Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 71 สำเร็จการฝึกฝน
ขณะที่หลินหมิงเดินไปยังน้ำตกนั่น มีใครบางคนรออยู่ก่อนแล้ว เขา
อายุราวๆ 20-30ปี เขาพูดกับหลินหมิง “ศิษย์หลินน้อย เจ้าสามารถเข้า
ไปได้ เจ้ามีเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งสิทธิพิเศษสำหรับศิษย์ใหม่
ระดับความยากที่เจ้าจะพบคือระดับเจ็ด สงสังอะไรหรือไม่”
“ศิษย์หลินน้อย?! ไม่มีชื่อเรีกอื่นที่ดีกว่านี้แล้วหรือไง” หลินหมิงคิด
ในใจ ความยากระดับที่เจ็ดนั้น เหมาะสำหรับอันดับที่ 110-130 ซึ่งมันก็
เหมาะสมกับอันดับของหลินหมิงดี
“เจ้าเข้าไปได้แล้ว ในระดับที่เจ็ดมันอาจจะตึงมือสำหรับเจ้าอยู่บ้าง
ถ้าเจ้าไม่ไหวก็ออกมาพักได้ โดยปกติแล้วไม่มีใครอยู่ในนั่นได้นานเท่าไร
ถ้าฝืนอยู่นานเกินมันอาจจะทำลายร่างกายของเจ้าได้” ศิษย์พี่เตือน
หลินหมิง
“ขอบใจมาก ศิษย์พี่ ”
เมื่อมองจากภายนอก น้ำตกแห่งนี้ก็เป็นเหมือนน้ำตกธรรมดา หลินห
มิงสัมผัสอะไรไม่ได้เลยเมื่ออยู่จากด้านนอก
เมื่อเดินเข้าไปแล้ว หลินหมิงก็หันกลับมาดูด้านหลัง เขาพบว่า
ด้านหลังของเขามีเพียงเงามืดเท่านั้น เหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืน ถ้ำแห่งนี้
ลึกและเงียบสงบมาก
“ข้าสัมผัสได้ถึงอากาศที่เย็นเฉียบ มันหนาวเสียยิ่งกว่าฤดูหิมะตกเสีย
อีก” หลินหมิงหายใจเข้าลึกๆ และโคจรพลังของเขาจนถึงขีดสุด จากนั้น
ก็กระโดดลงไปกลางทะเลอันหนาวเหน็บแห่งนั้น
“เย็นชะมัด”
หลังจากที่กระโดดลงไปแล้ว หลินหมิงก็รู้สึกถึงไอเย็นเยือกแข็งที่
แผ่ซ่านเข้ามาในร่างกาย หากน้ำเหล่านี้อยู่ด้านนอกที่ไร้ซึ่งอาคมแล้ว มัน
ต้องเป็นน้ำแข็งอย่างแน่นอน แต่ด้วยอาคมนั้นทำให้มันยังคงเป็น
ของเหลวอยู่ เป็นอาคมที่ยอดเยี่ยมจริงๆ
หลินหมิงโคจรพลัง ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ จนถึงขีดสุด กระดูกของ
เขาเกิดเสียงดังก็อกแกร็กเล็กน้อย ในขณะที่มันกำลังสร้างความร้อนเพื่อ
มาต้านความหนาวเย็นของน้ำ
“น้ำนี่มัน ทำไมข้ารู้สึกเหมือนว่ามันเป็นปรอท” หลินหมิงพยายามที่
จะดำน้ำ แต่น้ำนี่มันมีความหนาแน่นสูงทำให้ดำลงไปได้ยาก
“เขากล่าวว่าทะเลใต้ถ้ำนี่ลึกถึง1000 ก้าวงั้นรึ เขาวัดมันได้อย่างไร
กัน สำหรับข้าแค่10ก้าวก็ยังแทบจะไม่อาจดำลงไปได้ ผู้ที่วัดความลึกของ
สระแห่งนี้ต้องเป็นปรมจารย์ขั้นปราณปลายฟ้าเป็นแน่แท้”
ทะเลแห่งนี้ ยิ่งลึกลงไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหนาวเหน็บมากขึ้นเท่านั้น
หากคนธรรมดาตกลงมาในบ่อแห่งนี้ พวกเขาจะแข็งตายด้วยเวลาเพียง
ไม่กี่วินาที
