Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ - ตอนที่ 633: สังฆราชนิกายเฮยวู
ตอนที่ 633: สังฆราชนิกายเฮยวู
นิกายเฮยวู บึงพิษหลากสีสัน
บึงพิษหลากสีสันถูกซ่อนอยู่ในเมฆพิษสายรุ้งนิรันดร์
ต้นไม้กินคนเติบโตอยู่ที่นั่น
แมลงพิษจำนวนนับไม่ถ้วนหลบซ่อนอยู่ภายในน ้าหลากสีสัน
มีกรงเหล็กสีดำแขวนจากต้นไม้สีเทาน ้าตาลปกคลุมไปด้วยหนาม
แต่ละแห่ง สามารถพบเห็นผู้ฝึกยุทธ์ร่างเปลือยเปล่าหนึ่งถึงสามคนได้
มีทั้งหญิงชายที่มีระดับการฝึกฝนที่แตกต่างกัน
พวกเขาล้วนกรีดร้องขณะทนต่อความเจ็บปวดไปถึงกระดูก
หากมองใกล้ ๆ
พวกเขาจะพบว่ามีสิ่งที่คล้ายกับสิ่งมีชีวิตขยับอยู่ใต้ผิวหนังขณะสิ่งเหล่
านี้กำลังกินอวัยวะภายใน
ในบึงพิษหลากสีสัน มีต้นไม้เช่นนี้นับร้อยต้น มีกรงเกือบพันแห่ง
มีคนมากกว่าสองพันคนถูกขังอยู่ข้างใน
นานครั้ง
แมลงมนต์ดำดุร้ายและป่าเถื่อนจะบินออกจากร่างของผู้ฝึกยุทธ์
สิ่งเหล่านั้นคือแมลงมนต์ดำที่เพิ่งเกิดขึ้นมา
แมลงมนต์ดำใช้เลือดเนื้อของผู้ฝึกยุทธ์เป็นอาหาร
พวกมันใช้พลังและจิตวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์เพื่อเพิ่มปัญญาอันยอดเ
ยี่ยม
เมื่อพวกมันบินออกมา อวัยวะภายในทั้งหมดของผู้ฝึกยุทธ์
รวมถึงลำไส้และสมองจะถูกกินโดยสมบูรณ์
การถือกำเนิดของแมลงมนต์ดำหมายถึงความตายอย่างสมบูรณ์ของผู้
ฝึกยุทธ์ มีเพียงผิวหนังเท่านั้นถูกทิ้งอยู่ด้านหลังกรง
แมลงมนต์ดำที่เกิดใหม่จะเคลื่อนเข้าหาบึงที่เดือดพล่านไปด้วยน ้าพิษแ
ล้วแผดเสียงคำรามแสบแก้วหูออกมา แมลงมนต์ดำตัวอื่นถูกดึงดูด
พวกเกิดใหม่เหล่านั้นพลันเริ่มต่อสู้กัน
ในสระที่เต็มไปด้วยพิษจำนวนมาก แมลงมนต์ดำสิบกว่าตัวกัดและต่อสู้
กลืนกินอีกฝ่าย
ท้ายที่สุด
มีเพียงแมลงมนต์ดำที่แข็งแกร่งที่สุดที่กินร่างของตัวอื่นทุกตัวจนอยู่รอ
ดจากการต่อสู้ครั้งนี้ได้
แมลงมนต์ดำเหล่านี้คือตัวที่นิกายเฮยวูมองว่ามีประโยชน์
เมื่อใช้วิชาลับ มันจะหลอมรวมกับศิษย์
เชื่อมต่อกับเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ
ศิษย์นิกายเฮยวูแต่ละคนจะใช้โลหิตของพวกเขาเพื่อบำรุงแมลงมนต์
ดำที่อยู่รอดจากการต่อสู้อันน่าหวาดกลัว
ในตอนนี้ ลึกเข้าไปภายในบึงพิษหลากสีสัน
ร่างของบรรพบุรุษเฮยวูที่ออกจากสุสานเทพลอยพร้อมกับแขนขาเผชิ
ญหน้ากับท้องนภาบนส่วนสีเขียวของบึง
ภายในบึง ควันพิษสีเขียวอันตรายลอยอยู่กลางอากาศ
มันดึงดูดแมลงมนต์ดำเกิดใหม่ที่แข็งแกร่งที่สุดที่อยู่รอดจากการเลือก
จนทำให้ข้างในเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา
แมลงมนต์ดำหายากและแปลกประหลาดสิบกว่าตัวบินออกมา
พวกมันแผดเสียงคำรามขณะพุ่งเข้าใส่
เหมือนกับหมาป่าที่ได้กลิ่นโลหิตสด ๆ
พวกมันเคี้ยวร่างของบรรพบุรุษเฮยวูอย่างบ้าคลั่ง
ถึงอย่างนั้น ถึงแม้จะถูกกิน
ดวงตาของบรรพบุรุษเฮยวูทอประกายด้วยเงาจิตวิญญาณขนาดเล็กข
องคางคกโลหิตสีเขียว
เพียงไม่นาน
ร่างของแมลงมนต์ดำที่กินร่างของบรรพบุรุษเฮยวูเริ่มเหี่ยวแห้ง
ผ่านไปไม่นาน
เลือดเนื้อของบรรพบุรุษเฮยวูคล้ายกับแยกออกแล้วสร้างปากแหลมคม
นับไม่ถ้วนเพื่อกลืนกินแมลงมนต์ดำเหล่านั้นเข้าไป
จากนั้น จากคอ สะดือ
ท้องน้อยและเอวของบรรพบุรุษเฮยวูเกิดเสียงเคี้ยวชวนให้ผู้ฟังขนลุกตั้
งชูชัน
คล้ายกับฟันแหลมคมจำนวนมากขยับอยู่ภายในบรรพบุรุษเฮยวูอย่าง
พร้อมเพรียง
ขณะแมลงมนต์ดำสิบกว่าตัวถูกกินโดยสมบูรณ์
เงาจิตวิญญาณของคางคกโลหิตสีเขียวในดวงตาของบรรพบุรุษเฮยวูเ
ด่นชัดมากขึ้น
ในตอนนี้ บรรพบุรุษเฮยวูเริ่มอัญเชิญจิตวิญญาณ
ชายชราสวมชุดดำคนหนึ่งที่ร่างผอมดุจก้านไผ่พลันปรากฏตัวขึ้นพร้
อมกับสีหน้ามืดมน
เขานั่งเผชิญหน้าบรรพบุรุษเฮยวู
เส้นแสงสว่างเข้มออกมาจากดวงตาของบรรพบุรุษเฮยวูแล้วถักทอเป็น
รูปลักษณ์นับไม่ถ้วนที่เกิดจากแมลงมนต์ดำจำนวนมาก
จากนั้นลอยเข้าไปในชายชราผู้นั้น
หลังจากเกิดกระบวนการนี้หลายนาที
บรรพบุรุษเฮยวูลอยกลับบึงเพื่อล่อแมลงมนต์ดำมารวบรวมพลังเพิ่มขึ้
น
หลังจากย่อยแมลงมนต์ดำจำนวนมากอีกครั้ง เขาจะนั่งลง
ถ่ายมรดกและความรู้จำนวนหนึ่งเข้าไปในชายชราร่างผ่ายผอม
ชายชราร่างผ่ายผอมคือสังฆราชนิกายเฮยวู เจียงอั้น
หลังจากได้รับความรู้และมรดกจากบรรพบุรุษเฮยวูอีกครั้ง
ร่างของเจียงอั้นทอประกาย เขาปรากฏตัวขึ้นในโถงเทพเฮยวู
“สังฆราช” สองพี่น้อง กงเหยี่ยจั๋วและกงเหยี่ยชิง
กล่าวอย่างแผ่วเบาจากด้านข้าง
กงเหยี่ยจั๋วและกงเหยี่ยชิง ร่างอ้วนและผอมตามลำดับ
คือพี่น้องฝาแฝดและเป็นสองรองสังฆราชนิกายเฮยวู
สองคนนี้รับใช้เจียงอั้นตั้งแต่ยังหนุ่มและจงรักภักดีต่อเจียงอั้นเป็นอย่าง
มาก กลายเป็นผู้ช่วยที่ได้รับความเชื่อใจที่สุดมาหลายปี
เขาถึงขั้นสั่งการให้สองพี่น้องดูแลนิกายเฮยวูและเหตุการณ์ทั้งหมด
“นี่มันอะไร?” เจียงอั้นนั่งลง
เส้นแสงสว่างน่าขนลุกฉายผ่านดวงตา
สิ่งเหล่านั้นคือความทรงจำและมรดกของบรรพบุรุษเฮยวูที่กำลังทำควา
มเข้าใจ
“ตอนสังฆราชได้รับมรดก
ก่วนเฉียนส่งข้อความมาบอกพวกเราว่าหนานเจิ้งเทียนส่งความมาบอ
กว่าเด็กหนุ่มสำนักอสูรโลหิต ฉินเลี่ยคนนั้น คือศิษย์ตรงของเขา
ก่วนเฉียนมาขอคำแนะนำจากท่าน” กงเหยี่ยจั๋วคำนับเล็กน้อย
