Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ - ตอนที่ 563: ฉิงเชิ่งหนาน
ตอนที่ 563: ฉิงเชิ่งหนาน
“มากับข้า พวกเราจะไปพบพี่ใหญ่”
ชายหนุ่มนามฉิงหวู่อยู่เพียงขั้นกลางของพลังระดับบรรลุเท่านั้น
นับว่าอ่อนแอกว่าฉินเลี่ยเล็กน้อย
ถึงอย่างนั้นผู้ฝึกยุทธ์บางคนในเรือลำเดียวกับเขากลับมีพลังระดับสำนึ
ก
ถึงแม้พวกเขาจะแข็งแกร่งกว่า
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาปฏิบัติต่อฉิงหวู่ในฐานะผู้นำ
นี่แสดงให้เห็นว่าตระกูลฉิงคล้ายกับควบคุมเกาะตะวันทองเอาไว้
ด้วยการนำทางของฉิงหวู่
ฉินเลี่ยตามผู้ฝึกยุทธ์เกาะตะวันทองคนนี้ไปบนเรือลำที่ใหญ่ที่สุดและต
รงขึ้นไปชั้นสาม
ฉินเลี่ยจ้องมองด้านหลังและเห็นว่าสหายที่เหลือของเขายังอยู่ระหว่างทำงมาขึ้นเรือ เรือใบกระบี่ทิ้งพวกเขาไว้ด้านหลังอย่างเห็นได้ชัด
เรือลำใหญ่ที่สุดของเกาะตะวันทองมีนามว่า “ทลายคลื่น”
มีสามชั้นบนเรือลำนี้
ห้องนับสิบตั้งอยู่ชั้นบนในฐานะที่พักอาศัยของสมาชิกตระกูลฉิง
ชั้นกลางเป็นที่พักผู้ฝึกยุทธ์เกาะตะวันทองที่ไปถึงพลังระดับสำนึกและชั้
นล่างสุดเป็นของผู้ฝึกยุทธ์พลังระดับบรรลุ
ฉิงหวู่นำฉินเลี่ยไปห้องขนาดใหญ่ที่แตกต่างอย่างงดงามและปูพรมผืน
หนาโอ่อ่าเอาไว้ ห้องด้านข้าง เช่น ห้องอาบน ้า
ห้องฝึกฝนก็สามารถมองเห็นได้
ลวดลายของเต่าและนกอมตะถูกระบายที่กำแพง
ทำให้ห้องดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม
“พี่ใหญ่” ฉิงหวู่นำฉินเลี่ยเข้ามาในห้อง “ข้าพาเขามาแล้ว”
“เข้าใจแล้ว” เสียงแผ่วเบาดังมาจากด้านหลังประตูของห้องฝึกฝน
“ไปรับตัวคนอื่นและตระเตรียมให้พวกเขาพักอยู่ชั้นล่างสุดเป็นการชั่ว
คราว”
ฉิงหวู่พยักหน้า จากนั้นกล่าวกับฉินเลี่ยเสียงต ่าว่า
“พี่ใหญ่ยังฝึกฝนไม่เสร็จ รออยู่ที่นี่ก่อน”
“โอ้” ฉินเลี่ยตอบอย่างสงบ
ฉิงหวู่จากไปทันที
ฉินเลี่ยมองห้องฝึกฝนอย่างไม่ใส่ใจ แต่ว่า
แทนที่จะใช้การรับรู้จิตวิญญาณ เขาเพียงรอขณะปล่อยใจให้ว่าง
ราวสิบห้านาทีต่อมา
ประตูของห้องฝึกฝนเปิดออกพร้อมเสียงครางอันแผ่วเบา
หญิงสาวเดินออกมา นางสวมชุดคลุมยาวหละหลวมทับร่างอวบใหญ่
นางสูงใหญ่ ราวกับลูกบอลที่มีขา
ฉินเลี่ยมองนางด้วยความสับสน
เมื่อเขาได้ยินเสียงอันแผ่วเบา
เขาคาดว่าเจ้าของจะต้องเป็นหญิงสาวงดงาม
ตอนนี้หญิงสาวเปิดเผยรูปลักษณ์ที่แท้จริงแล้ว
มันเหมือนกับระเบิดทรงพลังที่ทำลายจินตนาการในหัวของเขาจนแตก
เป็นชิ้น ๆ
“ข้าคือฉิงเชิ่งหนาน ฉิงหยีเหมี่ยว
จ้าวเกาะของเกาะตะวันทองคือพี่ชายของข้า
แซ่ของข้าคือฉิงเหมือนกับเจ้า
บรรพบุรุษของตระกูลฉิงเคยอาศัยอยู่ในทวีปเทียนเมี่ยเช่นกัน!”
