Spirit Realm อาณาจักรวิญญาณ - ตอนที่ 916: เผชิญหน้า
เจียงจู่เจื๋อไม่เคยเป็นคนดีเลย
เพราะงานอดิเรกตั้งแต่ต้นของเขามาพร้อมกับพายุ
โลหิตเสมอ ท้ายที่สุด เขาเปลี่ยนแปลงทั่วดินแดน
แห่งความโกลาหล
เมื่อพันปีก่อน สำนักอสูรโลหิตที่ปกครองทวีป
เทียนเมี่ยถูกโจมตีโดยผู้ฝึกฝนทั้งหมดทั่วโลกเพราะ
เขาก้าวเข้าสู่เส้นทางชั่วร้ายและฝึกฝนวิชาวิญญาณ
โลหิตโดยใช้โลหิตมนุษย์
เป็นเพราะเขา สำนักอสูรโลหิตถึงถูกทำลาย
เขาเองก็หาทางหนีรอดมาได้ หลบซ่อนท่ามกลางคน
ป่าตะวันออกขณะเคลื่อนไหวมากขึ้น เขาลอบ
วางแผนเพื่อการทดสอบในสุสานเทพและได้รับศพ
ของยอดฝีมือโบราณจำนวนมากมา
เพราะเหตุนี้ พละกำลังของเขาก้าวกระโดด
หลายปีต่อมา เขาไปถึงพลังระดับอมตะและเผยตัว
ต่อสาธารณะอีกครั้งด้วยการเข้าสู่ดินแดนหายนะเพื่อ
ประกาศการกลับมายังโลกใบนี้
นิกายเฮยวูและสามตระกูลล้วนพยายามสังหารเขาใน
อดีตด้วยพลังทั้งหมดที่มี แต่เพราะเขาในตอนนี้
ครอบครองแท่นบูชาจิตวิญญาณสามชั้น พวกเขา
พลันเงียบ
นี่แสดงให้เห็นว่าคนคนนี้น่าหวาดกลัวมากแค่ไหน
การจับคู่กับคนเช่นนี้ไม่ต่างกันวางแผนร่วมกับเสือ
ร้าย หากไม่ระวัง พวกเขาจะต้องตาย
“ท่านใช้พวกข้าเปิดอาคมตำหนักปฐพีทมิฬ” สีหน้า
ของฉินเลี่ยมืดมน
เจียงจู่เจื๋อยิ้มและไม่ปกปิดสิ่งใด เขายอมรับตามตรง
“พรมแดนที่หลีซินสร้างขึ้นในอดีตถูกทำลายเมื่อ
สองเดือนก่อนโดยเผ่าพันธุ์กูลปฐพี ชั้นภายในที่ข่า
เอ่อร์ฝูเท่อสร้างโดยใช้พลังของมังกรชั่วร้ายระดับที่
เก้าถูกกัดกร่อนช้า ๆ โดยเผ่าพันธุ์กูลปฐพีและภูตผี
นับแสน มันเกือบพังแล้ว”
“ถ้าข้าไม่สามารถเข้าตำหนักปฐพีทมิฬก่อนเผ่าพันธุ์
กูลปฐพีได้ ข้าจะไม่สามารถดูดซับเลือดของมังกรชั่ว
ร้ายระดับที่เก้านี้ได้”
“สำหรับข้า การใช้เอ่อร์ปั๋วเท่อให้เข้ามาคือวิธีที่เร็ว
ที่สุดและตรงไปตรงมาที่สุด”
เขายิ้มขณะมองข่าเอ่อร์ฝูเท่อแล้วกล่าวว่า “เจ้าได้รับ
บาดเจ็บสาหัสจากจ้าวสำนักคนแรกของสำนักอสูร
โลหิต จากนั้นถูกผนึกในตำหนักปฐพีทมิฬ เจ้าไม่
สามารถไปไหนได้ ฉะนั้นเจ้าไม่สามารถรักษาตัว
ได้”
“เมื่อเร็ว ๆ นี้ เผ่าพันธุ์กูลปฐพีใช้จิตวิญญาณมนุษย์
นับแสนเพื่อกลืนกินอาคม เจ้าใช้พลังเพื่อรักษาอาคม
เอาไว้ เจ้าต้องใช้ไปมากเลยใช่ไหมล่ะ?”
