Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ - ตอนที่ 538: พลังโลหิตที่ไปถึงท้องนภา
ตอนที่ 538: พลังโลหิตที่ไปถึงท้องนภา
ขณะที่เกาอวี้กำลังพูดอยู่นั้น
ปีศาจเจียงเทียนซิงเริ่มเคลื่อนเข้าหาร่างกายของชนชั้นนำโบราณที่อยู่
ใกล้ที่สุด
มันคือร่างกายของคนจากเผ่าพันธุ์ไม้
คนคนนี้สูงสองเมตรครึ่ง ร่างกายของคนคนนี้คล้ายกับท่อนไม้
ผิวของเขาเป็นสีน ้าตาลเหมือนไม้และมีรอยย่นเหมือนเปลือกไม้
ผมสีเขียวเข้มยาวของเขาเหมือนกับใบหลิว
ชาวเผ่าพันธุ์ไม้คนนี้ตายมาหลายปีแล้ว
ร่างกายไม่หลงเหลือร่องรอยของออร่าจิตวิญญาณ
แต่ว่า
มันคล้ายกับกิ่งก้านของต้นไม้โบราณที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตมหาศาล
มันคือพลังชีวิตบริสุทธิ์มหาศาล!
เหนือขึ้นไป ที่ขอบทะเลสาบเยือกแข็ง
เสี่ยจิงเสวียนและเสวี้ยโม่เหยียนกำลังมองเจียงเทียนซิงอย่างใกล้ชิด
เมื่อพวกเขาเห็นอีกฝ่ายเข้าใกล้ร่างดังกล่าว
แสงสว่างฉายผ่านดวงตาพวกนางในเวลาเดียวกัน
ทั้งสองสนใจร่างกายของชาวเผ่าพันธุ์ไม้เป็นพิเศษ
พวกนางล้วนทราบความจริงเรื่องพลังชีวิตปริมาณมหาศาลนั่น
มันเป็นประโยชน์ต่อพวกนางอย่างยิ่ง
เสี่ยจิงเสวียนสามารถใช้พลังชีวิตเพื่อเสริมพละกำลังของและนำมรดก
ที่ได้รับจากเผ่าพันธุ์ไม้เพื่อทำให้สูงส่งกว่านี้ได้
อีกด้าน
เสวี้ยโม่เหยียนสามารถดึงพลังชีวิตจากร่างกายของชาวเผ่าพันธุ์ไม้แล
ะใช้มันเพื่อช่วยมารดานางให้ได้สติและฟื้นคืนกำลังกลับมาได้
“เพื่อได้ศพชนชั้นนำโบราณเหล่านี้ ต้องได้รับการยอมรับมาก่อน”
เกาอวี้กล่าวอีกครั้ง “เจ้าไม่สามารถได้มันมาง่าย ๆ หรอก
“ทุกครั้งที่ชนชั้นนำตาย ศิษย์ ญาติและพวกพ้องจะพาพวกเขามาที่นี่
พวกเขาจะทำตราพิเศษเพื่อให้ร่างกายเหล่านี้ไม่ถูกคนอื่นนำไปใช้ใน
ทางที่ผิดและป้องกันจากอุบัติเหตุต่าง ๆ
“เซินเหยี่ยสามารถรวบรวมร่างกายของศรเทพและคันธนูสังหารตะวันเ
พราะเขานำสมบัติคนป่าตะวันออกโบราณมาด้วย
ศรขนนกสีแดงคือส่วนหนึ่งของคันธนูสังหารตะวันมาตั้งแต่ต้น
มันเต็มไปด้วยออร่าที่สร้างไว้บนร่างกายของศรเทพเพื่อให้เป็นที่ยอมรั
บ นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเซินเหยี่ยถึงทำสำเร็จ
“ส่วนข้า
ข้าได้รับการยอมรับจากเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของเทพปีศาจที่เทือกเขำเทพปีศาจก่อนจะเข้าสุสานเทพแล้ว”
เกาอวี้มองเสี่ยจิงเสวียน จากนั้นกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า
“ออร่าของเจ้าคล้ายกับร่างกายของชนชั้นนำเผ่าพันธุ์ไม้ที่อยู่ด้านล่าง
นั่นเล็กน้อย เจ้าอาจจะสามารถได้มันมา”
เขามองเสวี้ยโม่เหยียนแล้วส่ายหน้า “เจ้าอาจจะไม่ได้”
“แล้วเขาล่ะ?” เสี่ยจิงเสวียนและเสวี้ยโม่เหยียนถามพร้อมกัน
พวกนางกำลังหมายถึงเจียงเทียนซิง
ตอนนี้
ปีศาจเจียงเทียนซิงล้วนมาถึงข้างร่างกายของชนชั้นนำเผ่าพันธุ์ไม้แล้
ว เพราะปีศาจโลหิตถูกสร้างจากโลหิต
รูปลักษณ์ของพวกมันจึงผิดแปลกประหลาดพร่าเลือน
แต่ว่า ปีศาจโลหิตตนนี้แตกต่างออกไป
มันคล้ายกับเจียงเทียนซิงหลายส่วน
มันพลันมองร่างกายของชนชั้นนำเผ่าพันธุ์ไม้ด้วยดวงตาสีแดงเจิดจ้า
“เขางั้นเหรอ? เขารู้เรื่องสุสานเทพมากกว่าใครในที่นี้” เกาอวี้ตอบ
ปีศาจโลหิตเปิดปากแล้วสูดหายใจยาว
“ซู้ด…!”
