Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ - ตอนที่ 622: กำหนดโชคชะตา!
ตอนที่ 622: กำหนดโชคชะตา!
เกาะสามแห่งตั้งอยู่ในมหาสมุทรใต้นกอมตะเพลิงสีทองลอยล่อง
ก่อตัวเป็นสามเหลี่ยมในน ้า เกาะเหล่านี้ปกคลุมไปด้วยเทือกเขา
ดูลึกลับในยามราตรี พวกมันเจิดจ้าราวกับเป็นเวลากลางวัน
ถ้าใครบางคนมองลงไปที่เกาะสามแห่ง
พวกเขาจะพบจุดเจิดจ้าเจ็ดแห่งบนเกาะ
พวกมันคือเหมืองที่รถม้าศึกทะยานเข้าออกราวกับหิ่งห้อย
ตำหนักสีดำตั้งเหนือภูมิประเทศบนเกาะแรกราวกับภูเขาสูงตระหง่าน
มันคือตำหนักเมฆาสีดำ
“มีเหมืองอยู่ด้านล่างทั้งหมดเจ็ดแห่ง พวกมันมีทั้งผลึกโชคชะตา
หินอรุณและหยกทรายอสนีบาต
ผลึกโชคชะตาและหินอรุณคือวัตถุดิบวิญญาณระดับปฐพีขั้นที่หก
ส่วนหยกทรายอสนีบาตคือวัตถุดิบวิญญาณระดับปฐพีขั้นที่เจ็ด!”
ดวงตาของฉิงอวี่เหยียนเป็นประกายเจิดจ้า
รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าพลางกล่าวว่า
“ผลึกโชคชะตาคือวัตถุดิบวิญญาณพื้นฐานที่ใช้สร้างค่ายเคลื่อนย้าย
พริบตาต่างมิติ
หินอรุณสามารถใช้เสริมความเร็วของอุปกรณ์วิญญาณบินได้
ขณะเดียวกัน หยกทรายอสนีบาต…
เต็มไปด้วยพลังระเบิดของอสนีบาตและอสนี!
มันเป็นวัตถุดิบวิญญาณสำคัญที่สุดเพราะสามารถใช้หลอมระเบิดเพลิ
งลึกลับที่แม่นางถังสร้างขึ้นมาได้!
ถ้าพวกเราสามารถเก็บหยกทรายอสนีบาตได้มากพอ
นางจะสามารถสร้างระเบิดเพลิงลึกลับได้มากขึ้น!”
ฉินเลี่ยดูตื่นเต้น
“เหมืองเจ็ดแห่งนี้คือเหมืองที่มีค่ามากที่สุดที่ตำหนักเมฆาสีดำครอบคร
อง ถ้าพวกเราสามารถยึดเหมืองเหล่านี้มาได้
การเดินทางของพวกเราก็คุ้มค่า!”
ดวงตาของฉิงอวี่เหยียนกรุ่นด้วยความละโมภ
“ผลเก็บเกี่ยวของตำหนักเมฆาสีดำเป็นยังไงบ้าง?”
ฉินเลี่ยถามพลางพิจารณา
“ตั้งแต่เจิ้งจื้อเหอและบุตรชายของมันตาย
ตำหนักเมฆาสีดำไร้หัวหน้าจนโกลาหลอย่างสมบูรณ์
ผู้อาวุโสยุ่งกับการทะเลาะกันเองเพื่อให้ได้หน้าที่อันสูงส่งมา เรื่องนี้
ไม่ต้องสงสัยเลย มันคือช่วงเวลาที่อ่อนแอที่สุด!” ฉิงอวี่เหยียนยิ้ม
“ตำหนักเมฆาสีดำครอบครองสุดยอดค่ายกลพิทักษ์สำนักหรือเปล่า?”
ฉินเลี่ยถาม
“ไม่ พวกมันไม่มี” ฉิงอวี่เหยียนส่ายหน้า
“ในบรรดากองกำลังระดับทองแดงทั้งหมดภายใต้การควบคุมของนิกา
ยเฮยวู ตำหนักเมฆาสีดำอ่อนแอที่สุด
พวกมันไม่มีสุดยอดค่ายกลพิทักษ์สำนักเหมือนอย่างโล่จันทราเย็นเยือ
ก”
ฉินเลี่ยยิ้มพลางกล่าวว่า “งั้นพวกเรายังรออะไรอยู่อีก?”
ฉิงอวี่เหยียนหัวเราะเบา ๆ อย่างเข้าใจ เขาโบกมือแล้วตะโกนว่า
“ไปกันเลย!”
