Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70 - ตอนที่ 54 : เป็นคุณแม่เจ้าหัวผักกาดน้อย The End
- Home
- Mom in the 70's ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยในยุค70
- ตอนที่ 54 : เป็นคุณแม่เจ้าหัวผักกาดน้อย The End
ช่วงต้นปี 1979 ซีอินและฉิงเฟิ่งพาครอบครัวย้ายมาอยู่
ที่เมืองเจิ้งโจวซึ่งเป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของมลฑล
เหอหนานที่พวกเขาอาศัยอยู่ตามที่ตั้งใจไว้เรียบร้อย
ตูตูไคไคและเชาเชาได้เข้าเรียนโรงเรียนประถมของเมือง
เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีเด็กๆจากในเมืองมาเรียนกันอยู่
เยอะมาก ทำให้พวกเขาเริ่มมีสังคมใหม่ๆ มีเพื่อนที่หลากหลาย
เยอะมากขึ้น แต่เด็กๆ ทั้งสามคนก็สามารถปรับตัวได้ดีมาก
เลยทีเดียว
ตอนแรกซีอินกังวลอยู่บ้างเพราะคนในเมืองใหญ่ยังมี
ความคิดที่เหลื่อมล้ำในเรื่องของเด็กในเมืองกับเด็กชนบทอยู่
แต่เรื่องนี้กลับไม่ต้องห่วงเลยเพราะพวกเขาเรียนเก่งและฉลาด
เด็กๆทั้งสามนั้นเธอสอนมาเองกับมือ พวกเขาเก่งทั้งเลข
ตัวอักษรและที่สำคัญเลยคือภาษาต่างประเทศ ทั้งตูตู ไคไค
และเชาเชาสามารถพูดอ่านเขียนและออกเสียงได้ดีมาก เพราะ
เธอให้เด็กๆ ฝึกท่องคำศัพท์ทั้งยังเอาบัตรคำศัพท์ของเล่นฝึก
ทักษะภาษาจากในมิติห้างออกมาให้เล่นทายคำกันด้วย ไหน
จะนิทานภาพภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานที่พวกเขาชอบอ่าน
มากๆ นั้นอีก ทุกอย่างต่างช่วยส่งเสริมเจ้าพวกเด็กน้อยทั้งสิ้น
ร้านค้าที่เมืองเจิ้งโจวนั้นจะเน้นขายสบู่กลิ่นหอมๆ ผ้า
ห่มนาโนผืนบางสีเรียบ ๆ และของบางอย่างที่มีในมิติห้าง
รวมถึงผักผลไม้สดๆ จากสวนของพี่รองเซียวโดยร้านค้าที่นี่ก็
ยังคงเป็นตานผิงที่ดูแลอยู่และมีคนงานที่จ้างมาช่วยงานอยู่อีก
สามคน
หลังจากเกิดเรื่องที่ตานผิงถูกอดีตคู่หมั้นบังคับถอนหมั้น
ไปเธอก็ไม่เคยสนใจผู้ชายคนไหนอีกเลย จนกระทั่งวันที่สหาย
ของฉิงเฟิ่งมาเยี่ยมที่เจิ้งโจว เป็นเหิงซานที่ได้ย้ายตำแหน่งงาน
มาประจำการที่ค่ายฝึกทหารที่เจิ้งโจวแล้ว เมื่อรู้ว่าฉิงเฟิ่งเองก็
พาครอบครัวย้ายมาอยู่ที่นี่จึงแวะเข้ามาเยี่ยม แล้วนับจากวันที่
เหิงซานได้เจอตานผิงเขาก็หาเรื่องมาเยี่ยมเยือนที่ร้านค้าอยู่
บ่อยครั้ง จนตอนหลังมาฉิงเฟิ่งและซีอินพอจะมองออกว่าทั้ง
สองคนนั้นเหมือนจะมีใจให้กันอยู่ จนสุดท้ายเวลาผ่านไปเหิง
ซานและตานผิงก็ตกลงคบหาดูใจกันเป็นเรื่องเป็นราวในที่สุด
ซีอินมีร้านที่ซื้อไว้อยู่ใกล้โรงหนัง เธอจึงเปิดเป็นร้าน
