Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ - ตอนที่ 613: สุดยอดค่ายพิทักษ์สำนัก!
ตอนที่ 613: สุดยอดค่ายพิทักษ์สำนัก!
บนถนนนอกหุบเขา ฉินเลี่ยและพี่น้องฉิงเงียบด้วยสีหน้ามืดมน
ตอนพวกเขามาที่นี่
พวกเขารู้ว่าหุบเขาจันทราสีครามอาจจะทำเรื่องยุ่งยากให้กับพวกเขา
พวกเขาคิดว่าหุบเขาจันทราสีครามจะต่อสู้เพื่อส่วนแบ่งที่มากกว่าในดิ
นแดนของตระกูลฮัน ตำหนักเมฆาสีดำและหอทะเลสวรรค์
พวกเขาถึงขั้นเตรียมที่จะยอมให้หุบเขาจันทราสีครามได้ส่วนแบ่งที่มา
กกว่าและตนยอมรับส่วนแบ่งที่น้อยกว่า
ถึงอย่างนั้นหุบเขาจันทราสีครามกลับไม่สนเรื่องมิตรภาพ
พวกเขาต้องการดินแดนทั้งหมดของสามกองกำลัง เหมือง
ต้นไม้วิญญาณและทุ่งสมุนไพรวิญญาณทั้งหมด เพื่อพวกเขาเอง
ก่อนพวกเขาจะจากไป เหมียวเหวยฝานถึงขั้นขู่ฉินเลี่ยและพี่น้องฉิง
บอกว่าเกาะตะวันทองไม่มีสิทธิ์เข้าร่วม ถ้าทำ
พวกเขาจะต้องรับผิดชอบถึงผลลัพธ์ที่จะตกกับพวกเขา
“ตระกูลเหมียวชักจะมากเกินไปแล้ว!”
เมื่อพวกเขากำลังจะออกจากหุบเขาในขุนเขา
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบ ๆ ฉิงอวี่เหยียนอดที่จะสบถเสียงต ่าไม่ได้
ฉิงหยีเหมี่ยวเงียบ สีหน้ามืดมนปรากฏบนใบหน้า
คิ้วของฉินเลี่ยขมวดแน่น เขาไม่กล่าวอะไร
แต่หันไปมองที่หุบเขาเป็นครั้งคราว
เขากำลังให้ความสนใจกับตำหนักใหญ่ของหุบเขาจันทราสีคราม
พวกมันไม่ได้มีโครงสร้างหรูหราก็จริง แต่ก็มีค่ายกลที่แปลกประหลาด
เขาสามารถสัมผัสได้ถึงความผันแปรพลังจาง ๆ
ที่มาจากตำหนักเหล่านั้น
“โล่จันทราเย็นเยือกมีความสามารถในการปกคลุมทั่วทั้งหุบเขายามที่
ต้องการ
ตำหนักเหล่านี้ใช้ค่ายกลที่กระจัดกระจายอยู่ภายในหุบเขาเพื่อดูดซับ
พลังของจันทรา”
ฉิงหยีเหมี่ยวอธิบายเสียงต ่าเมื่อสังเกตเห็นสายตาของฉินเลี่ย
“โล่จันทราเย็นเยือกน่าทึ่งมาก
ไม่มีใครรู้ว่าตระกูลเหมียวเรียนรู้โครงสร้างจากที่ใด
ทุกตำหนักในหุบเขาดูดซับพลังของจันทราเมื่อถึงคืนที่ฟ้าปลอดโปร่ง
ด้วยการสั่งสมพลังหลายเดือนหลายปี
พละกำลังของโล่จันทราเย็นเยือกจึงไปถึงระดับสูงสุด
ครั้งนี้ข้าได้ยินเหมียวหยางซวี่บอกว่าใครก็ตามที่ไม่ถึงพลังระดับอมตะ
จะทะลวงเข้าหุบเขาจันทราสีครามได้ยาก”
สีหน้าของฉินเลี่ยเปลี่ยนไป
“หุบเขาจันทราสีครามใช้เวลาก่อตั้งนานแค่ไหน?
หุบเขานี้ดูดซับพลังของจันทรานานเท่าไหร่?”
