ยอดหญิงอันดับหนึ่ง - ตอนที่ 289.1 เหตุไฉนความรักในใจข้า ท่านจึงไม่รู้ (1)
ในขณะเดียวกัน ตงเอ๋อร์เห็นว่าดึกแล้วจึงปิดหน้าต่าง เอ่ยแฝงความนัยว่า “คุณหนูอย่าเย็นชาเกินไปสิเจ้าคะ”
เฉินจื่อหลิงส่งเสียงอืมรับ นางปัดเศษถั่วในฝ่ามือ ล้างมือในกะละมังน้ำให้สะอาด
ตงเอ๋อร์เห็นท่าทางเงียบงันของนางก็ลองหยั่งเชิงดูว่า “ข้าว่าซื่ออ๋องร้อนใจจนตาแดงแน่แล้ว นี่ก็ห้าวันเข้าไปแล้ว ทุกครั้งที่มองมายังเรือนคุณหนู คอแทบจะยืดอยู่รอมร่อแล้ว ช่างมันเถิดนะเจ้าคะ”
ว่าอย่างไรนะ เพิ่งจะห้าวันเองหรือ
นางอยู่ในวังคนเดียวได้ตั้งหลายเดือนแหน่ะ
ตงเอ๋อร์เอ่ยว่า “อีกไม่กี่วัน ท้องนี้ก็จะปิดไว้ไม่อยู่แล้ว ยังไม่เตรียมจะบอกซื่ออ๋องอีกหรือเจ้าคะ”
“ค่อยว่ากัน” เฉินจื่อหลิงหาว
ตงเอ๋อร์คุ้นเคยกับความเกียจคร้านของนางในช่วงนี้แล้วเช่นกัน จึงไม่พูดอะไรต่ออีก หันหลังไปปูเตียง กำลังเดินผ่านหน้าประตูเห็นนอกหน้าต่างที่แง้มไว้ ม่านฟ้าราตรีถูกสีแดงอาบย้อม ทั้งยังผสมด้วยเสียงโกลาหล ตงเอ๋อร์อดตกใจไม่ได้
นี่มัน…ไฟไหม้รึ
นางรีบวิ่งไปหน้าประตู เอ่ยกับมอมอหน้าประตูคนหนึ่งว่า “ทางด้านนั้นเกิดอะไรขึ้น”
ดูจากทิศทางแล้วเหมือนจะเป็นเรือนที่พักของอี๋ซื่ออ๋องที่มีแสงไฟส่องมา
มอมอที่เพิ่งจะไปถามเรื่องราวกลับมากระหืดกระหอบตอบว่า “เรือนซื่ออ๋องไฟไหม้แล้ว”
ตงเอ๋อร์ตกใจจนเหงื่อท่วมร่าง “ไฟไหม้ได้อย่างไร ซื่ออ๋องเล่า อยู่ในห้องหรือไม่ ไม่เป็นไรกระมัง คนรับใช้กำลังดับไฟหรือ”
มอมอส่ายหน้า “ไม่รู้ องครักษ์ทางนั้นขวางทางไว้ ข้าเข้าไปไม่ได้ มองเห็นไม่ชัด”
ตงเอ๋อร์กำลังจะถามอีก ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวเล็กน้อยจากด้านหลัง
เฉินจื่อหลิงยืนอยู่ตรงธรณีประตู สีหน้าซีดเผือดลงไม่น้อย เห็นได้ชัดว่าได้ยินหมดแล้ว นางเดินขึ้นบันไดไปที่สูง มองเปลวเพลิงที่ลอยขึ้นฟ้าจากเรือนฝั่งตรงข้าม ไร้ซึ่งท่าทางอ่อนแรงแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามมันกลับลุกโหมกล้าแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เปลวไฟพุ่งสู่ฟ้า แทบจะแผดเผาครึ่งฟากฟ้าของเมืองหลวงให้เป็นยามกลางวัน