ขายขนมกินเล่น เน้นพวกที่เคี้ยวได้เพลินๆ อย่างถั่วคั่วชนิด
ต่างๆ หมากฝรั่ง ไอศกรีมแท่งและเครื่องดื่มพวกน้ำหวานโคล่า
หรือน้ำอัดลมและน้ำเปล่า ซึ่งซีอินก็เอาตู้แช่เย็นในมิติห้าง
ออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ แช่น้ำหวานและน้ำดื่มเหล่านั้น ทั้ง
เธอยังนำกระดาษทิชชูห่อเล็กๆ มาวางขายสำหรับเช็ดมือ
เช็ดหน้าซึ่งได้รับความสนใจจากเหล่าผู้หญิงในเมืองอย่างมาก
เพราะสะดวกในการพกพาในกระเป๋านั้นเอง
จากนั้นก็รับสมัครคนงานมาทำงานประจำอยู่ที่ร้านสัก
สองคน ร้านนี้อยู่ใกล้โรงหนังซึ่งตอนนี้ผู้คนในเมืองเจิ้งโจวนิยม
มาดูหนังกันมาก โดยเฉพาะคู่รักหนุ่มสาว แต่ก็มีคนที่มาดูหนัง
กันเป็นครอบครัวด้วยเหมือนกัน เพราะเป็นสถานที่ที่ทันสมัย
ที่สุดแล้ว ทั้งยังเอาไปพูดอวดคนได้ด้วยว่าเคยได้มาดูหนังใน
โรงหนังแล้ว ดังนั้นคนที่มาซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมภาพยนตร์จึงมี
มากมายนักในแต่ละวัน คนส่วนใหญ่ที่มาก็มักจะต้องซื้อของ
กินเล่นหรือน้ำเข้าไปกินตอนดูหนังอยู่แล้ว การค้านี้จึงสามารถ
ทำกำไรให้บ้านสามเซียวเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียวและที่ดิน
อาคารแถวโรงหนังนี้ก็ราคาพุ่งสูงขึ้นเยอะมากเป็นเท่าตัวเลย
ทีเดียว
ตอนนี้ฉิงเฟิ่งยังเดินทางไปทางใต้เพื่อดูของมาขายเพิ่ม
ด้วย ซีอินจึงบอกให้เขารับเอาพวกนาฬิกาแบบต่างๆ ของทั้ง
ชายและหญิงมาขายดู ยังมีผ้าพันคอสำหรับผู้หญิงลวดลาย
ต่างๆ และหมวกหลากหลายรูปแบบมาวางขายอีกด้วยปรากฏ
ว่าขายดีมาก ตอนนี้การแต่งตัวของคนในเมืองเจิ้งโจวนับว่า
ทันสมัยมากขึ้น การค้าเป็นไปได้ด้วยดีและเริ่มขยับขยายได้
มากขึ้นเป็นเท่าตัว
ส่วนร้านค้าในตลาดที่เหลืออีกร้านเธอคิดว่าจะเปิดเป็น
ร้านอุปกรณ์เครื่องเขียนเช่นพวกดินสอ ปากกา สีไม้และ
กระดาษรูปแบบต่างๆ เพราะจากที่ดูแล้วเมืองเจิ้งโจวยังไม่มี
ร้านที่ขายของพวกนี้แบบเป็นจริงเป็นจังเลยทั้งที่ที่นี่มีโรงเรียน
ใหญ่โตและนักเรียนมากมายที่ต้องใช้ของเหล่านี้ ซึ่งการค้านี้ฉิง
เฟิ่งเองก็เห็นดีด้วยเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนที่เมืองอำเภอตอนนี้ให้น้องสี่อย่างเซียวฉิงทู่เป็นคน
ดูแลให้ บ้านในเมืองอำเภอก็ให้เขาเข้าไปอยู่ได้ แต่เซียวฉิงทู่
ชอบนอนที่ร้านมากกว่า แต่ก็จะเข้าไปดูบ้านให้พี่สามอยู่สอง
สามวันครั้งพร้อมทั้งทำความสะอาดบ้านดูแลต้นไม้ให้ด้วย
ส่วนความสัมพันธ์กับคู่หมั้นสาวอย่างเหอหลันซือเป็นไปด้วยดี
พวกเขาเขียนจดหมายถึงกับอยู่เสมอ และพอปิดภาคเรียนเห