ทันทีที่ฉิงเชิ่งหนานเดินออกมา
นางมองฉินเลี่ยและบอกสถานะตนเองอย่างตื่นเต้น
“เจ้าชื่อฉิงเลี่ยใช่หรือไม่?
เจ้าบอกว่าเจ้าและตาของเจ้าอาศัยอยู่ในขุนเขาของทวีปเทียนเมี่ย
ตาของเจ้า… มีชื่อว่าอะไร?”
“ฉิง… ฉิงชาน” ฉินเลี่ยโกหก
เดิมทีตระกูลฉิงเรืองอำนาจในทวีปเทียนเมี่ย
ดังนั้นจึงมีสมาชิกมากมายอย่างแน่นอน
ประกอบกับกาลเวลาที่ผันผ่านไปหลังจากการล่มสลาย
ฉินเลี่ยไม่คิดว่าฉิงเชิ่งหนานจะสามารถมองคำโป้ปดจากการสุ่มชื่อที่เ
ขาตั้งขึ้นมาได้
“ตะ-ตาของเจ้าชื่ออะไรนะ”
หญิงสาวร่างเทอะทะถามอีกครั้งขณะตื่นเต้นขึ้นมา
“พูดชื่อของเขาอีกทีซิ!”
“ฉิงชาน!” ฉินเลี่ยตะโกน
“สวรรค์!” ฉิงเชิ่งหนานกล่าวอย่างตกตะลึง
ตอนนั้นเอง นางเข้าหาและสวมกอดฉินเลี่ยอย่างตื่นเต้น
“เจ้าคือหลานชายของตาเจ็ด!” นางร้องออกมาด้วยความยินดี
ฉินเลี่ยรู้สึกเหมือนกับถูกอัดโดยลูกบอลฝ้าย
“พะ-พี่ใหญ่!”
เขาตะโกนขณะพยายามออกจากอ้อมกอดอันกระตือรือร้น
“เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้เข้าใจผิด?”
“เจ้ามีสิทธิ์เรียกข้าว่าพี่ใหญ่!” นางตะโกนขณะโบกมือไปมา
“ข้าคือพี่ใหญ่ของเจ้า!
ฉิงหวู่เป็นเพียงสมาชิกสาขาของตระกูลฉิงเท่านั้น เจ้า ฉิงเลี่ย
คือสมาชิกของตระกูลหลักข้า!
ข้าจะแจ้งพี่ใหญ่และบอกเขาว่าตาเจ็ดมีชนรุ่นหลังด้วย!”
“นี่มัน…”
คำประกาศของหญิงสาวทำให้ฉินเลี่ยอึ้ง
“นี่! ดูผังตระกูลฉิงของพวกเราสิ!”
ฉิงเชิ่งหนานหยิบหนังสือออกจากแขนเสื้อราวกับใช้มนตรา
นางเปิดหน้าที่เป็นสีเหลืองตามอายุก่อนจะชี้ไปที่ชื่อชื่อหนึ่งพลางกล่าว
ว่า “เห็นไหม? ชื่อของตาเจ็ดคือฉิงชาน!”
ฉินเลี่ยขยับเข้ามาใกล้เพื่อมองดูและเห็นชื่อฉิงชานดังคาด
เขาลอบทำหน้าบึ้งตึงขณะคิดว่ามันจะบังเอิญอะไรขนาดนี้
“เมื่อหนึ่งพันปีก่อน
ทุกกองกำลังในดินแดนแห่งความโกลาหลรุกรานทวีปเทียนเมี่ยและออ
กล่าสำนักอสูรโลหิต รวมถึงกองกำลังทาสที่ขึ้นตรงด้วย
พวกเราตระกูลฉิงคือหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ที่รับใช้สำนักอสูรโลหิต
ผลที่ได้ พวกเราถูกสังหารหมู่ พวกมันออกล่าสมาชิกของพวกเรา
ทำให้ต้องหลบหนี กระจัดกระจายไปทั่วดินแดนแห่งความโกลาหล
นี่คืออดีตอันโหดร้ายของตระกูลฉิง!”