“คุณหนู ข้าจะไปดูทางนั้นหน่อย” ตงเอ๋อร์กำลังจะเดินไปหน้าประตูกลับเห็นเฉินจื่อหลิงลงบันไดมา “ข้าจะไปกับเจ้าด้วย”
ตงเอ๋อร์ไม่ได้พูดอะไร ขานรับคำหนึ่งแล้วประคองเฉินจื่อหลิงเดินไปทางเรือนหลัก
……
เพิ่งจะเข้าใกล้เรือนหลัก ก็เป็นดังที่คาดไว้ ควันไฟปกคลุมไปทั่ว ภายในเรือนเปลวเพลิงลามมาถึงสายตา
หน้าประตูเรือนมีผู้ดูแลกับองครักษ์จำนวนหนึ่งเห็นเฉินจื่อหลิงมาก็ต่างตกใจ แต่ก็พากันลอบถอนหายใจเงียบๆ
ลูกไม้เผากระโจมตัวเองของซื่ออ๋องนี้ เรียกได้ว่าทำให้พระชายาตกอกตกใจจนมาหาได้แล้ว
แม้จะบ้าบิ่นไปเสียหน่อยก็ตาม
พวกเขาเข้าไปหา “พระชายาซื่ออ๋อง”
ตงเอ๋อร์เห็นภายในเรือนไฟแผดเผาแรงมาก แต่ด้านนอกคนทั้งกลุ่มยืนกันอยู่ราวกับไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องด้วย จึงทั้งร้อนใจทั้งเดือดดาล “เหตุใดพวกเจ้าไม่ไปดับไฟ ซื่ออ๋องล่ะ”
“ซื่ออ๋องอยู่ในเรือน” ผู้ดูแลใหญ่ตอบ
“ว่าอย่างไรนะ” ตงเอ๋อร์ยิ่งตกใจใหญ่ “แล้วพวกเจ้ามัวยืนนิ่งกันตรงนี้ทำไม เหตุใดไม่ไปพาซื่ออ๋องออกมา!”
ผู้ดูแลใหญ่ ผู้ดูแลคนอื่นๆ และองครักษ์ต่างสบตากัน แล้วก้มหน้า “ไฟ ซื่ออ๋องเป็นคนจุดเองขอรับ”
เฉินจื่อหลิงสีหน้าพลันเปลี่ยน
บุรุษคนนี้เอ็นเส้นไหนในสมองผิดปกติไปหรือ ดึกดื่นค่อนคืนเสียงดังปลุกคนค่อนเมืองหลวงให้ตื่นขึ้นจากการจุดไฟเผาเรือนตัวเองน่ะนะ
ทว่า ในเมื่อเขาเป็นคนจุดไฟ เช่นนั้นก็คงจะปลอดภัยดี
บุรุษผู้นี้ต่อให้เบื่อหน่ายกว่านี้ก็ไม่ถึงขั้นนึกสนุกเผาตัวเองเป็นหมูย่างหรอก
นางคิดพลางยกเท้าเดินไปในเรือนหลัก
ในลานบ้านอันกว้างใหญ่ เปลวเพลิงลุกโชนกระหน่ำพุ่งสูงสู่ฟากฟ้า
คนบางคนที่สวมชุดกันลมยืนอยู่ด้านข้าง โยนฟืนเข้าใส่เป็นระยะ เพิ่มไฟใส่น้ำมันช่วยแรงไฟ จากนั้นก็เปิดหีบไม้เล็กๆ ข้างกายออก เอาม้วนกระดาษด้านในโยนใส่กองไฟไป
หีบไม้นั่นคุ้นตาอย่างประหลาด
เฉินจื่อหลิงเหม่อลอย ได้สติขึ้นมา เป็นหีบใส่สินเดิมของนาง!
ด้านในเป็นของสะสมทั้งหมดของเขาที่นางเก็บรวบรวมไว้ตั้งแต่เด็กจนโต!
