กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1119.1 ทยอยถามกระบี่ต่อป๋ ายอวี้จิง
ห้องไม้ไผ่และระเบียงมีเพียงผนังกั้นขวาง แต่กลับเหมือนมีโลก อีกใบซ่อนอยู่
ในห้องเหมือนดินแดนไท่ซวีที่กว้างใหญ่ไร ้ที่สิ้นสุด เฉินผิงอัน หลับตาทาสมาธิ นั่งขัดสมาธิ เบื้องหน้ามีชุดคลุมอาคมสีแดงสดที่ เสียหายอย่างหนักแลกระบี่ที่หักเป็ นสองท่อนลอยอยู่
นี่ก็คือราคาที่เฉินผิงอันจาเป็ นต้องจ่ายจากศึกตัดสินเป็ นตายกับ หม่าขู่เสวียน
บนชุดคลุมอาคมที่เกิดจาก “คราบเซียน” ตอนที่เฉินผิงอันเลื่อน เป็ นเซียนเหริน “อักขระ” จานวนมากมีสีสันแตกต่างกัน อีกทั้งยังเข้ม จางไม่เท่ากันทาท่าเคลื่อนขยับคล้ายอยากจะพุ่งออกมาจากกรงขัง
ชื่อจริงของปีศาจใหญ่ที่ในอดีตคนเย็บผ้าเหนี่ยนซินใช ้เวทลับ เย็บลงบนร่างของเฉินผิงอันตอนอยู่ในคุกพวกนี้ถูกถักทอเข้าด้วยกัน ประหนึ่งจอกแหนล่องลอยเป็ นผืนใหญ่ที่ส่ายไหวไปตามกระแสน้า เบาๆ
และรากฐานของจอกแหนล่องลอยพวกนี้ก็คือเฉินผิงอันที่ผสาน มรรคากับก าแพงเมืองปราณกระบี่ครึ่งหนึ่ง
ยิ่งสีสันตรงตัวอักษรของชื่อเผ่าปี ศาจเข้มเท่าไร ริ้วคลื่นที่ กระเพื่อมออกจากชุดคลุมอาคมก็ยิ่งมากเท่านั้น ไม่ใช่บินทะยานก็ ต้องเป็ นเซียนเหริน
ส่วนชื่อจริงของเผ่าปีศาจขอบเขตหยกดิบกลับต้องนอนหมอบ ลงไปแต่โดยดี ต่อให้ “พืชน้า” ตัวอักษรที่ถูกฝังเลื่อมลงไปในชุดคลุม อาคมพวกนั้นจะดิ้นรนอย่างไรก็ยังคงกระดุกกระดิกไม่ได้อยู่ดี
เฉินผิงอันเป็ นขอบเขตเซียนเหรินแล้ว เว้นเสียจากว่าพวกมัน ได้รับโชควาสนาใหญ่ ก็จะไม่มีทางฝ่ าตราผนึกที่มองไม่เห็นซึ่งเป็ น หนึ่งในการจาแลงบนมหามรรคาชั้นนี้ไปได้
การพันธนาการที่เป็ นมายาล่องลอยประเภทนี้จะใช ้วิธีการที่ คล้ายคลึงกับการทิ้งร่องรอยให้ดารงอยู่ตลอดเวลา
ไม่ได้บอกว่าพอมีพันธนาการประเภทนี้ มี “ด่านประตูสวรรค์ ชั้น นี้อยู่แล้ว เฉินผิงอันจะสามารถตัดสินได้เลยว่าบนเส้นทางการฝึกตน ปีศาจใหญ่จะฝ่ าทะลุขอบเขตหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดเฉินผิงอันก็ สามารถอาศัยระดับกาลังของชื่อจริงพวกนี้มาอนุมานขอบเขตสูงต่า ตบะตื้นลึกในปัจจุบันหรือแม้กระทั่งคุณสมบัติดีเลวของผู้ฝึกตนเผ่า ปีศาจ
นี่ก็น่าจะถือเป็ นค่าตอบแทนความยากลาบากที่เฉินผิงอัน “ผสานมรรคา” กับก าแพงเมืองปราณกระบี่ครึ่งหนึ่ง
เฉินผิงอันชุดขาวที่ดวงตาทั้งคู่เป็ นสีทองบริสุทธิ์ บนศีรษะสวม กวานเต๋า พลิ้วกายมาจากจุดที่ห่างไปไกลมาก รูปลักษณ์ของกวาน เต๋านั้นน่าจะเป็ นเพราะเคยเห็นกวานสีทองของซวีจวินหวังเจี่ย “บิน ทะยานใหม่” ของฝูเหยาทวีปมาก่อน กวานบนศีรษะของเขาชิ้นนี้จึง เปลี่ยนจากกวานดอกบัวมาเป็ นรูปลักษณ์ที่ล้าเส้นกว่าเดิม ยังตั้งชื่อ ให้ด้วยว่า “ภูเขาอวี้จิง
