Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ - ตอนที่ 747: ต่อสู้ประชิดตัว
ผู้ฝึกยุทธ์เกือบร้อยคนจากหลากหลายกอง
กำลังรวมตัวบนเรือยักษ์
ลั่วเฉิน ตู้เซี่ยงหยาง ฉู่หลี อวี้เหมินและเฝิงอี้
โหยว ทั้งมิตรและศัตรูในสุสานเทพอยู่ที่นี่
ฉินเลี่ยสับสนกับการรวมตัวที่ผิดคาดครั้งนี้
เขาไม่ได้ยินการลับฝีปากของเสวี้ยโม่เหยี
ยนและจูรุ่ยเจี๋ยก่อนหน้านี้
ดังนั้น เขาไม่รู้ว่าเสวี้ยโม่เหยียนมาก่อนจะ
จากไปด้วยความโกรธเพราะคำพูดเย้ยหยันของจูรุ่ย
เจี๋ย
“พวกเจ้าทุกคนมาทำอะไรที่นี่?”
เขาขมวดคิ้วพลางมองฉู่หลีด้วยใบหน้าที่เต็ม
ไปด้วยความสงสัย
“พวกเขากำลังรอเจ้าอยู่ ข้าคิดงั้นนะ”
ฉู่หลียักไหล่
“ในที่สุดเจ้าก็ออกมา”
ตู้เซี่ยงหยางเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเริงร่า
บนใบหน้า
“ลั่วเฉินและข้าจะมาดื่มกับเจ้า!”
ลั่วเฉินจากขุนเขาดาบสวรรค์ในตอนนี้สวม
ชุดสีขาวขณะประพฤติตัวดุจดาบคมกริบ
เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อยพลางพยักหน้า
เป็นการทักทายเมื่อเห็นฉินเลี่ยมองมาทางตน
ในตอนแรก เขาและฉินเลี่ยคือศัตรูคู่อาฆาต
ที่ปรับความสัมพันธ์อย่างช้า ๆ หลายครั้ง ท้ายที่สุด
พวกเขาปิดบัญชีความไม่พอใจในอดีตและกลาย
เป็นสหายหลังต่อสู้ด้วยกันในฐานะพวกพ้อง
ความรู้สึกไม่สู้ดีระหว่างทั้งสองหายไปนานแล้ว
“เจ้าคือฉินเลี่ยหรือ?”
เทียนอวี๋เดินเข้ามา
ไอที่ดุร้ายดุจการปรากฏตัวฉับพลันของ
สัตว์ร้ายป่าเถื่อนปรากฏขึ้นจากร่างกายขนาดเล็ก
มากของนาง
เพียงพริบตา พลังชีวิตปริมาณมหาศาล
พลันปะทุออกจากร่างกายราวกับสายธารา
ไอของนางไหลหลั่งเข้าหาฉินเลี่ยจนทำให้
เขารู้สึกเหมือนกับสายธารากำลังพยายามสาดซัด
สีหน้าของฉินเลี่ยเปลี่ยนไปเล็กน้อยขณะถาม
ด้วยความประหลาดใจว่า
“นางคือใคร?”
“นางคือศิษย์พี่ของอวี้เหมิน เทียนอวี๋ นาง
เองก็เป็นคนที่มีโครงสร้างแข็งแกร่งที่สุด
ในบรรดาหนุ่มสาวของดินแดนแห่งความ
โกลาหล นางอาจจะเป็นผู้หญิง แต่พละกำลังการ
ต่อสู้ของนางน่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง”
ตู้เซี่ยงหยางอธิบายคร่าว ๆ ด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
ก่อนจะกล่าวว่า
“อย่าสนใจนางแล้วไปกันเถอะ”
ฉู่หลีและลั่วเฉินยืนข้างฉินเลี่ยซ้ายขวา
“ศิษย์พี่เทียนอวี๋ ฉินเลี่ยยังปรับตัวได้ไม่ดี
หลังออกมาจากการเก็บตัว
ต่อให้เจ้ากระตือรือร้นที่จะท้าทายเขา เจ้า
ไม่คิดว่าควรหาเวลาและสถานที่อื่นหรือ?”
ฉู่หลีกล่าวด้วยสีหน้าไม่ยินดีบนใบหน้า
“อีกอย่าง พี่น้องไม่ได้พบกันมาเนิ่นนาน
พวกข้าอยากหาที่ที่สามารถสนทนาตามลำพังได้”
“ทำไมเจ้าต้องวิตกถึงธุระของคนอื่นด้วยเล่า
?”
