novel-lucky | นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย PDF
  • หน้าหลัก
  • ดูอนิเมะ anime
  • อ่านมังงะ
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • จันทร์
  • อังคาร
  • พุธ
  • พฤหัสบดี
  • ศุกร์
  • เสาร์
  • อาทิตย์
  • ทุกวัน
  • จบแล้ว
  • นิยาย PDF
  • จันทร์
  • อังคาร
  • พุธ
  • พฤหัสบดี
  • ศุกร์
  • เสาร์
  • อาทิตย์
  • ทุกวัน
  • จบแล้ว
  • นิยาย PDF
Sign in Sign up
Prev
Next
Empire777 bigbet สล็อตเว็บตรง สล็อตเว็บตรง สล็อตเว็บตรง สล็อตเว็บตรง สล็อตเว็บตรง สล็อตเว็บตรง แทงบาคาร่า สล็อตเว็บไหนแตกดี แทงหวย24

กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1119.2 ทยอยถามกระบี่ต่อป๋ ายอวี้จิง

  1. Home
  2. กระบี่จงมา! Sword of Coming
  3. บทที่ 1119.2 ทยอยถามกระบี่ต่อป๋ ายอวี้จิง
Prev
Next

ผู้สวมกวานเต๋าเหลือบตามองดาบอาคมที่หันอวี้ซู่ไม่อาจหลอม ใหญ่ให้กับมันได้สัมผัสได้ถึงความคิดบางอย่างของร่างจริงก็ถาม อย่างประหลาดใจว่า “คงไม่ถึงขั้นนั้นกระมัง?”

เฉินผิงอันกล่าว “ถึงขั้นนั้นแหละ ต้องลองดูก่อน ถึงจะรู ้ว่าจะ ส าเร็จหรือไม่?”

ผู้สวมกวานเต๋าเอ่ยเตือน “หากเลือกว่าจะเดินทางเส้นนี้เพื่อเอา มาใช้เป็ นวิธีช่วยเสริมในการผสานมรรคาที่เป็ นกุญแจสาคัญ ไม่ เพียงแต่ต้องเปลืองเวลา เปลืองแรง เปลืองเงิน เปลืองความคิดจิตใจ ไม่มีทางให้หันหลังกลับ หากท าไม่ส าเร็จ ความเสียหายก็จะรุนแรง มาก”

ใบหน้าของเฉินผิงอันมีรอยยิ้มประดับ คิ้วตาเบิกบาน “บน เส้นทางเส้นนี้ ค่อยๆ ขยับไปทีละลาดับขั้นตอน แก้ไขให้ถูกต้องอย่าง ต่อเนื่อง หากทาสาเร็จล่ะ? หากไม่ส าเร็จจริงๆ ก็คิดเสียว่าจุดประทัด พวงใหญ่ในวันปีใหม่เท่านั้นเอง!”

ผู้สวมกวานเต๋ายื่นมือมานวดคลึงข้างแก้ม “แบบนี้ออกจะ ฟุ่มเฟือยเกินไปหน่อย”

สักวันหนึ่งเมื่อโอกาสในการผสานมรรคามาถึง ในฟ้ าดินเล็ก เรือนกายมนุษย์

 

บุคคลที่อยู่ในฟ้ าดินจะส่งเสียงร ้องพร ้อมเพรียงกัน โลกมนุษย์จะ ระเบิดเสียงอสนีฤดูใบไม้ผลิ

ผู้สวมกวานเต๋าก็ยิ้มเช่นกัน “แต่แค่ลองคิดดูก็รู ้สึกสะใจมากแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องสนใจกับมารดามันหรอกว่าจะส าเร็จหรือไม่ ข้าผู้ อาวุโสไม่สนแล้ว!”