ฉิงเชิ่งหนานกัดฟันขณะสาปแช่งกองกำลังที่รุกรานและทำลายตระกูล
ฉิง คำพูดสาปแช่งอันรุนแรงของนางพุ่งตรงไปที่ตระกูลเซี่ยโห
หลินและซู
นางสาปแช่งอย่างหนักจนน ้าลายกระเด็นจากปากจนฉินเลี่ยต้องสร้างโ
ล่น ้าแข็งตรงหน้าเพื่อป้องกัน
“โชคยังดี
ตาของข้าเพียงได้รับบาดเจ็บและหาทางรอดชีวิตกลับมาได้”
นางกล่าวต่อว่า “เขารับพวกเราตระกูลฉิง
พ่อของข้าและผู้รอดชีวิตคนอื่นจนกระทั่งไปถึงทวีปเทียนหลู่ในที่สุด
ในบรรดาเจ็ดพี่น้องของตระกูลฉิงแล้ว
ตาของข้าคือคนที่ห้าที่มีอายุมากที่สุด ตาของเจ้า
ฉิงชานอายุน้อยที่สุด ดูสิ!
บันทึกของผังตระกูลพวกเราแสดงส่วนนี้ชัดเจน”
ฉินเลี่ยเงียบ
เขาไม่คิดว่าชื่อฉิงชานจะถึงกับมีอยู่จริงในผังตระกูลฉิง
ชื่อที่เขาสุ่มตั้งขึ้นมากลับเป็นเหตุผลที่ฉิงเชิ่งหนานตื่นเต้นและปฏิบัติต่
อเขาในฐานะตระกูลเดียวกัน
“น้องชาย ตาของเจ้าอยู่ที่ไหนล่ะ?”
ริมฝีปากหนาของฉิงเชิ่งหนานสั่นเทา ถึงนางไม่อยากถาม
แต่นางต้องทำ “พ่อของเจ้าและสมาชิกคนอื่นของเจ้าอยู่ที่ไหน?”
“พวกเขาตายแล้ว” ฉินเลี่ยตอบพลางถอนหายใจ
เขาก้มหน้าด้วยความเศร้าโศก “พวกเขาทุกคนถูกฆ่า”
“เจ้าพวกตระกูลเซี่ยโห หลินและซู!”
ฉิงเชิ่งหนานกำหมัดและเริ่มสาปแช่งอีกครั้ง
นางโถมคำพูดชั่วร้ายทั้งหมดใส่สามตระกูลใหญ่
“พวกมันทั้งหมดต้องตาย!”
ฉินเลี่ยลอบหัวเราะ เขาไม่จำเป็นต้องบอกว่าใครคือคนร้าย
ฉิงเชิ่งหนานเติมเต็มส่วนนั้น ช่วยให้เขาหมดปัญหาไปได้มาก
เขาสามารถมองเห็นว่าหญิงสาวร่างอวบปากไวและนิสัยเถรตรงอย่างมำก นางไม่สนมารยาทและไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์
ถึงแม้นางจะเป็นผู้หญิง แต่นางทำตัวเหมือนผู้ชาย
“อ้อ จริงสิ น้องชาย เจ้าลอยอยู่ในทะเลมาตั้งนาน
เจ้าเหนื่อยแล้วใช่หรือไม่?” ฉิงเชิ่งหนานถามด้วยความกังวล
ฉินเลี่ยพยักหน้าหนักแน่น
เขาอยากออกห่างจากฉิงเชิ่งหนานให้เร็วที่สุด
เขาเกรงว่าหญิงสาวคนนี้จะถามต่อไป เขาไม่สามารถโกหกได้ตลอด
ท้ายที่สุดตัวตนของเขาจะถูกเปิดโปง
“ฉิงเหยา!” ฉิงเชิ่งหนานตะโกนไปที่ทางเดิน “มาพบกับอาเล็กของเจ้า
จากนั้นพาเขาไปห้องข้าง ๆ เพื่อให้ได้พักผ่อน!
ข้าจะไปหาพ่อเจ้าหลังจากนี้เพื่ออธิบายทุกสิ่งเพื่อที่พวกเราจะสามารถ
เพิ่มชื่อเขาในผังต้นไม้ได้! นี่เป็นโอกาสนานครั้งของตระกูลฉิง!”
“พี่สะใภ้!” เสียงใสชัดเจนดังก้องจากมุมทางเดิน “ข้ายังฝึกฝนอยู่!”
“เด็กดื้อ!” ฉิงเชิ่งหนานต่อว่า “มานี่เดี๋ยวนี้ เจ้าเด็กไร้ความเคารพ!”