ผลจากการกระทำของปีศาจโลหิต
พลังชีวิตมหาศาลภายในร่างกายของสมาชิกเผ่าพันธุ์ไม้แปรเปลี่ยนเป็
นสายของเหลวสีมรกตจำนวนมาก
สายเหล่านี้ลอยออกจากร่างกายผสมกับพลังโลหิตและพลังวิญญาณบ
ริสุทธิ์ มันถึงกับพุ่งเข้าไปในปากโลหิตของปีศาจ
“ปัง!”
ร่างกายของสมาชิกเผ่าพันธุ์ไม้ที่เอ่อล้นด้วยพลังชีวิตเน่าเปื่อยขณะแก่
นแท้ถูกดึงออกไป
เมื่อสายลมรุนแรงพัดผ่านไปไม่กี่วินาที
ศพเน่าเปื่อยสลายกลายเป็นธุลีขณะกระจายกลางอากาศ
โดยไม่มีการปกป้องของพลังวิญญาณบริสุทธิ์
มันแปรเปลี่ยนเป็นธุลีขณะตัวตนเมื่อหนึ่งพันปีก่อนหายไปในทันที
อีกด้าน
ร่างกายของปีศาจเจียงเทียนซิงที่เอ่อล้นด้วยพลังโลหิตมหาศาลพลันป
ลดปล่อยพลังชีวิตที่มหาศาลกว่าก่อนหน้า
มันเหมือนกับพละกำลังพุ่งทะยาน
กลายเป็นแข็งแกร่งกว่าเก่าหลายเท่า
คลื่นกระแทกของพลังที่สร้างโดยการปะทะระหว่างหลุมศพผนึกปีศาจแ
ละสามวิญญาณไม่สามารถทำอะไรเขาได้อีกต่อไป
“ไม่ใช่ว่าเจียงเทียนซิงเป็นสมาชิกของสำนักเทียนชี่หรอกเหรอ?”
อวี้เหมินตะโกนด้วยน ้าเสียงเคร่งขรึม
เขาและเฝิงอี้โหยวในตอนนี้ยืนอยู่ที่ริมทะเลสาบเยือกแข็ง
พวกเขากำลังมองลงไปที่ดินแดนฝังเทพที่ดูกว้างใหญ่คล้ายเหวลึก
สีหน้าบนใบหน้าของเฝิงอี้โหยวเคร่งขรึมมากขึ้นขณะจ้องมองทุกการเ
คลื่อนไหวของเจียงเทียนซิง
“เจ้าไม่รู้เหรอว่าเขาและเจียงจู่เจื๋อคือปีศาจที่เหลือรอดของสำนักอสูรโ
ลหิต?” อวี้เหมินถามขณะพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชา
เฝิงอี้โหยวเผยสีหน้ามืดมน สีหน้าซับซ้อนฉายอยู่ในดวงตา
เขายังไม่ตอบคำถามของอวี้เหมิน
“สำนักเทียนชี่เปิดเผยความลับเบื้องหลังสุสานเทพ
ศพเทพทั้งแปดและทางเข้าต่างมิติที่พวกเราใช้เข้ามาที่นี่”
คิ้วของอวี้เหมินขมวดแน่น
“แล้วทำไมเจียงเทียนซิงถึงรู้มากกว่าเจ้าได้?”
ความจนใจปรากฏบนใบหน้าซักถามของอวี้เหมิน
ในที่สุดเฝิงอี้โหยวก็บอกความจริงออกมา
“ข้อมูลเรื่องสุสานเทพที่ขุนเขาว่านโช่วได้รับมานั้น แน่นอน
เดิมทีมาจากสำนักเทียนชี่ แต่ว่า พวกข้าได้ข้อมูลนั่น…
จากเจียงจู่เจื๋อและบุตรของเขา เจียงเทียนซิง” เขาอธิบาย
“พวกเขาสองคนมาสำนักเทียนชี่เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนโดยอ้างว่ารู้ความ
ลับยิ่งใหญ่ที่จะคุกคามอนาคตของดินแดนแห่งความโกลาหลเอาไว้
เจียงจู่เจื๋ออยากหยิบยืมพละกำลังของพวกข้าเพื่อบังคับให้ศพเทพปรา
กฏตัวจากใต้ทะเลแล้วหาเส้นทางต่างมิติมายังสุสานเทพ…”
“ทุกสิ่งที่สำนักเทียนชี่รู้เกี่ยวกับสุสานเทพ…
เจ้ารู้มันมาจากเจียงจู่เจื๋องั้นเหรอ?”