“หุบเขาจันทราสีครามอายุมากกว่าแปดร้อยปี”
ฉิงหยีเหมี่ยวครุ่นคิดสักพัก จากนั้นกล่าวว่า
“โล่จันทราเย็นเยือกคล้ายกับมีอายุราวห้าร้อยปี พูดง่าย ๆ
ทันทีที่โล่สั่งสมพลังจันทราอันมีค่าถึงหกร้อยปี
แม้กระทั่งผู้ฝึกยุทธ์พลังระดับอมตะก็ยังได้รับบาดแผลสาหัสเพื่อรับมือ
กับมัน”
“นี่คือความมั่งคั่งของหุบเขาจันทราสีคราม” ฉิงอวี่เหยียนถอนหายใจ
“ถึงแม้เกาะตะวันทองจะเป็นกองกำลังระดับทองแดงเหมือนกัน
แต่พวกเราไม่มีค่ายพิทักษ์อย่างโล่จันทราเย็นเยือก
เจ้าไม่เคยไปที่เกาะตะวันทองมาก่อน ถ้าเจ้าไป
เจ้าจะรู้ว่ามันรุกล ้าเข้าไปง่ายแค่ไหน”
“งั้นทำไมท่านไม่หาค่ายพิทักษ์อย่างโล่จันทราเย็นเยือกล่ะ?”
ฉินเลี่ยถาม
ทันทีที่เขากล่าวเช่นนี้
สีหน้าขมขื่นก่อตัวบนใบหน้าของพี่น้องฉิงก่อนจะถอนหายใจออกมา
“ค่ายกลแบบนี้น่ะ… หายากงั้นเหรอ?”
ฉินเลี่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“ค่ายกลที่สามารถปกป้องสำนักได้เหมือนกับโล่จันทราเย็นเยือกนั้นหำยาก
มีเพียงกองกำลังมากประสบการณ์อย่างแท้จริงเท่านั้นที่จะหลงเหลือค่า
ยกลโบราณเช่นนั้นได้ ต่อให้มีค่ายกลแบบนั้น
มันก็ต้องใช้ทรัพยากรและเวลาปริมาณมหาศาลเพื่อสร้างมันขึ้นมา”
สีหน้าของฉิงหยีเหมี่ยวเคร่งขรึมขณะกล่าวว่า “เมื่อหนึ่งพันปีก่อน
นิกายเฮยวูและสามตระกูลใหญ่ขับไล่ตระกูลเหมียวออกจากทวีปเทียน
เมี่ย หลังจากตระกูลเหมียวหลบหนีไปทวีปเทียนหลู่
พวกเขาใช้เวลาสองร้อยปีเพื่อตามหาหุบเขาจันทราสีครามและตัดสินใ
จหาที่เหมาะสมเพื่อสร้างโล่จันทราเย็นเยือกขึ้นมา
พวกเขาใช้เวลาสามร้อยปีเพื่อรวบรวมวัตถุดิบมาสร้าง
พวกเขากินเวลาในการสร้างโล่จันทราเย็นเยือกถึงห้าร้อยปีเต็ม”
“ค่ายกลพิทักษ์สำนักคือหัวใจของกองกำลัง
มีกองกำลังระดับทองแดงมากกว่าสิบแห่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ
สำนักปีศาจลวงตา แต่มีเพียงสามอันดับ เปลวเพลิงสวรรค์
ดวงตาปีศาจและหุบเขาจันทราสีครามเท่านั้นที่มีค่ายกลพิทักษ์สำนักค
ล้ายกัน!”
ฉิงอวี่เหยียนพูดขึ้นในจังหวะที่ฉิงหยีเหมี่ยวพัก
“ค่ายกลพิทักษ์สำนักเช่นนี้ไม่ใช่แค่เพื่อปกป้องเท่านั้น
พวกมันยังสามารถรวบรวมพลังแห่งสวรรค์และปฐพีเพื่อเปลี่ยนสภาพแ
วดล้อมได้อีกด้วย พวกมันยังสามารถทำให้จิตใจสะอาดและสงบ
ลดโอกาสที่ผู้ฝึกยุทธ์จะบ้าคลั่งขณะฝึกฝน เมื่อห้าร้อยปีก่อน
ก่อนโล่จันทราเย็นเยือกจะถูกสร้างขึ้น
หุบเขาจันทราสีครามไม่ได้มีพลังวิญญาณหนาแน่นเหมือนอย่างตอน
นี้และไม่เหมาะจะปลูกต้นวิญญาณปริมาณมากขนาดนี้”
ดวงตาของฉินเลี่ยเป็นประกาย
“หุบเขาจันทราสีครามไม่ได้เป็นแบบนี้มาก่อนหรือ?”
