Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ - ตอนที่ 687: ภาษาศักดิ์สิทธิ์โบราณ
ดวงตาของลาผู่เจิดจ้าขณะมองฉินเลี่ย ใบหน้าของเขาเต็มไป
ด้วยความตกตะลึง
เขาตระหนักได้ว่าวิชาวิญญาณโลหิต อสนีบาตทลายสวรรค์และ
บันทึกศูนย์กลางแม่เหล็กภายในร่างกายของฉินเลี่ยล้วนผสานเข้า
ด้วยกันกับสายเลือดของฉินเลี่ย
สำหรับเขา นี่คือการค้นพบที่น่าตกตะลึงที่สุด ความจริง เขาไม่
อยากจะเชื่อในสิ่งที่กำลังเห็นด้วยซํ้า
โดยทั่วไป ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่ผู้ฝึกยุทธ์ผู้ฝึกวิชาวิญญาณ
แตกต่างกันจำนวนมากจะเผชิญจะเป็นความขัดแย้งที่สามารถ
ย้อนกลับมาเล่นงานได้
โดยปกติ สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ที่ฝึกฝนและเลื่อนระดับในหลาย
วิชา ความขัดแย้งระหว่างวิชาวิญญาณจำนวนมากของพวกเขาจะยิ่ง
มายิ่งเลวร้าย
ในท้ายที่สุด ทำให้พวกมันขัดการพัฒนาไปมากกว่านี้!
ผลที่ได้ สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ที่ฝึกวิชาวิญญาณสองธาตุขึ้นไป การเลื่อน
ระดับจึงแทบเป็นไปไม่ได้หลังจากไปถึงจุดหนึ่ง
วิชาวิญญาณแตกต่างของพวกเขาไม่ปะทะกันนั้นนับว่าเป็น
โชคดีอย่างใหญ่หลวงแล้ว
ยังจะนับอะไรกับการผสานเข้าด้วยกันเล่า?
มันคือสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์เหล่านี้ไม่กล้าคิดจนถึงขั้นวาดฝันที่ใหญ่ที่สุดขึ้นมา
มีเพียงผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดผู้ไปถึงขีดจำกัดของการฝึกฝนที่
ไกลที่สุดและได้รับความเข้าใจของแต่ละธาตุมากที่สุดเท่านั้น
คนเหล่านั้นที่สัมผัสกฎแล้วสร้างการตีความพลังแตกต่างกันของ
ตนเองขึ้นมาจะพยายามผสานวิชาวิญญาณที่แตกต่างกันเข้าด้วยกัน
มียอดฝีมือที่ไปถึงอย่างตํ่าขั้นท้ายของพลังระดับอมตะ
หลังจากนั้น… พวกเขาถึงจะกล้าพยายาม
ถึงอย่างนั้นฉินเลี่ยอยู่เพียงขั้นต้นของพลังระดับสำนึก
ลาผู่มองฉินเลี่ยราวกับเขาเป็นสัตว์ประหลาด
แต่ว่า ฉินเลี่ยไม่รู้ความคิดที่กำลังเคลื่อนอยู่ในจิตใจของลาผู่ขณะ
นึกถึงโลกของตนเองและใช้ตัวอักษรศักดิ์สิทธิ์ “เปลวไฟ” ภายใน
สายเลือดอย่างต่อเนื่องเพื่อดูดซับพวกมันด้วยวิชาวิญญาณที่มีธาตุ
แตกต่างกัน พลังที่ปลดปล่อยออกมายิ่งมายิ่งมาก
ผ่านไปนาน ในที่สุดฉินเลี่ยรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าของร่างกาย
ขณะพลังที่เอ่อล้นมาจากสายเลือดอ่อนแออย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด เขาพลังสงบลงขณะปรับอารมณ์และรักษาจิตใจที่สงบเอาไว้
อย่างต่อเนื่อง
พลังสายเลือดเปลวไฟร้อนแรงเองก็ค่อย ๆ หายไป
“ข้ารู้สึกเหนื่อยแล้ว นี่คือความเหนื่อยล้าทางกายภาพ แต่ไม่มี
