Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 579 กรงราชัน
ต้ากู่กล่าวว่า “น้องชายหลินลูกปัดแก้วสีดำนี้คือกระดูกเทพปีศาจจะ
พบได้เพียงแค่บริเวณอเวจีปีศาจอมตะ ทุกๆ 10 ปี หอคอยแยกนภาจะ
รวบรวมกองกำลังที่ยิ่งใหญ่ในการไปสำรวจพื้นที่ด้านนอกของอเวจีปีศาจ
อมตะ ทรัพยากรที่พวกเขาพบ บางครั้งจะถูกนำมาเป็นรางวัลให้แก่
ผู้ใต้บังคับบัญชาของบรรดาผู้ปกครอง น้องชายหลิน กระดูกเทพปีศาจก็
น่าจะมีที่มาเช่นนั้นละ
“น่าเสียดายยิ่ง อ่า ในอเวจีปีศาจอมตะเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถ
จินตนาการได้ มีสัตว์ประหลาดและภูผีที่ลึกลับเกินความเข้าใจของเรา
และมีสมบัติที่แม้แต่ผู้ทรงจักรพรรดิระดับยังคลุ้มคลั่งต้องการที่จะ
ครอบครองมัน อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านั้นเราคงได้แต่ฝันที่จะครองครอง
มัน เมื่อจักรพรรดิเฟย์หกดัชนีไปยังอเวจีปีศาจอมตะ ก็ได้สมบัติเหล่านี้มา
ในท้ายที่สุด เขาก็ไม่ได้กลับออกมา และตกตายไปภายในนั้น”
ขณะที่ต้ากู่กล่าวถึงตรงนี้เขาก็ถอนหายใจออกมา เส้นทางของนักสู้
คือการต่อสู้กับสวรรค์อันสูงส่ง ดังนั้น เมื่อนักสู้พบเจอในสิ่งที่ตนไม่
สามารถคาดหวังว่าจะได้รับไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใด พวกเขาก็จะรู้สึก
อ่อนแอและผิดหวัง
แม้แต่ผู้ทรงพลังของทวีปปีศาจศักดิ์สิทธิ์ก็ยังต้องตกตายไปภายใน
อเวจีปีศาจอมตะ เพียงแค่จินตนาการไปถึงกรงเล็บขนาดใหญ่ที่บดบังดวง
อาทิตย์ได้ หัวใจของพวกเขาก็ต้องเต้นรัวแล้ว
บรรยากาศสงบเงียบลงชั่วครู่ไม่มีใครกล่าวออกมา สำหรับเสวียนจีที่
นั่งอยู่ข้างต้ากู่ นางไม่ได้กล่าวสิ่งใดตั้งแต่แรก แต่นางเพียงแค่ดื่มชาของ
นาง
บรรยากาศเงียบๆยังคงต่อไปประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้น หลินหมิง
ก็ลุกขึ้นยืนและยกมือคารวะพร้อมกล่าวออกมาว่า “ข้าต้องขอตัวลาก่อน
พี่ชายต้ากู่ขอบใจสำหรับคำแนะนำของท่านในวันนี้ มิเช่นนั้นข้าก็คงต้อง
สับสนเกี่ยวกับความลึกลับของหอคอยแยกนภาต่อไปอีกนานแน่ อย่างไร
ก็ตาม ข้าถูกกดดันเรื่องเวลา จึงต้องรีบกลับไปที่พื้นที่ฝึกฝนของข้า”
“พื้นที่ฝึกฝน… ฮ่าฮ่า!” ต้ากู่ยิ้ม “น้องชายหลินคงพยายามคว้าโอกาส
ทุกวินาที!”