ดวงตาขนาดมหึมาของข่าเอ่อร์ฝูเท่อปกปิดความ
ซับซ้อนเอาไว้ ไอกดดันที่ปลดปล่อยออกมาถูกดึง
กลัวอย่างรวดเร็ว
เพียงพริบตา ร่างมังกรของข่าเอ่อร์ฝูเท่อไม่เหลือไอ
น่าหวาดกลัวอีกต่อไป
“ใต้เท้าข่าเอ่อร์ฝูเท่อ? ท่าน… ท่านขู่จริง ๆ หรือ?”
เอ่อร์ปั๋วเท่อตกตะลึง
ใบหน้ามีเคราของมังกรชั่วร้ายระดับที่เก้านี้เผยสีหน้า
จนใจออกมา
“เขาพูดถูก หลังจากข้าได้รับบาดเจ็บเพราะหลีซิน
ข้าไม่สามารถออกไปและรักษาตัวได้ ไม่มีใคร
สามารถเปิดอาคมและตระเตรียมพลังจำเป็นให้ข้า
ได้”
“หลายปีมานี้ ผู้คนพยายามทะลวงเข้าสู่ตำหนักปฐพี
ทมิฬหลายต่อหลายครั้ง ข้าใช้พลังตัวเองเพื่อหยุด
พวกมัน”
“ครั้งนี้ การรุกรานของภูตผีนับแสนของเผ่าพันธุ์กูล
ปฐพีทำให้ข้าใช้พลังเกือบหมด ข้าคือมังกรชั่วร้าย
ระดับที่เก้า แค่ข้าใกล้หมดสิ้นทุกอย่างแล้ว”
เจียงจู่เจื๋อประเมินสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำและข่า
เอ่อร์ฝูเท่อรู้ว่ามันไม่สามารถปกปิดได้ มันต้อง
สำรองพลังที่เหลือเพื่อเผชิญหน้ากับเจียงจู่เจื๋อผู้เป็น
ภัยคุกคามยิ่งใหญ่ มันจะไม่เสียพลังไปกับไอพลัง
คุกคาม
มันเตรียมสู้จนตัวตายแล้ว
“ท่านปฏิบัติกับพันธมิตรเช่นนี้หรือ?” ฉินเลี่ย
ตะโกน
เจียงจู่เจื๋อยิ้มแล้วกล่าวอย่างสงบว่า “ข้าเพียงต้องการ
มังกรชั่วร้ายระดับที่เก้าตนนี้เท่านั้น นอกจากมันแล้ว
มังกรชั่วร้ายที่เหลือในตำหนักปฐพีทมิฬ รวมถึง
ซากศพของตระกูลสูงศักดิ์ในประเทศมังกรแท้จริง
พวกมันทั้งหมดข้าสามารถปล่อยวางได้”
“ท่านจะไม่ตัดใจงั้นหรือ?” ดวงตาของฉินเลี่ย
มืดมน
ขณะส่ายหน้า เจียงจู่เจื๋อถอนหายใจพลางกล่าวว่า
“ดินแดนแห่งความโกลาหลกว้างใหญ่ แต่ข้าไม่
สามารถหาสิ่งใดที่จะทำให้ข้าก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
ได้เลย”
“ข้าสามารถช่วยท่านหาสิ่งที่เหมือนกับมังกรชั่วร้าย
ระดับที่เก้าในอาณาจักรอื่นได้!” ฉินเลี่ยกล่าวอย่าง
ฉุนเฉียว
เจียงจู่เจื๋อยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ข้ารู้ขีดจำกัดดี
ด้วยพละกำลังแท่นบูชาจิตวิญญาณสามชั้น ข้าจะไม่
สามารถเทียบคนระดับนั้นได้ ปู้ทัวจากเผ่าพันธุ์กูล
สวรรค์คือยอดฝีมือพลังระดับว่างเปล่าขั้นต้น ถ้าข้า
สามารถฆ่ามันและดื่มเลือดได้ ข้าอาจจะมีความหวัง
ที่จะก้าวหน้า น่าเสียดาย… ข้าเทียบมันไม่ได้เลย”
“มังกรชั่วร้ายอ่อนแอเช่นนี้คือโอกาสของข้า มันคือ
โอกาสเดียวของข้า เจ้าคิดว่าข้าจะตัดใจได้หรือ?”