“ข้าตอบเขาไปว่าให้ไว้ชีวิตของเด็กหนุ่มเป็นการชั่วคราวเพื่อไม่ให้กร
ะทบกระทั่งกับความสัมพันธ์ของพวกเรากับหนานเจิ้งเทียน”
ใบหน้าของเจียงอั้นมืดมน หลังจากครุ่นคิดสักพัก
เขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “เจ้าทำถูกแล้ว”
กงเหยี่ยจั๋วและพี่น้องของเขาก้มศีรษะ
“หนานเจิ้งเทียนไปถึงขั้นสูงสุดของพลังระดับอมตะแล้ว
แท่นบูชาจิตวิญญาณสามชั้นของเขาแทบจะสมบูรณ์แล้ว
ไม่ติดขัดสิ่งใด เพื่อเข้าสู่พลังระดับว่างเปล่า
เขาเต็มใจที่จะต่อสู้กับใครก็ตามในดินแดนแห่งความโกลาหลที่คู่ควรกั
บเขาเพื่อหาโอกาสอันน้อยนิดในการเลื่อนระดับ”
สายตาของเจียงอั้นลุ่มลึก น ้าเสียงของเขาแหบห้าวและต ่า
“ข้าเองก็มีแท่นบูชาจิตวิญญาณสามชั้น แต่มันไม่มั่นคงเท่าเขา
อีกทั้งยังมีรอยร้าวขนาดเล็ก ถ้าข้าสู้กับเขาในตอนนี้
มีความเป็นไปได้มากที่ข้าจะแพ้”
กงเหยี่ยจั๋วและพี่น้องของเขายังคงก้มศีรษะพลางเงียบ
“แต่ว่า
หลังจากข้าเข้าใจมรดกของบรรพบุรุษเฮยวูอย่างถ่องแท้และเมื่อสิ่งมีชี
วิตมนต์ดำตัวแรกฟื้นตัวขึ้นมา ต่อให้หนานเจิ้งเทียนไม่ค้นหาข้า
ข้าก็จะไปหาเขาเพื่อขอสู้เอง” เจียงอั้นกล่าวอย่างสงบ
“สังฆราช
พวกข้าได้รับข่าวมาว่าเจียงจู่เจื๋อออกจากทวีปเทียนเลี่ยแล้ว”
กงเหยี่ยชิงกล่าว
ดวงตาของเจียงอั้นมืดมน เพียงไม่นาน เขากล่าวว่า
“สำนักอสูรโลหิตในตอนนี้ เจียงจู่เจื๋อคือภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงที่สุด
คนคนนี้หลบซ่อนมาหลายปีพร้อมกับคนป่าตะวันออก
เขาสั่งสมพลังมากมายอย่างลับ ๆ จนไม่ควรที่จะถูกมองข้าม”
“งั้นพวกเราควรทำเช่นไร?” กงเหยี่ยจั๋วถาม
“ไป ออกเดินทาง” เจียงอั้นออกคำสั่ง
สองพี่น้องตกตะลึง
“ข้าแค่บอกพวกเจ้าว่าอย่ามองข้ามเจียงจู่เจื๋อ!”
เจียงอั้นพ่นลมออกจมูก “ถ้าข้าเดาไม่ผิด
เจียงจู่เจื๋อในตอนนี้สร้างแท่นบูชาจิตวิญญาณชั้นที่สองเสร็จแล้ว”
สีหน้าของกงเหยี่ยจั๋วและพี่น้องของเขาเปลี่ยนไป
“สำนักอสูรโลหิตในอดีต เสวี้ยลี่และเจียงจู่เจื๋อมีพรสวรรค์อันน่าทึ่ง
ถ้าศิษย์สองคนนี้ไม่เลือกเส้นทางแตกต่างกันและมีความเห็นที่ขัดแย้งกั
นจนเกิดความขัดแย้งในสำนักอสูรโลหิต
พวกเราไม่มีโอกาสทำลายสำนักอสูรโลหิตได้ในครั้งเดียวหรอก”
สีหน้าของเจียงอั้นจริงจัง
“ในมุมมองของข้า เจียงจู่เจื๋อน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าเสวี้ยลี่
ดูได้จากการที่เจียงจู่เจื๋อชนะและเสวี้ยลี่ถูกขังมาหนึ่งพันปี
เจียงจู่เจื๋อสามารถทำอะไรก็ได้เพื่อเพิ่มพลัง
นี่คือสิ่งที่เสวี้ยลี่ไม่สามารถทำได้!