หลินหมิงกล่าวว่า “เวลาไม่คอยใคร”
นักสู้ต่อสู้มีศักยภาพมากที่สุดเมื่อพวกเขายังเด็กอยู่ และมันเป็น
ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการบ่มเพาะ ถ้าพวกเขาไม่ได้คว้าโอากาสทุกวิ
นาทีเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อพวกเขาหมดศักยภาพลงในอนาคตแล้ว ก็จะ
เป็นการยากที่จะก้าวหน้าไปอีกระดับได้
ในทางกลับกัน หากพวกเขาสามารถทะลวงไปสู่ขั้นเทพสมุทรอายุขัย
ของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10,000 ปี ในเวลานี้ ถึงแม้ว่าจะมีอายุ
หนึ่งพันปีแล้ว แต่ก็ยังถือว่าดูอ่อนเยาว์และพวกเขายังสามารถรักษา
รูปลักษณ์อ่อนเยาว์เช่นนี้ได้ตลอด
ยิ่งทะลวงเข้าสู่ขั้นเทพสมุทรได้เร็วขึ้นเพียงใด ก็จะยิ่งศักยภาพและ
ข้อได้เปรียบในอนาคตของพวกเขาจะมากขึ้นไปด้วย
นอกจากนี้ หลินหมิงยังได้ให้คำมั่นกับมู่เชียนหยี่ไว้ว่าภายใน 10 ปี
จะต้องกลับไป มันจึงทำให้เขารู้สึกเร่งรีบลึกๆภายในใจ
“พื้นที่ฝึกฝน… น้องชายหลินน่าจะมีตราสัญลักษณ์แห่งการยุติอยู่
ด้วยตราสัญลักษณ์แห่งการยุตินี้ จะมีบางพื้นที่ฝึกฝนใหม่ที่เจ้าสามารถ
เข้าถึงได้”
“โอ้? พื้นที่ฝึกฝนเช่นใดกัน?”
ต้ากู่ยิ้มจางๆ “กรงราชา!”
……………………………
ในห้องมืดบนชั้นสี่ มีอิมป์สูง 6 ก้าวสวมชุดคลุมรายปักเอนหลังลง
บนเก้าอี้หรูหรา ด้านหน้าของเขาเป็นชายที่กำลังคุกเข่าอยู่
“ท่านผู้ปกครอง ข้าได้ตรวจสอบแล้ว หลินหมิงไม่น่าจะมีสิ่งใด
เกี่ยวข้องกับแปดวิบัติจักรพรรดิสงครามในทางใดทางหนึ่งเลย”
“โอ้ นี่เป็นเรื่องจริงหรือ?” การแสดงออกของอิมป์เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ขณะที่เขาลุกขึ้นนั่ง
คนนี้เป็นผู้ปกครองชั้นสูงของหอคอยแยกนภา 1 ใน 12 ผู้ปกครอง
ชั้นสูง – ผู้ปกครองเฮยอ้าน
“ใช่แล้ว จากข่าวที่เราได้มาจากแดนศักดิ์สิทธิ์ของแปดวิบัติจักรพรรดิ
สงคราม แปดวิบัติจักรพรรดิสงครามนั้นมิได้รับศิษย์คนใดๆในช่วง 300 ปี
ที่ผ่านมานี้ และเขาได้ปิดด่านฝึกตนเป็นเวลากว่าร้อยปีแล้ว ไม่มีผู้ใดรู้ว่า
เขาอยู่ที่ใด”
“เป็นเช่นนี้เอง… หึ เช่นนั้นเจ้าเด็กนั่นไม่ได้มีพื้นหลังใดๆเลย ข้าเองก็
คิดมากเกินไป” ผู้ปกครองเฮยอ้านพึมพำด้วยความเย้ยหยัน
สำหรับคนที่มีพรสวรรค์เช่นหลินหมิง มันเป็นไปได้ยากที่เขาจะโผล่
ออกมาโดยปราศาจากพื้นหลัง แม้ว่าเขาจะไม่เกี่ยวข้องกับแปดวิบัติจัก
รพรรดิสงคราม เขาก็ยังอาจมีพื้นหลงที่น่ากลัวอื่นๆซึ่งเขาอาจไม่รู้ ถึงจะ
อย่างนั้น ก็ยังไม่มีสิ่งใดที่ต้องกลัว นอกเหนือจากแปดวิบัติจักรพรรดิสง
ครามแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ทรงพลังระดับจักรพรรดิคนอื่นๆจะเข้ามายังที่
ราบโลหิตสังหารได้
“เงาทมิฬ ไปและคุยกับเขาดูก่อน ดูว่าเขาเต็มใจที่จะให่สัตย์สาบาน
แก่เราเป็นเวลา 50 ปีได้หรือไม่ มิเช่นนั้น ก็ทำให้เขาออกจากหอคอยแยก
นภาไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าเขาไม่เลือกเช่นนั้นละก็ หึหึ!”