เฉินผิงอันให้อิสระในขอบเขตที่แน่นอนแก่อีกฝ่าย หลักๆ แล้วคือ ให้รับผิดชอบปกป้ องมรรคาและพิศมรรคาให้กับนักพรตติง
ร่างจริงของเฉินผิงอันไม่ได้ลืมตา ขมวดคิ้วน้อยๆ “เพิ่งจะอยู่ใน ขั้นตอนของการฟันเปิดปฐมกาลแห่งจักรวาล เพิ่งบุกเบิกฟ้ าดินใน ช่วงแรก เจ้ายังอยู่ไกลเกินกว่าจะสามารถแอบอู้ได้มากนัก”
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋านั่งยองอยู่ข้างกระบี่เย่โหยวที่หักเล่ม นั้น “คาโบราณที่บอกว่าทุกเรื่องล้วนยากตอนเริ่มต้นกลับไม่เหมาะจะ เอามาใช ้ในเรื่องนี้ วางใจเถอะ หากว่ากันด้วยเรื่องการวางตัว ข้าไม่มี คุณสมบัติจะพูดอะไร แต่หากจะพูดถึงการท าอะไร ข้าต้องพึ่งพาได้ มากกว่าเจ้าแน่นอน”
เฉินผิงอันไม่ได้พูดอะไร
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋ายิ้มเอ่ย “ระหว่างขอบเขตเก้ากับ ขอบเขตสิบของผู้ฝึ กยุทธเต็มตัว จ าเป็ นต้องพุ่งชนประตูภูเขา หลักการเดียวกัน เซียนเหรินหยกดิบของเปลี่ยวร ้างในทุกวันนี้ ผู้ที่
แบกรับชื่อจริง ในอนาคตพวกมันพิสูจน์มรรคาบินทะยานก็ จ าเป็ นต้องบอกกล่าวกับเจ้าก่อน”
เฉินผิงอันกล่าว “ตอนอยู่ในคุก ข้าเคยถามเหนี่ยนซินว่าเมื่อไหร่ ถึงจะสามารถแสดงผลลัพธ ์และบทบาทที่แท้จริงออกมาได้ คาตอบ ของเหนี่ยนซินก็คือขอบเขตบินทะยาน”
ตอนนั้นเฉินผิงอันรู ้สึกว่าตัวเองอยู่ห่างจากขอบเขตบินทะยาน ไกลเหลือเกิน
เลื่อนเป็ นขอบเขตบินทะยานก็จะสามารถขัดขาพวกมันได้
ในสถานการณ์เช่นนี้ค่อนข้างคล้ายคลึงกับคนบางคนที่แอบ เลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่แล้วมาขัดจังหวะการหลอมกระบี่สามครั้งของ เฉินผิงอัน แม้กระทั่งป๋ ายจิ่งที่ช่วยปกป้ องมรรคาให้ก็ยังท าได้แค่มองดู อยู่เฉยๆ เท่านั้น
วิธีการที่ชั่วร ้ายนั้นไม่อาจสังหารเฉินผิงอันที่มีเรือนกาย แข็งแกร่ง จิตวิญญาณมั่นคงได้ แต่กลับสามารถทาให้เฉินผิงอันที่ กว่าจะปิ ดด่านแต่ละครั้งได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่กลับต้องมาเจอกับ อุปสรรคในทุกครั้งรู ้สึกสะอิดสะเอียนได้
ประเด็นส าคัญคือเฉินผิงอันยังไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ ายจะมีการลงมือ ครั้งที่สี่อีกหรือไม่ นี่ก็คือความน่าชิงชังของการที่ต้องป้ องกันโจรพัน วันแล้ว
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋เอ่ยอย่างมีโทสะ “ทาไมแม้กระทั่งความ ทรงจายิบย่อยที่ไม่สาคัญพวกนี้ เจ้าก็ยังลบทิ้งไปด้วย?”