การใช้พลังวิญญาณจำนวนมาก”
เมื่อกลับมาสงบ ฉินเลี่ยขมวดคิ้วขณะออกความเห็นสภาพ
ในตอนนี้
“เมื่อพลังสายเลือดขยายเป็นอย่างมาก เป็นธรรมดาที่ร่างกายจะ
เหนื่อยล้า นี่เป็นเรื่องธรรมดามาก”
ดวงตาทั้งเจ็ดของลาผู่ล้วนทอประกายแปลกประหลาด
“ตราบใดที่ร่างกายฟื้นตัว พลังสายเลือดจะฟื้นตัวด้วยเช่นกัน ไม่
ต้องกังวลไปหรอก”
“แสดงว่าการใช้พลังสายเลือดเป็นการขยายพลังของร่างกาย
ตนเองด้วย…”
ฉินเลี่ยครุ่นคิดกับตนเอง
“เพื่อควบคุมสายเลือด เจ้าต้องรู้วิธีการกระตุ้นและวิธีใช้โคจร
คล้ายกับว่าเจ้าทราบทั้งสองอย่างแล้ว อีกทั้งยังรู้วิธีการคร่าว ๆ ด้วย”
ลาผู่กล่าวต่อ
“ส่วนสุดท้ายคือการเพิ่มพละกำลังสายเลือด แต่ว่า วิธีสำหรับ
เรื่องนี้นั้นง่ายมาก ที่เจ้าต้องทำทั้งหมดคือการเสริมและขัดเกลา
ร่างกายอย่างต่อเนื่อง เพิ่มพละกำลังของร่างกายและจิตวิญญาณ
ยิ่งเส้นเลือดของเจ้าเต็มไปด้วยโลหิตมากเท่าไหร่ กล้ามเนื้อจะมี
ปริมาณพลังมากขึ้นและกระดูกของเจ้าจะแข็งอย่างเหลือเชื่อมาก
เท่านั้น สายเลือดของเจ้าย่อมแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย”
“การเสริมร่างกายคือหนทางง่ายที่สุดในการเพิ่มพละกำลัง
สายเลือดงั้นเหรอ?”
ดวงตาของฉินเลี่ยเป็นประกาย
“เท่าที่ข้ารู้น่ะนะ”
ลาผู่ตอบพลางพยักหน้า
ฉินเลี่ยตาสว่าง
เท่าที่เขาจำได้ เขาฝึกฝนอสนีบาตทลายสวรรค์ในภูเขาสมุนไพร
อย่างขมขื่น นี่คือวิธีการฝึกฝนที่ไม่เพียงเสริมความสามารถในการดูด
ซับอสนีบาตในทะเลวิญญาณของจุดตันเถียนที่โหดหินเท่านั้น แต่ยัง
เสริมร่างกายเพื่อให้อยู่ในสภาพที่เหลือเชื่ออีกด้วย
นี่คือสิ่งที่วิชาวิญญาณโดยส่วนมากไม่อาจทำได้ ความจริง วิชา
วิญญาณระดับสูงโดยส่วนมากบนทวีปสายนํ้าสีชาด แม้กระทั่งใน
ดินแดนแห่งความโกลาหลไม่มีการเสริมร่างกายภาพ
กลับกัน พวกเขาให้ความสำคัญเพียงการสั่งสมพลังวิญญาณ
เท่านั้น พวกเขาเชื่อว่าตราบใดที่พลังวิญญาณหนาแน่นและบริสุทธิ์
มากพอ มันจะสามารถหลอมรวมเพื่อสร้างโล่มาปกป้องร่างกายได้
เห็นได้ชัดว่าอสนีบาตทลายสวรรค์แตกต่างจากวิชาวิญญาณสาย
หลักอื่นอย่างสิ้นเชิง
ในอดีต ฉินเลี่ยไม่เคยเข้าใจว่าทำไมคุณตาของเขาถึงให้ฝึกฝน
วิชาวิญญาณเพียงวิชาเดียวเท่านั้น แถมยังเป็นวิธีที่แสนทรมานด้วย
การฝืนรับอสนีบาตและอสนีเพื่อประสบกับความเจ็บปวดที่ทำ
ได้เพียงอดทนด้วยสภาวะความสงบอันเลินเล่อเท่านั้น
แต่ว่า ขณะที่สระนํ้าแห่งความรู้ขยายและการฝึกฝนเพิ่มขึ้น
ขณะที่ประสบการณ์ของเขายิ่งมายิ่งมาก ความเคารพที่เขามีต่อคุณตา
ก็เริ่มเพิ่มขึ้นเช่นกัน
คุณตาของเขารู้มาตั้งแต่แรกว่าร่างกายของเขาเต็มไปด้วย
สายเลือดต่างแดน!
ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ เส้นทางการฝึกฝนของเขาเป็นเส้นทางที่
ถูกต้องและไม่เคยหลุดนอกกรอบแม้แต่นิดเดียวมาตลอด
ด้วยเส้นทางการฝึกฝนที่ถูกสร้างมาอย่างพิถีพิถันโดยคุณตาของ
เขา เขาหาทางสร้างรากฐานที่มั่นคงที่สุดเพื่อการฝึกฝนในอนาคต
ในช่วงห้าปีที่แสนยากลำบากนี้!
คุณตาของเขาสร้างแผนการขึ้นมาเพื่อเขา เพื่อประสิทธิผลที่ยอด
เยี่ยมและยังเหมาะสำหรับพรสวรรค์ที่มีมาแต่กำเนิดด้วย
รากฐานสำหรับอนาคตกว้างใหญ่ที่ถูกคาดหวังเข้ารูปเข้ารอย
อย่างเหมาะเจาะในช่วงห้าปีเหล่านั้น
“อา ใช่แล้ว มีอีกทางเพื่อเพิ่มพละกำลังสายเลือดที่มี
ประสิทธิภาพและได้ประโยชน์มากกว่า!”
ลาผู่กล่าวขณะฉินเลี่ยหลงอยู่ในความคิด
“ด้วยการกระตุ้นศักยภาพของร่างกายอย่างต่อเนื่องและทำให้
โลหิต กระดูก กล้ามเนื้อและเส้นใยประสาทอยู่ในสภาพตึงเครียดมาก
ที่สุด
เจ้าสามารถดึงศักยภาพที่หลบซ่อนอยู่ในส่วนลึกที่สุดของ
ร่างกายออกมาได้เพื่อง่ายต่อการขุดความลับของสายเลือดออกมา”
ฉินเลี่ยตกตะลึง
“ข้าได้ยินคนกล่าวว่าวิชาทลายขีดจำกัดของสัตว์ประหลาด
เฒ่าต้วนคือวิชาวิญญาณประเภทนี้ที่สามารถกระตุ้นศักยภาพของ
ร่างกายได้”
ดวงตาของลาผู่เต็มไปด้วยความนับถือขณะกล่าวต่อว่า
“ความจริง ศักยภาพและความลับที่หลบซ่อนภายในร่างกาย
สามารถนับเป็นพรสวรรค์ได้
ตามข่าวลือ พรสวรรค์การฝึกฝนของต้วนเฉียนเจี่ยไม่ถึง
มาตรฐานเลยจนกระทั่งเขาเริ่มค่อย ๆ เพิ่มศักยภาพของร่างกายและ
ปลุกความลับของร่างกายผ่านวิชาทลายขีดจำกัด
ความจริง พรสวรรค์การฝึกฝนของเขาแย่ยิ่งกว่าของผู้ฝึกยุทธ์
ธรรมดาเสียอีก หลังจากการเสริมครั้งนั้นเองที่ทำให้เขากลายเป็น
อัจฉริยะการฝึกฝนและไปถึงขั้นที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้”
“เขาเป็นอัจฉริยะที่น่าหวาดกลัวที่สุดในดินแดนแห่งความ
โกลาหลอย่างแน่นอน
เคล็ดกระตุ้นศักยภาพเช่นนี้ที่สามารถฝืนเพิ่มพรสวรรค์การ
ฝึกฝนได้นั้นคือสิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนแม้แต่ในที่ที่เต็มไปด้วยกอง
กำลังระดับทองก็ตาม”
“เคล็ดแบบนั้นเป็นการท้าทายสวรรค์อย่างแท้จริง”
ลาผู่กล่าวชมต้วนเฉียนเจี่ย
จากนั้นกล่าวว่า
“ถ้าเจ้าสามารถเสริมร่างกาย เพิ่มศักยภาพและปลุกความลับที่
หลบซ่อนภายในร่างกายด้วยวิชาทลายขีดจำกัดได้ อัตราการเติบโต
ของสายเลือดเองก็จะเพิ่มขึ้นด้วย
มันจะทำให้เจ้าประสบกับความลับของเผ่าพันธุ์ที่หลบซ่อนอยู่
ภายในสายเลือดก่อนหน้านี้ มันอาจจะทำให้เจ้าค้นพบต้นกำเนิด
ตนเองผ่านสายเลือดด้วยก็ได้
เจ้าอาจจะสามารถตรวจสอบตัวตนทรงพลังของยุคอดีตอัน
รุ่งโรจน์หรือวิชาวิญญาณร้ายกาจของกองกำลังโบราณอันทรงพลังก็
ได้”
ไหล่ของฉินเลี่ยล้วนสั่นสะท้าน
เขาพลันตระหนักได้ว่าเหตุผลที่เขาสามารถปลุกสายเลือดบน
ทวีปสายนํ้าสีชาดหลังจากการต่อสู้โชกโลหิตที่เกาะตะวันยอแสงได้นั้น
จะต้องข้องเกี่ยวกับวิชาทลายขีดจำกัดของต้วนเฉียนเจี่ยที่เขาสอนสั่ง
ให้อย่างแน่นอน!