ผู้ปกครองเฮยอ้านกล่าวถึงตรงนี้และไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก น้ำเสียงเย็น
ชานั้นมีเจตนาในการสังหารที่ชัดเจนอยู่แล้ว
……………………………
ในที่สุดหลินหมิงก็เลือกที่จะเดินไปกับต้ากู่และเสวียนจี เป็นเพราะ
เสวียนจีกำลังมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ฝึกฝน แต่พื้นที่การฝึกฝนนนั่นมิใช่กรง
ราชา
ขณะที่พวกเขามาถึงพื้นที่ฝึกฝนพิเศษในมุมตะวันตกเฉียงใต้ของชั้นที่
สาม พวกเขาผลักดันเปิดประตูและเข้าไป หลังจากก้าวเข้ามา หลินหมิงก็
ตะลึงอย่างยิ่ง พื้นที่ฝึกฝนนี้มีขนาดใหญ่เป็นอย่างน่าทึ่ง มันเป็นห้อง
สี่เหลี่ยมกว้างและยาวอย่างน้อยหนึ่งพันก้าว และโดมของพื้นที่สูงหลาย
สิบก้าว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานที่แห่งนี้มีขนาดใหญ่มาก แต่สิ่งของ
ภายในก็ดูเรียบง่ายจนน่าประหลาดใจ มีเพียงโต็ะสี่เหลี่ยมยาว 20 ก้าว
ตรงกลางและกระถางต้นไม้ที่ดูแปลกๆ
ด้านหน้าของโต๊ะหิน มีเงาหนึ่งอยู่ คนผู้นี้ถือกระบี่พาดไหล่และสวม
ชุดคลุมสีเทาซีด ผมของเขายาวห้อยลงมาถึงเอว มือไขว้หลัง
จากลักษณะที่ภาคภูมินี้ หลินหมิงความสูงของพวกเขาพอๆกัน เขา
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่คนผู้นี้ทำให้มีความรู้สึกแปลกๆ ราวกับว่ากำลัง
มองไปยังยอดเขาที่ไม่อาจเห็นยอดได้
“คนผู้นี้คือ… ”
คิ้วของหลินหมิงตั้งชัน นี่เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูงอย่างแน่นอน!
“น้องชายหลิน เขาคือ เฟิงเฉิน” ต้ากู่บอกหลินหมิงผ่านกระแสเสียง
ปราณแท้
“อ่า” หัวใจของหลินหมิงเย็นเฉียบ พื้นที่ฝึกฝนพิเศษนี้เปิดให้นักสู้ 10
อันดับแรกของชั้นสามเท่านั้น มันึงไม่แปลกที่จะพบกับผู้เชี่ยวชาญปีศาจ
สวรรค์เจ็ดดาวที่นี่
‘เฟิงเฉินเป็นตัวตนที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่ง’
หลินหมิงพึมพัมกับตนเอง
ราวกับว่าเขารู้สึกอะไรบางอย่าง เฟิงเฉินหันกลับไป เขาเหลือบมอง
ทุกคน ดวงตาของเขาตกลงมาที่หลินหมิงนานเล็กน้อยก่อนที่เขาจะหัน
หลังกลับไม่แยแส
ตาของเขาไม่ได้มีความยโสหยิ่ง แต่มันกลับเผยให้เห็นถึงความโอ่อ่าที่
ราวกับกำลังมองลงมายังทุกคนบนโลก
นี่คือวิสัยทัศน์ที่มีเพียงผู้ทรงพลังที่ไร้เปรียบจะมีเท่านั้น
ต้ากู่มองไปยังเฟิงเฉินและถอนหายใจ เขากล่าวกับหลินหมิงผ่าน
กระแสเสียงปราณแท้ว่า “ข้าเกรงว่าความแข็งแกร่งของเฟิงเฉินอาจจะไม่
ด้อยไปกว่าผู้ปกครองเลย”
“หืม? ไม่ด้อยไปกว่าผู้ปกครองเช่นนั้นหรือ” หลินหมิงตกตะลึงอย่าง
ยิ่ง
ผู้ปกครองแห่งหอคอยแยกนภาค่อนข้างคลุมเครือสำหรับหลินหมิง
พวกเขามีความแข็งแกร่งเพียงใดนั้น หลินหมิงก็ไม่อาจนึกถึงได้
หลินหมิงจึงช่วยไม่ได้ที่จะถามออกไป “ระดับการบ่มเพาะของ
ผู้ปกครองคือขั้นใด?”