ความโกรธของฉินเลี่ยใกล้จะปะทุราวภูเขาไฟ
“ฉินเลี่ย ข้าคาดหวังในตัวเจ้าไว้มาก ฉะนั้นข้าจะไม่
ฆ่าเจ้า หลังจบเรื่องนี้ ถ้าข้าไปถึงพลังระดับว่างเปล่า
ผ่านมังกรชั่วร้ายระดับที่เก้าตนนี้ ข้าจะยังฆ่าสาม
เผ่าพันธุ์กูล สามตระกูลและนิกายเฮยวูตามที่ตกลง
กันไว้” เจียงจู่เจื๋อสงบ “ข้าเพียงเคลื่อนไหวตาม
เหตุการณ์ ไม่ใช่ตามคน เพื่อไปถึงพลังระดับว่าง
เปล่า มังกรชั่วร้ายตนนี้ต้องเสียสละ”
ขณะพูด เขาเดินเข้าหาข่าเอ่อร์ฝูเท่อ
ในเวลาเดียวกัน กงล้อขนาดมหึมาที่เหมือนกับตะวัน
โลหิตส่องแสงพร้อมพลังโลหิตน่าขนลุกพลัน
ปรากฏเหนือศีรษะ
“กงล้อสูบโลหิต!” สีหน้าของฉินเลี่ยพลันเปลี่ยนไป
กงล้อโลหิตนี้ลอยเหนือศีรษะของเจียงจู่เจื๋อ เมื่อเจียง
จู่เจื๋อขยับ มันขยับและปลดปล่อยลำแสงโลหิต
ออกมา
ตอนนี้เอง ทั่วตำหนักปฐพีทมิฬส่องแสงสีแดงโลหิต
ไอที่สามารถทำให้โลหิตควบคุมไม่ได้และจิต
วิญญาณรู้สึกราวกับจมลงสู่ทะเลโลหิตปกคลุมทั่ว
ทุกตารางนิ้วของตำหนัก
“จิ้นเต้า พี่เหมียว อย่าปลดปล่อยแท่นบูชาจิต
วิญญาณ วิญญาณแห่งความว่างเปล่าและความ
โกลาหลของฉินเลี่ยคือหายนะของแท่นบูชาจิต
วิญญาณ”
“จับตาดูฉินเลี่ยและสหายสองคนให้อยู่เฉย ๆ อย่า
ฆ่าพวกเขา”
เจียงจู่เจื๋อกล่าวขณะเดิน
จิ้นเต้าพยักหน้าอย่างเคารพ จากนั้นยิ้มกว้าง
เหี้ยมโหด เขากล่าวกับฉินเลี่ยว่า “จ้าวเกาะฉิน ข้า
ต้องใช้ไม้แข็งกับท่านเสียหน่อย โปรดอภัยให้ด้วย”
ผูสือและกษัตริย์ปีศาจกระดูกสีขาว สองปีศาจ
ซากศพพลันคำราม เส้นขนของพวกเขาตั้งตรงราว
กับเข็ม
หลังจากคำราม โลหิตเหม็นฉุนยิ่งระเบิดออกจาก
สองปีศาจซากศพ
วงโลหิตกระเพื่อมออกมาราวกับน ้าโลหิตจากทะเล
โลหิต
ขณะพลังซากศพและพลังโลหิตผสานเข้าด้วยกัน ไอ
ของสองปีศาจซากศพกลับน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าก่อน
หน้า
ขณะเอ่อร์ปั๋วเท่อคำรามและเปลี่ยนร่าง ปีศาจซากศพ
ผูสือแหวกอากาศเข้ามา
สีหน้าของอ้ายตี๋เปลี่ยนไป จากนั้น เขาเห็นปีศาจ
ซากศพกษัตริย์ปีศาจกระดูกสีขาวสืบเท้าพร้อมถือ
ดาบกระดูกสีขาวขนาดมหึมา
ดาบกระดูกสีขาวยาวเกือบสามเมตรขณะลากกับ
พื้นดิน มันวาดร่องยาวตื้นในพื้นดินแข็งของตำหนัก
ปฐพีทมิฬ
เปลวเพลิงซีดสองสายเผาไหม้ในดวงตาของกษัตริย์
ปีศาจกระดูกสีขาวราวกับเปลวเพลิงแห่งความตาย
“จ้าวเกาะฉิน ถ้าท่านสามารถควบคุมพวกเขาไม่ให้
พวกเขาลงมือได้ เช่นนั้น… พวกข้าและปีศาจ
ซากศพจะไม่ใช้กำลัง” จิ้นเต้ามองฉินเลี่ยอย่างจริงจัง
“พูดตามตรง ต่อให้ท่านสู้ ท่านก็ไม่อาจเปลี่ยน
สถานการณ์ในตำหนักปฐพีทมิฬ ยืนดูอยู่เฉย ๆ ไม่
ดีกว่าหรือ?”