ในอดีต เขาสามารถสังเกตถึงโลหิตที่เดือดพล่านได้ แต่ไม่ว่าเขา
จะตรวจสอบเส้นโลหิตถึงความผิดปกติใด ๆ ก็ตาม มันก็ไม่พบสิ่งใด
แต่ว่า ระหว่างการต่อสู้โชกโลหิตบนเกาะตะวันยอแสง เขาฝืน
เอาชนะขีดจำกัดอย่างต่อเนื่องขณะต้วนเฉียนเจี่ยจงใจบังคับให้เขา
ปะทะกับผู้ฝึกยุทธ์จากนิกายเฮยวูและสามตระกูลใหญ่
ระหว่างการปะทะเหล่านั้น เขาสังหารจนกระทั่งพลังวิญญาณ
แห้งเหือดและศักยภาพของร่างกายอ่อนล้าอย่างถึงที่สุด เขาต้องฝึกฝน
วิชาทลายขีดจำกัดที่ไม่รู้จัก
การฝึกฝนด้วยตนเองอันเหี้ยมโหดนี้กระตุ้นศักยภาพของ
ร่างกายเขา ทำให้เขาปลุกสายเลือดได้ในที่สุด
“วิชาทลายขีดจำกัด กระตุ้นศักยภาพของร่างกาย ฝืนเพิ่ม
พรสวรรค์ พัฒนาสายเลือด…”
ขณะฉินเลี่ยครุ่นคิดกับตนเองอย่างเงียบงัน ความเคารพของ
เขาที่มีต่อต้วนเฉียนเจี่ยก็เพิ่มขึ้นมาก
แน่นอน เขาไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ที่มีกับต้วนเฉียนเจี่ยและ
วิชาทลายขีดจำกัดให้ลาผู่รู้
เขายังคงเก็บเรื่องไข่มุกกำราบจิตวิญญาณเป็นความลับเช่นกัน
“สิ่งสำคัญที่สุดสามข้อของพลังสายเลือดคือการกระตุ้น การโคจร
และ การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”
ลาผู่ครุ่นคิดสักพัก จากนั้นกล่าวต่อว่า
“ด้วยความช่วยเหลือของข้า เจ้าพบวิธีการกระตุ้นสายเลือด
แต่ว่า… ขณะที่ความสามารถของเจ้าในการโคจรนั้นนับว่าดี เจ้าต้อง
พัฒนาพละกำลังของสายเลือดอย่างต่อเนื่องด้วย
ตัดสินจากพละกำลังของร่างกายเจ้าแล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องให้
ข้าสอนวิธีการทำเช่นนั้นอีก ดังนั้น ที่เจ้าต้องทำในตอนนี้คือทำ
ความคุ้นเคยกับตนเองด้วยสายเลือดและรอให้ร่างกายของเจ้าฟื้นตัว
เจ้าควรพยายามกระตุ้นสายเลือดโดยไม่ใช้ยาเหลวในการกระตุ้นดู”
หลังจากกล่าวเช่นนั้น ลาผู่แปรเปลี่ยนเป็นเงาแล้วพุ่งขึ้นสู่ท้อง
นภาราวกับวิหคตัวใหญ่
เขาพยายามดับไฟร้อนแรง
แต่ว่า หลังจากพยายามสักพัก เขาตระหนักได้ว่าไม่สามารถดับ
ไฟได้ไม่ว่าจะใช้นํ้าหรือวิธีใดก็ตาม
แม้แต่ตอนเขาใช้พลังปีศาจใต้พิภพเพื่อโอบล้อมแล้วกลืนกินเข้า
ไป เขาทำได้เพียงกักพลังรุนแรงภายในเปลวเพลิงเอาไว้
คล้ายกับว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะฝืนดับเปลวเพลิง เขาทำได้
เพียงรอให้พวกมันหมดพลังทั้งสิ้นแล้วหายไปด้วยตัวของมันเอง
แต่ว่า ลาผู่จะใช้พลังตนเองมากกว่าที่จะรอ ดังนั้น เขาเริ่มพุ่ง