อหลันซือก็จะกลับมาหาเขาที่เมืองอำเภอทุกครั้ง
ความสัมพันธ์เป็นไปด้วยดีแต่ก็มีเรื่องงอนกันบ้าง แต่ก็เป็นไป
ตามวิธีของคนเป็นคู่รักกัน และเมื่อเหอหลันซือเรียนจบพวก
เขาก็จะแต่งงานกันทันทีตามที่เคยคุยกันไว้
ทางด้านร้านซาลาเปาของพี่ใหญ่เซียวฉิงโจวก็ทำขนม
เค้กไข่นึ่งและเค้กพุทรานึ่งมาขายเพิ่มแล้ว ปรากฏว่าคนนิยม
กินกันมากขายได้ดีพอๆ กับซาลาเปาเลย และตอนนี้พี่ใหญ่
เซียวก็รับลูกจ้างมาช่วยงานแล้วสองคนเช่นกัน ส่วนคุณแม่
เซียวก็กลับไปอยู่ที่หมู่บ้านชนบทตามเดิมและช่วยพี่รองเซียว
ทำส่วนผักผลไม้ แต่นานๆทีก็จะเดินทางเข้าเมืองมาเพื่อเยี่ยม
ลูกชายคนโตและลูกชายคนเล็กบ้างนั้นเอง
ด้านสวนผักผลไม้ของพี่รองเซียวฉิงไห่เองก็ขยับขยาย
ใหญ่โตมากขึ้น และเปิดรับคนงานมาทำงานในสวนแล้ว คน
ส่วนใหญ่ที่รับมาก็เป็นคนในหมู่บ้านที่พี่รองเซียวและคุณพ่อ
เซียวช่วยกันคัดคนที่ขยันทำงานและไว้ใจได้เข้ามานั้นเอง ส่วน
เหมียวเหมี่ยวและต้าเป่าก็มีชีวิตวัยเด็กที่ดีสมวัย แม้ต้าเป่าจะ
ไม่ชอบเรียนหนังสือแต่ก็ยังยอมไปโรงเรียนแต่โดยดี ผลการ
เรียนจึงไม่ดีมากนัก คะแนนจึงแค่พอผ่านไปได้เท่านั้น แต่เรื่อง
นี่ไม่ได้ทำให้พี่รองเซียวเป็นกังวลขอเพียงไม่ทำเรื่องไม่ดีก็
เพียงพอแล้ว ส่วนเหมียวเหมี่ยวนั้นชอบเรียนหนังสือมากจึง
สอบได้คะแนนดีอยู่เสมอ
ทางพี่ใหญ่หลินซีเหมิงที่เปิดร้านเสื้อผ้าให้พี่สะใภ้ใหญ่
หลินนั้นทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำเพราะตอนนี้คนนิยมแต่งตัว
กันมากขึ้นนั้นเอง และตอนนี้ได้ซื้ออาคารที่เคยเช่าเป็นของ
ตัวเองได้แล้ว ธุรกิจเสื้อผ้าขายดีมากคนเริ่มหันมาใส่ใจเรื่อง
เสื้อผ้าและรูปลักษณ์ภายนอกมากขึ้นจริงๆ โรงงานทอผ้าที่พี่
ใหญ่หลินทำงานอยู่นั้นก็เริ่มมีงานน้อยลงกว่าเมื่อก่อน เพราะ
ตอนนี้มีโรงงานคู่แข่งมาเปิดแข่งขันกันมากขึ้น พี่ใหญ่หลินเอง
ที่มองดูแล้วก็ได้แต่นึกถึงสิ่งที่น้องสาวอย่างหลินซีอินเคยบอก
ไว้ ดีที่ตอนนั้นเขาเลือกที่จะเชื่อน้องสาวโดยการลงทุนหา
อาชีพอีกอย่างทำเสริมกันไป ตอนนี้พอมีร้านเสื้อผ้าแล้วทำให้
มีรายได้อีกทางเขาและภรรยาจึงไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะไม่มีเงิน
และไม่มีงานทำหากโรงงานทอผ้าถูกปิดตัวไปจริงๆ
ส่วนทางพี่รองหลินซีไป๋เองก็เฟื่องฟูอย่างมากเพราะ
อาหารทะเลแห้งจากทางใต้ขายดีมากจริงๆ แต่เขาก็ยังคงรับ
ซื้อของสดๆ จากหมู่บ้านมาขายต่ออยู่ด้วยเหมือนเดิม ร้านค้า
มีความมั่นคงมีลูกจ้างมาช่วยขายของที่ร้านแล้วเช่นกัน
บ้านหลินและบ้านเซียวในหมู่บ้านชนบทต่างก็มีการ