“มือของข้าเริ่มจะชาเสียแล้ว ความหนาวเย็นนี่ช่างรุนแรงเสียจริง”
หลินหมิงฝีนดำลงไปอีก 30 ก้าว ในตอนนี้หลินหมิงรู้สึกได้ถึงความหนาว
เหน็บอย่างสุดแสนที่กำลังถาโถมมาที่เข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน เขาไม่
อาจจะดำลงไปลึกกว่านี้ได้อีกแล้ว
“ถึงข้าจะโคจร ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ อย่างเต็มที่และมีพละกำลัง
มากกว่าคนทั่วไปแล้วก็ตาม มันก็ยังคงไม่เพียงพอ คนที่จะฝึกฝนอยู่ที่นี่ได้
คงต้องมีการฝึกฝนไม่ต่ำกว่าขั้นที่สามเป็นแน่”
ขณะที่ทุกสิ่งรอบตัวหลินหมิงกลับเงียบสงบ มันเหมือนกับหลินหมิง
กำลังอยู่ในมิติห้วงเวลาที่ถูกหยุดเอาไว้ ตอนนี้เขาได้ยินแต่เพียงเสียงหัวใจ
ของตัวเองที่กำลังเต้นอยู่เท่านั้น
ตอนนี้ เหมือนว่าวิญญาณของหลินหมิงจะหลุดออกจากร่าง เขาไม่
รู้สึกอะไรอีกแล้ว แม้ว่าทุกส่วนในร่างกายของเขาจะกำลังพยายาม
ต่อต้านกับความหนาวเย็นนี่อยู่ก็ตาม พลังปราณของเขาเหมือนไม่ได้ถูก
ควบคุมโดยเขาอีกต่อไป ตอนนี้มันกำลังโคจรด้วยตัวมันเอง เหมือนกับว่า
มันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นการโคจรด้วยตัวเองของ
มัน ยังสมบูรณ์กว่าที่หลินหมิงทำได้เสียอีก
หลินหมิงสำเร็จขั้นแรกของ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’แล้ว จึงทำให้ดึง
พลังปราณมาใช้ได้มากและเร็วขึ้น แต่การโคจรด้วยตัวเองของมัน
ในตอนนี้ ยอดเยี่ยมกว่าที่หลินหมิงเคยทำได้ถึงสองเท่า
หลังจากเวลาผ่านไปสักพัก หลินหมิงก็ได้ตื่นขึ้นมา “หืม.. เกิดอะไร
ขึ้นข้า?”
หลินหมิงได้โผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ หลินหมิงจำความรู้สึกในตอนนั้นได้
มันเหมือนทุกอนุภาคในร่างของเขารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งคล้องกับแก่น
ของวิชา ‘หมัดสลายกระดูก’ อย่างไม่ผิดเพี้ยนเลยแม้แต่น้อย
“ดูเหมือน ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ จะพัฒนาไปได้อีกขั้นหนึ่งแล้ว
เมื่อหลินหมิงโคจรพลังอีกครั้ง สิ่งที่น่าตกใจก็คือ เขาสามารถโคจรพลัง
ปราณได้เร็วมากขึ้นถึง 40% ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นจุดสูงสุดของขั้นที่หนึ่งก็
เป็นได้”
“หรืออาจจะเป็นเพราะช่วงที่ข้าหมดสติไปในตอนนั้น” หลินหมิง
ตื่นเต้นสุดๆ
ว่ากันว่าบางครั้งยอดนักสู้ก็จะตกอยู่ในสถานะที่ไม่คาดคิด ซึ่ง
เรียกว่า ‘เห็นแจ้งไร้จิต’ ตำราบางเล่มได้บันทึกเอาไว้ว่า มีคนนั่งอยู่ใต้
ต้นไม้และทำสมาธิเป็นเวลาหนึ่งคืน ทั้งคืนนั่นเส้นผมของเขาเปลี่ยนเป็นสี