รถม้าศึกโปร่งแสงจำนวนมากบินเข้าสู่ที่แจ้งตามคำสั่งของเขา
การปรากฏตัวอย่างฉับพลันคล้ายกับฝูงตั๊กแตนที่ปรากฏขึ้นจากหมู่เม
ฆสีดำในท้องนภา
พวกเขาเข้าใกล้ตำหนักเมฆาสีดำภายใต้ม่านยามราตรี
ฉิงอวี่เหยียนนำสองผู้พิทักษ์ กัวเหยียนเจิ้งและชีจิง
ร่วมเดินทางมาพร้อมกับเขา
โม่จวิ้นเองก็มีผู้อาวุโสของสำนักอสูรโลหิตเพื่อปกป้องกองกำลังตนเอง
เขานั่งอยู่ภายในนกอมตะเพลิงสีทองลอยล่อง
ผู้อาวุโสคนนี้ หงปั๋วเหวิน อยู่ขั้นต้นของพลังระดับนิพพาน
เขาคือศิษย์น้องของเสวี้ยลี่ตั้งแต่อยู่ขั้นท้ายของพลังระดับสำนึก
หลังจากฝึกฝนอย่างเงียบ ๆ เป็นเวลาพันปี
ในที่สุดเขาเข้าสู่พลังระดับนิพพาน
ด้วยหงปั๋วเหวินที่ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ ยอดฝีมืออย่างฉิงอวี่เหยียน
กัวเหยียนเจิ้ง ชีจิงและคนอื่น
รวมถึงยอดฝีมือพลังระดับแยกออกของสำนักอสูรโลหิตจึงหลบซ่อนอ
ยู่ข้างใน การจัดการตำหนักเมฆาสีดำจึงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป
ด้วยเหตุนี้ฉินเลี่ยจึงยืนอยู่บนปีกของนกอมตะเพลิงสีทองลอยล่องอย่าง
สงบและไม่เข้าร่วมการโจมตีอันเร่าร้อนนี้
“พี่… พี่ใหญ่ฉิน?” ฉิงเหยาเรียกเขาอย่างแผ่วเบา
ท่าทีขี้อายปรากฏบนใบหน้า ศีรษะของนางก้มเล็กน้อย
นางไม่กล้าสบตาของฉินเลี่ยตรง ๆ ขณะกล่าวด้วยน ้าเสียงแผ่วเบาว่า
“ครั้งที่แล้วเจ้าไปหุบเขาจันทราสีครามกับท่านพ่อของข้า ใช่หรือไม่?”
“อืม” ฉินเลี่ยหันมามองนางด้วยท่าทีแปลกประหลาดบนใบหน้า
เมื่อครึ่งเดือนก่อน ฉิงเหยาปฏิบัติต่อเขาในฐานะศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด
นางกัดฟันและเล่นงานเขาด้วยการข่มขู่นานาชนิด
ตอนนี้นางพูดกับเขาอย่างระมัดระวัง
นางกลัวว่าจะไปยั่วโมโหเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ
ราวกับนางเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง
ฉินเลี่ยลอบส่ายหน้า
เขาคิดว่าโลกช่างเอาแน่เอานอนไม่ได้และความสัมพันธ์ที่สามารถกลั
บตาลปัตรได้ในสักวัน
“เอ่อ… เหมียวฮุยทำให้ท่านพ่อของข้าโกรธหรือเปล่า?”
ฉิงเหยาถามด้วยน ้าเสียงแผ่วเบา นางกัดริมฝีปากล่าง
จิตใจของฉินเลี่ยว่างเปล่าสักพัก หลังจากนั้นจึงกล่าวว่า
“จ้าวเกาะหนึ่งบอกอะไรเจ้าบ้าง?”