“พลังแห่งสวรรค์และปฐพีของหุบเขาจันทราสีครามแต่ก่อนเบาบางกว่า
นี้ถึงสามเท่า!” ฉิงอวี่เหยียนกล่าว “ถึงแม้จะมีเหมืองจำนวนมาก
แต่ก็ยากที่จะปลูกต้นไม้วิญญาณบนเกาะมรกต”
“ความอุดมสมบูรณ์ทั้งหมดนี้เป็นผลจากโล่จันทราเย็นเยือก?”
ฉินเลี่ยยิ่งมายิ่งประหลาดใจ
พี่น้องฉิงพยักหน้าเพื่อยืนยัน
ใบหน้าของพวกเขาอิจฉาอย่างเห็นได้ชัด
ฉิงอวี่เหยียนกล่าวว่า “ถ้าเกาะตะวันทองมีค่ายกลโบราณคล้ายกัน
เกาะตะวันทองจะพัฒนารวดเร็วกว่านี้อย่างแน่นอน
จุดยืนของพวกข้าท่ามกลางกองกำลังระดับทองแดงภายใต้สำนักปีศา
จลวงตาจะพัฒนามากยิ่งขึ้น”
“เหตุผลที่ตระกูลเหมียวคิดว่าหุบเขาจันทราสีครามจะสามารถกลายเป็
นกองกำลังระดับเงินภายในหนึ่งร้อยปีได้ก็เพราะแบบนั้นแหละ
โล่จันทราเย็นเยือกจะสามารถต้านทานการโจมตีจากยอดฝีมือพลังระ
ดับอมตะได้!” ฉิงหยีเหมี่ยวกล่าวอย่างจริงจัง
ฉิงอวี่เหยียนถอนหายใจ
“ถ้าสำนักอสูรโลหิตฉลาดกว่านี้และคิดที่จะสร้างค่ายกลพิทักษ์สำนัก
ที่เทือกเขาเมฆาโลหิตขึ้นมา
มันก็ไม่ง่ายที่ศัตรูของพวกเราจะทำลายพวกเขาได้”
“ทำไมสำนักอสูรโลหิตถึงไม่มีล่ะ?” ฉินเลี่ยถามด้วยความตกตะลึง
“สำนักอสูรโลหิตเมื่อหนึ่งพันปีก่อนแข็งแกร่งกว่าสำนักสังหารในตอน
นี้ สภาพแวดล้อมของเทือกเขาเมฆาโลหิตพิเศษ
มันเคยเป็นที่ตั้งของสมรภูมิโบราณ มันจึงเต็มไปด้วยพลังโลหิตชั่วร้าย
ที่นั่นไม่เหมาะกับการสร้างค่ายกลพิทักษ์สำนัก
พลังโลหิตชั่วร้ายหนาแน่นทำให้อัตราการฝึกฝนของสมาชิกสำนักเพิ่
มขึ้น แต่ไม่ช่วยในการป้องกันจากกองกำลังภายนอกเลย”
ฉิงอวี่เหยียนอธิบาย “ยิ่งไปกว่านั้น
จ้าวสำนักคนแรกของสำนักอสูรโลหิตไม่ยอมให้สำนักอสูรโลหิตใช้เว
ลาและทรัพยากรเพื่อค่ายกลพิทักษ์สำนักโบราณ เขาบอกว่า
ถ้าถึงวันที่ศัตรูเข้าเทือกเขาเมฆาโลหิต
นั่นหมายความว่าสำนักอสูรโลหิตมีชะตาที่จะต้องตาย”
“นั่นคือหลีซิน
จ้าวสำนักคนแรกของสำนักอสูรโลหิตและเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุ
ดในดินแดนแห่งความโกลาหลที่ยากจะหาใครเทียบเคียงได้ในยุคนั้น!