สีหน้าเฉินผิงอันกลับคืนมาเป็ นปกติ เอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า “ผู้ที่ อยู่บนมรรคาควรมีจิตใจเช่นนี้”

ปีนั้นอยู่ในคุก เคยทาการค้าที่ราคารวมคือเงินฝนธัญพืชหนึ่ง เหรียญกับเด็กชายผมขาวที่ยังชอบเรียกตัวเองว่า “ซวงเจี้ยง” ขอแค่ เด็กชายผมขาวสามารถอาศัยความสามารถได้ก าไรจากตนไปเป็ น เงินร ้อนน้อยถึงสิบเหรียญ เฉินผิงอันก็ยินดีที่จะช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย ให้กับเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส เด็กชายผมขาวก็จะมีโอกาสที่จะได้ อิสระกลับคืนมา

เงินร ้อนน้อยเหรียญหนึ่งที่ได้ไปจากบรรพบุรุษอิ่นกวาน เด็กชาย ผมขาวก็ได้ช่วยให้เฉินผิงอันหาภูเขาทายาทหกแห่งที่มีการชักนา บนมหามรรคากับช่องโพรงแห่งชะตาชีวิตสิบแห่ง

ตอนนั้นเฉินผิงอันกาลังจะฝ่ าทะลุขอบเขตถ้าสถิต ในที่สุดก็มี โอกาสได้กลายเป็ น “เทพเซียนห้าขอบเขตกลาง” ที่ใจเฝ้ าคิดถึงมา ตลอดเสียที

 

เด็กชายผมขาวจึงบอกว่าโอกาสมาแล้วไม่ควรพลาดไป หาก พลาดไปแล้วก็จะไม่มีอีกฉวยโอกาสตีเหล็กตอนยังร ้อน ขณะที่เปิด จวน ปราณวิญญาณฟ้ าดินกรอกเทเข้ามาในร่างมนุษย์ ดวงจิตดวง หนึ่งของเฉินผิงอันก็สามารถใช ้วิธี “แกะเรือตามหากระบี่” ที่ลี้ลับ มหัศจรรย์มายืนยันตาแหน่งที่แม่นยาของภูเขาทายาททั้งหกลูกนั้น

ได้พอดี

ก่อนหน้านานกว่านั้น ตอนที่เดินทางไปในใบถงทวีปร่วมกับลู่ไถ ลู่ไถก็ได้บอกเรื่องวงในบนภูเขาและเส้นสนกลในของการฝึ กตน ให้กับคนนอกที่ไม่เชี่ยวชาญอย่างเฉินผิงอันหลายอย่าง

วัตถุแห่งชะตาชีวิตที่ผ่านการหลอมใหญ่ของผู้ฝึ กบาเพ็ญตน อันที่จริงไม่ใช่ว่ายิ่งมีเยอะก็ยิ่งดี ผู้ที่มีคุณสมบัติจะแสวงหาขอบเขต ที่ว่า “ยิ่งมากยิ่งประโยชน์” ได้นั้น ล้วนเป็ นผู้มีพรสวรรค์ในกลุ่มผู้มี พรสวรรค์ทั้งสิ้น

“วัตถุดิบดิน” ไม่มีคุณสมบัติจะพูดเรื่องนี้ มีแต่ “วัตถุดิบฟ้ า” เท่านั้นที่ถึงจะทาได้

หากจะบอกว่าผู้ฝึกบาเพ็ญตนล้วนถือเป็ นคนโชคดีที่เทพเทวดา ประทานข้าวให้กิน ถ้าอย่างนั้นคาว่าวัตถุฟ้ าของลู่ไถก็คือไม่ใช่ว่า สวรรค์มอบชามให้แค่ใบเดียวเท่านั้น แต่มอบหม้อใบใหญ่หนึ่งใบกับ โต๊ะหนึ่งตัวมาให้โดยตรง

 

และบุคคลที่มองไปทั่วใต้หล้าก็ยังมีไม่มากประเภทนี้ อยู่ไกลสุด ขอบฟ้ า ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางมีคนหนึ่งที่ใช ้ยันต์ธวัลทวีปมีคน หนึ่งแช่เหวย ส่วนที่อยู่ใกล้ในระยะประชิดก็บังเอิญยิ่งนัก มีอยู่สองคน