ลั่วเข่อซินจากสำนักเทียนชี่หัวเราะคิกคัก
ขณะหัวเราะคิกคัก นางเดินเข้ามาพลางยื่นสิบ
นิ้วละเอียดอ่อนออกไป พวกมันล้วนส่องแสงทอ
ประกายดุจหยก
แหวนต่างมิติบนนิ้วของนางปลดปล่อย
ระลอกคลื่นพลังวิญญาณเด่นชัดราวกับอุปกรณ์
วิญญาณที่หลบซ่อนข้างในจะพุ่งออกมาด้านนอก
ทุกเมื่อ
“ศิษย์น้องฉินใช่หรือไม่?”
นางกล่าวขณะยิ้ม
“ข้าได้ยินว่าเจ้าทำอุปกรณ์วิญญาณของ
ศิษย์น้องข้าเสียหายไปพอตัวตอนอยู่ในสุสานเทพ
ใช่หรือไม่?
หึ เช่นนั้นข้าก็มีอุปกรณ์วิญญาณอีกมากเผื่อ
เจ้าอาจจะอยากทดสอบความกล้า”
“หลบไป ลั่วเข่อซิน!”
เทียนอวี๋พ่นลมออกจมูกพลางโบกหมัด นางกล่าว
ว่า
“เจ้าอยู่ขั้นท้ายของพลังระดับสำนึก เขาเพียง
อยู่ขั้นต้นเท่านั้น อีกอย่าง เจ้าติดอุปกรณ์วิญญาณ
ถึงสิบชิ้น การต่อสู้ครั้งนี้มันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
!”
“แล้วเจ้าคิดว่าการต่อสู้ของตัวเองมันยุติธรรม
หรือ?”
ลั่วเข่อซินกล่าวอย่างหงุดหงิด
“แน่นอน”
เทียนอวี๋เงยหน้าพลางกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติ
ว่า
“ข้าไม่ใช้พลังวิญญาณแม้แต่นิดเดียว ข้าจะไม่
ข่มเขาด้วยพลังหรืออุปกรณ์วิญญาณเช่นกัน หมัด
ของข้าคืออาวุธเพียงหนึ่งเดียว!”
“ก็ได้ งั้นเชิญเจ้าก่อนเลย”
ลั่วเข่อซินหยุดเข้าหาฉินเลี่ยพร้อมกับ
หัวเราะคิกคัก
“เจ้าไม่กลัวใช่หรือไม่?”
จูรุ่ยเจี๋ยเน้นเสียงพร้อมกับส่งสายตาสงบ
เล็กน้อยมา
“ศิษย์สำนักอสูรโลหิตไม่ใช่คนขี้ขลาดที่รู้จัก
แต่การหลบซ่อนอยู่ด้านหลังพวกข้าสำนักปีศาจ
ลวงตาหรอกใช่ไหม?”
“แล้วนางเป็นใคร?”
ฉินเลี่ยมองอย่างสับสน
“นางมีนามว่าจูรุ่ยเจี๋ย ศิษย์น้องของเสวี้ยโม่เห
ยียน เจ้าไม่รู้หรอกว่าผู้หญิงคนนั้น…”
ตู้เซี่ยงลดเสียงลงพลางบอกฉินเลี่ยเกี่ยวกับ
การลับฝีปากระหว่างจูรุ่ยเจี๋ยและเสวี้ยโม่เหยีย
นก่อนหน้านี้
“นางคล้ายกับมีอคติต่อสำนักอสูรโลหิตมาก
ข้าคิดว่าศิษย์สำนักปีศาจลวงตารอบตัวพวกเราไม่
ประสงค์ดีต่อสำนักอสูรโลหิตเช่นกัน
พวกนางคล้ายกับคิดว่าเหตุผลเดียวที่สำนัก
อสูรโลหิตกลับมายืนหยัดได้อีกครั้งล้วนต้อง
ขอบคุณความช่วยเหลือของสำนักปีศาจลวงตา
พวกนางคล้ายกับคิดว่าสำนักอสูรโลหิต
จากเกาะตะวันยอแสงไปยึดครองดินแดนที่เป็นของ
พวกนาง”
“อย่าไปสนพวกนาง”
ฉู่หลีกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“สู้กับข้า!”
เทียนอวี๋เชื้อเชิญฉินเลี่ยให้รับคำท้า
ใกล้ ๆ กันนั้น ศิษย์ขุนเขาดาบสวรรค์ สำนัก
ปีศาจลวงตา ขุนเขาว่านโช่ว สำนักเทียนชี่และแม้
กระทั่งสำนักสังหารจำนวนมากรวมตัวกันหลังจาก
ได้ยินเสียงอึกทึก
ไม่นานนักก่อนที่อุปกรณ์วิญญาณบินได้ทุก
ชนิด เช่น รถม้ายักษ์ รถม้าศึก พรมลอยได้และอื่น
ๆ จะหยุดข้างเรือยักษ์โลหะสีดำ
ผู้ฝึกยุทธ์จากห้ากองกำลังใหญ่ระดับเงิน
เหล่านี้จำนวนมากเบื่อและเกียจคร้าน ฉะนั้นพวก
เขาเริ่มส่งเสียงด้วยเกรงว่าการปะทะจะไม่เริ่ม
“ดูนั่น หมอนั่นคือฉินเลี่ยที่โด่งดังมากใน
ช่วงนี้!”
