดไม่มีปราณแท้ เส้นชีพจรของพวกเขานั้นยุ่งเหยิงและพื้นฐานของ
พวกเขาไม่เสถียรอย่างมาก
พวกเขาทั้งหมดต่างถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ นั้นเพราะว่าตราทาส เผ่าปีศาจ
ยักษ์ปกติจะไม่ทำการล่ามโซ่ทาสของพวกเขาเพราะนั้นมันจำกัด
ความสามารถในการทำงานของทาส แต่เมื่อพวกเขาจับกุมทาสเพื่อไป
เหมืองแร่ผลึกโลหิตปีศาจโบราณ นั้นมักจะมีทาสนักสู้นับร้อยนับพัน
ตอนนี้ หากทาสนั้นร่วมกันก่อกบฏมันจะเป็นเรื่องยุ่งยากมาก ดังนั้นพวก
มันจะใช้โซ่ผนึกปราณจับกุมพวกนักสู้
เมื่อหลินหมิงออกมา ไม่มีนักสู้คนใดเหลือบมองไปยังหลินหมิง แสง
ภายในดวงตาของพวกเขาได้หายไป มันราวกับพวกเขามีชีวิตที่ไม่เหลือ
อะไรเว้นแต่ความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่
ขณะที่หลินหมิงมองเห็นสภาพจิตใจของพวกเขา หลินหมิงก็กำหมัด
ของเขาไว้แน่น หากนักสู้สูญเสียจิตใจที่จะต่อต้านแล้ว มันจะยากสำหรับ
พวกเขาที่จะก้าวหน้าในการบ่มเพาะชีวิต แต่หากผู้คนเหล่านั้นต้องการที่
จะก่อกบฏกับเผ่าปีศาจยักษ์จริงๆ ก็เป็นไปได้ยากที่จะรู้ว่ามันจะเกิดขึ้น
เมื่อไร
ฮูลล่าา!
ปีศาจยักษ์กระชากโซ่ผนึกปราณในมืออย่างฉับพลัน ทำให้เกิดเสียง
แหลมจากการกระทบกันของโลหะ ในเวลาเดียวกับปีศาจยักษ์ได้พูดอย่าง
เย็นชาว่า “ไปข้างหลัง”
หลินหมิงมองไปยังอักขระที่ถูกสลักอยู่บนโซ่ผนึกปราณ มันจะ
สามารถผนึกนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าได้
“เร็วเข้า!” ขณะที่ปีศาจยักษ์มองหลินหมิงที่ยังคงเฉยเมย เขาก็ได้
ตะโกนดังลั่น “เจ้าหูหนวกหรืออย่างไร!?”
“บัดสบ! เจ้ามองแบบนั้นอยากตายหรือไง!” ปราศจากคำพูดใดๆ
ปีศาจยักษ์ได้ใช้โซ่ราวกับอาวุธเหวี่ยงไปทางหลินหมิง
ทหารปีศาจยักษ์นั้นมีแขนที่แข็งแกร่งมาก หากเขาต่อยใครสักคน
มันง่ายมากที่จะทำให้นักสู้ทั่วไปกระดูกหัก
ขณะที่หลินหมิงมองโซ่ที่กำลังเหวี่ยงมาหาเขา เขาตะโกนออกไป
อย่างเย็นชาและเหยียดมือของเขาออกไป ด้วยเสียง ‘แคร๊ก’ เขาได้กำโซ่
ไว้แน่นด้วยมือของเขา
“เจ้า!” ขณะที่ปีศาจยักษ์ทั้งสองได้เห็นสิ่งนี้ พวกมันต่างตกตะลึง
และความโกรธค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ พวกมันทั้งสองต่างเป็นแม่ทัพ
ปีศาจหนึ่งดาว แม้พวกมันจะเทียบเท่ากับนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้า แต่พวก
มันก็มีร่างกายที่เหนือยิ่งกว่าและไม่เคยมองนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าอยู่ใน
สายตาของพวกมัน
ถ้ามีมนุษย์กล้าที่จะก่อกบฏอย่างเปิดเผยต่อพวกมัน พวกมันจะ
อดทนต่อเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?
