Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 876 เหล่าผู้โดดเด่นได้มารวมตัวกัน
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 876 เหล่าผู้โดดเด่นได้มารวมตัวกัน
อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เก้าเตาหลอมเทวะมีอิทธิพลมากที่สุดใน 4
อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์และทำให้มีจำนวนอัจฉริยะสูงกว่าอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์
อาชูร่ามาก แม้ว่าพรสวรรค์ของซือถูเหยาเยว่จะปรากฏทุกพันปีใน
อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์อาชูร่า แต่ในอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เก้าเตาหลอมเทวะ
มันปรากฏเพียง 300-400 ปีเท่านั้น
“ฝ่าบาทองค์รัชทายาท!”
เหยียงมู่และฉินอวี้ทักทายเหยียงอวิ๋น แต่ไม่ค่อยมีความเคารพบน
ใบหน้าของพวกเขามากนัก ฉินอวี้เป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นเทพสมุทรไปครึ่งก้าว
แล้วและจะกลายเป็นผู้อาวุโสสูงสุดขั้นเทพสมุทร ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
และได้รับการรักษาคล้ายกับองค์ชายใหญ่ นางจึงไม่จำเป็นต้องโค้งคำนับ
องค์รัชทายาท
สำหรับเหยียงมู่ เขาอายุ 70 ปีแล้วและยังอยู่ในขั้นทำลายชีวิตระดับ
7 อีกด้วย ในอนาคตมีโอกาสที่เขาจะกลายเป็นตัวตนระดับสูงสุดเช่น
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเก้าเตาหลอมเทวะ ดังนั้นเขาจึงไม่เคารพเหยี
ยงอวิ๋นที่อายุเพียง 30 ปีมากนัก ในความเป็นจริง เหยียงมู่เองก็ไม่เต็มใจ
ที่จะยอมรับว่าเหยียงอวิ๋นได้รับตำแหน่งองค์รัชทายาท เหยียงมู่ก็มี
ความคิดที่จะแทนที่เขาด้วยเช่นกัน
“พี่ชายมู่, เทพธิดาฉิน” เหยียงอวิ๋นยิ้มขณะที่ทักทายพวกเขา “ในวัน
พรุ่งนี้ ทั้ง 4 อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์จะปิดล้อมและเข้าสู่วิหารแห่งความพิศวง
อย่างเป็นทางการ การสำรวจครั้งนี้อาจเปิดเผยความลับของทะเลแห่ง
ปาฏิหาริย์ มันมีความสำคัญอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น…”
เมื่อเหยียงอวิ๋นกล่าวถึงตรงนี้ เขาก็ได้หยิบแผ่นหยกสีฟ้าออกมา
“อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เก้าเตาหลอมเทวะของข้าเป็นคนแรกที่นำข้อมูล
เกี่ยวกับวิหารแห่งความพิศวงจากการตรวจสอบกลับมา สำหรับ
อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เจ็ดดาราและอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์อาชูร่า หุ่นและทาส
ที่พวกเขาส่งออกไปล้วนตายหมด ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีข้อมูล สำหรับนัก
สำรวจของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์กลั่นนภา พวกเขากล้าที่จะไปลึกในวิหาร
แห่งความพิศวง ดังนั้นข้อมูลของพวกเขาจึงไม่ละเอียดเท่าเรา! ลองดู
ข้อมูลนี้มีค่าใช้จ่ายอย่างมาก ดังนั้นโปรดอย่าลืมเก็บไว้เป็นความลับที่สุด”
ขณะที่เหยียงอวิ๋นกล่าว เขาโยนแผ่นหยกสีฟ้าไปยังเหยียงมู่และ
ฉินอวี้
หลังจากที่ทั้งสองมองผ่านมัน สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไป ดวงตา
ของเหยียงมู่สว่างขึ้น “วิหารแห่งความพิศวงมีความเกี่ยวพันกับความลับ
ของนักสู้สมัยโบราณที่ได้ลงมาบนโลกนี้?”
