Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ - ตอนที่ 484: แล้วก็แล้วกันไป
ตอนที่ 484: แล้วก็แล้วกันไป
ดวงตาของพวกเหอเวยสี่คนว่างเปล่า พวกเขายืนแข็งทื่ออย่างเงียบงัน
เห็นได้ชัดว่าตกตะลึงกับเหตุการณ์ผิดคาดตรงหน้า
ก่อนหน้านี้ กลุ่มคนทั้งสี่กำลังเย้ยหยันการกระทำของฉินเลี่ย
พวกเขาคิดว่าเป็นเพราะแรงกดดันจากพวกของตนที่ป้องกันลั่วเฉินแล
ะอวี้เหมินไม่ให้หมายหัวฉินเลี่ย
ทั้งสี่คนคิดว่าฉินเลี่ยจะเจ็บปวดแสนสาหัสทันทีที่พบเฝิงอี้โหยวหรืออวี้เ
หมิน
ลึก ๆ ในใจ พวกเขาไม่ถึงกับยอมรับพละกำลังของฉินเลี่ย กลับกัน
พวกเขาคิดว่าฉินเลี่ยสามารถรับบทบาทในช่วงวิกฤติได้อย่างสมบูรณ์
เพราะโชคช่วยเท่านั้น
แต่ว่า ฉินเลี่ยในตอนนี้กำลังพุ่งไปด้านหน้าอย่างไม่กลัวเกรง
เหมือนกับนายเหนือหัวของอสนีบาตและอสนีทั้งมวล
อีกทั้งยังดูห้าวหาญและเปี่ยมด้วยพลัง
ตรงกันข้าม เฝิงอี้โหยวและอวี้เหมิน
คนที่พวกเขาคิดว่าเป็นบุตรผู้หยิ่งทะนงแห่งสวรรค์
ตอนนี้กลับกำลังนำลูกน้องถอยอย่างสิ้นหวัง
พวกเขาหวาดกลัวฉินเลี่ยที่กำลังไล่ตามมาอย่างถึงที่สุด
ฉากนี้เหมือนกับการตบหน้าฉาดใหญ่ใส่เหอเวย เริ่นเผิงและคนอื่น
ภายใต้สายตาของฉู่หลี
ทั้งสี่คนรู้สึกว่าใบหน้าของพวกเขากำลังร้อนผ่าวจนครั่นเนื้อครั่นตัว
พวกเขาถึงกับหลอกตัวเองไปวูบ
“ฉินเลี่ยอาจจะอ่อนแอในด้านการฝึกฝนเมื่อเทียบกับเฝิงอี้โหยวและอวี้
เหมิน
แต่การอยู่รอดในสุสานเทพคงไม่ยากเกินไปสำหรับเขาอย่างที่พวกเจ้า
คิดหรอก”
ฉู่หลีไม่เยาะเย้ยพวกเขาและเลือกที่จะหรี่ตาขณะกล่าวด้วยท่าทางจริง
จังว่า
“คนอย่างเขาที่สามารถปฏิบัติต่ออีกฝ่ายด้วยการกระทำอันโหดเหี้ยมไ
ด้นั้นมีพลังชีวิตมากเกินกว่าที่พวกเจ้าจะจินตนาการได้ถึง!”
ทั้งสี่คนไร้ซึ่งความไม่เห็นด้วยอีกต่อไป
ความจริงอยู่ตรงหน้า มันเห็นเด่นชัด
ตอนนี้ ฉินเลี่ยเหมือนกับมังกรดุร้ายที่ปล่อยอสนีบาตและอสนีออกมา
ไม่ว่าเขาไปที่ใด อสนีบาตจะดังกึกก้อง อสนีจะถักทอ
เขากำลังหัวเราะให้ท้องนภาขณะแสดงด้านดุร้ายและป่าเถื่อนออกมา
ขณะเดียวกัน เฝิงอี้โหยวและอวี้เหมินกำลังหลบหนี
จะมีอะไรอยู่เหนือกว่าความจริงไปได้?