ต้ากู่ส่ายหัว “ในหอคอยแยกนภาการบ่มเพาะไม่มีความสำคัญมาก
นัก ถ้าผู้ใดจะตัดสินความแข็งแกร่งของใครบางคนเพียงแค่ดูากระดับบ่ม
เพาะแล้วพวกเขาแล้วละก็ มันย่อมผิดพลาดอย่างร้ายแรง อันที่จริงแล้ว
หลังจากอยู่หอคอยแยกนภามานาน ข้าลืมได้มาตรฐานสำหรับความ
แข็งแกร่งที่ด้านนอกของที่ราบโลหิตสังหารไปเลย ทั้งนี้เป็นเพราะทุกคน
ที่นี่เป็นบุคคลที่โดดเด่นใด้วยกันทั้งนั้น พวกเขาทั้งหมดสามารถต่อสู้ข้าม
ขั้น มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะเปรียบเทียบ
หลินหมิงพยักหน้า มันเป็นความจริง ที่ราบโลหิตสังหารได้รวบรวมผู้
กล้าจากเส้นทางการสังหารทั่วทั้งทวีปปีศาจศักดิ์สิทธิ์ นี่เป็นการแข่งขัน
สูงสุดของรุ่นเยาว์ที่ไม่ธรรมดาทั่วทั้งทวีป มันยากที่จะจินตนาการได้ว่ามีกี่
คนที่นี่ และจะมีกี่คนที่สามารถไปถึงระดับจักรพรรดิแท้ได้
ผู้มีพรสวรรค์ระดับนักบุญยิ่งมีจำนวนมาก แม้กระทั่งคนที่มี
พรสวรรค์เช่นมู่เชียนหยี่หากมาที่ชั้นสาม นางก็จะอยู่ในกลุ่มคนชั้นกลาง
เท่านั้น
เมื่อทักษะการต่อสู้ วิถีและเคล็ดบ่มเพาะกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญ
ที่สุดในการกำหนดความแข็งแกร่ง การบ่มเพาะของคนผู้นึงลดลงอย่าง
มาก
ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่าความแข็งแกร่งของหลินหมิงจะมาถึงระดับนี้
แล้ว การบ่มเพาะของเขาก็เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในขั้นปราณปลายฟ้า
เท่านั้น ความแข็งแกร่งของขั้นปราณปลายฟ้านี้ไม่มากจนเกินไป แต่
ความสามารถในการต่อสู้ทั้งหมดของเขาอยู่ที่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วง
ต้นแล้ว
ไม่ว่าปราณแท้ของผู้นึงความหนาแน่นเพียงใด ก้าวเล็กๆที่เพิ่มขึ้นใน
ขั้นปราณปลายฟ้า ก็ย่อมด้อยกว่าก้าวเล็กๆในขั้นหลอมรวมแก่นแท้อยู่ดี
ความหลากหลายของวิถี 8 ประตูเร้นลับภายใน… สิ่งเหล่านี้คืท่า
สังหารของหลินหมิง
หลินหมิงและต้ากู่กำลังสนทนากันและกันด้วยกระแสเสียงปราณ
ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงแหบแห้งและต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง “ฮ่าฮ่า มิใช่ต้ากู่
กับเสวียนจีเองหรอกหรือ? ข้าไม่ได้เห็นพวกเจ้าตั้ง 2 เดือนเลยนะต้ากู่ แต่
การบ่มเพาะของเจ้า… ดูเหมือนจะเป็นขยะมากขึ้นกว่าเดิม!”