อวี้เหมินถามด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ใช่แล้ว” เฝิงอี้โหยวยิ้มขมขื่น
“ทำไมเจียงเทียนซิงไปร่วมมือกับคนป่าตะวันออกได้ล่ะ?” อวี้เหมินถาม
เฝิงอี้โหยวส่ายหน้า “ข้าไม่รู้”
ถึงจุดนี้
ทั้งอวี้เหมินและเฝิงอี้โหยวรู้ว่าบิดาและบุตรตระกูลเจียงเพียงหลอกใช้
สำนักเทียนชี่เท่านั้น
พื้นที่ที่ศพเทพตนแรกปรากฏขึ้นอยู่ใกล้สำนักเทียนชี่
ด้วยการสนับสนุนของผู้อาวุโสสำนัก
เจียงจู่เจื๋อใช้พละกำลังของสำนักเทียนชี่เพื่อดึงศพเทพตนแรกขึ้นมาจำกก้นทะเล
นี่ยังหมายความว่า หากไม่มีการสนับสนุนของสำนักเทียนชี่
ศพเทพจะไม่ปรากฏขึ้นตนแล้วตนเล่าและเส้นทางต่างมิติในสุสานเทพ
จะไม่มีวันถูกพบ
บิดาและบุตรตระกูลเจียงใช้สำนักเทียนชี่เพื่อเปิดทางเข้าไปสุสานเทพ
เห็นได้ชัดว่านั่นเป็นแผนของพวกเขา
ความจริงที่พวกเขาปลุกเร้าคนป่าตะวันออกเพื่อส่งชนชั้นนำของสามเ
ผ่าไปที่สุสานเทพย่อมหมายความว่าแผนการของพวกเขาแตกต่างจา
กเก้ากองกำลังใหญ่ระดับเงิน
ทันทีที่เจียงเทียนซิงเปลี่ยนเป็นปีศาจโลหิตและเริ่มดูดโลหิตบริสุทธิ์จา
กร่างกายของชนชั้นนำโบราณ
ทั้งเฝิงอี้โหยวและคนป่าตะวันออกเข้าใจว่าบิดาและบุตรคู่นี้ตั้งใจวางแผ
นขึ้นมา
ถึงตอนนี้
หลุมศพผนึกปีศาจลอยเหนือดินแดนฝังเทพขณะยังคงปลดปล่อยแสง
สว่างศักดิ์สิทธิ์เจิดจ้าเพื่อยับยั้งยักษ์โบราณ
วานรและชาวเงือกที่สามวิญญาณควบคุมอยู่
ทั้งสองฝั่งเริ่มเปิดศึกดุเดือด
สิ่งเดียวที่หลุมศพผนึกปีศาจเป็นห่วงคือการผนึกเจ็ดวิญญาณ
ไม่ว่าปัญหาที่ปีศาจเจียงเทียนซิงสร้างจะมากเท่าไหร่
มันก็ไม่มองเขาเป็นเป้าหมาย
ดังนั้น
ทันทีที่เจียงเทียนซิงสามารถเมินคลื่นกระแทกที่กวาดไปทั่วดินแดนฝังเ
ทพได้
นั่นหมายความว่าเขาสามารถอยู่ที่นี่และดูดโลหิตจากร่างกายของชน
ชั้นนำโบราณร่างแล้วร่างเล่าได้
ปีศาจโลหิตจะยังคงเติบโตจนน่าหวาดกลัวขึ้นเรื่อย ๆ
“ต้องมีคนสักคนไปหยุดเจียงเทียนซิงในร่างปีศาจโลหิต!”