ในอดีต สำนักอสูรโลหิตรุ่งเรืองจนเกินจะกล่าว
พวกเขารุกรานสำนักอื่นและทำลายค่ายกลพิทักษ์สำนักมาโดยตลอด
ไม่มีใครกล้าสร้างค่ายกลพิทักษ์สำนักก็เพราะหลีซินยังมีชีวิตอยู่
สำนักอสูรโลหิตไม่เคยป้องกันและมักเป็นฝ่ายโจมตีเสมอ”
ฉิงอวี่เหยียนกล่าวด้วยสีหน้านับถือ
“น่าเสียดายที่คนที่ทำได้มีแค่หลีซินเท่านั้น” ฉิงอวี่เหยียนเสียใจ
เหมียวเหม่ยอวี๋ไม่ได้ร่วมทางกับพวกเขาตอนออกจากหุบเขา
ฉะนั้นพวกเขาจึงสนทนาโดยไม่สนใจว่าใครจะได้ยิน
เพียงไม่นาน พวกเขากลับมาถึงเส้นทางหินที่เหมียวไท่
เหมียวขุยและคนอื่นกำลังยืนอยู่
หนุ่มสาวตระกูลเหมียวจำนวนมากยืนอยู่ที่นั่นด้วยสีหน้าเย็นชา
“เจ้าคือฉินเลี่ยงั้นเหรอ?” เหมียวไท่พลันตะโกนขึ้น
ถึงตอนนี้ฉินเลี่ยกำลังจะออกไปแล้ว
เขายืนอยู่ตรงทางเข้าหุบเขาที่เพิ่งต่อสู้กันไปก่อนหน้านี้
“ใช่” ฉินเลี่ยพยักหน้า
“ข้าจะจำเจ้าเอาไว้” เหมียวไท่กล่าวด้วยสีหน้ามืดมน
“หุบเขาจันทราสีครามจะจัดการตระกูลฮัน
ตำหนักเมฆาสีดำและหอทะเลสวรรค์ ข้าหวังว่าพวกเราจะได้พบกัน”
“พวกเราจะไม่ได้พบเขาหรอก”
สมาชิกตระกูลเหมียวคนหนึ่งหัวเราะอย่างแผ่วเบา
“จ้าวหุบเขาทั้งห้าคิดอ่านไม่ต้องการเห็นผู้ไม่เกี่ยวข้องขณะจัดการสา
มกองกำลังเหล่านั้น”
“โห? ดูท่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะได้สู้กันอีก เว้นแต่…
จะมีใครไม่กลัวตาย!” เหมียวไท่กล่าว น ้าเสียงท้าทายอย่างเห็นได้ชัด
ฉินเลี่ยหัวเราะแล้วกล่าวว่า “อย่าห่วงไปเลย
ข้าตัดสินใจที่จะอยู่เกาะตะวันยอแสง
มีโอกาสที่จะได้ซ้อมมือกันอีกในอนาคต”
เมื่อกล่าวจบ เขาหันหลังแล้วเดินออกจากหุบเขาอย่างไม่ใส่ใจ
สมาชิกของตระกูลเหมียวมองส่งเขาด้วยสายตาเย็นชา
เมื่อทั้งสามกลับถึงนกอมตะเพลิงสีทองลอยล่องในที่สุด
กัวเหยียนเจิ้งและชีจิงถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด
“จ้าวเกาะหนึ่ง จ้าวเกาะสอง การสนทนาเป็นอย่างไรบ้าง?”
กัวเหยียนเจิ้งถามด้วยความกังวล
“ล้มเหลว” ฉิงอวี่เหยียนกล่าวอย่างเย็นชา
กัวเหยียนเจิ้งแข็งทื่อ จากนั้น เขาส่งจดหมายมาแล้วกล่าวว่า
“จ้าวเกาะหนึ่ง เหมียวฮุยมาที่นี่ก่อนหน้านี้ เขาบอก…
ให้มอบจดหมายนี้ให้ท่าน”
“เหมียวฮุยงั้นเหรอ?” ฉิงอวี่เหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย
เหมียวฮุยคือบุตรคนเล็กสุดของเหมียวหยางซวี่ แต่ว่า
พรสวรรค์ของเขากลับธรรมดา
ด้วยการฝึกฝนเพียงขั้นต้นของพลังระดับบรรลุ
เหมียวหยางซวี่ไม่ได้คาดหวังกับเขามากนัก
เขาจึงเป็นหนึ่งในรุ่นหนุ่มสาวตระกูลเหมียวที่ค่อนข้างด้อยศักยภาพ
จ้าวหุบเขาห้าคนของตระกูลเหมียวโปรดปรานเหมียวเหม่ยอวี๋
เหมียวไท่และสมาชิกรุ่นหนุ่มสาวที่มีพรสวรรค์สูงส่งและค่อย ๆ
พิสูจน์ตนเองได้
พวกเขาจึงอุทิศให้กับสมาชิกรุ่นหนุ่มสาวกลุ่มนี้มากกว่า
ถึงแม้เขาจะเป็นบุตรของเหมียวหยางซวี่ แต่คนที่ไม่มีพรสวรรค์
เขาก็เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการหมั้นหมายระหว่างกองกำลัง
เหมียวฮุยบังเอิญหมั้นหมายกับฉิงเหยา…
ครั้งนี้ ฉิงอวี่เหยียนมาหุบเขาจันทราสีครามด้วยตนเอง ตามธรรมเนียม
เหมียวฮุยควรมาทักทายพวกเขาและพาเดินดูรอบ ๆ
ในอดีตมันเป็นเช่นนั้น
แต่ว่า พวกเขาไม่เห็นเหมียวฮุยเลย ตอนนี้ ตอนพวกเขาจะจากไป
เหมียวฮุยกลับส่งจดหมายมา พี่น้องฉิงเข้าใจว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ฉิงหยี่เหมียวเปิดจดหมาย เมื่อชำเลืองมอง
แสงสว่างฉายออกมาจากมือ เผาจดหมายให้กลายเป็นผุยผง
สีหน้าของฉิงหยีเหมี่ยวเป็นสีดำ
“พี่ใหญ่ เด็กคนนั้นว่ายังไงบ้าง?” ฉิงอวี่เหยียนตะโกน
“เหมียวฮุยหวังจะเป็นอิสระจากการแต่งงานกับเหยาเอ๋อร์!”