“เขาบอกว่าเหมียวฮุยพึ่งพาไม่ได้และไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง
เขาไม่เห็นด้วยกับงานหมั้นหมายแล้วบอกข้าว่าอย่าข้องเกี่ยวกับเหมีย
วฮุยอีก” สีหน้าของฉิงเหยาหมองหม่น
อารมณ์ของนางแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
ฉินเลี่ยลอบถอนหายใจ
เห็นได้ชัดว่าฉิงเหยาตกหลุมรักเหมียวฮุย
บางทีนางอาจจะคิดว่าเหมียวฮุยคือสามีในอนาคตของนางมาโดยตลอ
ด
เพื่อปกปิดความขายหน้า ฉิงหยีเหมี่ยวไม่บอกความจริงกับฉิงเหยา…
แต่เลือกที่จะบอกนางกว่าตระกูลเหมียวเป็นฝ่ายตัดขาดมิตรภาพ
เขาบอกว่าเขายกเลิกการหมั้นหมายเพราะเขาไม่ชอบเหมียวฮุย
ฉิงหยีเหมี่ยวทำเช่นนี้เพื่อช่วยตัวเขาจากความขายหน้า
เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อธิดาของเขาจะไม่จมดิ่งสู่ความเศร้าโศกเมื่อทราบควำมจริง
แต่ว่า
นี่ทำให้ฉิงเหยาคิดว่าเหมียวฮุยทำให้พ่อของนางขุ่นเคืองจนบังเกิดโท
สะขึ้น นางเชื่อว่าเพราะแบบนี้พ่อของนางจึงยกเลิกงานหมั้นหมาย
นางอยากทราบความจริงและหาทางแก้ไขทุกอย่างเพราะนางตกหลุมรั
กเหมียวฮุย
เมื่อไม่กี่วันก่อน
ฉินเลี่ยเป็นคนเดียวที่เดินทางไปกับพ่อและลุงของนางที่หุบเขาจันทรา
สีคราม ฉิงอวี่เหยียนคือน้องชายของพ่อนาง
ฉะนั้นเขาต้องไม่บอกอะไรนางแน่นอน
นางไม่มีทางเลือกนอกจากมาหาฉินเลี่ยเพื่อทราบสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ
“พะ-พี่ใหญ่ฉิน” เมื่อสังเกตเห็นว่าเขาเงียบ
นางอดที่จะถามอีกครั้งไม่ได้ “ตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
เจ้าสามารถบอกข้าได้หรือไม่?”
“เจ้าแน่ใจนะว่าอยากรู้?” ใบหน้าของฉินเลี่ยมืดมน
ฉิงเหยาพนักหน้าซ ้าไปมา “แน่นอน ข้าต้องอยากรู้สิ!”
“เหมียวฮุยส่งจดหมายเพื่อยกเลิกงานหมั้นหมายโดยไม่เห็นหัวพวกเรา
เขาบอกว่าเจ้าไม่มีค่ากับคนที่มีฐานะอย่างเขา!”
ฉินเลี่ยพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชา
“เจ้าโกหก!” ฉิงเหยาตะโกน ดวงตาของนางเป็นสีแดง
นางชี้เขาพลางกล่าวอย่างเผ็ดร้อนว่า
“เจ้าต้องพ่นคำโกหกเรื่องเขาเพราะเจ้ายังโกรธข้า! ข้ารู้จักพี่ฮุย! ขะ-
เขาไม่ใช่คนแบบนั้นแน่นอน! เจ้าต้องโกหกข้าแน่ ๆ!”
สีหน้าของฉินเลี่ยเย็นชา “คุณหนูหนึ่งฉิง
บางทีเจ้าคงถูกเลี้ยงในเกาะตะวันทองมานานจนไม่มีโอกาสประสบกับ
ความจริงอันโหดเหี้ยมในโลกของพวกข้า
แต่ก็ช่างมันเถอะเพราะเจ้ามากับพวกข้าในวันนี้
ข้าเชื่อว่าเจ้าจะสามารถมองออกว่าตระกูลเหมียวจากหุบเขาจันทราสีค
รามยังเป็นมิตรเหมือนอย่างเคยหรือเปล่าด้วยตาของเจ้าเอง!
หึ
เจ้าควรจะไปหุบเขาจันทราสีครามด้วยเพื่อเห็นกับตาว่าพวกเขามองพ
วกข้ายังไง
เจ้าน่าจะได้เห็นตอนที่พวกเขาต่อว่าพ่อของเจ้าและลุงของเจ้า!
เจ้าสมควรได้เห็นว่าพี่ฮุยของเจ้าสาดเกลือใส่แผลด้วยการยกเลิกงาน
หมั้นหมายทันทีที่เขารู้ว่าสถานการณ์เปลี่ยนไป!”