สองมือของเฉินผิงอันวางทับซ ้อนกันไว้ที่หน้าท้อง ลมหายใจ ทอดยาว ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ในไท่ซวีที่ว่างเปล่ากว้างใหญ่ก็จะ มีธารดวงดาวพร่างพราวเพิ่มขึ้นมาหนึ่งเส้น ขณะเดียวกันก็มี ดวงดาวแถบใหญ่ที่กว้างเหมือนมหาสมุทรหายวับสาบสูญไป เป็ นวง โคจรเช่นนี้ซ้าไปซ้ามา เกิดดับไม่หยุดพัก
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋นั่งบนกระบี่ยาวที่ถูกเขาเอามาประกบ กันไว้ชั่วคราว “วันใดเลื่อนเป็ นขอบเขตบินทะยานแล้ว อย่างมากสุด ก็แค่น่าสนใจเล็กน้อย ไม่ได้มีความหมายยิ่งใหญ่อะไร ก็แค่การลอบ ขัดขา ร่ายใช ้วิธีการอยู่ไกลๆ สร ้างความปั่นป่วนวุ่นวายทางจิตใจถ่วง รั้งการฝึกตนของผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจบางคน ยังต้องกังวลว่าหากไม่ทัน ระวังจะกลับกลายเป็ น “เรื่องดี” ที่ช่วยพวกมันขัดเกลาจิตแห่งมรรคา แบบนั้นจะไม่เสียท่าแย่หรอกหรือ”
“ดังนั้นถึงได้บอกอย่างไรล่ะว่ามีแค่รอให้เจ้ากลายเป็ นขอบเขต สิบสี่เท่านั้นถึงจะเปลี่ยนมาเป็ นทั้งน่าสนใจทั้งมีความหมาย”
“คากล่าวนี้ก็อาจไม่แน่เสมอไปว่าจะแม่นยา พวกเราจะสามารถ กลายเป็ นขอบเขตบินทะยานได้หรือไม่ก็ต้องดูผลลัพธ์จากการพิศ มรรคาในครั้งนี้ก่อน ต้องให้นักพรตติ้งช่วยพวกเราพิสูจน์ว่าวิชาบิน ทะยานบทนี้จะใช ้ได้หรือไม่ได้ เรื่องของการผสานมรรคาก็ไม่รู ้ว่าจะ ทาได้เดือนปีไหน สวรรค์เท่านั้นที่รู ้ว่าหลายใต้หล้าในเวลานั้นจะมี
สถานการณ์อย่างไร ร ้อยปี ให้หลัง ถึงอย่างไรแม้กระทั่งผู้ฝึ กตน ขอบเขตสิบสี่ก็ไม่ค่อยมีค่าแล้ว หลายๆ ใต้หล้าอาจถูกท าลายจนพัง ภินท์ไปหมด หรือก็อาจจะเป็ นยุคสันติสุขไร ้เรื่องราว? ไม่ใช่ว่าพวก เราผสานมรรคาอย่างยากลาบาก ผัดดอกผักกาดเหลืองที่อยู่บนโต๊ะ ก็เย็นชืดชาไปแล้วหรอกนะ”
เฉินผิงอันแสร ้งท าเป็ นไม่ได้ยิน
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋าสะบัดชายแขนเสื้อ ยกแขนขึ้นประกบ สองนิ้ว ชี้ไกลๆ ไปยังชื่อจริงเผ่าปีศาจตนหนึ่งที่อยู่บนชุดคลุมอาคม ขาดวิ่น
ชื่อจริงของเผ่าปีศาจขอบเขตเซียนเหรินตนนั้นถูกกดลงเบาๆ เหมือนคนที่หมอบกราบอยู่บนพื้นลุกไม่ขึ้น ชุดคลุมอาคมสีแดงสด เว้ายุบลงไป