ใครบางคนชี้
“ข้าได้ยินว่าเขาคือเหตุผลสำคัญที่สุดที่
อัจฉริยะของทุกกองกำลังถูกบดบังในช่วงการ
ทดสอบในสุสานเทพ!
เหอะ ดูท่าคนจำนวนมากจะไม่ยินดีนักใน
เรื่องนี้!”
“อืม เจ้าหนูนี่รับบทบาทสำคัญในการฟื้น
สำนักอสูรโลหิตและสองศึกเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่เกิดขึ้น
บนเกาะตะวันยอแสงด้วย!”
“ข้าได้ยินว่าบรรพบุรุษสังหารเองก็ชี้แนะ
ฉินเลี่ยด้วย!”
“ดูกันหน่อยว่าเด็กคนนี้พิเศษยังไง!”
ตอนนี้ บทสนทนาส่วนตัวกำลังผุดขึ้นทั่วทุก
ทิศจากบรรดาผู้ฝึกยุทธ์ พวกเขาล้วนเต็มไปด้วย
ความคาดหวัง
ฉินเลี่ยมองผู้ฝึกยุทธ์ที่จำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เทียนอวี๋ ลั่วเข่อซิน จูรุ่ยเจี๋ยและคนอื่น
ใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าหมอง
หม่น
เขาเริ่มตระหนักได้ว่าที่นี่เกิดอะไรขึ้น
การแข่งขันเกิดขึ้นระหว่างกองกำลังระดับเงิน
เสมอ
การแข่งขันครั้งนี้ระหว่างสำนักจะไม่หายไป
ตลอดกาลแม้จะเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาผนึกกำลัง
กันต่อต้านศัตรูร่วมกัน
หลังการต่อสู้ที่สุสานเทพและสองศึกบน
เกาะตะวันยอแสง เขาก้าวกระโดดจากเด็กไร้นามสู่
ศูนย์กลางของความสนใจทุกคน
ก่อนจะรู้ตัว ชื่อเสียงของเขากระจายกว้าง
ไกลและดึงดูดความสนใจของคนจำนวนมาก
มีคนจำนวนมากที่รู้เกี่ยวกับเขาเล็กน้อย
และสงสัยในพละกำลัง
พวกเขาอยากเป็นสักขีพยานถึงพละกำลัง
ด้วยตาตนเองและรับรู้ว่าข่าวลือดังกล่าวจริงหรือไม่
บางคนคิดว่าข่าวลือเรื่องพละกำลังของเขาเป็นการ
กล่าวเกินจริง
ฉะนั้นพวกเขาอยากทำลายคำโกหกพวกนั้น
ด้วยการเปิดเผยความจริงออกมา
ผู้ฝึกยุทธ์จากห้ากองกำลังระดับเงินรวมตัว
ที่นี่ พวกเขาเพียงต้องการเป็นสักขีพยานในหนึ่งศึก
เพื่อได้เห็นพละกำลังที่แท้จริงของเขาและได้เห็น
ความจริงของเรื่องราวทั้งหมด
ดังนั้น เมื่อผู้คนได้ยินว่ามีคนคิดท้าทายฉิน
เลี่ยและคนที่เพิ่งโด่งดังเช่นเขาก็ปรากฏตัวขึ้น พวก
เขาก็อดที่จะตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้
คำกล่าวที่ว่า
“ชื่อเสียงชักนำปัญหา” มักถูกใช้เพื่อบรรยาย
สถานการณ์เช่นนี้
“เช่นนั้นขอสนุกหน่อยก็แล้วกัน”
หลังเข้าใจความคิดของผู้ชม ฉินเลี่ยยิ้มก่อนจะ
พยักหน้าให้เทียนอวี๋
“เจ้า เข้ามาเลย”
“ข้าไม่ออมมือหรอกนะ!”
เทียนอวี๋ตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
ฉู่หลีและคนอื่นไม่ทันตั้งตัวกับการ
เปลี่ยนแปลงฉับพลันของเหตุการณ์นี้
ฉินเลี่ยโบกมือให้พวกเขาถอยไปไกล ๆ
ขณะที่พยายามจะเข้ามาห้าม
เทียนอวี๋ไม่อดทนอีกต่อไปขณะแสงแห่ง
ความกระตือรือร้นปรากฏขึ้นในดวงตา นางกัดฟัน
ก่อนจะพลันพุ่งเข้าหาฉินเลี่ย
“ฮึ่ม!”