ปรับปรุงสร้างบ้านใหม่กันเป็นบ้านอิฐหลายห้องนอนหลังคา
มุมกระเบื้องขนาดใหญ่ เป็นบ้านสองหลังในหมู่บ้านที่ดีและ
แข็งแรงที่ดูมีฐานะมากที่สุดแล้ว ชาวบ้านบางคนที่ทำการค้าๆ
ตามได้สำเร็จก็สามารถลืมตาอ้าปากได้จริงๆ บางคนยังชอบ
การทำไร่นาเพราะยังมีความเชื่อเดิม ๆ อยู่ก็ยังทำอยู่เช่นเดิม
ไม่ยอมรับสิ่งใหม่ เรื่องแบบนี้คงไปบังคับกันไม่ได้ ชอบแบบ
ไหน สบายใจแบบไหนก็ทำไปแบบนั้นกัน…
“แมะ แม่จ๋าๆ” เสียงพูดอ้อแอ้ยังไม่ค่อยชัดเอ่ยเรียกหา
แม่พร้อมเดินด้วยขาอวบๆ สั้นๆ เตาะแตะเข้ามาหา
“ซานซานว่าไงจ๊ะ” ซีอินที่กำลังเตรียมของว่างให้เด็กๆ
อยู่ก้มลงอุ้มลูกสาวที่ชูแขนอวบๆทั้งสองข้างให้เธออุ้มขึ้น
“คิดตึ๋ง ตูตู ไคไค เซาเซาค่า” เสียงที่ยังพูดไม่ชัดแต่ก็
พอฟังออกว่าพูดอะไร
“คิดถึงพี่ใหญ่กับพี่รองกับพี่เชาเชาใช่ไหมจ๊ะ อีกเดี๋ยว
พี่ๆ ก็กลับจากโรงเรียนแล้วนะ” ร่างเล็กในอ้อมแขนแม่พยัก
หน้ากลมๆ หงึกหงักว่าเข้าใจแล้ว
“แม่คับ” ร่างเล็กๆ ของลูกชายอีกคนเดินเตาะแตะเข้า
มาเกาะขาจนเธอต้องนั่งลงและวางร่างนุ่มนิ่มของซานซานลง
ยืนด้วยกัน ก่อนจะรวบร่างลูกๆทั้งสองมากอดไว้ในอ้อมแขน
อย่างมันเขี้ยวในความตัวขาวตัวกลมของลูกๆ ตอนนี้ซุนซุนกับ
ซานซานอายุได้2ขวบแล้วเป็นเจ้าหัวผักกาดน้อยรุ่นจิ๋ว
“ซุนซุนหิวแล้วหรือ หื้ม” ซีอินเอ่ยถามลูกชายคนที่สาม
หลังจากทั้งฟัดทั้งกอดจนพอใจแล้ว
“หิวคับ”
“แม่ทำโจ๊กไว้ให้แล้ว งั้นซุนซุนกับซานซานมานั่งนี้กัน
ก่อนเดี๋ยวแม่ตักให้”
“คับ/ค่า”
เธอทำโจ๊กผสมฟักทองนึ่งบดให้ลูกๆ กิน ซุนซุนกับซาน
ซานเป็นเด็กกินง่าย ทำอะไรให้ก็ชอบกินไปหมดเลยทีเดียว
โดยฉพาะผักนึ่งอย่างแครอทนึ่ง ฟักทองนึ่งนี่นะชอบมาก และ
ไม่นานเจ้าหัวผักกาดตูตูกับไคไคก็วิ่งจรู๊ดดกันมาในรั้วบ้าน
โดยมีเชาเชาวิ่งตามหลังมาไม่ห่าง บ้านใหม่ที่เมืองเจิ้งโจวนั้น
ใหญ่กว่าบ้านที่เมืองอำเภอมากนัก พื้นที่รอบบ้านก็มีมากกว่า
ตอนนั้นที่ซื้อมาก็นับว่าคุ้มกับราคามากแล้วจริงๆ เพราะถ้า
เทียบกับตอนนี้ราคาบ้านและที่ดินในเมืองเจิ้งโจวพุ่งสูงขึ้นมาก
เป็นเท่าตัวเลยทีเดียว
“ตูตูกลับมาแล้วคร้าบบ” เสียงตูตูดังเข้ามาก่อนที่เจ้า
ตัวจะวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ไคไคกลับมาแล้วครับ” ตามมาด้วยเสียงไคไคที่พูดขึ้น
นิ่งๆ และยิ้มนิดๆ เพราะรู้สึกอยากเล่นกับน้อง ๆเร็ว ๆ นั้นเอง
“กลับมาแล้วครับอาสะใภ้สาม” เชาเชายิ้มบางๆ ให้
พร้อมเอ่ยคำทักทาย
“จ้า กลับกันมาแล้วก็พากันไปล้างมือก่อน วันนี้มีของ
ว่างเป็นพุดดิ้งนมสดใส่ผลไม้รวมด้วยน้าา”