“มันเป็นความคาดการณ์ของเรา” เหยียงอวิ๋นพยักหน้าอย่างสงบ
ที่เรียกว่าสมัยโบราณคือช่วงเวลา 100,000 ปีก่อน นั่นคือช่วงเวลาที่
อารยธรรมแห่งนักสู้แห่งทวีปนภารินไหลอยู่ในยุครุ่งโรจน์และรุ่งเรืองที่สุด
เมื่อเทียบกับเวลาปัจจุบันแล้ว ดูเหมือนว่าพวกเขาเป็นสองโลกที่แยกจาก
กันอย่างสมบูรณ์
ตามตำนานราว 100,000 ปีก่อน เมื่อนักสู้ทะลวงเข้าสู่ขั้นเทพสมุทร
ช่วงกลาง พวกเขาจะมีโอกาสที่สมเหตุสมผลในการก้าวขึ้นสู่แดนเทวะ
และสำหรับเหล่าผู้มีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่านักสู้ในระดับเดียวกัน
พวกเขาสามารถทะลวงออกจากโลกแห่งนักสู้เมื่อตอนขั้นเทพสมุทรช่วง
ต้นหรือแม้แต่ขั้นทำลายชีวิตระดับ 8 เท่านั้น และขึ้นไปข้างบนได้
แต่ในช่วง 100,000 ปีที่ผ่านมา นักสู้ที่มีความสามารถขึ้นไปยังแดน
เทวะได้นั้นมีน้อยเกินไป มีเพียงไม่กี่คนที่รู้จักและหายากมาก เช่น
จักรพรรดิซื่อ และจักรพรรดิปีศาจที่เป็นที่รู้จักกันว่าได้ขึ้นไปแล้ว ส่วนคน
อื่นๆที่ได้รับการกล่าวว่าขึ้นไปด้วยนั้น มันไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาประสบ
ความสำเร็จหรือตกตายไประหว่างทาง
นอกจากนี้ มันยังเป็นปริศนาอย่างที่สุดว่าคนเหล่านี้ขึ้นไปได้อย่างไร
ดูเหมือนว่าเมื่อพวกเขามาถึงความแข็งแกร่งบางอย่างจึงสามารถสร้าง
ปรากฏการณ์ของสวรรค์และปฐพี จากนั้นหายตัวไปในที่สุด
แม้กระทั่งตัวตนระดับสูงสุดเช่น ลุงใหญ่จักพรรดิกลั่นนภาและ
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเก้าเตาหลอมเทวะก็ไม่มีความคิดที่จะก้าวขึ้นไป
หลังจากบินเข้าสู่แดนเทวะแล้ว มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ในทวีป
นภารินไหล ตัวตนเช่นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเก้าเตาหลอมเทวะอาจ
กล่าวได้ว่าควบคุมโลกไว้บนฝ่ามือของตนโดยไม่มีใครกล้าที่จะต่อต้าน
พวกเขา แต่เมื่อพวกเขาไปถึงแดนเทวะแล้ว พวกเขาก็จะกลายเป็นเพียง
ตัวตนไร้ชื่อ หากพวกเขาพยายามที่จะสำรวจแดนเร้นลับแล้ว พวกเขาก็
อาจจะตายได้อย่างง่ายดาย 4-5 ครั้งถ้ามีคนพยายามที่จะสังหารพวกเขา
อย่างไรก็ตาม มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่ต้องการขึ้นไป โดยเฉพาะรุ่น
เยาว์ ผู้ที่สามารถเข้าสู่ขั้นเทพสมุทรอาจกล่าวได้ว่ามีหัวใจที่แน่วแน่ต่อ