ทางฝั่งของใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง เซียนจวินปี ศาจใหญ่ตนหนึ่งที่ ก าลังชนจอกสุราในงานเลี้ยงกับแขกผู้มีเกียรติอยู่ในพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมบ้านตัวเองอย่างเบิกบานพลันหายใจไม่คล่องคอ จิตแห่ง มรรคาสั่นสะเทือน
มันรีบออกคาสั่งให้เปิดค่ายกลใหญ่พิทักษ์ภูเขาทันใด เรียกวัตถุ แห่งชะตาชีวิตระดับอาวุธกิ่งเซียนสองชิ้นออกมาอย่างไม่ลังเล ร่าย วิชาอภินิหาร ใช ้กายธรรมตรวจตราไปทั่วอาณาเขตการปกครอง อย่างละเอียด
งานเลี้ยงสุราดีๆ ที่มีสหายนั่งกันเต็มห้องโถงถูกก่อกวนจน อลหม่านวุ่นวาย เซียนจวินท่านนั้นเริ่มตรวจสอบด้วยตัวเองว่ามี สายลับแฝงตัวเข้ามาในงานเลี้ยงของตัวเองหรือไม่
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋ายิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ขอแค่เลื่อนเป็ น ขอบเขตสิบสี่ ต่อให้มีใต้หล้าแห่งหนึ่งกั้นขวาง ต่ากว่าบินทะยานลง มาก็ยังฆ่าได้ด้วยการชี้นิ้วอยู่ดี”
“แล้วนับประสาอะไรกับที่มีข้าคอยช่วยเหลือ วันหน้าหาร่องรอย ของขอบเขตบินทะยานก็ง่ายดายมากแล้ว เจ้าไม่ใช่ว่าเลื่อมใสใน มาดของ ‘กระบี่ส่วนตัว” ในอดีตของกาแพงเมืองปราณกระบี่มาก หรอกหรือ แน่นอนว่าพวกเราก็สามารถแอบไปที่เปลี่ยวร ้างเอาอย่าง พวกเขา ไล่สังหารห้าขอบเขตบนไปตามทาง ต่ากว่าขอบเขตสิบสี่ลง ไป แม้กระทั่งบินทะยานเป็ นหนึ่งในนั้น บุกทะลวงสังหารไปตลอดทาง ฆ่าๆๆ ให้ศพกองกันเป็ นพะเนิน”
เฉินผิงอันยังคงหลับตา เอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “ก็แค่กินแตงโมไป ลูกหนึ่ง กลับทาให้เจ้ากินจนตัวพองได้ขนาดนี้เลยหรือ?”
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋สะอึกอึ้งไปทันใด เงียบงันไปนาน เอา สองมือสอดรองไว้ใต้ท้ายทอย โคลงกวานเต๋าที่อยู่บนศีรษะ เอ่ยเย้ย หยันตัวเองว่า “อ ามหิตกับตัวเองมากเลยนะ”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ตรงกันข้ามแล้วกระมัง ข้าคนนี้ แต่ไหนแต่ ไรมาก็ใจกว้างกับตัวเอง แต่เข้มงวดกับคนอื่นมาเสมอ”
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋าอยากจะกลับแล้ว ตาราเด็กหนุ่มที่ ตั้งใจเซียนขึ้นเพื่อนักพรตติง คานาและบทเริ่มต้นถือว่าไม่เลวแล้ว
คิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะลืมตาขึ้นมา “อยู่ว่างๆ ก็เสียเวลาเปล่า ช่วยข้าทาเรื่องจริงจังสักสองเรื่องสิ”