ขณะที่ต้ากู่ได้ยินเสียงนี้ เขาก็ขุ่นเคืองในทันที เขาหันไปรอบๆ ก็เห็น
ผู้ที่พูดหมาๆเช่นนั้นออกมา ซึ่งก็คืออิมป์ที่มีความสูงเพียง 6 ก้าวและ
ศีรษะของเขามีขนาดใหญ่โตผิดปกติ เขามีไม้เท้าแปลกๆอยู่ในมือและสวม
หมวกไผ่สีดำ เขายิ้มอย่างน่าขนลุกขณะที่เขาจ้องมองต้ากู่
“เหยียนชือ!”
ในหอคอยแยกนภา เหยียนชือเป็นอันดับ 2 ในบรรดาปีศาจสวรรค์
เจ็ดดาว ความแข็งแกร่งของเขาเป็นรองเพียงเฟิงเฉินเท่านั้น
เสวียนจีเห็นได้ชัดว่ารังเกียจเหยียนชือ นางเค้นเสียงครั้งนึงจากนั้นก็
เมินเฉยเขาไป
ดวงตาของเหยียนชือ กวาดผ่านต้ากู่และเสวียนจีก่อนที่จะมาตกลงท
ยังหลินหมิง “หลินหมิง ข้ารู้จักเจ้า บางทีในอีกไม่กี่เดือน พวกเราอาจะได้
ต่อสู้กัน ในเวลานั้น ข้าสงสัยว่าเจ้าจะสามารถเติบโตขึ้นได้มากพอหรือไม่?
ฮ่าฮ่า ข้าจะคอยแล้วกัน!”
เหยียนชือเลียริมฝีปากของตน ความแข็งแกร่งของหลินหมิงได้มาถึง
ระดับปีศาจสวรรค์เจ็ดดาวแล้ว อีกไม่กี่เดือนนับจากนี้ ถ้าเขาสามารถ
เอาชนะได้อีก 2 ครั้ง มันก็คงจะมิใช่เรื่องแปลกถ้าจะต่อสู้กับ เหยียนชือ
“ไอ้หยา อย่ามองข้าแบบนั้น เดี๋ยวข้าจะตื่นเต้นเกินไป!” เหยียนชื
อยิ้มอย่างขี้เล่นขณะที่เขาขยับนิ้วไปด้วย จากนั้นเขาก็เดินไปหาหัวหน้า
แผนกที่รับผิดชอบพื้นที่ฝึกฝนที่นี่
“เจ้าบ้านั่น!”
ต้ากู่ดูเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง เขามิอาจเป็นคู่มือของเหยียนชือช จึงไม่
อาจทำสิ่งใดได้ เมื่อปีที่ผ่านมา พวกเขามีความแข็งแกร่งเท่าเทียมกัน แต่
ตอนนี้ เนื่องจากความแตกต่างในด้านการฝึกฝน จึงได้ช่องว่างอย่างใหญ่
ระหว่างพวกเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ ในช่วงเวลานั้น
ความแข็งแกร่งของเหยียนชือก็ยิ่งล้ำยิ่งมากขึ้น
หลินหมิงมองดูเหยียนชือชอย่างเงียบๆ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีความรู้สึก
ถึงออร่าแห่งความภาคภูมิเช่นเฟิงเฉิน แต่พลังจิตวิญญาณของเขาดู
เหมือนจะลึกเท่ามหาสมุทรกว้างใหญ่ มันมิใช่แค่พลังจิตวิญญาณเท่านั้น
แต่ร่างกายเล็กๆนั่นก็ดูเหมือนจะมีพลังอันน่าสะพรึงกลัวเช่นกัน
“เขาใช้การบ่มเพาะพลังจิตวิญญาณเป็นหลักและสนับสนุนสิ่งนี้ด้วย
เคล็ดบ่มเพาะกายผันแปร… ข้าสงสัยยิ่งนักว่าการโจมตีด้วยพลังจิต
วิญญาณของเหยียนชือมีความรุนแรงมากเพียงใด?”