เส้นทางแห่งนักสู้ของพวกเขา มันเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่จะถูก
ล่อลวงโดยความสุขใดๆของโลก สำหรับพวกเขา ยิ่งสามารถทะลวงขึ้นไป
ระดับขั้นพลังใหม่ได้มากเพียงใดมันก็จะทำให้พวกเขามีความสุขและเติม
เต็มความหลงใหลมากขึ้นเท่านั้น
ทวีปนภารินไหลมีข้อจำกัดมากเกินไป โดยมิต้องกล่าวถึงทรัพยากร
แต่เพียงสิ่งแวดล้อมและมรดกก็ไม่เพียงพอแล้ว ในทวีปนภารินไหล การ
สืบทอดวิถีและกฎไปถึงระดับ 2-3 นั้นก็ยังเป็นเพียงขั้นแรก ในส่วนของ
ระดับ 7-8 นั้นไม่มีผู้ใดในทวีปนภารินไหลเคยได้ยินเรื่องเหล่านี้มาก่อน
มรดกประเภทนี้ได้สะสมมานับร้อยนับพันหรือแม้กระทั่งล้านปีผ่าน
ความพยายามร่วมกันของนักสู้นับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะมีพรสวรรค์มากเพียงใด
มันก็เป็นไปไม่ได้ที่คนๆหนึ่งจะสามารถทำสิ่งนี้ได้ด้วยตัวคนเดียว
การที่จะอยู่ในทวีปนภารินไหลนั้นหมายความว่าจะไม่มีจุดหมายใด
ในการเข้าถึงขั้นเทพสมุทรและยังมีอายุขัยจำกัดเพียง 10,000 ปี รุ่นเยาว์
ทุกคนที่สามารถมาถึงจุดนี้คือบุตรที่น่าภาคภูมิของสวรรค์ และทุกคนก็มี
ความทะเยอทะยานเป็นของตน ผู้ใดเต็มใจจะดูช่วงเวลาพันๆปีผ่านไป
ก่อนที่พวกเขาจะค่อยๆกลายเป็นกระดูกเล่า?
กลับกัน แม้ว่าพวกเขาไม่สามารถบรรลุสิ่งใดในแดนเทวะได้ แต่ดู
เหมือนว่ามีทางกลับเข้าสู่ดินแดนระดับล่างได้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะต้อง
จ่ายเงินบางส่วน แต่ก็ยังมีความหวัง
ขณะที่เหยียงมู่และฉินหยางคิดเช่นนี้ ทั้งสองคนก็ตื่นเต้นและเฝ้ารอ
ที่จะไปยังวิหารแห่งความพิศวงมากขึ้นเรื่อยๆ นี่จะเกี่ยวข้องกับทั้ง
ความสำเร็จในอนาคตของพวกเขา
…………
หลังจากหลินหมิงมาถึงเมืองท่า เขาก็เห็นผู้อาวุโสจ้าวฮั่วนั่งอยู่ใกล้
โต๊ะในลาน รูปลักษณ์ของเขายังคงเป็นเช่นเดิม วัวสีเขียวของเขากำลัง
เล็มหญ้าอยู่ใต้ต้นไม้ เมื่อมองไปยังฉากนี้ มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะ
จินตนาการว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของทั่วทั้งทวีปนภารินไหล
“คารวะผู้อาวุโสจ้าวฮั่ว!”
“สหายน้อยหลิน ไม่จำเป็นต้องสุภาพมากนัก ระหว่างการเดินทาง
ครั้งนี้เข้าสู่วิหารแห่งความพิศวง ข้ากลัวว่าเหล่าสหายเก่าเช่น เหยียงลั่ว
เทียนและโอวเหย่ฮัวโตวจะมาด้วย ถึงแม้ว่าข้าจะมีความมั่นใจในการ
เอาชนะพวกเขา แต่เมื่อพวกเขาทั้งสองคนร่วมมือกันข้าก็จะแพ้!