เข้าหาเปลวเพลิงขณะพยายามใช้พลังตนเองเพื่อทำให้พวกมันหายไป
เร็วขึ้น
เพียงไม่นาน สีหน้าน่าเกลียดปรากฏบนใบหน้าของลาผู่ขณะ
สิ่งที่ต้องแลกกับการดับเปลวเพลิงที่สร้างโดยฉินเลี่ยนั้นสูงกว่าที่เขา
คาดเอาไว้ในตอนแรก
“เจ้าหนูครั้งต่อไปบอกข้าก่อนจะพยายามกระตุ้นสายเลือด
ด้วย ข้าจะได้พาเจ้าไปที่ที่ไม่มีต้นไม้”
ลาผู่กล่าวหลังจากกลับมา สีหน้าน่าเกลียดบนใบหน้าเป็นผลจาก
ความหงุดหงิดกับเปลวเพลิง
“ยิ่งสายเลือดของเจ้าแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ เปลวเพลิงที่ถูก
สร้างขึ้นมาจะมีพละกำลังมากขึ้นเช่นกัน ทำให้พวกมันน่าหวาดกลัวขึ้น
อีกอย่าง เปลวเพลิงเหล่านั้นคล้ายกับเต็มไปด้วย
สัญลักษณ์แปลกประหลาด เพียงแต่พวกมันเล็กเกินไปจนข้าไม่
สามารถมองออกได้ เจ้าเขียนพวกมันให้ข้าดูได้หรือเปล่า?”
“ได้สิ”
ฉินเลี่ยเห็นด้วยอย่างไม่ลังเล เขารีบหยิบกิ่งไม้มาวาดตัวอักษร
ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความหมายว่าเปลวไฟบนพื้นดิน
ตัวอักษรเหมือนกับกลุ่มก้อนเปลวเพลิงที่เต็มไปด้วยคุณลักษณ์เปลว
ไฟอันริบหรี่
“นี่มัน…”
ลาผู่ก้มลงขณะวิเคราะห์ตัวอักษรอย่างระมัดระวัง เป็น
เวลานานกว่าเขาจะพลันกล่าวอย่างตกตะลึงว่า
“นี่คือภาษาศักดิ์สิทธิ์โบราณ! มันคือภาษาที่มีเพียงเผ่าพันธุ์เทพ
โบราณเท่านั้นที่ใช้!”
“เผ่าพันธุ์เทพ?”
ฉินเลี่ยถามด้วยความสับสน
“เผ่าพันธุ์พิชิตสวรรค์!”
ลาผู่อธิบาย
“ข้ามั่นใจว่านี่คือภาษาศักดิ์สิทธิ์โบราณ ในอดีต ข้าติดอยู่ในซาก
ปรักหักพังโบราณจึงสามารถได้รับศพของสมาชิกเผ่าพันธุ์เทพมา
ระหว่างเจ็ดร้อยปีที่ข้าติด ข้าไม่มีอะไรทำ ฉะนั้นจึงเริ่มค้นคว้า
ภาษาของพวกเขา
ข้ายังสามารถจดจำตัวอักษรศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างแม่นยำอีกด้วย
มันหมายถึง
„เปลวไฟ‟!
เป็นตัวแทนของตระกูลโบราณที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์
ตระกูลโบราณนี้มีนามว่าเปลวไฟ! ตัวอักษรศักดิ์สิทธิ์นี้คือสิ่งที่
พิเศษสำหรับพวกเขา! นับว่าเป็นสัญลักษณ์ของพวกเขาก็ว่าได้!”
“ภาษาศักดิ์สิทธิ์โบราณ เผ่าพันธุ์เทพ ตระกูลเปลวไฟ สัญลักษณ์
ตระกูล…”
ขณะลาผู่อธิบายทุกสิ่ง คำพูดแล้วคำพูดเล่าเริ่มเข้าสู่ส่วนลึกของ
จิตใจฉินเลี่ย ทำให้เสียงดังก้องในหัว
ภายใต้การกระตุ้นของคำพูดเหล่านี้ ความทรงจำที่ถูกผนึกโดย
พลังที่ไม่รู้จักคล้ายกับเริ่มขัดขืนอย่างบ้าคลั่งขณะพยายามทะลวงผนึก
นี้เพื่อปรากฏตัวออกมา