หลินหมิงแอบเปรียบเทียบอย่างลับๆ ความแข็งแกร่งของเหยียนชือย่
อมเป็นความลับ ถ้าพวกเขาไม่ได้ต่อสู้ ก็ย่อมไม่มีรู้ใด
“นี่เป็นเหรียญของท่าน โปรดรับมันไว้” ผู้ดูแลพื้นที่ฝึกฝนการพิเศษนี้
เป็นชายวัยกลางคนแขนเดียว ปราณแท้ของเขาหนาแน่นเป็นอย่างยิ่ง ใน
ฐานะผู้รับผิดชอบพื้นที่พิเศษนี้ เขาจะต้องมีสถานะที่สูงอย่างมากในชั้น
สามของหอคอยแยกนภาแน่ แต่เขายังคงมีสถานะด้อยกว่าเฟิงเฉิน เขา
ไม่ได้แม้แต่ความไม่สุภาพในคำกล่าวหรือการกระทำและวางเหรียญไว้ใน
มือของเฟิงเฉินเลย ด้วยเหรียญนี้ เขาจะสามารถเข้าสู่พื้นที่ฝึกฝนที่นี่ได้
“ท่านเหยียนชือ นี่เป็นของท่าน โปรดยอมรับมันไว้ด้วย”
เหรียญที่สองได้ถูกมอบให้กับเหยียนชือ
หลังจากนั้นผู้ดูแลหันมาหาหลินหมิงและถามว่า “ท่านต้องการพื้นที่
ฝึกฝนแบบใดหรือ?”
เมื่อมองมายังหลินหมิง เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว เสียงของเขาไม่หยิ่ง
เกินไปหรืออ่อนน้อมถ่อมตนเกินไป
หลินหมิงกล่าว “กรงราชา”
“โอ้? เหยียนชือแสดงออกถึงความสนใจอย่างมากกรงราชา หา? ฮ่า
ฮ่า ข้ารู้แล้ว ท่านได้รับสิทธิ์มามากพอที่จะเข้าไปในกรงราชานี่เอง
น่าสนใจยิ่ง! ข้าสงสัยว่าด่านทดสอบระดับใดที่ท่านต้องการ”
“หืม?” หลินหมิงตกตะลึง “ด่านทดสอบระดับใดหรือ?”
ผู้ดูแลวัยกลางคนมองไปยังหลินหมิงและค่อยๆอธิบายว่า “กรงราชา
มีด่านทดสอบหล่อหลอมที่ต่างกัน มันมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ใน
ระยะเวลาสั้นๆ พรสวรรค์ พลังจิตวิญญาณ ความแข็งแกร่ง ปัจจัยเหล่านี้
ทั้งหมดและอื่นๆจะมีการเชื่อมโยงกับผลสุดท้าย เป็นการประเมินที่
สมบูรณ์และครอบคลุมเหล่าผู้กล้ารุ่นเยาว์ทั้งหลาย ด่านทดสอบหล่อ
หลอมแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ทั้งหมดนี้ได้แก่ ทั่วไป นักบุญ อาชูร่าและ
สมญานามอาชูร่า
“สามระดับแรกแบ่งออกเป็นระดับ ต่ำ กลางและสูง ทั้งสามนี้ อาชูร่า
ระดับสูงคืออัจฉริยะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาผู้มีพรสวรรค์ระดับอาชูร่า
สวรรค์ทั้งหมด สำหรับสมญานามอาชูร่า เป็นอาชูร่าที่มีชื่อเป็นเอกลักษณ์
ของตัวเอง ในช่วง 10,000 ปีที่ผ่านมามีผู้ได้รับสมญานามอาชูร่า 3 คน
เท่านั้น บรรดาผู้ที่สามารถกลายเป็น สมญานามอาชูร่า ล้วนเป็นบุตรแห่ง
ความภาคภูมิของสวรรค์ในยุคของพวกเขา แต่แม้ว่าจะมีหอคอยแยกนภา
ถึง 12 แห่ง แต่ตัวตนเหล่านั้นก็ยังหายากอย่างยิ่ง”