นอกเหนือจากสองคนนี้แล้ว มันยังมีผู้เชี่ยวชาญหลายคนซ่อนตัวอยู่ และ
ยังมีขั้นเทพสมุทรช่วงต้นและกลางอยู่ทุกที่ด้วย คนรุ่นเยาว์รวมถึงเจ้าควร
เข้าร่วมเพื่อรับประสบการณ์ ทำให้แน่ใจว่าเจ้าให้ความปลอดภัยของ
ตนเองเป็นที่สูงสุดเท่านั้น”
ผู้อาวุโสจ้าวฮั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขณะที่เขานั่งอยู่บนเก้าอี้หิน
มือของเขายังคงจับไม้เท้าต้นท้อ เหยียงลั่วเทียนถูกเรียกว่าเป็นจักรพรรดิ
ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเก้าเตาหลอมเทวะ และโอวเหย่ฮัวโตวเป็นลุงใหญ่
จักรพรรดิกลั่นนภา ทั้งคู่เป็นตัวตนที่มีอายุ 5000-6000 ปีและแข็งแกร่ง
อย่างยิ่ง
นับเป็นเวลาหลายพันปีแล้วนับตั้งแต่ผู้อาวุโสจ้าวฮั่วต่อสู้กับเหยี
ยงลั่วเทียน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะตัดสินว่าเขาแข็งแกร่งขึ้นมาเพียงใด
นับตั้งแต่ตอนนั้น
“ผู้เยาว์เข้าใจแล้ว”
หลินหมิงพยักหน้า ความจริงแล้ว เหตุผลหนึ่งที่เขาต้องการเข้าไปใน
วิหารแห่งความพิศวงก็คือการแสวงหาโชค แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่สำคัญ
ที่สุด เหตุผลที่เขายอมเสี่ยงและเดินทางเข้าไปในวิหารแห่งความพิศวงก็
เพราะเขาอยากจะตรวจสอบความลับของทะเลแห่งปาฏิหาริย์และอเวจี
ปีศาจอมตะ เขารู้สึกลึกๆว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับการล่มสลายของโลก
แห่งนักสู้ของทวีปนภารินไหลเมื่อ 100,000 ปีก่อน เขาอยากจะรู้ว่า
จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่คนใดที่ได้เหลือหัวใจไว้และยังคงเต้นแม้จะผ่านไป
100,000 ปีแล้ว และตัวตนของเทพธิดาไร้เปรียบเป็นเช่นไร
เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเดาได้ว่าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่อยู่ในขอบเขตระดับ
พลังใด แต่ในแง่ของพลังชีวิตเพียงอย่างเดียวนั้น นักสู้ขั้นเทพสมุทรในช่วง
ปลายก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้จำกัดเพียง 10,000 ปี
ก้าวต่อไป ขอบเขตถัดไปเท่านั้นจึงจะเป็นเหตุผลที่สามารถทำให้มี
พลังชีวิตอยู่เป็นเวลานานแสนปีได้
สำหรับเรื่องที่ว่าระดับพลังใดที่ควรจะทำให้มีชีวิตอยู่ 100,000 ปี
และจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ที่ทิ้งหัวใจไว้ในอเวจีปีศาจอมตะคือผู้ใดและจริงๆ
แล้วเขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน? มันย่อมไม่สามารถจินตนาการ
ได้เลย!
หลินหมิงได้สืบทอดความทรงจำของผู้ทรงพลังแดนเทวะมาหลายคน
แม้ว่าจะมีความทรงจำที่ไม่สมบูรณ์ แต่เขาก็ยังคงประมาณได้ว่าสถานะใด
ที่จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ไร้เปรียบมีอยู่ในแดนเทวะ เขาย่อมอยู่จุดสูงสุด เป็น
ตัวตนระดับสูงสุดโดยไม่ด้อยไปกว่า ‘ขั้นราชันพิภพ’ ในตำนาน!