ตอนนั้นเฉินผิงอันมองเจ้าคนที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มหยอก ล้อก็รู ้สึกว่าลู่ไถคือคนโง่ที่พูดจาโง่ๆ แน่นอนว่าไม่ได้เห็นเป็ นจริงเป็ น

จัง

ผู้สวมกวานเต๋าเอ่ย “พวกลู่ไถไปปรากฏตัวที่กาแพงเมืองปราณ กระบี่แล้ว จานวนมีไม่มาก ใช ้นิ้วมือนับได้ แต่ในคนกลุ่มนั้นกลับมี บุคคลที่เป็ นเหมือนหยวนเซียวแห่งใต้หล้าห้าสีอยู่ด้วย”

เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ไม่ไปสนใจแล้ว”

ผู้สวมกวานเต๋ากล่าว “หนังสือเล่มนั้นของนักพรตติงใกล้จะเข้าสู่ บทที่สองแล้ว”

เฉินผิงอันเอ่ย “ผู้สูงศักดิ์เชื้อพระวงศ์ที่พลัดหลงมาอยู่กับหมู่ ชาวบ้าน ผ่านอุปสรรคมามากมาย เจอกับคนดูถูกดูแคลน แต่ได้เจอ กับคนประหลาดผู้หนึ่งที่โปรดปรานเด็กหนุ่มเป็ นพิเศษ จึงเริ่มมาเดิน บนเส้นทางการฝึกตน เจ้าลองพูดเองสิว่าบทเริ่มต้นแบบนี้ธรรมดา เกินไปหรือไม่?”

ผู้สวมกวานเต๋าร ้องเฮ้อด้วยน้าเสียงที่เลียนแบบจากร่างจริง ก่อน เอ่ยว่า “ความธรรมดาสามัญก็คือความสง่างามมีรสนิยม ข้ารู้สึกว่า เริ่มต้นเรื่องราวเช่นนี้ยอดเยี่ยมมาก”

 

เฉินผิงอันมองผู้สวมกวานเต๋า ฝ่ ายหลังยืนกรานในความคิดเห็น ของตัวเอง

เฉินผิงอันจึงได้แต่ถอยไปหนึ่งก้าว เอ่ยว่า “เสริมการท่องไปใน ภูเขาสายน้าของข้ากับการเซียงถงลงไปด้วย จ าไว้ว่าการหักมุมของ เรื่องราวอย่าให้แข็งที่อเกินไป สุดท้ายกลายเป็ นว่าพระเอกเป็ น

พระเอกเกินไป”

ใบหน้าของผู้สวมกวานเต๋าเต็มไปด้วยความตะลึงพรึงเพริด “แม้แต่หนังสือของตัวเองก็ยังจะลอกด้วยหรือ? ไม่ค่อยดีกระมัง นี่จะดู ว่าความรู ้ไม่เพียงพอ ความสามารถก็ยังขาดนะ”

เฉินผิงอันเงียบไม่ตอบ จ้องมองไปที่กายธรรมนั้นอีกครั้ง ในใจมี

การตัดสินใจได้แล้ว

ผู้สวมกวานเต๋าได้แต่ยกสองมือขึ้น “ต่างคนต่างไปทาธุระของ ตัวเอง?”

เฉินผิงอันพยักหน้า นั่งกลับลงไปอีกครั้ง หลับตาทาสมาธิ สอง มือวางทับซ ้อนกัน นิ้วหัวแม่มือสองข้างดันกัน

ไม่ได้สลายกายธรรมร่างนั้นออกไป

ผู้ที่ ฝึ กบาเพ็ญตนอยู่ในภูเขา” กาลเวลายาวนาน ความคิด ล่องลอยเป็ นพันหมื่น ไม่รู ้ถึงอากาศที่เปลี่ยนแปลง ดวงอาทิตย์ขึ้น ดวงจันทร ์ตกที่นอกภูเขา

 