“เจียงจู่เจื๋อ ถ้าท่านกล้าลงมือกับมังกรชั่วร้ายระดับที่
เก้า ข้าจะให้ยอดฝีมือพลังระดับว่างเปล่าทำลายจิต
วิญญาณของท่านหลังจบเรื่องนี้!” ฉินเลี่ยตะโกน
เจียงจู่เจื๋อผู้กำลังดินเข้าหาข่าเอ่อร์ฝูเท่อหยุดเมื่อได้
ยินเช่นนี้ขณะมองกลับมา เขายิ้มพลางกล่าวว่า “ฉิน
เลี่ย เจ้าใสซื่อเกินไป ถ้าเจ้าพายอดฝีมือพลังระดับ
ว่างเปล่าจากเผ่าพันธุ์เงาทมิฬมาในคราวนี้ด้วย
เช่นนั้นข้าจะเพียงเอาซากศพโบราณของตระกูลสูง
ศักดิ์จากประเทศมังกรแท้จริงกลับไปเท่านั้น”
“ฮ่าฮ่า แต่ขู่ข้าด้วยพลังระดับว่างเปล่าในตอนนี้เนี่ย
ช่างไร้ประโยชน์จริง ๆ เพราะเมื่อข้าดื่มเลือดของ
มังกรชั่วร้ายระดับที่เก้านี้เข้าไป ข้าจะมีโอกาสสูง
มากที่จะเข้าสู่พลังระดับว่างเปล่า”
“ทันทีที่ข้า เจียงจู่เจื๋อ เข้าสู่พลังระดับว่างเปล่า ผู้ใด
กันที่ข้าต้องหวาดกลัวในดินแดนแห่งความโกลาหล
นี้?”
เขาหัวเราะ
“หลบไป!”
เอ่อร์ป๋วเท่อเปลี่ยนกลับเป็นร่างมังกรชั่วร้าย เมื่อ
ปีศาจซากศพผูสือเข้ามา มันโบกกรงเล็บขณะพ่น
เปลวเพลิงสีเขียวออก
เปลวเพลิงมังกรเต็มไปด้วยพิษกัดกร่อนน่าหวาดกลัว
กรงเล็บมังกรราวกับตะขอขนาดมหึมาส่องแสงเย็น
เยือกขณะกวาดเข้าหาร่างขนาดเล็กของเจียงจู่เจื๋อ
“ข่ายโลหิตสวรรค์” เจียงจู่เจื๋อชี้เหนือศีรษะ
กงล้อสูบโลหิต สุดยอดสมบัติของสำนักอสูรโลหิต
พลันขยายจากขนาดเดิมสิบเท่าแล้วหมุนพร้อมกับยิง
ลำแสงโลหิตนับพันสายออกมา
ลำแสงโลหิตก่อตัวเป็นข่ายโลหิตขนาดมหึมากลาง
อากาศ พวกมันสั่นไหวราวกับกำลังดักจับปลา
จากนั้นเข้าหาเอ่อร์ปั๋วเท่อ
ร่างกายขนาดมหึมาของเอ่อร์ปั๋วเท่อเหมือนกับปลา
ในข่ายที่ใหญ่ยิ่งกว่า มันดิ้นรนอย่างเกรี้ยวกราดแต่
ไม่สามารถฝ่าออกไปได้
เจียงจู่เจื๋อหลบเปลวเพลิงสีเขียวได้อย่างง่ายดาย
“ท่านจะสู้หรือไม่?” อ้ายตี๋มองฉินเลี่ย
เอ่อร์ปั๋วเท่อติดกับจนไม่สามารถเป็นอิสระได้ ปีศาจ
ซากศพผูสือผู้กำลังมุ่งหน้าเข้าหาเอ่อร์ปั๋วเท่อพลัน
หันมาทางจิ้นเต้าแล้วตรงเข้าหาเขาแทน
นอกเหนือจากสองปีศาจซากศพแล้ว ยังมีจิ้นเต้าและ
เหมียวเฟิงเทียนผู้ได้รับมรดกของบรรพบุรุษซากศพ
ด้วย
ด้วยประสบการณ์และปัญญาของอ้ายตี๋ สถานการณ์
เช่นนี้ไม่มีหวังที่จะชนะ เขารู้สึกว่าฉินเลี่ยต้องอดทน
กับเรื่องนี้ก่อน จากนั้นค่อยตัดสินกับเจียงจู่เจื๋อ
ภายหลัง
ถึงอย่างนั้นฉินเลี่ยหยิบดาบจิตวิญญาณอสนีบาต
ออกมาโดยไม่พูดจาแล้วอัญเชิญวิญญาณแห่งความ
ว่างเปล่ากับความโกลาหลหกตนออกมาด้วย
เขาใช้การกระทำตอบอ้ายตี๋