สำหรับตัวตนสูงส่งเช่นนั้น หลินหมิงมีความอยากรู้อยากเห็นและ
เคารพในเรื่องราวชีวิตของเขาด้วย
ในวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเหนือบึงทมิฬแปดพันไมล์ได้ทอแสงต้อนรับจาก
กลุ่มผู้ทรงพลังสูงสุดของทวีปนภารินไหล ทั้ง 4แดนศักดิ์สิทธิ์ และ
ผู้เชี่ยวชาญที่ซ่อนอยู่ทั่วโลกต่างไม่ต้องการพลาดโอกาสที่หาได้ยากเช่นนี้
ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงเหตุผลที่ผู้ทรงพลังขั้นเทพสมุทรรุ่นเยาว์ก็มา
เพราะตราบเท่าที่พวกเขาสามารถเจอโชคบางอย่างแล้ว พวกเขาก็จะ
สามารถก้าวไปบนเส้นทางแห่งนักสู้ที่ไกลกว่าเดิมได้ สำหรับผู้อาวุโสขั้น
เทพสมุทร พวกเขาไม่ได้หวังว่าจะมีความก้าวหน้ามากนัก แต่เนื่องจาก
ชีวิตของพวกเขาใกล้หมดลงแล้ว พวกเขาก็อาจจะต่อสู้กับความตายและ
หวังว่าพวกเขาจะพบกับโชคบางอย่างจะดีกว่า
นอกจากนี้ กลุ่มชนรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นทั้งหลายของอาณาจักร
ศักดิ์สิทธิ์และแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างก็ได้เข้าร่วมด้วย พวกเขาส่วนใหญ่อยู่ใต้
การปกป้องของผู้อาวุโสเพื่อที่จะได้เห็นโลกและเปิดใจของพวกเขา
เป็นเวลาช่วงหนึ่ง มีหลายร้อยพาหนะสัตว์อสูร, เกวียนศักดิ์สิทธิ์
ทองคำและเรือจิตวิญญาณต่างก็ได้ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า เต็มไปด้วยแสง
ศักดิ์สิทธิ์ นี่ดูเหมือนสัญญาณมงคลอย่างแท้จริง!
เมื่อเผชิญหน้ากับความวุ่นวายที่ยิ่งใหญ่ดังกล่าว สัตว์อสูรดุร้ายในบึง
ทมิฬแปดพันไมล์จึงไม่กล้าแสดงตัวออกมา
อย่างไรก็ตาม สัตว์อสูรดุร้ายเหล่านี้เป็นเพียงสัตว์อสูรดุร้ายสามัญ
เท่านั้น แต่หากปรากฏการณ์ที่น่ากลัวอย่างแท้จริงเกิดขึ้นในบึงทมิฬแปด
พันไมล์แล้ว กระทั่งตัวตนที่ยิ่งใหญ่ก็ยังจะต้องหลีกทาง ตัวอย่างเช่นแม่
น้ำเหลืองหรือสัตว์อสูรโบราณระดับมังกรอสรพิษทะเล
ดังนั้น แม้ในขณะที่ตัวตนยิ่งใหญ่เหล่านี้ดูเหมือนจะมีความภาคภูมิ
และความเย่อหยิ่ง แต่พวกเขาก็ยังต้องกระจายสัมผัสรับรู้ไปในทุกทิศทาง
ตราบเท่าที่ปรากฏการณ์บางอย่างเกิดขึ้น หากพวกเขาไม่สามารถรับมือ
ได้แต่อย่างน้อยพวกเขาก็จะสามารถหลบเลี่ยงได้ทันเวลา มิเช่นนั้น ถ้านัก
สู้ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งทวีปนภารินไหลทั้งหมดได้รับบาดเจ็บร้ายแรง
ก่อนที่พวกเขาจะสามารถเข้าถึงทางเข้าวิหารแห่งความพิศวง นั่นก็น่าจะ
เป็นเรื่องตลกอย่างยิ่ง
ผู้ทรงพลังทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม 4 กลุ่มแรกถูกสร้างขึ้น
จาก 4 อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ พร้อมทั้งนิกายและตระกูลที่ติดตามพวกเขา
กลุ่มสุดท้ายประกอบไปด้วยนิกายเดียวและนักสู้ที่ไร้สังกัด กลุ่มนี้มี
ขนาดเล็กที่สุดและอ่อนแอที่สุดซึ่งมีเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น รุ่นเยาว์ของ
กลุ่มนี้ยิ่งน่าเศร้ากว่า พวกเขาไม่สามารถเปรียบเทียบกับ 4 อาณาจักร
ศักดิ์สิทธิ์
“หืม? ผู้อาวุโสจ้าวฮั่ว!” มันไม่รู้ว่านักสู้ผู้ใดที่ตะโกนเช่นนี้ออกมาก่อน
แต่เมื่อทุกคนมองตามไปก็ได้เห็นผู้อาวุโสจ้าวฮั่วซึ่งขี่วัวสีเขียวขณะที่พวก
เขาลอยอยู่บนเมฆ และข้างหลังเขาก็เป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาซึ่งไม่ได้ดู
เหมือนจะเป็นนักสู้ แต่เหมือนเป็นบัณฑิตที่สง่างาม
“ผู้อาวุโสจ้าวฮั่ว! หลินหลานเจี้ยน!”