ตามค ากล่าวของเด็กชายผมขาว ร่างกายมนุษย์มีช่องโพรงสาม ร ้อยห้าสิบหกแห่ง ก็เท่ากับถ้าสวรรค์พื้นที่มงคลสาเร็จรูปสามร ้อยหก สิบห้าแห่ง ได้มาจากตั้งแต่อยู่ในท้องแม่

นี่ก็คือสาเหตุที่ว่าทาไมเผ่าพันธุ์ภูตในโลกมนุษย์ถึงต้องฝึกตน หล่อหลอมเรือนกายมนุษย์

ดังนั้นก่อนหน้านี้ตอนที่เฉินผิงอันอยู่ที่จวนหม่า ถึงได้พูดอย่าง สะท้อนใจซึ่งออกมาจากใจจริงแบบนั้นไปกับอวี๋สืออู้ ร่างกายมนุษย์ นั้นได้มายาก การเกิดมาเป็ นมนุษย์อีกครั้งยากล าบาก

ตอนนั้นที่อยู่ในคุกให้เหนี่ยนซินช่วยเย็บชื่อจริงให้ ขอบเขตของ เฉินผิงอันต่าต้อยจานวนจวนในร่างที่บุกเบิกได้มีจากัด เปิดจวนไว้ แค่สิบช่องโพรงเท่านั้น ตอนนั้นวัตถุแห่งชะตาชีวิตห้าธาตุต่างก็ยึด ครองไปธาตุละหนึ่งช่องโพรง มีกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสองเล่มอย่าง นกในกรงและจันทร ์ใต้บ่อเพิ่มมา แต่กระบี่บินชูอีกับสืออูที่ไม่อาจ หลอมเป็ นวัตถุแห่งชะตาชีวิตได้เสียทีกลับต้องมีที่ให้พักพิง บวกกับที่ กระบี่บินจาลองซงเจิน ไฮเหลยจาเป็ นต้องมารวมอยู่ในจวนเดียวกัน เฉินผิงอันในเวลานั้นไม่มีช่องโพรงลมปราณที่เหลือใช ้มาวางพวกมัน ด้วยซ้า นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการหลอมกลางเลย

ปีนั้นการที่เขาเปิดจวนจานวนเท่านี้ได้ก็ยังต้องยกคุณความชอบ ให้กับปราณกระบี่สามกลุ่มที่ได้มาตอนเป็ นเด็กหนุ่มที่ช่วยเปิดภูเขา สร ้างจวนให้เขาแต่เนิ่นๆ

 

หาไม่แล้วเฉินผิงอันก็มีแต่จะยิ่งชักหน้าไม่ถึงหลัง ไม่รู ้ว่าควรจะ เริ่มลงมือจากตรงไหน

ส่วนสมบัติอาคมอาวุธวิเศษบางอย่างที่เป็ นของนอกกาย ให้เอา มาหลอมใหญ่เป็ นวัตถุแห่งชะตาชีวิต เฉินผิงอันไม่แม้แต่จะเคยคิด ด้วยซ้า การหลอมวัตถุบนภูเขาต้องใช ้เงินไม่ใช่หรือ ข้าผู้อาวุโสไม่มี

เงินหรอกนะ!

แล้วนับประสาอะไรกับที่ก็ไม่ใช่ว่าสมบัติวิเศษทุกชิ้นจะเหมาะกับ การหลอมกลางหลอมใหญ่ ในประวัติศาสตร ์มักจะมีผู้ฝึกตนใหญ่ที่ ได้แต่เบิกตามองดูอาวุธเซียนชิ้นหนึ่งมานานหลายร ้อยปี ไม่อาจท า อะไรกับมันได้ บ้างก็ไม่อาจทาลายตราผนึกหนาชั้น หรือไม่ก็มหา มรรคากับคนและสมบัติล้าค่าไม่สอดคล้องต้องกัน ได้แต่ตัดใจมอบ ของรักไปให้กับลูกศิษย์ผู้สืบทอดหรือไม่ก็ลูกหลานในตระกูล