ตู้เซี่ยงหยางกล่าว “ไม่เช่นนั้น
ศพของชนชั้นนำโบราณจะถูกทำลายและเขาจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
ทันทีที่ถึงตอนนั้น จะไม่มีใครที่สามารถหยุดเขาได้อีก”
กลุ่มของฉินเลี่ยคือกลุ่มเดียวที่คิดเรื่องนี้
ผู้อื่นในตอนนี้ เซินเหยี่ยและคนป่าตะวันออกของเขา
เฝิงอี้โหยวและอวี้เหมินสังเกตเห็นถึงภัยคุกคามที่เจียงเทียนซิงปลดปล่
อยออกมา
เฝิงอี้โหยวและอวี้เหมินอยากโจมตีอีกฝ่าย
แต่พวกเขาไม่กล้าลงไปในดินแดนฝังเทพ ดังนั้น
พวกเขาทำได้เพียงมองจากนอกรัศมีเท่านั้น
เซินเหยี่ยกำลังลังเล
หลังจากได้คันธนูสังหารตะวันมา
เขาในตอนนี้มีความสามารถที่จะสังหารเจียงเทียนซิงจากระยะไกล
แต่ว่า คนป่าตะวันออกตกลงกับบิดาและบุตรตระกูลเจียงเอาไว้แล้ว
ผู้อาวุโสของสามเผ่ายิ่งใหญ่เชื่อเจียงจู่เจื๋อและวางแผนจะใช้เขาในการ
ทำลายดินแดนแห่งความโกลาหล
ความสนใจของเจียงเทียนซิงในตอนนี้คือศพของชนชั้นนำโบราณ
ไม่ใช่คนป่าตะวันออก ด้วยเหตุนี้เซินเหยี่ยจึงตัดสินใจไม่ได้
“ถ้าพวกเราไม่สังหารเจียงเทียนซิงในตอนนี้
พวกเราทุกคนจะต้องตาย!”
แสงสว่างแรงกล้าฉายจากดวงตาของลั่วเฉิน
เขาเป็นคนแรกที่เคลื่อนไหว
“ฟาดฟันเจ็ดจันทรา!”
ลำแสงดาบทั้งเจ็ดที่เฉียบแหลมราวกับจันทร์เสี้ยวพลันพุ่งขึ่นไปบนท้อ
งนภาที่อยู่เหนือดินแดนฝังเทพ
ลำแสงดาบจันทร์เสี้ยวแต่ละลำแผ่ออร่าเฉียบคมแรงกล้า
พวกมันพุ่งเข้าหาเจียงเทียนซิงที่ก้นทะเลสาบเยือกแข็ง
ลำแสงดาบหลากสีสันแต่ละลำเจิดจ้ายิ่งกว่าเก่า
เมื่อมองดู
ลำแสงดาบรูปจันทร์เสี้ยวทั้งเจ็ดถึงกับเหมือนจันทราเย็นเยือกยามเที่ยง
คืนที่กำลังบดขยี้พื้นดิน
นี่คือหนึ่งในวิชาดาบที่ยอดเยี่ยมที่สุดของลั่วเฉิน
“กรร!”
ปีศาจโลหิตคำรามใส่ท้องนภา
แสงสว่างโลหิตน่าหวาดกลัวปลดปล่อยจากดวงตา
ม่านแสงโลหิตปรากฏขึ้นขณะพุ่งเข้าหาการโจมตีที่ใกล้เข้ามา
ม่านโลหิตไหลเข้าใส่จันทร์เสี้ยวเย็นเยือกทั้งเจ็ดที่ก่อตัวเป็นแสงสว่างเ
จิดจ้าขณะกัดกร่อนพวกมันด้วยออร่าโลหิตชั่วร้ายและหนาแน่น
ลำแสงดาบหมองหม่น แสงสว่างพลันหายไป
“พรวด!”
ลั่วเฉินกระอักโลหิตขณะความมุ่งร้ายในดวงตาของเขาพลันอ่อนลง
นี่เป็นสัญญาณว่าจิตดาบของเขาหายไป
“ออร่าโลหิตของเจียงเทียนซิงทรงพลังเกินไป
ข้าไม่สามารถสังหารเขาได้ เขาจะแข็งแกร่งขึ้นทุกวินาทีที่ผ่านไป!”
หลังจากประกาศเช่นนี้ ลั่วเฉินนั่งลงขณะจดจ่อกับการรักษาบาดแผล
ฉินเลี่ยและคนอื่นไม่ใช่กลุ่มเดียวที่มองลั่วเฉินโจมตี คนป่าตะวันออก
อวี้เหมินและเฝิงอี้โหยวก็มองอยู่ตลอดเช่นกัน
พวกเขาเห็นทุกสิ่งและสังเกตเห็นว่าทันทีที่เขาโจมตีใส่เจียงเทียนซิง
ลั่วเฉินพลันกระอักโลหิตออกมาแล้วนั่งลง
ถึงแม้จะลังเลว่าต้องทำอะไร
แต่สีหน้าความระแวดระวังปรากฏบนใบหน้าของเซินเหยี่ย
ในเวลาเดียวกัน
ความตกตะลึงปรากฏบนใบหน้าของเฝิงอี้โหยวและอวี้เหมิน