“ครับ/ครับ/ครับ” น้ำเสียงสดใสประสานกันอย่าง
สามัคคีดังขึ้น แค่ได้ยินว่าของกินเป็นอะไรกันยิ้มกว้างอย่าง
ถูกใจกันแล้ว
พอเข้าช่วง5โมงเย็นฉิงเฟิ่งก็ขับรถยนต์กลับเข้ามาที่บ้าน
โดยมีอี้เหวินลงจากรถเดินตามหลังมา ที่แท้วันนี้ฉิงเฟิ่งพาอี้เห
วินไปสอบเกาเข่ามานั้นเอง
“โฮ๊ะ! พ่อมาล้าววว” เสียงตูตูพูดขึ้นมาอย่างคึกคัก
พร้อมโยกหัวไปมาเอียงซ้ายเอียงขวาด้วยจนเจ้าหัวผักกาด
น้อยรุ่นจิ๋วอย่างซุนซุนกับซานซานก็โยนหัวไปมาตามพี่ใหญ่
ของตัวเองไปด้วยอย่างสนุกสนาน
วันนี้ทุกคนรู้ดีว่าพ่อพาพี่ชายอี้เหวินไปทำธุระสำคัญ
มากๆ มา
“กลับมาแล้วหรือคะ เป็นยังไงกันบ้างคะ” ซีอินเอ่ย
ถามพร้อมส่งแก้วน้ำเย็นๆ ให้สามีและหลานชาย ก่อนที่คนตัว
สูงจะเดินเข้ามาโอบเอวเธอแล้วจูบเบาๆ ที่ขมับอย่างคิดถึง
การแสดงความรักความหวานของคนทั้งคู่เป็นเรื่องเคยชิน
สำหรับเด็กๆ ทั้งหกคนไปแล้ว จึงไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่แปลกแต่
อย่างใด
“ขนาดว่าที่นี่ไม่ใช่ศูนย์สอบใหญ่นะครับ แต่คนไปสอบ
เยอะมากเลยครับทั้งเด็กที่ไปสอบทั้งครอบครัวที่รอเยอะมาก
จริงๆ” เสียงทุ้มเอ่ยตอบภรรยาเบาๆ
“เพราะการสอบเกาเข่าเป็นความหวังในการ
เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาเลยนี่คะ ย่อมต้องมีคนไปเยอะ
มากเป็นธรรมดา อี้เหวินเองก็ไม่ต้องกังวลเรื่องผลสอบไปทำใจ
ให้สบายๆเถอะนะ”
“ครับคุณอาสะใภ้” อี้เหวินรับคำ เพราะข้อสอบที่ทำ
นั้นออกค่อนข้างตรงกับหนังสือที่เขาอ่าน อีกทั้ง
ภาษาต่างประเทศที่อาสะใภ้สามสอนเขามาก็เป็นประโยชน์
และข้อสอบก็ออกตรงตามที่อ่านมากเลยด้วย ดังนั้นเขาเองก็
มั่นใจในระดับหนึ่งเลยทีเดียวว่าจะสอบได้ เขาไม่ได้คาดหวังว่า
จะต้องได้คะแนนดีมากจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองใหญ่
ขอแค่เป็นมหาวิทยาลัยประจำเมืองมลฑลแค่นั้นเขาก็ดีใจมาก
แล้วจริงๆ
ขณะรอผลคะแนนสอบเกาเข่าของอี้เหวิน คนบ้านสาม
เซียวทำการค้าและมีชีวิตที่เรียบง่ายวนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง
ผ่านไปเป็นเดือน อี้เหวินก็ได้รับจดหมายที่ส่งมาแจ้งผลการ
สอบของเขาตัวเขาเป็นคนรับจดหมายเองกับมือและกำลังมอง
มันอย่างลุ้นระทึกเลยทีเดียว ท่ามกลางบรรดาน้อง ๆ อีกห้า
คนมารุมล้อมมองของที่อยู่ในมือพี่ชายอี้เหวินอย่างตื่นเต้น ซุน
ซุนกับซานซานแม้ไม่รู้ว่าคืออะไรเพราะยังเด็กเกินไป แต่พอ
เห็นพี่ๆทำท่าทางตื่นเต้นแบบนั้นก็เลยอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นตาม
ไปด้วย