วันนี้ไม่เหมือนวันวาน

รอกระทั่งผู้ที่สวมกวานเต๋ที่ย้อนกลับมาอีกครั้งในวันนี้ได้มาเห็น ภาพเหตุการณ์ของที่แห่งนี้ก็ต้องจุ๊ปากด้วยความทึ่ง ไม่เสียแรงที่เป็ น ตน ช่างมีฝีมือที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

สิ่งที่เห็นอยู่ในสายตา ทั้งสูงส่งทั้งลึกล้า

ภูเขาทายาทสิบแห่งที่ค้นหาออกมาได้ล้วนถูกร่างจริงของเฉินผิง อันน ามาหลอมเป็ นวัตถุแห่งชะตาชีวิต แล้วก็เอาไปพิทักษ์จวนต่างๆ เหมือนการโยกย้ายก าลังทัพ น าไปจับคู่กับวัตถุแห่งชะตาชีวิตห้าธาตุ

 

ก็เป็ น “หนึ่งหลักสองรอง’ ได้พอดี ฝ่ายแรกมอบรางวัลให้กับฝ่ ายหลัง ฝ่ายหลังก็เหมือนมีหน้าที่ที่ต้องมอบของบรรณาการให้กับฝ่ายแรก

กระบี่จาลองที่ซื้อมาจากภูเขาชังกระบี่ของอุตรกุรุทวีปล้วนถูก เฉินผิงอันหล่อหลอมไปหมดแล้ว ไม่ได้หลอมเล็ก แต่ข้ามขั้นหลอม กลางไปหลอมใหญ่เป็ นวัตถุแห่งชะตาชีวิตที่มหามรรคาสอดคล้อง

ต้องกันโดยตรง!

นอกจากนี้ยังมีกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตอีกเล่มหนึ่งของผู้ฝึกกระบี่ เผ่าปีศาจส านักเจิงหรงอย่าง “เทียนไล่” กระบี่สั้นแกะสลักอักษรคาว่า “ตู๋” ที่เด็กชายผมขาวมอบให้กับเขา

จานวนช่องโพรงลมปราณ คุณภาพของพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ข้าต้องการทั้งสองอย่าง

ละโมบกินมากก็เคี้ยวไม่ละเอียด? อยู่ในขอบเขตเซียนเหริน เฉิน ผิงอันจะทาในสิ่งที่ตรงกันข้าม

เหมือนผู้ฝึกตนอิสระอย่างมาก!

เฉินผิงอันไม่ได้สนใจการมาถึงของผู้สวมกวานเต๋า ยังคงนั่งนิ่ง เหมือนศพ

ประหนึ่งเทวรูปที่ตั้งอยู่บนแท่นบูชา วัตถุฟางชุ่นและวัตถุจื่อชื่อทั้งหมดล้วนถูกวางไว้ข้างเท้า

 

เห็นได้ชัดว่าวิถีแห่งการหลอมวัตถุนี้ ร่างจริงเพิ่งจะเริ่มต้นทา เท่านั้น

นับตั้งแต่ร ้านผ้าห่อบุญที่ “พลัดที่นาคาที่อยู่” จนมาถึงใต้เท้าอิ่ นกวานที่ “หยุดแต่พอสมควร กระทั่งมาถึงเซียนกระบี่เฉิน การเดิน ทางไกลและการฝึ กตนในชีวิตนี้ทาให้สะสมทรัพย์สมบัติมาได้

บางส่วน

ผู้สวมกวานเต๋าเอาสองมือไพล่หลัง ก้าวเดินเนิบช ้า เงยหน้ามอง กายธรรมร่างนั้นอยู่ตลอดเวลา

เห็นเพียงว่าในจวนวารีแห่งชะตาชีวิต ตราประทับอักษรน้าชิ้น หนึ่งหมุนวนอยู่ช ้าๆ ด้านล่างมีสระลึกมืดทะมึน มีเงาผลุบโผล่คล้าย กับว่ามีเจียวหลงแหวกว่ายอยู่ ในจวนมีภาพฝาผนังสามด้าน เหล่า เทพวารีและเซียนน้าทั้งหลายมีชีวิตชีวาเหมือนจริง