ไม่กี่เดือนก่อน นางแอบตามเฉินจ้าวหนีออกจากเจียงเป่ย แน่นอนว่าไม่มีโอกาสเอาของสะสมไปด้วยอยู่แล้ว
เห็นไฟค่อยๆ กลืนกินกระดาษม้วนนั้นทีละนิดๆ เฉินจื่อหลิงดวงใจแทบจะกระดอนออกมา หน้านางแดงก่ำ “ซย่าโหวเจิ่น นั่นมันของของข้านะ! ท่านมีสิทธิอะไรมาเผาทิ้ง!”
เหลือแค่ตะโกนด่าหยาบคายออกไปเท่านั้นแล้ว
วางเพลิงดึกๆ ดื่นๆ ที่แท้ก็เพื่อเผาของสะสมของนาง!
อี๋ซื่ออ๋องหันหน้ามา มองเฉินจื่อหลิงท่ามกลางราตรีอย่างเงียบๆ แม้นางจะเดือดดาลแต่ก็งามนัก
แม้เสื้อกันลมจะตัวใหญ่ เทียบกับงานเลี้ยงสู่อ๋องคราก่อนแล้ว นางอวบอิ่มขึ้นมาไม่น้อย ใบหน้ารูปไข่เรียบลื่นจนแทบจะบีบน้ำออกมาได้ ดวงตากลมโตแวววาวฉ่ำน้ำเนื่องจากร้อนใจจึงมีน้ำกระเพื่อมไหว ผิวพรรณหวานล้ำปรากฏสีแดงเรื่อล่อลวงใจคนเนื่องจากอารมณ์พลุ่งพล่าน
จู่ๆ ก็เบาใจลง นึกไปถึงบาดแผลของนางน่าจะหายดีหมดแล้ว พักอยู่ในวังหลวงหลายวันมานี้ก็อยู่ดีมีสุข
เขาดึงสายตากลับมา โยนม้วนกระดาษใส่ไฟต่อ “ของของเจ้าอย่างนั้นรึ ข้ากลับรู้สึกว่าล้วนเป็นของของข้าทั้งสิ้น”
เฉินจื่อหลิงถูกเขาโต้กลับจนพูดไม่ออก เขาพูดถูก ของในหีบนี้ปากบอกว่าเป็นของนาง แต่ความจริงแล้วล้วนเกี่ยวกับเขาทั้งสิ้น…
รูปเหมือนของเขา หนังสือฉบับจำลองมาจากจารึกเกี่ยวกับรายงานทางการเมืองเรื่องสงครามทุกสนามของเขา กระทั่งสิ่งของที่เขาใช้…
เขามีสิทธิเอ่ยประโยคนี้แน่นอน!
กระทั่งสามารถเยาะเย้ยนางว่านางเหมือนสตรีบ้าผู้ชายที่แอบรักเขามาหลายปีได้ด้วย!
นางรู้สึกอายที่ถูกเขาพบความลับเข้า จึงกำหมัดเอาไว้
ในขณะที่กำลังมองเขาโยนม้วนกระดาษเข้ากองไฟไปอีกแผ่น ก็เหม่อลอยอีกครั้ง
รูปวาดนั้น เป็นภาพเหมือนใบแรกของเขาที่นางวาดตอนเด็กๆ
ตอนนั้น นางไม่เคยเห็นเขาตัวเป็นๆ มาก่อน ล้วนจดจำมาจากการฟังท่านปู่เล่าให้ฟังทุกวัน จากนั้นก็สะสมทีละเล็กละน้อยจนมากขึ้น วาดออกมาตามจินตนาการของตัวเอง
ในใจราวกับสูญเสียบางอย่างไป นางไม่ยั้งคิดแม้แต่น้อย ยื่นมือไปคว้ามาจากเปลวเพลิง…
“เปรี๊ยะ…”
เปลวเพลิงปะทุโดนมือนาง แผดเผาอย่างแรงกล้า นางเกิดความกล้าขึ้นไม่ชักมือกลับมา ยื่นไปหามุมหนึ่งของม้วนกระดาษในเปลวไฟต่อ