“ฉินเลี่ย!”
ตอนนี้เองที่ฉู่หลียิ้มกว้างขณะร้องเรียก “พี่ฉู่!”
ฉินเลี่ยผู้กำลังไล่ล่าผู้ฝึกยุทธ์สำนักเทียนชี่และขุนเขาว่านโช่วอย่างใก
ล้ชิด ฝีเท้าได้หยุดลงพร้อมดูยินดีเมื่อเสียงอีกฝ่ายดังขึ้น
เขาไม่คิดว่าจะได้พบกลุ่มของฉู่หลีห้าคนที่ดินแดนอสนีบาตเร็วขนาด
นี้
ความจริง เขารู้สึกผิดเล็กน้อยตอนทำกับฉู่หลีและเหอเวย
น ้าพุแห่งชีวิตไม่ใช่ของเสวี้ยโม่เหยียนมาตั้งแต่แรก
เพราะคำขอของเขาและความเป็นกลางของฉู่หลีที่ทำให้เหอเวยและคน
อื่นพลาดโอกาสที่จะได้มันมา
เหอเวยและคนอื่นล้วนถูกพิษมนต์ดำมาก่อนและต้องการน ้าพุแห่งชีวิต
เพื่อเติมเต็มพลังชีวิตที่ถูกวิญญาณสูบไป
ท้ายที่สุด คนอื่นในกลุ่มจึงจากไปด้วยความโกรธ
ทำให้ฉู่หลีไม่มีทางเลือกนอกจากแยกทางกับเขา
“เจ้ากำลังทำอะไรอยู่ เจ้าหนู?
กำลังแกล้งเฝิงอี้โหยวและอวี้เหมินอยู่รึ?” ฉู่หลีหัวเราะแปลกประหลาด
“ฮี่!”
ฉินเลี่ยหัวเราะแห้งออกมาขณะมองเฝิงอี้โหยวและอวี้เหมินที่หนีไปไกล
เขาก็ไม่คล้ายที่จะจริงจังกับการไล่ล่าอีกฝ่ายอยู่แล้ว
เช่นนั้นเขาจึงหยุดไล่ล่าโดยทันที
เฝิงอี้โหยวและอวี้เหมินล้วนอยู่จุดสูงสุดของพลังระดับบรรลุ
พละกำลังที่แท้จริงของพวกเขาเทียบได้กับพลังระดับสำนึก
ดังนั้นหากพวกเขาถูกกดดันจนพบกับความสิ้นหวัง
พวกเขาอาจเผยการต่อต้านที่น่าพรั่นพรึงออกมา
หากสองคนนั้นทิ้งอคติและจับมือกันสู้ฉินเลี่ย
ไม่ใช่ว่าเขาจะสามารถรักษาความได้เปรียบนี้ไว้ได้
ดังนั้น เขาตัดสินใจไว้แล้วว่าจะไม่ไล่ล่าอีกฝ่ายมากไปกว่านี้
“เฝิงอี้โหยวพบตำแหน่งของวิญญาณอสนีบาต
ด้วยการแสร้งเป็นพวกพ้อง
เขาหลอกล่อคนให้เป็นผู้เสียสละเพื่อทำลายกำแพงอสนีบาตอย่างต่อเ
นื่อง…” ฉินเลี่ยยิ้มพลางอธิบาย
เขากล่าวต่อว่า “หากข้าไม่ล่วงรู้ถึงแผนชั่วร้ายของเฝิงอี้โหยว
ข้าอาจจะตกอยู่ในกำมือของมันเช่นกัน ตอนแรก
พวกเราจะปะทะกับเฝิงอี้โหยว
แต่อวี้เหมินจากขุนเขาว่านโช่วพลันปรากฏตัวขึ้น
สองกองกำลังนี้ขัดแย้งกันอย่างแรงกล้า
พวกเขาไม่ใส่ใจพวกข้าอีกทั้งยังถึงขั้นจะลงมือต่อกัน
ข้าแสร้งถอยก่อนจะพุ่งไปอยู่กึ่งกลางพวกเขาพร้อมอัญเชิญอสนีบาตแ
ละอสนีลงมาจากท้องนภา ระเบิดใส่พวกเขาจนกระทั่งหนีกันกระเจิง”
ฉินเลี่ยแผดเสียงหัวเราะออกมา
“เจ้าอัญเชิญอสนีบาตและอสนีจากดินแดนอสนีบาตต้องห้ามงั้นเหรอ?