ใบหน้าของฉิงเหยาซีดขาว
ร่างเล็กบอบบางของนางสั่นสะท้านราวกับบุปผาที่ถูกโหมกระหน ่าด้วย
สายลมรุนแรง
ฉินเลี่ยพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชาอีกรอบก่อนจะเดินจากนางไป
เขาเมินนาง ไม่อยากพัวพันกับเรื่องของนางอีก
เสียงการต่อสู้และเสียงตะโกนพลันดังก้องมาจากตำหนักเมฆาสีดำ
บอลเพลิงเริ่มกระจัดกระจายทั้งซ้ายขวา
เป็นสัญญาณการเริ่มศึกเดือด
พลังวิญญาณและลำแสงหลากสีสันตัดผ่านพร้อมกับความงดงามอันชั่
วร้ายที่มาพร้อมกับเสียงอุปกรณ์วิญญาณบินได้
พวกมันเหมือนกับอุกกาบาตที่ฉายในท้องนภายามราตรี
ศึกโชกโลหิตทลายหนึ่งในเจ็ดเหมืองของตำหนักเมฆาสีดำ
ด้วยการสนับสนุนของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลางของพลังระดับแยกออกจาก
สำนักอสูรโลหิต
ผู้ฝึกยุทธ์ของเกาะตะวันทองต่อสู้ด้วยความกล้าหาญอย่างเหลือเชื่อ
พวกเขาผลักผู้ฝึกยุทธ์ตำหนักเมฆาสีดำอย่างต่อเนื่อง
เพียงไม่นาน
ผู้อาวุโสตำหนักเมฆาสีดำเข้าใจว่าสถานการณ์มีแต่จะแย่ลง
“ถอย!” พวกเขาร้อง
“พวกเราจะให้นิกายเฮยวูมอบความยุติธรรมให้ในภายหน้า!”
ผู้ฝึกยุทธ์ตำหนักเมฆาสีดำทุกคนถอย
พวกเขาหลบหนีจากเกาะสามแห่งและกระจัดกระจายไปทุกทิศทาง
ฉิงอวี่เหยียนหัวเราะเสียงดังพลางตะโกนว่า “ไม่ต้องไล่ตามพวกมัน!
พวกเรามาที่นี่เพื่อผลึกโชคชะตา หินอรุณและหยกทรายอสนีบาต!
ทำการขนย้ายหินวิญญาณและวัตถุดิบทั้งหมดของตำหนักเมฆาสีดำขึ้
นรถม้าศึกของพวกเราแล้วนำพวกมันไปที่ห้องเก็บของบนนกอมตะเพ
ลิง!”
ผู้ฝึกยุทธ์เกาะตะวันทองตะโกนอย่างเข้าใจ
พวกเขากระจายไปทุกทิศทางเพื่อรวบรวมหินวิญญาณและวัตถุดิบเข้า
สู่รถม้าศึกโปร่งแสง
ทุกผลึกที่ทอประกายในความมืดมิดของราตรีถูกนำเข้ารถม้าศึกก่อน
จะเคลื่อนย้ายไปนกอมตะเพลิง
ฉินเลี่ยเองก็ตื่นเต้นขณะมองลงไปด้านล่างแล้วเห็นหินวิญญาณและวัต
ถุดิบจำนวนมากถูกเคลื่อนย้ายไปยังนกอมตะเพลิง
“ตำหนักเมฆาสีดำเองก็เป็นกองกำลังระดับทองแดง” เขาร้อง
“มุ่งหน้าไปตำหนักพวกมันแล้วกวาดหินวิญญาณและวัตถุดิบวิญญา
ณทั้งหมดที่อยู่ข้างในนั้น!”
ใบหน้าของฉิงอวี่เหยียนแดงด้วยความตื่นเต้นขณะออกคำสั่งยามลอย
อยู่กลางอากาศว่า “มุ่งหน้าไปตำหนักเมฆาสีดำ!”
คณะผู้ฝึกยุทธ์เกาะตะวันทองมากกว่าสามสิบคนที่นำโดยกัวเหยียนเจิ้ง
เคลื่อนเข้าสู่ตำหนักเมฆาสีดำและเริ่มกวาดล้าง
เป็นเวลานาน ทุกนิ้วของพวกเขาเต็มไปด้วยแหวนต่างมิติ
พวกเขากระโดดโลดเต้นพลางร้องออกมาว่า “พวกมันมีเต็มไปหมด!
แหวนต่างมิติทั้งหมดนี่มีของเต็มไปหมด ฮ่าฮ่า!”
กลุ่มของกัวเหยียนเจิ้งคุ้มกันผู้หญิงมากกว่าสิบคนออกจากตำหนักเม
ฆาสีดำเช่นกัน
ผู้หญิงทั้งหมดนี้ครอบครองพลังระดับทั่วไป
พวกนางงดงามและเย้ายวนอย่างเหลือเชื่อ
เห็นได้ชัดว่าพวกนางคงอยู่เพื่อจุดประสงค์อื่น
“จ้าวเกาะสอง ผู้หญิงทั้งหมดนี่เป็นของกำนันต่อเจิ้งจื้อเหอ
เขาใช้พวกนางเพื่อระบายความใคร่ ท่านจะทำยังไงกับพวกนาง?”