ปีศาจยักษ์จับโซ่และดึงอย่างแรงเพื่อต้องการที่จะบังคับหลินหมิง
อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยเชื่อเลยว่าหลังจากที่เขาดึงโซ่ด้วยแรงทั้งหมดของ
เขาแล้ว คนที่เซกลับเป็นเขาไม่ใช่หลินหมิง เท้าของหลินหมิงเปรียบดัง
กรงเล็บเหล็กที่เสียบลงบนผืนดิน เขายังคงนิ่งเฉยอยู่
“เจ้าสารเลวนี่… ” หลังจากที่ปีศาจยักษ์หายตะลึงได้ หนึ่งในพวกมัน
ได้หยิบขวานขึ้นมา ขวานนั้นหนาพอๆกับแขนและส่องประกาย เขาสับ
มันไปที่หลินหมิง “ตาย!”
ต่อหน้าของขวานที่คมนี้ หลินหมิงก็ยังคงเฉยเมย เท้าของเขาเตะไป
ยังข้อมือของปีศาจยักษ์ ด้วยเสียง ‘ปึก’ ขวานกระเด็นออกไปทันที ปีศาจ
ยักษ์กุมข้อมือของตนเองและส่งเสียงกรีดร้องอย่างน่าสังเวช ข้อมือของ
เขาโค้งงอ และอีกด้านข้างของมือจะเห็นส่วนที่มีสีขาว ซึ่งนั้นเป็นกระดูก
เปื้อนโลหิตแทงออกมาจากผิวหนัง
“อ๊ากกก!!! เจ้ากบฏ!” ปีศาจยักษ์ตะโกนออกมา แต่เสียงของเขาก็
ถูกขัดจังหวะในทันที ก่อนเขาจะสามารถพูดสิ่งใดได้มากกว่านี้ หลินหมิงก็
จับเข้าที่ลำคอของเขาเกิดเสียงดังขึ้น จากนั้นลำคอมันถูกบดขยี้จนหักโดย
มือของหลินหมิง!
ปีศาจยักษ์กระอักโลหิตออกมาและดวงตาของเขาก็เด้งหลุดออก ตก
ตายลงทันที
“จะ… เจ้า…!” ปีศาจยักษ์อีกตนมองไปยังสหายของมันด้วยสายตาที่
ไม่อยากเชื่อ ภายในใจของมันนั้นว่างเปล่า เกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไรกัน?
ไม่ใช่ว่าเจ้าเด็กนี่เป็นนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าหรอกหรือ? ข้อมูลที่ถูกแสดง
อย่างชัดเจนว่าหลินหมิงนั้นเป็นเพียงแค่นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้า แต่ตอนนี้
เขาไม่มีโอกาสจะได้ตรวจสอบอีกแล้ว แสงสีม่วงจางพุ่งไประหว่างคิ้วของ
ปีศาจยักษ์ ร่ายกายของเขากระตุกและทะเลแห่งจิตวิญญาณของเขาแตก
ออกเป็นเสี่ยงๆ ดวงตาทั้งสองของปีศาจยักษ์กลายเป็นสีขาวขณะที่เขาลง
ไปนอนกองบนพื้นทันที
หลังจากที่ปีศาจยักษ์ทั้งสองตายลง เหล่านักสู้ที่ถูกจับกุมด้วยโซ่ผนึก
ปราณต่างผวา พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าหลินหมิงนั้นจะฆ่าแม่ทัพปีศาจ
ยักษ์ทั้งสองในทันที ชายคนนี้บ้าไปแล้ว! เขาก่อกบฏ!
ตอนนี้ไม่มีใครเลยที่สนใจเกี่ยวกับการบ่มเพาะของหลินหมิง ในใจ
ของพวกเขามีเพียงสิ่งเดียวที่คิดซ้ำไปซ้ำมา เนื่องจากพวกเขาทั้งหมดจะ
ถูกเหมารวมเป็นกบฏ พวกเขาทั้งหมดจะต้องตาย!