จิตใจเชื่อมโยงถึงกัน ผู้สวมกวานเต๋ชุดขาวย่อมมิอาจหลบเลี่ยง ได้ จึงได้แต่กระโดดลงมาจากกระบี่หัก โบกชายแขนเสื้อหนึ่งที
ในดินแดนไท่ซวีมีกายธรรมใหญ่โตโอฬารร่างหนึ่งปรากฏขึ้น ยิ่งขับให้ร่างของเฉินผิงอันสองคนเล็กจ้อยเหมือนเมล็ดงา
เส้นผม เล็บมือ ผิวพรรณ เลือดเนื้อ เส้นเอ็นของกายธรรมร่าง นั้นล้วนถูกลบเลือนทิ้งไป หลงเหลือแค่โครงกระดูกขาวกับเส้นชีพจร อีกนับไม่ถ้วน รวมไปถึง “ช่องโพรงลมปราณ” ที่เชื่อมโยงถึงกัน
ภาพปรากฏการณ์ดวงดาวที่เป็ น ‘ภาพแขวน” ประเภทนี้ เฉินผิง อันเคยร่ายใช ้สองครั้งครั้งหนึ่งคือช่วยชี้แนะวิชาหมัดให้กับจ้าวซู่เซี่ย ลูกศิษย์ปิดส านัก สอนเขาว่าควรจะใช ้ลมปราณที่แท้จริงเฮือกหนึ่ง เคลื่อนที่ไปดั่งมังกรเพลิงเดินลงน้าอย่างไร ใช ้วิธีการที่ตรงไปตรงมา มากยิ่งกว่า ในเมื่อเรียกว่าวิถีวรยุทธ ถ้าอย่างนั้นเส้นทางนั้นอยู่ที่ ไหน? อธิบายให้จ้าวซู่เซี่ยเข้าใจว่าอะไรคือที่มาที่ไปอย่างแท้จริง
อีกครั้งหนึ่งก็คือในอารามต้ามู่ของพื้นที่มงคลรากบัว ช่วย ถ่ายทอดมรรคาให้กับผู้ฝึ กลมปราณในท้องถิ่นและพวกผู้ฝึ กยุทธ ทั้งหลาย เท่ากับว่าช่วยคลี่กางม้วนภาพแห่งขุนเขาสายน้าที่ยิ่งใหญ่
งดงามเกินจะเปรียบให้พวกเขาทั้งสองฝ่ าย ไม่ต้องอยู่ใต้บ่อที่ยื่นมือ ไปมองไม่เห็นนิ้วทั้งห้า ไม่ว่าจะเป็ นการฝึ กวรยุทธหรือการหลอม ลมปราณ ก็สามารถลดการเดินอ้อมเส้นทางได้น้อยลง ในสายตา ของผู้หลอมลมปราณในพื้นที่มงคลเวลานั้น เกี่ยวกับจ านวนช่อง โพรงลมปราณในร่างกายมนุษย์ต่างก็มีการคาดเดาและการสืบเสาะ กันมาก่อนซุนหว่านเหยียนที่มีคุณสมบัติการฝึกตนไม่เลวก็ยังกล้า คิดตัวเลขออกมาแค่สามสี่ร ้อยช่องโพรงเท่านั้น แต่ภาพแขวนที่เจ้า ขุนเขาเฉินร่ายออกมาตอนนั้น ช่องโพรงลมปราณในร่างกายมนุษย์ ดั่งดวงดาวกระจัดกระจาย ภาพบรรยากาศยิ่งใหญ่เคร่งขรึม ถึงกับมี มากถึงพันกว่าจุด!
เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋าเงยหน้ามองกายธรรมที่ในร่างมีจุดแสง สีทองเป็ นจุดๆ “ฟ้ าดินเล็กร่างกายมนุษย์ ช่องโพรงลมปราณทุกช่อง เป็ นทั้งท่าเรือแล้วก็เป็ นทั้งพื้นที่ประกอบพิธีกรรม”
เขายกชายแขนเสื้อขึ้น จิ้มๆ ชี้ๆ ไป “เจ้าเองก็ไม่ได้อยู่ว่าง เหมือนกันนี่นา เงินเหรียญทองแดงแก่นทองยังเอามาใช ้แบบนี้ได้ด้วย หรือ? เงินเหรียญทองแดงแก่นทองทุกเหรียญล้วนเป็ นดั่งเรือยันต์ล่อง ทะเลที่ทิ้งสมอจอดลอยอยู่หรือ?”