ขาว และตื่นขึ้นมาพบว่าตนได้สำเร็จวิชาโดยสมบูรณ์แล้ว หรือบางตำราก็
กล่าวไว้ว่า บางคนก็เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น และกลายเป็นอมตะ ทำให้
สามารถทะลวงช่องว่างของความเป็นและความตายได้
บางทีสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาก็อาจจะเป็นเช่นนั้น น่าเสียดายหากมีเวลา
ในสภาวะ ‘เห็นแจ้งไร้จิต’ มากกว่านี้เขาคงจะได้อะไรเพิ่มอีกมากอย่าง
แน่นอน
เป็นเพราะว่าเขาไม่สามารถอยู่สถานะแบบนั้นได้อีก เขาจึงเริ่มใช้
ความเย็นจากน้ำฝึกร่างกายของเขาต่อ และด้วยพลังจากยาเม็ดผสาน
วิญญาณ ทำให้ทั่วร่างกายของเขาเต็มไปด้วยพลังปราณอย่างล้นเหลือ
พลังที่ปกคลุมเขาอยู่ตอนนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งการบรรลุการฝึกฝน
ขั้นที่สาม ขั้นการฝึกอวัยวะภายใน
หลินหมิงได้เข้าสู่ขั้นที่สามมาครึ่งก้าวแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเวลา
เท่านั้น
ในขั้นที่สองนั้นพลังปราณจะปกคลุมเพียงแค่กล้ามเนื้อภายนอก
เท่านั้น แต่ในขั้นที่สาม พลังปราณจะปกป้องไปถึงอวัยวะภายในด้วย ใน
ขั้นที่สี่และห้าก็เช่นกัน มันจะยิ่งหลอมรวมเข้ากับร่างกายมากขึ้นไปอีก
โดยปกติแล้ว เมื่อนักสู้จะใส่พลังปราณลงไปแค่ในกล้ามเนื้อ ซึ่งจะมี
บางจุดที่ไม่สามารถดูดซับพลังเหล่านั้นไว้ได้ จุดเหล่านั้นเรียกว่า “จุดไร้
ปราณ”
ในการต่อสู้ “จุดไร้ปราณ” เป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงมาก และเมื่อฝึกฝน
ต่อไปในอนาคตจนถึงขั้นผสานชีพจร “จุดไร้ปราณ” เหล่านี้ก็จะ
กลายเป็นตัวขวางกั้นการเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้า
แต่สำหรับน้ำเย็นยะเยือกในที่แห่งนี้ น้ำเหล่านี้จะสัมผัสกับทุกส่วน
ของร่างกาย เมื่อเป็นเช่นนั้นทุกอนุภาคในร่างกายจะต้องร่วมเป็นหนึ่ง
เดียวกัน เพื่อที่จะต้านทานความหนาวเย็นจากน้ำเหล่านนี้
เมื่อรู้เช่นนั้นแล้ว หลินหมิงก็หายใจเข้าลึกๆ เขาไม่แปลกใจเลยว่า
ทำไมอาจารย์เก่งๆส่วนใหญ่จะมาจากสำนักเจ็ดแก่ยแท้ เพราะมีสภานที่
ฝึกฝนที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้นี่เอง การจะไปให้ถึงขั้นผสานชีพจรจึงไม่ยาก
เท่ากับคนอื่นๆ ไหนจะมียาโอสถคุณภาพสูงให้อีก ทั้งหลิงเซ็น ต้ากู่ และ
คนอื่นๆก็คงจะไปได้ถึงขั้นผสานชีพจรกันได้อย่างแน่นอนขึ้นอยู่กับเวลา
เท่านั้น
“สถานที่ฝึกฝนแห่งนี้และสถานที่ฝึกฝนอื่นๆอีกหกแห่ง ของสำนัก
เจ็ดแก่นแท้นั้นทรงคุณค่าอย่างแท้จริง”
“ข้าต้องไต่อันดับให้สูงขึ้นเพื่อที่จะได้ฝึนฝนในสถานที่ฝึกฝนเหล่านี้
ได้นานมากขึ้น”