ก่อนหน้านี้ พวกเขาไม่รู้ว่าทั้งสองคนนี้จะมาหรือไม่ แม้แต่เหยี
ยงอวิ๋นและโอวเหย่ชิงเฟิงก็ยังไม่แน่ใจ
เมื่อทั้งสองคนมาถึง แม้แต่ผู้อาวุโสขั้นเทพสมุทรก็ยังรู้สึกกลัวใน
หัวใจของพวกเขา ชื่อเสียงของผู้อาวุโสจ้าวฮั่วโด่งดั่งอย่างยิ่ง!
สำหรับหลินหมิงก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องพูดถึงเขา เขาเป็นตัวตนที่ไม่ควร
ไปยั่วยุอย่างยิ่ง ผู้หนึ่งเพียงต้องดูชะตากรรมปัจจุบันของอาณาจักร
ศักดิ์สิทธิ์อาชูร่าเป็นตัวอย่าง และนี่ยังเป็นเพียงช่วงเวลาที่หลินหมิงยังไม่
เติบโตขึ้น ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาจะแข็งแกร่งขึ้นเพียงใดภายในอีก 10 ข้างหน้า
“ผู้อาวุโสจ้าวฮั่ว ข้าไม่คิดว่าท่านจะมาจริงๆ! เจ้าได้ปรากฏตัวมาก
เกินกว่าในอดีตเสียอีก!” ทันใดนั้นน้ำเสียงชราก็ได้ดังขึ้น ด้านข้างกลุ่มของ
อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เก้าเตาหลอมเทวะ มีชายผู้หนึ่งในชุดจักรพรรดิสีทอง
ม่วงลุกขึ้นยืนจากเกวียนศักดิ์สิทธิ์สีทอง เขาเป็นจักรพรรดิแห่งอาณาจักร
ศักดิ์สิทธิ์เก้าเตาหลอมเทวะ, เหยียงลั่วเทียน
แม้กระทั่งเหยียงลั่วเทียนก็ยังไม่รู้ชื่อจริงของผู้อาวุโสจ้าวฮั่ว พวกเขา
รู้เพียงชื่อเล่นเท่านั้น
ผู้อาวุโสจ้าวฮั่วแสดงรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนไปหลายพันปี
“ข้าเพิ่งเสร็จสิ้นการปิดด่าน 800 ปี ดังนั้นข้ารู้สึกไม่สบายใจและอยากจะ
ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์บ้าง น้องชายลั่วเทียนมิต้องกังวลไป ข้าแค่
อยากจะมาที่วิหารแห่งความพิศวงแห่งนี้เพื่อดู ข้าจะทำให้แน่ใจว่ามิได้ไป
ยุ่งเกี่ยวกับการล่าขุมทรัพย์ของเจ้า”
ปิดด่าน 800 ปี!?
ผู้คนโดยรอบกลายเป็นอ้าปากค้าง นักสู้หนุ่มสาวหลายคนในปัจจุบัน
ยังอายุไม่ถึง 80 ปีด้วยซ้ำ มันเกือบเป็นไปไม่ได้สำหรับพวกเขาที่จะ
จินตนาการถึงการปิดด่าน 800 ปีในครั้งเดียว!
หลินหมิงคิดว่านี่เป็นเรื่องน่าตลกอย่างยิ่ง สิ่งที่คนเหล่านี้ไม่รู้คือใน
ขณะที่ผู้อาวุโสจ้าวฮั่วกล่าวว่าเขาได้ปิดด่านเป็นเวลา 800 ปี แต่ความจริง
ก็คือว่ามันเป็นเพียงเวลา 80 ปีเท่านั้น เขาชะลอการไหลเวียนของเวลา
ภายในการปิดด่านถึง 10 เท่า ดังนั้น 80 ปีจึงมีเท่ากับ 800 ปีข้างนอก