ที่แท้จานวนช่องโพรงลมปราณในภาพนี้ก็มีจานวนมากกว่า ภาพแขวนสองภาพที่นามาเปิ ดเผยก่อนหน้านั้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยที่สุดก็มีมากกว่าเดิมถึงสี่ร ้อยกว่าจุด
และจานวนที่เฉินผิงอันต้องการในการเลื่อนระดับขั้นของกระบี่ บินจันทร ์กลางบ่อ จากการอนุมานของเจิ้งจวีจงก็บังเอิญที่เป็ น จานวนเงินเหรียญทองแดงแก่นทองหนึ่งพันห้าร ้อยเหรียญไม่มากไม่ น้อยไปกว่านี้
บินทะยานเก่าของฝูเหยาทวีป หยางเชียนกู่บอกว่าเขาคือผีตน หนึ่ง แต่ก็กลัวเจิ้งจวีจงเหมือนกัน ก็จริงนะ ความเคารพย าเกรง ประเภทนี้ ไม่ได้เกินความจาเป็ นเลยสักนิด
“หวังจูที่เป็ นเพื่อนบ้านจงใจฟันหุ่นไม้ให้กลายเป็ นของเสียแล้ว ทิ้งไว้ให้เจ้า นี่คือครั้งแรกที่เจ้าได้สัมผัสกับจุดลมปราณในร่างกาย มนุษย์ ปีนั้นซ่งจี๋ซินเป็ นคนโยนกุญแจ แต่หุ่นไม้กลับเป็ นจื้อกุยที่ทิ้ง เอาไว้ เจ้ามีเพื่อนบ้านที่ดีที่ประหลาดสองคนเลยนะ”
“บนเส้นทางของการเดินทางได้จงใจซื้อตาราแพทย์หลากหลาย ประเภทจากตลาดล่างภูเขามาไว้ เอามาใช้ร่วมกับต าราลับลัทธิเต๋า บนภูเขาที่รวบรวมมาจากฝ่ ายต่างๆ ค่อยๆ สะสมจ านวนช่องโพรง ลมปราณที่ตัวเองรู ้จักให้มากถึงเจ็ดร ้อยแห่ง”
“อาศัยการเปิดอ่านเอกสารลับในคฤหาสน์หลบร ้อน อ่านตาราที่ เก็บสะสมไว้ในสวนกงเต๋อศาลบุ๋น มีการบันทึกถึงพื้นที่ลับที่ถูกผู้ หลอมลมปราณอาวุโสทั้งหลายพิสูจน์แล้วว่าเป็ น “ซี่โครงไก่” อย่าง ละเอียด หรือไม่ก็ได้รับผลประโยชน์ใหญ่มาจากตาราลับที่พรรค ตระกูลเซียนหลายแห่งมองเป็ นวิชาลับไม่แพร่งพราย เป็ นวิชาที่หาย
สาบสูญไปแล้ว อันที่จริงเมื่อถึงขั้นนี้ เจ้าก็ได้พิกัดที่แม่นยาของช่อง โพรงลมปราณมาเกือบหนึ่งพันหกสิบจุดแล้ว ถูกหรือไม่?”
“ลู่เฉินให้ยืมมรรคกถาชั่วคราว เจ้าจึงเอามาบุกเบิกฟ้ าดินของ ตัวเอง แบ่งออกเป็ นหลักฐานพิสูจน์และการปฏิเสธ ซี่โครงไก่” พวก นั้น แล้วยังได้ผลประโยชนในด้านจ านวนมาเพิ่มเติม บวกกับที่ออก เดินทางไปนอกฟ้ ากับนาง”
“ก็คือผลลัพธ ์ที่มากพอจะให้โอ้อวดตัวเองแล้วล่ะ คาดว่าหากอวี่ เสวียนรู้เข้าคงตกอกตกใจ เรียกสหายเฉินเพิ่มขึ้นอีก”
“บอกแล้วว่าจะปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ ไม่ยินดีจะบอก ตาแหน่งที่ตั้งของช่องโพรงลมปราณทั้งหมดให้กับพวกซุนหว่านเห ยียนก็ยังพอท าเนา เพราะถึงอย่างไรก็เป็ นคนนอก พวกเขารู้มาก เกินไปกลับกลายเป็ นว่าจะไม่ดี วันหน้ารอให้พวกเขาเดินออกมาจาก พื้นที่มงคล ไปท่องเที่ยวข้างนอกก็คือตัวแปรที่ไม่เล็กอย่างหนึ่ง เพียงแต่ทาไมแม้กระทั่งจ้าวซู่เซี่ยลูกศิษย์ปิดส านักของตัวเองก็ยัง หลอกด้วยล่ะ?”