” เหวยเหลียงประหลาดใจขณะมองดูอย่างงุนงง “เจ้าทำได้ยังไง?”
หูผิงเองก็ตกตะลึง
ทั้งสองคนเชี่ยวชาญวิชาวิญญาณอสนีบาตและถูกสอนสั่งโดยบรรพบุ
รุษของสำนักสังหาร
พวกเขาคิดว่าตนมีความเข้าใจเรื่องอสนีบาตและอสนีเหนือกว่าการฝึก
ฝนวิชาวิญญาณอสนีบาตเสียอีก
ทว่า
มีเพียงการเลื่อนระดับสู่ขั้นกลางของพลังระดับบรรลุเท่านั้นที่จะสามาร
ถหยิบยืมอสนีบาตมาใช้ในการฝึกฝนได้ และแม้จะเป็นเช่นนั้น
ที่พวกเขากระทำได้ก็เพียงแค่การรับเอาสายฟ้าที่ฟาดเข้าใส่
การที่จะเรียกให้พลังอสนีบาตและอสนีฟาดลงมาจากท้องนภาเข้าใส่ร่า
งกายได้ มันเป็นเพียงแค่ราวกับความฝัน
เหอเวยเองก็ตกตะลึงอย่างถึงที่สุด
นางเติบโตในสำนักสังหารตั้งแต่ยังเด็ก
บิดาของนางเองก็เป็นชนชั้นนำในสำนักสังหารที่ฝึกฝนวิชาวิญญาณ
อสนีบาต
เหอเวยเข้าใจวิชาอสนีบาตและอสนีเป็นอย่างดี แน่นอน
นางไม่คิดว่าฉินเลี่ยจะสามารถใช้วิชาวิญญาณอสนีบาตมาฝึกฝนเพื่อ
ดึงดูดอสนีให้ฟาดลงมาจากหมู่เมฆได้ในขณะที่เขามีพลังระดับบรรลุ
นี่มันไม่มีเหตุผลจนเกินไป
“บรรพบุรุษเป็นคนเดียวที่สามารถเสริมจิตวิญญาณด้วยอสนีบาตจนถึ
งจุดที่จิตวิญญาณและแม้กระทั่งความตระหนักรู้ถูกประทับด้วยพลังอส
นีบาต หลังจากนั้นเขาจึงสามารถกระตุ้นพลังอสนีบาตในหมู่เมฆได้”
ดวงตาของหูผิงแปลกประหลาดอย่างถึงที่สุดขณะคิดในใจว่า
“หรือว่าเขา ฉินเลี่ย จะเทียบได้กับระดับของบรรพบุรุษ?”