“พี่ชายหลินหมิง!” ด้านหลังของหลินหมิงคือชิงเหอ นางเอามือปิด
ปากด้วยความตกตะลึง ดวงตาของนางนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ตัว
หญิงชราที่อยู่ข้างๆนางก็สั่นเทา ในหลายปีของนาง นางเคยเห็นนักสู้คน
อื่นๆที่ก่อกบฏและพยายามหลบที แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามไม่เคยมีใครเลย
ที่ไม่ถูกจับกลับมาทำเป็นหุ่นไล่กาหนังมนุษย์
หลินหมิงยังเด็กนัก… เขาจะสามารถก่อกบฏกับเผ่าทุ่งหญ้าเขียวขจี
เงียบสงัดได้อย่างไรกัน? ในเผ่าทุ่งหญ้าเขียวขจีเงียบสงัดนั้นมีอาวุโสและ
ผู้เชี่ยวชาญมากมายนับไม่ถ้วน มันจะเป็นไปได้อย่างไรกันที่เด็กเพียงคน
เดียวจะต่อสู้กับพวกเขาทั้งหมดได้เล่า?
สิบปีก่อนนั้น มีแม้กระทั้งกลุ่มนักสู้ขนาดใหญ่จำนวนมากทำการก่อ
กบฏ ตอนนั้นมีนักสู้มากกว่าเจ็ดหรือแปดร้อยคนรวมกลุ่มลุกขึ้นก่อกบฏ
แต่แล้วพวกเขาต่างก็ล้มเหลว! ทุกๆคนที่มีส่วนร่วมได้ตายลงอย่างอนาถ
และแม้แต่ทาสทั้งหลายที่คอยดูแลพวกเขาต่างก็ถูกทำเป็นหุ่นไล่กาหนัง
มนุษย์!
หญิงชรามีอายุ 60 ปีแล้ว นางไม่กลัวการถูกฆ่าตาย แต่นายไม่
ต้องการให้หลานของนางชิงเหอ ต้องเผชิญหน้ากับความเศร้าโศก
“เจ้าหนู จะ… เจ้า…” ดวงตาของหญิงชราเต็มไปด้วยน้ำตา นางไม่ได้
กล่าวเรียกว่าหลินหมิงเป็นเจ้านาย “เจ้าหนู ท่านประมาทเกินไป ตอนนี้
ต้องหนีไป! ได้โปรด ข้าขอร้อง ช่วยพาชิงเหอไปกับเจ้าด้วย…”
หลินหมิงหันกลับมาเหลือบมองไปที่หญิงชรา เขาสบัดมือของเขา
และเกิดสายฟ้าเล็กๆตกลงมายังหญิงชราและชิงเหอ สายฟ้าทั้งสองเกิด
จากแสงแห่งฝันมายา มันจะคอยปกป้องหญิงชราและหลาน ระหว่างที่มัน
ทำงานมันจะกลายเป็นเครื่องหมายติดตามซึ่งนั้นทำให้เขาสามารถหาตัว
พวกนางท่ามกลางความวุ่นวายได้
ริมฝีปากของหลินหมิงขยับ เขาส่งกระแสเสียงปราณแท้ออกไป “ข้า
เก็บหินโลหิตสองถุงไว้ในห้อง เอาพวกมันไปและหาที่ซ่อนที่ปลอดภัยแล้ว
รอรับข่าวจากข้า!”
หลินหมิงไม่ได้อธิบายอีก นั้นเพราะการอธิบายจะทำให้การกระทำ
ของเขาไม่สมเหตุสมผลกัน เขามองออกไปยังเหล่านักสู้ทั้งหลายที่ถูก
จับกุมไว้โดยโซ่ผนึกปราณ ผู้คนส่วนใหญ่ต่างตกตะลึง แต่ในหมู่พวกเขาก็
มีบ้างที่มีสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความตื่นเต้น
หลินหมิงกล่าวถามออกไป “ท่านทั้งสองมีนามว่าอย่างไร?”
“ชื่อของข้าคือฮัวหยวน และนี่คือน้องชายของข้าฮัวเซน พวกเราเป็น
ส่วนหนึ่งของหน่วยลาดตระเวนจากเผ่าผงาดฟ้า แต่พวกเราก็ถูกจับมา
กลายเป็นทาส พวกเราไม่เคยคิดว่าจะมีความหวังที่จะหลบหนีออกไป แต่
ก็ไม่เคยคิดว่าพวกเเราจะได้พบกับวีรชนผู้กล้าหาญเช่นท่าน ข้าขอให้ท่าน
ช่วยตัดโซ่ผนึกปราณของพวกเราให้ด้วย! แล้วพวกเราทั้งสามจะสามารถ
หลบหนีออกจากเผ่าทุ่งหญ้าเขียวขจีเงียบสงัดไปด้วยกัน ตราบเท่าที่พวก
เราสามารถกลับไปยังเผ่าผงาดฟ้าได้ พวกเราสองพี่น้องจะต้องหาทาง
ตอบแทนบุญคุณของท่านให้ได้!”