กล่าวมาถึงตรงนี้ เฉินผิงอันที่สวมกวานเต๋าก็ถอนหายใจ “ไย ต้องหลอกตัวเอง จงใจหลงลืม ประโยคที่ว่า “ข้ารับมือกับข้าอยู่นาน” ก็จะสามารถแบ่งข้าออกมาเป็ นสองคนได้จริงหรือ? ก็โทษไม่ได้ที่คน ที่มองเหตุการณ์อยู่ด้านข้างอย่างเฉินชิงหลิวจะบอกว่าเจ้าคือคนน่า สงสาร”
เฉินผิงอันกล่าว “พูดมากขนาดนี้เชียว”
ผู้ที่สวมกวานเต๋ายิ้มเอ่ย “เดิมทีเจ้าก็เป็ นคนพูดมากอยู่แล้ว เคย เป็ นหนึ่งภูเขาพึมพาเพียงแค่กลุ่มภูเขาไม่ตอบรับก็เท่านั้น น้าเสียงยิ่ง นานก็ยิ่งแผ่วต่า เสียงในใจยิ่งแก่ก็ยิ่งเบาเชื่อข้าเถอะ หากตอนที่อายุ น้อยมีคนอยู่เคียงข้าง ก้าวเดินยามค่าคืนอยู่กับเจ้าตลอดเวลาเจ้าก็ จะกลายเป็ นคนพูดมากที่ทาให้คนอื่นราคาญได้อย่างแน่นอน”
เฉินผิงอันเพียงยิ้มรับ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเงยหน้ามองกายธรรม ล่องลอยที่ใหญ่โตราวมหาบรรพต เงินเหรียญทองแดงแก่นทองหนึ่ง พันห้าร ้อยเหรียญส่องประกายแสงพร่างพราวเหมือนดวงดาว กระจายกันพิทักษ์ช่องโพรงลมปราณในร่างกาย
ในบรรดานั้นมีช่องโพรงลมปราณแห่งชะตาชีวิตห้าแห่งที่วาง วัตถุซึ่งผ่านการหลอมใหญ่มาแล้ว ภาพบรรยากาศแจ่มชัดกระจ่าง ตา
นอกจากนี้แล้วก็มีภาพบรรยากาศยิ่งใหญ่อีกหลากหลาย
แต่เรื่องจริงจังอีกเรื่องหนึ่งกลับค่อนข้างจะน่าสนใจ
เฉินผิงอันให้ผู้ที่สวมกวานเต๋าสร ้าง “เฉินผิงอัน” สองคนหนึ่งจริง หนึ่งเท็จขึ้นมาในฟ้ าดินภาพสะท้อนจิตใจ
ตัวจริงก็คือเฉินผิงอันในเวลานี้ ตัวปลอมก็คือเฉินผิงอันที่ถูกตัด ทอนวิธีการใช ้ยันต์ทิ้งไป
สองฝ่ ายประจันหน้ากัน เข่นฆ่ากันรอบหนึ่ง ไม่มีอะไรให้ต้องลุ้น ฝ่ายแรกเป็ นฝ่ายชนะเอาชนะผลงานจริงในระดับรองมาได้
เฉินผิงอันส่ายหน้า ยังคงไม่พอใจ คิดว่าจะให้ศักยภาพของทั้ง สองฝ่ ายต่างกันมากกว่านี้ “ตัดของนอกกายอย่างพวกสมบัติอาคม ทิ้งไปให้หมด กาจัดวิชาอภินิหารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทิ้งไปพร ้อมกัน ด้วย”
ฝ่ ายแรกใช ้ท่วงท่าของการบดขยี้สังหารฝ่ ายหลังได้อย่าง ง่ายดาย เอาชนะเฉินผิงอันที่เป็ นของเลียนแบบเหล่านั้นมาได้
เฉินผิงอันกล่าวต่อ “ลดทอนสถานะผู้ฝึ กยุทธของฝ่ ายหลังทิ้ง ด้วย”
ผู้สวมกวานเต๋าส่ายหน้า เอ่ยอย่างอ่อนใจ “ไม่มีความหมาย”
เฉินผิงอันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ลบทิ้งกันอย่าง ละครึ่ง รักษาสถานะของผู้ฝึ กกระบี่กับผู้ฝึ กยุทธเอาไว้ ใช ้ความ บริสุทธิ์ปะทะกับความบริสุทธิ์”
ผู้สวมกวานเต๋ายิ้มเอ่ย “แบบนี้สิถึงจะถูก”
เฉินผิงอันจ้องมองการต่อสู้พลางหยิบสมบัติชิ้นหนึ่งออกมาจาก ชายแขนเสื้อ คือดาบอาคมสีเขียวเข้มที่ได้มาจากมือของเซียนเหริน หันอวี้ซู่ ของชิ้นนี้มีประวัติความเป็ นมา เป็ นบรรพบุรุษบุกเบิกภูเขา ของสานักว่านเหยาที่ไปได้มาจากถ้าสวรรค์ชิงเสีย