ในช่องโพรงแห่งชะตาชีวิตอีกแห่งหนึ่ง บนยอดเขาที่มีศาลภูเขา ตั้งอยู่ได้สร ้างเจดีย์ป๋ ายอวี้จิงจาลองที่ใสแวววาวเอาไว้ กลิ่นอายแห่ง มรรคายิ่งใหญ่อลังการ

ในช่องโพรงลมปราณที่ลึกล้าแห่งหนึ่งซึ่งมีไอหมอกขาวโพลน แผ่ก าจาย มีธงเซียนกระบี่ตั้งวาง ส่งเสียงสะบัดดังพึ่บพับ ประกายแสง ศักดิ์สิทธิ์เปล่งระยับ

ในช่องโพรงลมปราณที่เพิ่งบุกเบิกขึ้นมาใหม่มีหลิงจือหยกขาว ดอกหนึ่งที่ล่องลอยไม่หยุดนิ่ง ลากเอาแสงรุ ้งตามหลังไปด้วย

 

ตราประทับหกด้านชิ้นหนึ่งที่ซุกซ่อนปณิธานแท้จริงของวิชา อิสนี สร ้างฟ้ าดินบ่อสายฟ้ าขึ้นมาด้วยตัวเอง ลอยอยู่กลางอากาศสูง ฟ้ าแลบแปลบปลาบเคล้าไปด้วยเสียงฟ้ าร ้อง ประหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์ หนึ่งที่ฟาดโบยแส้ยาวสีทองนับร ้อยนับพันเส้น เฆี่ยนตีและอัดพื้นดิน ของช่องโพรงลมปราณทั้งแห่งให้แน่นอยู่ตลอดเวลา

และยังมีชุดคลุมอาคมที่ระดับขั้นสูงต่าไม่เท่ากันอยู่อีกส่วนหนึ่งที่ ก็ถูกหล่อหลอมไปด้วย มีบางชิ้นใหญ่เหมือนม่านฟ้ า แล้วก็มีที่ใหญ่ ปิ ดทับภูเขาสายน้า ส่วนที่ระดับขั้นต่าหน่อยก็เหมือนทะเลเมฆที่ ล่องลอยอยู่ระหว่างฟ้ ากับดิน

หยางเหล่าโถวเคยถามว่า เจ้าเฉินผิงอัน กินอิ่มแล้วหรือยัง?

ค าตอบก็คือยัง ……

ไฉอู๋คือลูกศิษย์ของเว่ยเซี่ยน เว่ยเซี่ยนเสพติดการเป็ นขุนนาง จึงติดตามกองทัพม้าเหล็กต้าหลีไปสะสมคุณความชอบทางกองทัพที่ ใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง ทิ้งแม่นางน้อยไว้ที่นี่

เนื่องจากเว่ยคอแข็งบอกว่าคุณสมบัติของนางดีพอๆ กับ ความสามารถในการดื่มเหล้าของตน นี่ทาให้ไฉอู๋ค่อนข้างจะมั่นใจ ในพรสวรรค์การฝึกวรยุทธของตัวเองแล้ว

บวกกับที่ภายหลังเกิดเรื่องเรื่องหนึ่งขึ้นซึ่งทาให้ไฉอู๋ยิ่งมั่นใจ มากกว่าเดิม

 

เจ้าขุนเขาเฉินที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าเปี่ยมสีสันตระการตาผู้นั้น ว่ากันว่าแม้กระทั่งลูกศิษย์เปิดขุนเขาของตัวเองเขาก็ยังไม่ค่อยจะ สอนหมัดสักเท่าไร นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถ่ายทอดมรรคาให้คน อื่นเลย

ทว่าเจ้าขุนเขาเฉินที่ไม่เคยแนะนาการฝึ กตนให้ใครง่ายๆ ผู้นี้ ถึงกับช่วยถ่ายทอดมรรคาไขข้อข้องใจให้กับนางด้วยตัวเอง ผลคือ ค่อนข้างจะอยู่เหนือการคาดการณ์ของผู้คนเอาเป็ นว่าน่าจะเรียกได้ ว่าเป็ นไก่ที่คุยกับเป็ ด สีซอให้ควายฟัง ไฉอู๋จึงรู ้ว่าตัวเองโชคไม่เลว จริงๆ สามารถฝึกวิชาตระกูลเซียนได้ แต่ก็มีขีดจ ากัดอยู่ตรงค าว่าแค่ “ทาได้” เท่านั้น!