พวกเขาทั้งสองบอกว่าเผ่าผงาดฟ้านั้นเป็นเผ่ามนุษย์ที่อยู่ใกล้เคียง
กับเผ่าทุ่งหญ้าเขียวขจีเงียบสงัด มันใหญ่เกือบจะเท่าเผ่าทุ่งหญ้าเขียวขจี
เงียบสงัด ในหลายปีที่ผ่านมา เกิดการต่อสู้กันระหว่างทั้งสองเผ่า แต่
เพราะว่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าเมฆาเคลิ้มนั้นได้เริ่มอ่อนแอลงมา
นานแล้ว เผ่าผงาดฟ้าย่อมรู้สึกหวาดกลัวการต่อสู้แน่นอน ดังนั้นพวกเขา
จึงมักพบกับความสูญเสีย
เมื่อได้ยินพวกเขาสองพี่น้องพูดว่าพวกเขาต้องการหลบหนีออกจาก
เผ่าทุ่งหญ้าเขียวขจีเงียบสงัด นั้นก็ได้จุดประกายความหวังของเหล่านักสู้
คนอื่นๆว่าพวกเขาก็สามารถหลบหนีออกไปได้เช่นกัน หากพวกเขา
สามารถหลบหนีออกไปได้พวกเขาก็จะทำ มันเพียงเพราะพวกเขา
หวาดกลัวเครื่องหมายติดตามบนร่างกายของพวกเขาจะทำให้พวกเขาทำ
เช่นนั้นไม่ได้ แต่ตอนนี้มีบางคนสังเกตุเห็นการบ่มเพาะของหลินหมิง เขา
อยู่ที่ขั้นปราณปลายฟ้าจริงๆ! เช่นนี้ด้วยโอกาสที่น้อยนิดนั้นพวกเขาก็จะ
ทำการหลบหนีออกจากที่นี่!
ทันใดนั้น แสงในดวงตาของนักสู้ทั้งหลายก็ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
พวกเขาก้าวไปข้างหน้าและทำการอ้อนวอน “ได้โปรดพาพวกเราไปกัน
ท่านด้วย! พวกเราอยู่ที่ต้องสาปนี่มานานพอแล้ว!”
“หลบหนีงั้นหรือ?” หลินหมิงเหลือบมองไปยังเหล่านักสู้และกล่าว
ด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ “ข้าจะไม่หนีออกไปจากที่นี่ ข้ากำลังจะไปฆ่าพวกมัน
หากท่านมีความกล้าพอก็ติดตามข้ามา ข้าจะพาท่านไปฆ่าพวกมันที่
กองบัญชาการเผ่าทุ่งหญ้าทมิฬเขียวขจีเงียบสงัด…”
หลินหมิงชี้ไปยังชิงเหอและหญิงชรา อย่างไรก็ตาม คำพูดเหล่านั้นได้
เข้าไปหูเหล่านักสู้คนอื่นๆมันก็ไม่ต่างไปจากสายฟ้าฟาด
พวกเขาทั้งหมดต่างตกตะลึง ไม่มีใครอยากจะเชื่อหูของตนเองเลย
อะไรกัน?
รุ่นเยาว์ผู้นี้ต้องการที่จะทำลายชนเผ่าทุ่งหญ้าเขียวขจีเงียบสงัด เขา
ต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ!