ฉิงหยีเหมี่ยวกัดฟันพูด
“เขา เหมียวฮุยคนนั้นน่ะเหรอ?”
ฉิงอวี่เหยียนแทบจะกระโจนด้วยความโกรธ “คิดว่าเขาเป็นใครกัน?
พรสวรรค์ของเขาเทียบเหยาเอ๋อร์ไม่ได้ด้วยซ ้า
เขาไม่คิดจะพัฒนาตนเองด้วย! ในอดีต
เขาคุกเข่าต่อหน้าเจ้าเพื่อขอร้องที่จะแต่งงานกับเหยาเอ๋อร์แล้วกล่าวว่
าจะต้องดูแลเหยาเอ๋อร์เป็นอย่างดี พวกเราถึงเห็นด้วย!”
ไหล่ของฉิงอวี่เหยียนสั่น “นานแค่ไหนกันนะ
ทันทีที่เขาเห็นนิสัยของบิดาที่มีต่อตระกูลฉิงไม่ชัดเจน
เขาพลันอยากยกเลิกพิธีหมั้นหมาย นี่มัน นี่มัน
ตระกูลเหมียวไม่อาจเหยียดหยันกันเช่นนี้!
ทั้งหัวดำหัวหงอกล้วนเป็นดุจเดียวกัน!”
“วันนี้ ในที่สุดข้าก็เข้าใจตระกูลเหมียวชัดเจน!”
ฉิงหยีเหมี่ยวสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วตะโกนออกมาว่า “ไปกันเถอะ!
ข้าไม่อยากเสียเวลาอยู่ที่เกาะมรกตแห่งนี้อีกแล้ว!”
“จ้าวเกาะหนึ่ง แล้วเรื่องการแต่งงานของเหมียวฮุยและเหยาเอ๋อร์ล่ะ?”
กัวเหยียนเจิ้งถาม
“ถ้าเขาอยากเลิก งั้นก็เลิกไปสิ!” ฉิงอวี่เหมียวยิ้มเย็นชา
“ข้าไม่เชื่อว่าธิดาของข้าจะหาตระกูลดี ๆ ไม่ได้!”
“ข้าไม่คาดคิดว่าตระกูลเหมียวจะต ่าช้าไร้ยางอายขนาดนี้!”
ฉิงอวี่เหยียนกล่าว
ฉินเลี่ยเผยสีหน้าไม่แยแสขณะสังเกตทุกสิ่ง
หลังจากการเดินทางมาเกาะมรกตในครั้งนี้
เขามองออกว่าตระกูลเหมียว…
ไม่ได้คิดมากเรื่องสำนักอสูรโลหิตและไม่คิดว่าเกาะตะวันทองคือมิตรอ
ย่างแท้จริง
ในอดีต
พวกเขาช่วยเกาะตะวันทองเพราะอยากให้พวกเขากลายเป็นกองกำลัง
ทาสของหุบเขาจันทราสีคราม
ตั้งแต่ต้นจนจบ
พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติกับพี่น้องฉิงในฐานะที่ใกล้เคียงกันหรือให้ความเคำรพซึ่งกันและกันแม้แต่นิดเดียว