เสียงคำรามที่เหมือนกับมาจากปากของสัตว์
ร้ายโบราณปลดปล่อยจากภายในหูของฉินเลี่ยและ
ทุกคน
มันถึงกับทำให้ดวงตาของพวกเขาพร่า
เลือนทันที
“หมัดสังหารพยัคฆ์ราชสีห์!”
เทียนอวี๋เผยหมัดทั้งสองออกมา หมัดข้าง
ซ้ายดูเหมือนศีรษะของราชสีห์
ส่วนหมัดขวาเหมือนกับศีรษะของพยัคฆ์
เมื่อหมัดที่ไม่ใหญ่นักของนางพุ่งเข้าหาฉินเลี่ย
เขารู้สึกเหมือนกับราชสีห์บ้าคลั่งและพยัคฆ์
ดุร้ายกำลังพุ่งเข้ามาจากขุนเขา
ความจริง เสียงคำรามเกรี้ยวกราดของ
พยัคฆ์และราชสีห์ถึงกับพุ่งออกมาจากภายในหมัด
เสียงคำรามเกรี้ยวกราดจนหัวใจของฉินเลี่ยสั่น
สะท้านไปถึงทรวง
“หวือ หวือ หวือ!”
ไอมหาศาลแรงกล้าปลดปล่อยจากภายใน
สองหมัดขณะบิดเบือนก่อนจะบดขยี้แม้กระทั่ง
อากาศรอบ ๆ
ลูกตาของฉินเลี่ยหดลงขณะกำและคลายมือ
ในพริบตาเพื่อร่ายกรงเล็บภูตผีโลหิตนอง
เขาเหวี่ยงกรงเล็บเข้าใส่หมัดราชสีห์และ
พยัคฆ์
กรงเล็บภูตผีโลหิตนองและหมัดสังหาร
พยัคฆ์ราชสีห์พลันปะทะเข้ากันหลายต่อหลายครั้ง
“ปัง! ปัง! ปัง!”
พละกำลังหนักอึ้งมหาศาลเอ่อล้นจากหมัด
ของเทียนอวี๋ขณะกระหนํ่าเข้าใส่แขนของฉินเลี่ย
ราวกับขุนเขาและธาราเกรี้ยวกราด
กระดูกในแขนของฉินเลี่ยเสียดแทง เขา
คิดว่าได้ยินเสียงแตกหักจากที่ไหนสักแห่งภายใน
กระดูก แม้กระทั่งดวงตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นมืด
บอดชั่วครู่
เขาไม่มีทางเลือกนอกจากถอยมาสักพักเพื่อ
รักษาระยะห่างระหว่างเขาและเทียนอวี๋ เขาฉวย
เวลาเพื่อปรับพลังชีวิตมหาศาลภายในเลือดเนื้อ
“มีคำกล่าวว่าวิชาวิญญาณโลหิตของสำนัก
อสูรโลหิตเสริมทั้งโลหิตและร่างกาย
ข้าเห็นแล้วว่ามันถึงกับมีบางสิ่งอยู่เบื้องหลัง
คำกล่าวอ้างเหล่านั้น”
เทียนอวี๋พึมพำกับตนเองแต่ไม่ไล่ตามฉิน
เลี่ยในทันที ดวงตาของนางยิ่งมายิ่งสดใส
“กร็อบ กร็อบ!”
นางขยับคอไปรอบ ๆ และยืดแขน
เสียงแตกร้าวแปลกประหลาดที่เหมือนกับ
ข้อต่อเคลื่อนไปรอบ ๆ ดังก้องจากภายในร่างกาย
งดงามของนาง
เมื่อฝูงชนจดจ้องกับการให้ความสนใจที่นาง
พวกเขาประหลาดใจที่พบว่าร่างกายขนาดเล็กของ
นางกำลังสูงขึ้นทีละเล็กน้อย
ไม่ใช่แค่นั้น แขนของนางถึงกับยาวขึ้น
มากพอจะสัมผัสหัวเข่ายามห้อยลงมา
เทียนอวี๋ขยับอีกครั้ง
“หมัดติดตาของวานรปีศาจ!”
ภาพติดตาของวานรบ้าคลั่งตามติดด้านหลัง
เทียนอวี๋เมื่อนางพุ่งเข้าหาฉินเลี่ยด้วยความเร็ว
สูงสุด
เมื่อมองครั้งแรก มันเหมือนกับวานร
ร้ายกาจสิบกว่าตัวกำลังพุ่งเข้าหาฉินเลี่ยพร้อมกับ
เผยกรงเล็บและฟัน
ฉินเลี่ยสูดหายใจเข้าลึก ๆ ขณะดวงตากลาย
เป็นสีแดงอย่างช้า ๆ พวกมันกลายเป็นสีแดงโลหิต
อย่างรวดเร็ว