เพียงไม่นาน
หญิงสาวงดงามสวมชุดผ้าไหมสีเขียวอ่อนเดินผ่านทางเดินอย่างไม่เต็
มใจ
“ญาติห่าง ๆ ของคุณตางั้นหรือ? พี่สะใภ้
ทำไมเจ้าพูดเรื่องนี้เป็นจริงเป็นจังนัก?” นางพึมพำ
“พวกเราไม่รู้ว่าเขาพูดความจริงหรือเปล่าด้วยซ ้า”
“เขาจะโกหกได้อย่างไร?
ผังตระกูลแสดงชื่อของตาเจ็ดอย่างชัดเจนว่าเป็นชื่อเดียวกับตาของเขำ” ฉิงเชิ่งหนานจ้องมองฉิงเหยาและขู่ฟ่อ “ฉิงเลี่ยคือลุงของเจ้า
ดังนั้นเจ้าต้องนับญาติด้วย! ถ้าเจ้ายังกล้าพึมพำเหมือนเมื่อกี้อีก
ข้าจะฉีกปากเจ้าให้หน้าเยินเลย!”
ฉิงเหยาไม่อาจรับมือพี่สะใภ้คนนี้ได้อย่างเห็นได้ชัด
นางไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากก้มศีรษะ
นางไม่แม้แต่จะมองฉินเลี่ยขณะตัดบทด้วยการกล่าวว่า “คุณลุง”
เมื่อกล่าวแล้ว ในที่สุดฉิงเชิ่งหนานก็พึงพอใจ
นางโบกมือแล้วกล่าวอย่างหนักแน่นว่า
“พาลุงของเจ้าไปห้องว่างที่อยู่ข้างเจ้าเพื่อให้เขาได้พักผ่อน”
“ระ-เรื่องนั้น… พี่ใหญ่ ข้าพักชั้นล่างก็ได้” ฉินเลี่ยรีบกล่าว
“สหายของข้าอาจจะมาถึงแล้วก็ได้”
“ยังไงก็ไม่ได้!”
สีหน้าจริงจังปรากฏบนใบหน้าของฉิงเชิ่งหนานขณะกล่าวว่า
“เจ้าคือหลานชายของลุงเจ็ด
ชนรุ่นหลังโดยตรงของพวกเราตระกูลฉิง!
พวกเราจะปล่อยให้เจ้าไปพักกับข้ารับใช้ได้อย่างไร!
นั่นมันไร้สาระสิ้นดี!”
“เอ่อ…”
“ฉิงเหยา! เจ้าจะมัวยืนบื้อทำไมอีก?
เจ้าไม่รู้ว่าต้องนำทางลุงเจ้าไปที่ห้องยังไงงั้นหรือ?”
ฉิงเชิ่งหนานเริ่มตะโกนอีกครั้ง “เจ้ามันนังเด็กผู้หญิงโง่งม!”
ฉิงเหยาหวาดกลัวพี่สะใภ้
นางหดตัวลงเพราะคำประณามของฉิงเชิ่งหนาน
น ้าตาเริ่มเอ่อขณะกล่าวว่า “ไปกันเถอะ คุณลุง!”
ทันทีที่นางพูดคำว่า “คุณลุง”
ออกมาแสดงให้เห็นว่านางเกลียดฉินเลี่ยมากแค่ไหน
“นี่มัน…” ฉินเลี่ยจนคำพูด
“ฉิงเลี่ย ไปกับหลานสาวของเจ้า ถ้าเด็กคนนั้นทำอะไรให้เจ้าไม่พอใจ
บอกข้ามาแล้วข้าจะตีนางเอง!”
ฉิงเชิ่งหนานกล่าวพลางพ่นลมออกจมูก “อา…
นับแต่ที่ตระกูลฉิงกระจัดกระจาย
เจ้าสารเหลวน้อยเหล่านี้กลับลืมเรื่องบรรพบุรุษและบ้านที่แท้จริงของต
ระกูลฉิงไปแล้ว”
ฉิงเชิ่งหนานถอนหายใจ
เห็นได้ชัดว่านางไม่พอใจกับศิษย์น้องของนาง
ฉิงเหยาไม่อยากอยู่นานไปกว่านี้
เมื่อเห็นว่าฉินเลี่ยยังยืนอยู่กับที่ด้วยสภาพแข็งทื่อ
นางดึงแขนเสื้อของเขาอย่างหงุดหงิดเพื่อให้เดินออกมา
ฉินเลี่ยสะดุดเพราะการฝืนดึงของนาง ถึงอย่างนั้นเมื่อนางจ้องมองเขา
ที่เขาทำได้มีเพียงตามนางออกไป
……