“มันเป็นเรื่องยากหรือที่จะดึงดูดอสนีบาตและอสนี?” ฉินเลี่ยยิ้มอ่อน
เมื่อนานมาแล้ว ตอนที่เขายังอยู่ขั้นที่สองของอสนีบาตทลายสวรรค์
อสนีบาตจากสวรรค์ชั้นเก้า
เขาเชื่อมต่อสวรรค์และปฐพีด้วยร่างกายแล้วอัญเชิญอสนีบาตและอส
นีจนบังเกิดเสียงอสนีบาตดังครืนแล้วฟาดเข้าสู่รูขุมขนเพื่อมาเสริมร่าง
กายของเขา
ตอนนี้ เขาอยู่ขั้นที่สาม การชำระจิตวิญญาณอสนีบาตและอสนีแล้ว
ความเข้าใจเรื่องอสนีบาตและอสนียิ่งมายิ่งมาก
การเชื่อมต่อของเขากับพวกมันยิ่งมายิ่งล ้าลึกเช่นกัน
มันง่ายสำหรับเขาที่จะกระตุ้นให้อสนีฟาดลงมา ความจริง
มันไม่ยากแม้แต่นิดเดียว
ที่แห่งนี้คือดินแดนอสนีบาตต้องห้าม
เป็นเพราะสถานที่แห่งนี้จึงทำให้เขาสามารถใช้อสนีบาตและอสนีฟาด
ลงมาได้ตามปรารถนา
เพราะเช่นนี้เขาจึงเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้เขาจึงกล้าโจมตีทั้งสำนักเทียนชี่และขุนเขาว่านโช่วในเวลาเ
ดียวกันได้!
“ฮี่ฮี่ มันอาจจะไม่ยากสำหรับเจ้า แต่สำหรับคนอื่น…
มันยากเหมือนกับปีนขึ้นสวรรค์!” ฉู่หลียิ้มแล้วกล่าวต่อว่า
“หลังการทดสอบในสุสานเทพเสร็จสิ้น
ทำไมเจ้าและข้าไม่เดินทางไปทวีปเทียนจี้เพื่อไปเที่ยวสำนักสังหารสัก
หน่อยล่ะ?”
ฉินเลี่ยยิ้มสงบ “ไม่มีปัญหา”
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าข้าอยากแนะนำเจ้าให้บรรพบุรุษรู้จัก
ข้าเชื่อว่าเขาจะต้องสนใจเจ้าอย่างแน่นอน” ฉู่หลีกล่าวอย่างจริงจัง
หูผิง เหวยเหลียงและคนอื่นประหลาดใจ
สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง
พวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมฉู่หลีถึงคาดหวังกับฉินเลี่ยไว้สูงข
นาดนี้
“ตู้เซี่ยงหยางยังอยู่ที่ทะเลสาบอสนีบาต ข้าไม่สามารถไปไกลได้
ดังนั้นข้าต้องขอตัวก่อน” สีหน้าของฉินเลี่ยเปลี่ยนไป
เขาพลันกล่าวว่า “อาจจะมีหลายคนที่เข้าดินแดนอสนีบาตต้องห้าม
หากข้าไม่อยู่และเยี่ยอี้เฮ่ามาที่นี่ด้วย มันจะกลายเป็นปัญหาเอาได้”
ฉินเลี่ยรีบจากไป
“เข้าใจแล้ว เจ้าไปก่อนเลย” ฉู่หลียิ้ม
เหอเวย เริ่นเผิงและคนอื่นพลันรู้สึกวิตกกังวล
จากฉู่หลี พวกเขาล้วนรู้ว่าทะเลสาบอสนีบาตเป็นยิ่งกว่าปาฏิหาริย์
มันเป็นสถานที่ลึกลับและวิเศษที่เปรียบได้กับดินแดนฝังเทพแห่งที่สอง
ในสุสานเทพ พวกเขารู้ว่าอาจจะมีสมบัติล ้าค่าอยู่ข้างใน
เหตุผลที่พวกเขาเข้าดินแดนอสนีบาตต้องห้ามเพราะหูผิงและเหวยเหลี
ยงล้วนเชี่ยวชาญวิชาวิญญาณอสนีบาต
พวกเขาอยากดูรอบทะเลสาบอสนีบาตว่าจะสามารถนำพาโชคลาภมา
ได้หรือไม่
พวกเขาดูรอบ ๆ มาพักหนึ่งแล้ว แต่พวกเขายังไม่พบอะไร
พวกเขาไม่สามารถกำหนดตำแหน่งอย่างแม่นยำได้
กลับกัน ฉินเลี่ยมาจากทะเลสาบอสนีบาต…
พวกเขาปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพบตำแหน่งของทะเลสาบอสนีบา
ตโดยอาศัยฉินเลี่ย
พวกเขาถึงกับกำลังคิดจะหยิบยืมพลังของฉินเลี่ยเพื่อตรวจสอบความ
ลับของทะเลสาบอสนีบาตเพื่อได้รับรางวัลส่วนหนึ่ง
ทว่า ฉินเลี่ยราวกับไม่อาจเห็นความตั้งใจนี้ของพวกเขาได้แม้แต่น้อย
ฉินเลี่ยกล่าวลาฉู่หลีแล้วพลันจากไปราวสายรุ้งอสนีหลังจากหัวเราะเสี
ยงอ่อนออกมา เขาไม่ได้เชื้อเชิญอีกฝ่ายเลยสักนิด
เหอเวยกระทืบเท้าพร้อมกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยวว่า
“เจ้าคนสารเลวที่น่าสาปแช่ง!”