กัวเหยียนเจิ้งร้อง
หญิงสาวเหล่านั้นพลันมองฉิงอวี่เหยียนด้วยความน่าสงสารบนใบหน้า
พวกนางเหมือนกับจะเริ่มร้องไห้ออกมาทุกเมื่อ
พวกนางขอร้องให้เขาเมตตาด้วยน ้าเสียงเสนาะหู
“หืม…” ฉิงอวี่เหยียนลูบคางขณะลอยอยู่ในอากาศ
เขาคิดกับตนเองด้วยดวงตาครุ่นคิด
จากนั้นเขาไออย่างแผ่วเบาแล้วกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่แนวของข้า ถ้างั้น…”
เขาพลันมองขึ้นไปแล้วจ้องมองฉินเลี่ย
เขาลอบส่งข้อความพลางถามว่า “ฉินเลี่ย ทำไมเจ้า…
ไม่ให้พวกนางไปหลบซ่อนที่ไหนสักแห่งเผื่อเจ้าจะหาทางจัดการด้วยต
นเอง? เจ้าวางใจเถอะ ข้ารับปากว่าแม่นางซ่งและแม่นางถังจะไม่มีวันรู้
เจ้าแค่ระวังนิดหน่อยก็พอ เจ้าคิดว่าไง?”
ริมฝีปากของเขาขยับขณะจ้องมองฉินเลี่ย
แม้กระทั่งคนโง่ก็ยังมองออกว่าพวกเขากำลังสนทนาเรื่องหน้าไม่อายอ
ยู่
ผู้ฝึกยุทธ์เพศหญิงของเกาะตะวันทองบางคนมองระหว่างฉินเลี่ยและฉิง
อวี่เหยียน ความรู้สึกเหยียดหยามก่อตัวขึ้น
อีกด้าน ผู้ฝึกยุทธ์เพศชาย อิจฉาจนมีคนร้องออกมาว่า
“ถ้าเจ้าไม่ต้องการพวกนาง มอบพวกนางมาให้ข้าแทน!
ข้าขาดสาวรับใช้อยู่พอดี!”
“ไม่เอาน่า ฉินเลี่ย พูดอะไรบ้างสิ!” ฉิงอวี่เหยียนโน้มน้าว
ฉินเลี่ยส่ายหน้า รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าพลางกล่าวว่า
“เก็บพวกนางไว้กับท่านเถอะ จ้าวเกาะสอง!”
ทุกคนหัวเราะเสียงดังกับคำตอบของฉินเลี่ย
ในตอนนั้น คำพูดเย้ยหยันดังมาจากที่ไกลออกไป
“เจ้าจะไม่ได้หินจากตำหนักเมฆาสีดำแม้แต่ก้อนเดียว!”
นกอมตะเพลิงสีทองลอยล่องสามตัวปรากฏขึ้นจากเมฆหนาที่บดบังแล้
วพลันเคลื่อนผ่านท้องนภาของตำหนักเมฆาสีดำ
“เจ้ามันโง่ ฉิงอวี่เหยียน ย้อนกลับไปที่หุบเขาจันทราสีคราม
ข้าเชื่อว่าข้าบอกเจ้าแล้วว่าตำหนักเมฆาสีดำ
หอทะเลสวรรค์และตระกูลฮันล้วนตกอยู่ภายใต้การควบคุมของหุบเขา
จันทราสีคราม เจ้ากล้าเมินคำเตือนของพวกข้าได้อย่างไร!
ข้าเข้าใจแล้วว่าเจ้าลืมฐานะของตัวเอง!
หึ!” ขณะยืนอยู่บนนกอมตะเพลิงที่อยู่ด้านหน้าสุด เหมียวเหวินฝาน
จ้าวหุบเขาสองของหุบเขาจันทราสีคราม กล่าวเย้ยหยันพวกเขาต่อว่า
“เหตุผลเดียวที่เกาะตะวันทองสามารถอยู่มาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะพวก
ข้า ตระกูลเหมียว ดูแลพวกเจ้า
ด้วยเหตุนี้เจ้าจึงสามารถกลายเป็นกองกำลังระดับทองแดงแม้จะเจอแรง
กดดันของตระกูลฮันก็ตาม
ข้าไม่คิดว่าสุนัขของตระกูลเหมียวจะแย่งเนื้อจากจานของเจ้านายในสั
กวันเช่นนี้! เจ้านี่มันโง่ยิ่งนัก!”