สายตาอี้เหวินกวาดไล่ตามตัวอักษรในจดหมายไป
เรื่อยๆ ก่อนที่รอยยิ้มของเขาจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ
ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำที่เอ่อคลอขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้จริงๆ
ก่อนจะคว้าตัวอี้เชาน้องชายมากอดไว้แน่น เขาสามารถสอบ
ติดมหาวิทยาลัยได้แล้วจริงๆ ทั้งยังถึงกับเป็นมหาวิทยาลัย
ปักกิ่งอีกด้วย เรื่องนี้ทำให้ซีอินและฉิงเฟิ่งดีใจมากกับอี้เหวิน
และอดรู้สึกภาคภูมิใจไปด้วยไม่ได้จริงๆ ไม่นานเรื่องที่อี้เหวินส
อบได้ก็รู้ไปทั่วทั้งหมู่บ้านที่ชนบทแล้ว เพราะหัวหน้าฝ่ายผลิต
ได้ทราบเรื่องก็มีการประกาศให้ชาวบ้านได้รับรู้กันทั่ว ถือเป็น
เรื่องน่ายินดีและเป็นหน้าเป็นตาที่เด็กในหมู่บ้านชนบทที่เขา
ดูแลนั้นสามารถสอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้…
เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิปี 1980 อี้เหวินก็ออกเดินทาง
ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งตามกำหนดการ โดยมีครอบครัว
บ้านสามเซียวและน้องชายของเขาอย่างอี้เชาเดินทางมาส่งที่
สถานีรถไฟกันอย่างครึกครื้น เสียงเครื่องจักรไอน้ำและหวูด
รถไฟที่ดังขึ้นพร้อมค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากชานชาลาช้าๆ
ผู้คนที่มาส่งคนในครอบครัวเดินทางไปยังที่ต่างๆก็โบกไม้โบก
มือให้กันไปมาไม่หยุดจนกระทั่งรถไฟเคลื่อนตัวออกไปจนลับ
สายตา
“เอาไว้เราค่อยหาเวลาไปเที่ยวปักกิ่งกัน และจะได้ถือ
โอกาสไปเยี่ยมอี้เหวินกันด้วยนะเชาเชา” ฉิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นพร้อม
ตบบ่าของหลานชายเบาๆอย่างเข้าใจความรู้สึก
“ครับคุณอาสาม” อี้เชายิ้มรับพร้อมพยักหน้าอย่าง
เข้าใจ ชีวิตของเขาและพี่ชายเหมือนได้พบเจอแสงสว่าง
นับตั้งแต่ที่ได้คุณอาสามและคุณอาสะใภ้สามรับพวกเขาพี่น้อง
มาดูแล เขาย่อมเชื่อฟังอย่างที่สุดอยู่แล้ว และตัวเขาเองก็จะ
ตั้งใจเรียนจะได้สอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ เหมือนพี่ชายของเขา
ให้ได้จะได้กลับมาช่วยงานและตอบแทนบุญคุณคุณอาทั้งสอง
ฉิงเฟิ่งพูดจบก็หันไปสบตาหวานๆ ของภรรยา เขาคิดว่า
เขารู้ใจภรรยาของเขาดี อย่างไรเธอน่าจะคิดอยากไปดูที่ทางที่
ปักกิ่งไว้บ้างอย่างแน่นอน ซึ่งก็ไม่ผิดเพราะเขาได้รับรอยยิ้ม
หวานหยดกลับมาให้เป็นรางวัลที่รู้ใจเธอเป็นอย่างดี นี่ถ้าไม่ติด
ว่าอยู่ในสถานที่สาธารณะเขาต้องจับเธอมากอดจูบให้หายมัน
เขี้ยวไปแล้ว…
ต๊อกแต๊ก! ต๊อกแต๊ก!