“เขามองไม่เห็นความตั้งใจของพวกเรางั้นหรือ?”
ใบหน้าของเริ่นเผิงมืดมน
“ไม่ใช่เขาไม่รู้ความคิดของพวกเรา
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่อยากให้พวกเรารู้ตำแหน่งของทะเลสาบอสนีบาต
เขาไม่อยากให้พวกเราได้รางวัลด้วย!” เหวยเหลียงหัวเราะอย่างเย็นชา
“มันไม่ใช่ทะเลสาบอสนีบาตของเขาสักหน่อย!” หูผิงเองก็โกรธ
คำกล่าวหาเต็มไปหมด
กลุ่มสี่คนจดจ้องไปที่ฉู่หลีก่อนเหอเวยจะเป็นคำถามว่า “นี่เจ้า ฉู่!
ยังอยู่หรือเปล่าเนี่ย?”
ฉู่หลีอ้าแขนออกด้วยสีหน้าจนใจและเจ็บปวด “ตอนนั้น
พวกเจ้าบ่นเรื่องแยกทางกับฉินเลี่ย แน่นอน
ข้าฟังพวกเจ้าทุกคนและแยกทางกับฉินเลี่ย
ฉินเลี่ยอาจจะคิดว่าพวกเราอยู่คนละเส้นทางกันแล้ว
และรู้ว่าพวกเจ้ายังไม่ชอบเขาอยู่
ด้วยเหตุนี้เขาจึงอายที่จะเชื้อเชิญพวกเจ้า แล้ว… ผลก็เลยเป็นแบบนี้
ต่อให้เขาอยากทำ เขาก็ไม่มีทางเลือกเว้นเสียแต่จากไปอย่างเงียบ ๆ”
“ในความเห็นของข้า เขาจงใจทำ!” เริ่นเผิงพ่นลมออกจมูก
“เจ้าหุบปากให้ข้า!”
เหอเวยจ้องมองเขาอย่างเกรี้ยวกราดครั้งหนึ่งแล้วต่อว่า
“เป็นเพราะเจ้าตั้งแต่แรก! หากเจ้าไม่ยุยง
ข้าจะแยกทางกับฉินเลี่ยทำไม? ความจริง ข้าคิดว่าฉินเลี่ยยังเป็นคนดี!
ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า!”
จิตใจของเริ่นเผิงว่างเปล่า
เขาเผยสีหน้าน่าเกลียดกว่าเดิมก่อนจะส่งเสียงออกมา
เขากล่าวย่างสั่นเครือว่า “ขะ-ข้า…”
“เริ่นเผิง เจ้าเป็นคนผิด” หูผิงขัด
“เจ้าเองก็หุบปากด้วย!”