หลินหมิงหยิบกระบี่ปฐพีระดับต่ำจากแหวนมิติของเขา กระบี่ส่อง
แสงจ้าและมันตัดโซ่ผนึกปราณราวกับตัดไม้
มันเป็นที่รู้จักว่าโซ่ผนึกปราณนี่ถูกสร้างมาเป็นพิเศษและถูกสลักไว้
ด้วยอักขระของเผ่าปีศาจยักษ์ เป็นเรื่องยากมากแม้แต่นักสู้ขั้นปราณ
ปลายฟ้าที่จะตัดมันในช่วงเวลาสั้นๆ แต่หลินหมิงกลับทำมันเป็นเศษไม้
เลยทีเดียว
หลังจากที่ตัดโซ่ออก หลินหมิงโยนกระบี่ปฐพีระดับต่ำไปยังฮัวหยวน
เขาหยิบหอกดาวหางม่วงออกมาจากแหวนมิติ
หลินหมิงไม่ได้ใช้หอกดาวหางม่วงมาเป็นเวลานาน ในสงครามทะเล
ทางใต้ เขาได้ใช้ง้าวโลหิตล้างผลาญในการซ่อนสถานของเขา และใน
ตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจ ภายใต้กฏแห่งการยับยั้ง ทำให้พลังสายฟ้า
และเปลวเพลิงไม่สามารถใช้ได้ ดังนั้นเขาจึงใช้ง้าวโลหิตล้างผลาญที่นั้น
เช่นกัน
ในความเป็นจริง มีเพียงการใช้หอกดาวหางม่วง หลินหมิงจึงจะ
สามารถใช้พลังสูงสุดของสายฟ้าเปลวเพลิงและแสดงความแข็งแกร่งของ
เขาที่ระดับสูงสุดออกมาได้
“วีรชนผู้กล้า ท่าน… ” ฮัวหยวนรับกระบี่ระดับปฐพีขั้นต่ำด้วย
ความรู้สึกว่างเปล่าและสับสน มีนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงต้นไม่มากนัก
ที่จะมีอาวุธระดับนี้ แต่มันถูกส่งมาให้เขาง่ายเช่นนี้เลยหรือ?
“ช่วยข้าดูแลหญิงชราและหลานของนางที” ขณะที่หลินหมิงกล่าว
คำพูดเหล่านั้น เขาก็บินขึ้นไป หลังจากที่ไปถึงขั้นปราณปลายฟ้า หลินห
มิงก็ไม่เคยพุ่งไปด้วยความเร็วเต็มที่เลยสักครั้ง แต่ตอนนี้เขาได้ใช้ก้าวย่าง
วิหคทองคำถลาลมบวกกับวิถีแห่งลม ความเร็วของหลินหมิงได้เพิ่มขึ้น
แบบก้าวกระโดดอย่างมาก!
ชั่วพริบตาหลินหมิงก็ได้หายตัวไป นักสู้คนอื่นๆต่างยังคงตกตะลึง
ทิศทางที่หลินหมิงบินไปคือกองบัญชาการของเผ่าทุ่งหญ้าเขียวขจีเงียบ
สงัด!
เขาไปที่นั่นจริงๆ!
ด้วยความแข็งแกร่งที่เขามี จึงได้วางแผนต่อต้านเผ่าทุ่งหญ้าเขียวขจี
เงียบสงัดงั้นหรือ?
การบ่มเพาะของหลินหมิงอยู่เพียงแค่ขั้นปราณปลายฟ้าเท่านั้น และ
เขาดูเหมือนเขาอายุเพียงยี่สิบต้นๆ ซึ่งอายุน้อยกว่าพวกเขาเสียอีก!
แต่ในเผ่าทุ่งหญ้าเขียวขจีเงียบสงัด ที่นั้นมีแม่ทัพปีศาจสี่หรือห้า-หก
ดาวจำนวนมากและมีแม่ทัพปีศาจห้าดาวมากกว่า 10 ตน หากรวมพลัง
ความแข็งแกร่งของพวกมัน มันจะเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมาก!
ขณะที่ฮัวหยวนเห็นหลินหมิงพุ่งออกไปยังกองบัญชาการของเผ่าทุ่ง
หญ้าเขียวขจีเงียบสงัด พริบตานั้นดวงตาของเขาก็ตกอยู่ในความกลัวและ
ความตื่นเต้น ในที่สุด เขาได้มอบกระบี่ระดับปฐพีขั้นต่ำให้แก่น้องชายของ
เขาและกล่าวว่า “เจ้าคอยดูแลหญิงชราและหลานไว้ให้ดีละ ข้าจะติดตาม
วีรชนผู้นั้นไป!”