อี๋ซื่ออ๋องสีหน้าพลันเปลี่ยน เขาดึงมือนางกลับมา เสียง ‘ตุ้บ’ ดังขึ้น ม้วนภาพวาดตกลงบนพื้น นางไม่สนใจความเจ็บปวด คว้าเอารูปวาดนั้นเปิดออก เพื่อดูว่าโดนเผาเสียหายหรือไม่
โชคดีที่แย่งคืนมาได้ทัน นอกจากม้วนจะหยิกงอเป็นสีน้ำตาลตรงมุมแล้ว เนื้อหาในภาพไม่เสียหายแม้แต่น้อย
ดวงตาเขากลับเข้มขึ้น
ฝีแปรงอ่อนช้อยไร้เดียงสาวาดวีรบุรุษในดวงใจรูปร่างสูงสง่าเฝ้ารักษาการณ์ชายแดนเพื่อชาติบ้านเมือง
ด้านข้างรูปเหมือนนั้น มีข้อความสั้นๆ จากลายมือสวยว่า
“ในพนามีต้นไม้ บนต้นไม้มีกิ่งก้าน เหตุไฉนความรักในใจข้า ท่านจึงไม่รู้”
ใจเขากระตุก
เมื่อหลายปีก่อน เขาที่อยู่ชายแดนไม่ได้รู้เลยว่าเมืองหลวงทางตอนใต้นั้นจะมีเด็กสาวในตระกูลแม่ทัพนางหนึ่งแอบรักตนเข้ากระดูก รักหยั่งรากลึก แต่นั้นมาก็ทอดมองไปทางแดนเหนือ ในสายตาไม่เห็นบุรุษอื่นใดอีก
และนางไม่รู้เลยว่า วีรบุรุษในดวงใจจะมีวันได้ทำให้นางผิดหวัง ทำให้นางเจ็บปวดใจเช่นนี้
เฉินจื่อหลิงม้วนภาพวาดให้เรียบร้อย ลุกขึ้นยืนตัวตรงแล้วเดินไปทางนอกลานบ้าน ยังเดินไปได้ไม่กี่ก้าวกลับรู้สึกว่าแขนถูกเขาจับไว้ ทั่วทั้งร่างถูกดึงเข้าไปกอดในอ้อมอกเขา ไอความร้อนเข้มข้นอวลมา ทำให้นางสูดหายใจต่อไม่สะดวก ไม่รู้ว่าอารมณ์เมื่อครู่พลุ่งพล่านเกินไปหรือว่าตั้งครรภ์ร่างกายจึงไม่เหมือนเมื่อก่อน นึกไม่ถึงว่าร่างจะอ่อนยวบอยู่ในอ้อมแขนเขา ขยับไหวไม่ได้สักนิด
“ในเมื่อไม่อยากสนใจข้า แล้วเหตุใดจึงยังตัดใจจากของเหล่านี้ไม่ได้เล่า” เขากักขังนางไว้ในอ้อมกอด
“ของอย่างอื่นท่านอยากเผาก็เผาไป สิ่งนี้ข้าจะเหลือไว้เป็นที่ระลึก” นางถูกกักอยู่ในอ้อมแขนเขาก็ยังไม่ยอมแพ้
ยังจะยืนกรานไม่ยอมกันอีกหรือ
ในสนามรบเจอศัตรูเช่นนี้ สิ่งเดียวที่เขาจะทำก็คือตีจนอีกฝ่ายอเนจอนาถกลับบ้านไปหาแม่ แต่กับนางนั้น…
“เหลือไว้เป็นที่ระลึกอย่างนั้นรึ” ดวงตาเรียวรีของเขาเลิกขึ้นเป็นประกายชั่วร้าย “หมายความว่าจะขีดเส้นกับข้าให้ชัดเจนอย่างนั้นรึ’
“อย่าลืมสิ หนังสือหย่าของเรายังอยู่ในวัง สามารถมีผลบังคับใช้ได้ทุกเมื่อ”