เหอเวยจ้องมองเขาก่อนจะชี้ไปที่หูผิงและเหวยเหลียง
“พวกเจ้าสองคนก็แย่ไม่ต่างกัน! เป็นธรรมดาที่ผู้หญิงจะจิตใจคับแคบ
แต่พวกเจ้าสองคนเป็นผู้ชายที่จิตใจคับแคบเสียยิ่งกว่าข้า!
พวกเจ้ายังมีหน้าเรียกตัวเองว่าผู้ชายอีกงั้นรึ?”
สีสันอันหลากหลายปรากฏบนใบหน้าของหูผิงและเหวยเหลียง
พวกเขาล้วนอ่อนปวกเปียกเช่นกัน
ฉู่หลีนึกสนุก เขาหัวเราะไม่หยุด
รู้สึกว่าฉากตรงหน้าช่างตลกขบขันอย่างเหลือเชื่อ
“เจ้าเองก็แย่เข่นกัน!” เหอเวยกลอกตาอีกครั้งแล้วชี้มาที่ฉู่หลี “ฉู่หลี!
หากเจ้าไม่ตกลงกับฉินเลี่ยให้เรียบร้อย
ข้าจะทำให้เจ้าพบกับเวลาอันเลวร้ายเอง!”
“งั้นก็บอกข้า เจ้าอยากให้ข้าทำอะไร?” ฉู่หลีถามทันควัน
“ขะ-ข้า…” ถึงเมื่อครู่จะน่าประทับใจ
แต่ใบหน้าของเหอเวยไม่ได้ทานทน ขณะแดงระเรื่อ
นางกล่าวอย่างเขินอายว่า “ความจริง
ข้าไม่คิดว่าพวกเราก็ไม่มีอันใดเสียหายหากตามฉินเลี่ยไป ข้าคิดว่า
ข้าคิดว่าพวกเราควรอยู่กันเป็นกลุ่ม…”
หลังจากพูดจบ เหอเวยพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชาแล้วกล่าวว่า
“ยังไงก็เถอะ ไปตกลงกับเขา เข้าใจไหม!?”
“เข้าใจแล้ว ข้าจะกล้าขัดคำสั่งของเจ้าได้ยังไง เวยเวย”
ฉู่หลีก้มศีรษะแล้วให้สัญญาจากใจจริง
ขณะเหอเวยสับสนกับการกระทำของเขา
ฉู่หลียื่นเกราะวิญญาณที่เต็มไปด้วยดวงดาราก่อนจะพุ่งขึ้นท้องนภา
เขาพุ่งตรงไปยังทิศทางของฉินเลี่ย
ไม่กี่นาทีต่อมา ที่พื้นที่บ่อน ้า
ฉินเลี่ยเงยหน้าขึ้นมองการปรากฏตัวอย่างฉับพลันของฉู่หลีก่อนจะยิ้ม
สงบให้
“เหอเวยบอกข้าให้มาตามหาเจ้าไม่ว่ายังไงก็ตาม
นางยืนกรานว่าอยากให้เจ้าเข้าร่วมกลุ่ม”
ฉู่หลีกล่าวอย่างจนใจหลังจากเขาเคลื่อนลงมาแล้วยักไหล่
“ฮี่ฮี่
แค่ใช้เหรียญของขุนเขาดาบสวรรค์หรือขุนเขาว่านโช่วก็พอแล้ว”
ฉินเลี่ยหัวเราะเสียงดัง
“ทะเลสาบอสนีบาตอยู่ภายในระยะห้าสิบกิโลเมตร”
“ฉินเลี่ย” ฉู่หลีเก้กังไปพักหนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวอย่างเขินอายว่า
“ขอบคุณ”
“ผู้หญิงก็คือผู้หญิง พวกเราก็คือพวกเรา ฮี่ฮี่
เจ้าและข้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณอันใดต่อกัน” ฉินเลี่ยกล่าวอย่างสงบ
ฉู่หลีพยักหน้าหนักแน่นเป็นการตอบรับ