อีกอย่าง เส้นทางที่เจียงจู่เจื๋อเลือก
คือการใช้โลหิตมนุษย์เพื่อสั่งสมพลังอย่างรวดเร็วและเพิ่มการฝึกฝนข
องเขา มันคือสิ่งที่น่าหวาดกลัวของสำนักอสูรโลหิต!”
“ในปีนั้น
เหตุผลที่ข้าสามารถโน้มน้าวกองกำลังระดับเงินส่วนใหญ่ให้เข้าร่วมกำรสังหารสำนักอสูรโลหิตได้นั้นก็เพราะทุกคนมองออกว่าถ้าเจียงจู่เจื๋อ
ใช้วิธีนั้นเพื่อพัฒนาสำนักอสูรโลหิตต่อไป
สำนักอสูรโลหิตจะไปถึงระดับที่ยากจะเข้าใจได้ในระยะเวลาอันสั้น!”
“เส้นทางที่เจียงจู่เจื๋อเลือกเป็นวิธีการที่ชั่วร้าย
แต่มันสามารถเพิ่มพละกำลังสำนักอสูรโลหิตได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!
”
“ไม่มีใครอยากเห็นสำนักอสูรโลหิตที่แก่กล้าจนไม่อาจมีใครหยุดการ
ปกครองกองกำลังระดับเงินทั้งหมดของพวกเขาได้หรอก!
ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงรีบตกลงที่จะทำลายสำนักอสูรโลหิตก่อนจะเกิดควำมขัดแย้งภายในขึ้น”
หลังจบคำอธิบายของเจียงอั้น
กงเหยี่ยจั๋วและพี่น้องของเขาคิดทบทวนเจียงจู่เจื๋อใหม่
ตอนนี้มองเขาเป็นยอดฝีมือที่อยู่ระดับเดียวกัน
“ดินแดนแห่งความโกลาหลกว้างใหญ่ แต่มีไม่มากที่จะมีอำนาจมาก
ความสามารถและความทะเยอทะยานมากพอที่จะทิ้งทุกสิ่งเพื่อความสำ
เร็จ แม้กระทั่งศีลธรรม”
เจียงอั้นสูดหายใจเข้า
“แต่เจียงจู่เจื๋อคือหนึ่งในนั้น!
ถ้าเขาเข้าสู่ขั้นท้ายของพลังระดับอมตะ
สร้างแท่นบูชาสามชั้นได้สำเร็จ
เขาจะกลายเป็นตัวปัญหายิ่งกว่าบรรพบุรุษสังหาร หนานเจิ้งเทียน!”
“แล้วเสวี้ยลี่ล่ะ?” กงเหยี่ยจั๋วถาม
“เสวี้ยลี่หรือ?”เจียงอั้นส่ายหน้า
“ก่อนหน้านี้เขาอาจจะเป็นภัย
แต่หลังจากเขาตกหลุมรักโม่หลิงเย่และมีบุตรสาวขึ้นมา
เขาก็ไม่เหลืออะไรอีก เสวี้ยลี่มีเรื่องต้องกังวล มีสิ่งที่ยากจะละทิ้ง
เจียงจู่เจื๋อกลับไม่ใช่ เขามีเพียงบุตรชาย เจียงเทียนซิง
เพื่อได้รับความเชื่อใจจากคนป่าตะวันออก สำหรับเขา
บุตรชายเป็นได้เพียงสิ่งของชิ้นหนึ่งที่สามารถทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้น
เจียงจู่เจื๋อน่าหวาดกลัวกว่าเสวี้ยลี่อย่างแน่นอน”
“ทราบแล้ว” พี่น้องกงเหยี่ยตอบ พวกเขาถูกโน้มน้าวจนเข้าใจ
……