เสียงที่เกิดจากปลายนิ้วเรียวเล็กที่กดสัมผัสลงบน
แป้นพิมพ์ดีดเป็นจังหวะ ซึ่งตั้งวางอยู่บนโต๊ะตรงชายริม
ระเบียงบ้านที่ยื่นไปยังสวนดอกไม้ ซึ่งถูกปลูกไว้มากมายและ
ตอนนี้ก็กำลังออกดอกผลิบานสวยงามตามฤดูกาล มีผีเสื้อตัว
น้อยบินวนไปมาอยู่สองสามตัวให้เด็กๆ พากันตื่นเต้นที่ได้เห็น
ด้วย ดวงหน้าเรียวสวยเงยขึ้นมามองออกไปที่ลูกๆ ทั้งสี่คน
และหลานชายอย่างอี้เชาที่กำลังอยู่ด้วยกัน โดยไคไคกำลังอ่าน
สมุดนิทานภาพภาษาอังกฤษอย่างที่ชื่นชอบ เชาเชาก็กำลังดู
สมุดภาพอาหารต่างๆ ที่ซีอินเอาออกมาให้เขา ส่วนตูตูผู้มี
พลังงานเหลือล้นนั้น…
“ย๊ะ! ย้า! ฮึบ! ฮึบ!” ตูตูกำลังออกหมัดซ้ายหมัดขวา ย่อ
เข่า ยกเข่า ยกขาอยู่ตรงลานบ้านไม่ห่างกันมากนัก
“แปะ แปะ แปะ พี่ใหญ่เก่งๆ”
เสียงเจ้าหัวผักกาดน้อยรุ่นจิ๋วซุนซุนกับซานซานที่กำลัง
นั่งยองๆ เป็นก้อนกลมๆ พร้อมตบมือแปะๆ ทั้งออกปากชม
พี่ชายคนโตของตัวเองที่ออกหมัดมวยให้ดูอย่างชอบใจ ท่าทาง
ออกหมัดออกเข่าพวกนี้ก็เป็นพ่อเขานั้นล่ะที่สอนให้อยู่ทุกวัน
“ฮิ ฮิ พี่ใหญ่เก่งที่สุดใช่ไหมซุนซุน ซานซาน” ตูตู
หัวเราะกังวานสดใสพร้อมถามน้องน้อยทั้งสองของตนเองทันที
“คับ ฮิ ฮิ/ค่า คิก คิก” เจ้าแฝดน้อยก็ยกมือปิดปาก
หัวเราะอย่างชอบใจไปด้วย
ฉิงเฟิ่งที่ตอนนี้นอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้โยกที่ซีอินเอา
ออกมาให้เขานอนเล่น มือหนาใหญ่ก็กำลังพลิกกระดาษอ่าน
หนังสือนิยายของภรรยาที่ตอนนี้ได้รับการตีพิมพ์เป็นเล่ม
วางขายไปทั่วเมืองแล้วอย่างเพลินๆ ดวงตาคมกริบละสายตา
ออกจากหนังสือในมือก่อนจะมองดูเจ้าหัวผักกาดน้อย
ทั้งหลายพร้อมยกยิ้มมุมปากอย่างอดไม่ได้กับเสียงหัวเราะของ
เด็กๆ ที่พาเล่นอย่างสนุกสนาน
“ทำเจ้าหัวผักกาดออกมาอีกสักคนดีไหมครับภรรยา”
เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างออดอ้อนปนแหบพร่าอย่างหยอกเย้าคน
ตัวนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ พร้อมยื่นมือหนาออกไปลูบไล้ไต่นิ้วเรียว
ยาวไปตามผิวเนียนนุ่มที่แขนเรียวอย่างเพลินมือ
“หื้ม~ ไหวหรือคะ แก่แล้วน้าา~” ซีอินไม่ได้หลบเลี่ยง
การหยอกเย้าของสามีเธอปล่อยให้เขาลูบไล้แขนเธอไปมา ส่ง
ยิ้มหวานดวงตากลมโตพราวระยิบระยับเอ่ยถามกลับ พร้อม
ยื่นมือไปบีบจมูกโด่งที่พุ่งเป็นสันของสามีอย่างมันเขี้ยวและ
หยอกล้อ
“ผมทำไหวอยู่แล้วต่อให้แก่กว่านี้ก็แข็ง! แรง! ดีครับ หึ
หึ” เสียงทุ้มแหบพร่าพูดกระซิบกระซาบข้างหูเบาๆ เว้น
จังหวะให้คนฟังคิดลึกจนหน้าร้อนผ่าวพร้อมแกล้งขบเม้มติ่งหู
นุ่มไปด้วยอย่างหยอกเย้า
“เดี๋ยวเถอะ! คุณนี่” ซีอินถลึงตาใส่สามีทันทีที่เขาแกล้ง
เธอ พร้อมตีต้นแขนที่มีแต่มัดกล้ามไปเบาๆ ทีหนึ่ง
“หึ หึ หึ”
“พ่อกระซิบกระซาบกับแม่อีกแล้ว” ตูตูที่เห็นก็รีบหัน
มาบอกไคไคทันที
“อื้ม จู๋จี้กัน” ไคไคเองก็เงยหน้ามามองพ่อกับแม่อยู่ครู่
หนึ่งก่อนจะตอบพี่ชายออกมา แล้วก้มหน้าอ่านหนังสือนิทาน
ภาพต่อทันที
“ซิบซาบๆ” ซุนซุนก็พูดตามพี่ชายคนโตเท่าที่จะ
สามารถพูดออกมาได้ก่อนหัวเราะคิกคัก
“จี๋จี๋กันๆ” ซานซานเองก็พูดตามพี่รองบ้าง คงมีแต่เชา
เชาที่เอาแต่ยิ้มไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาชินเสียแล้วกับความ
แสบซนของน้องๆ
“คิก คิก คิก คิก” ก่อนเด็กๆ จะพากันหัวเราะเล่นกัน
ต่อไม่ได้สนใจพ่อกับแม่ที่จู๋จี๋หยอกล้อกันอีก
ส่วนซีอินและฉิงเฟิ่งก็พากันหัวเราะทันทีเมื่อได้ยินลูกๆ
พูดคุยกัน ก่อนที่จมูกโด่งๆ ของฉิงเฟิ่งจดจูบหนักๆ เข้าที่ขมับ
นุ่มนิ่มและหน้าผากของเธออย่างแสนรัก ริมฝีปากอวบอิ่มยก
ยิ้มขึ้นมาอย่างมีความสุข เธอรู้สึกดีใจเป็นที่สุดที่ได้มีโอกาส
กลับมาเป็นภรรยาที่ดีได้ดูแลและอยู่เคียงข้างสามีอย่างเซียว
ฉิงเฟิ่ง อีกทั้งยังได้กลับมาเป็นคุณแม่ของเจ้าหัวผักกาดน้อยๆ
ทั้งหลายเหล่านี้ ได้เลี้ยงดูพวกเขาและอยู่ดูพวกเขาเติบโตจน
เป็นผู้ใหญ่แบบนี้ มันช่างวิเศษมากจริงๆ ….
The End.