ดังนั้นรอกระทั่งนางเปลี่ยนจากขอบเขตเส้นเอ็นหลิวที่เรียกอีก อย่างว่าขอบเขตรั้งคน เลื่อนขั้นเป็ นขอบเขตหยกดิบอยู่ในถ้าสวรรค์ ฉางชุนของยอดเขามี่เซวี่ย อันที่จริงไฉอู๋กลับมึนงงอึ้งงันยิ่งกว่าใคร

เพียงแต่ไม่นานนางก็คิดจนเข้าใจ ต้องยกคุณความชอบให้กับ กระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มนั้นที่อาจารย์เสี่ยวโม่มอบให้

แล้วนับประสาอะไรกับที่คนที่มาร่วมแสดงความยินดีกับนาง อันที่ จริงก็มีแค่คนวัยเดียวกันเหล่านั้น เจ้าสานักชุยก็เคยปรากฏตัวหนึ่ง ครั้ง เอ่ยคาพูดประหลาดบางอย่าง ความหมายคร่าวๆ ก็คือชมว่านาง คุณสมบัติดี ทุกวันนี้ยังได้เป็ นผู้ฝึ กกระบี่ห้าขอบเขตบนแล้วด้วย สนใจจะพาอาจารย์ไปอยู่ที่สานักกระบี่ชิงผิงด้วยกันหรือไม่

 

เรือข้ามฟากทุกลา ไม่ว่าจะข้ามทวีปหรือเดินทางระยะสั้น ล้วน ต้องมีการทดลองเดินเรือ

ไฉอู๋นั่งเรือข้ามฟากเหลยเธอที่สกุลเหยาต้าเฉวียนนามาส่งให้ที่ ท่าเรือชิงซานเดินทาง กลับเหนืออันเป็ นบ้านเกิดมาพร ้อมกับเทพ เซียนผู้เฒ่าเจี่ยที่เป็ นผู้ดูแลเรือ

ทว่าไฉอู๋ทั้งไม่ได้ไปที่หอบูชากระบี่ เพราะราคาญป๋ ายเสวียน และ นางก็ไม่ได้ไปที่ภูเขาลั่วพั่ว หลักๆ แล้วเพราะกลัวผู้ถวายงานอันดับ รองที่ชื่อว่า “เซี่ยโก่ว” ผู้นั้น

เพราะรู ้มาว่านางกับอาจารย์เสี่ยวโม่เป็ นคนรักกัน แม่นางน้อยจึง รู ้สึกใจฝ่ อ เลยเลือกที่จะหลบอยู่บนเรือ ไปที่ภูเขาลั่วพั่วหรือตรอกฉี หลง ถ่วงเวลาได้กี่วันก็ถ่วงไปเท่านั้น

อันที่จริงก็ไม่ถือเป็ นการหลบเลี่ยง ไฉอู๋ชอบเรือข้ามฟาก ชอบ ความรู ้สึกที่ “อยู่สูงเหนือใคร

ผลคือรอกระทั่งเหลยเชื่อจะเดินทางกลับอุตรกุรุทวีปแล้ว ไฉอู๋ก็ คิดว่าไม่สู้ถ่วงเวลาไปอีกสักสี่ห้าวัน ไปที่ใบถงทวีป คราวหน้าค่อย กลับมาแล้วกัน

ผลคือผู้คุมกฏฉางมิ่งมาที่ท่าเรือหนิวเจี่ยว ปรากฏกายบนเรือ ข้ามฟาก บอกกับแม่นางน้อยว่า เซี่ยโก่วเรียกให้นางไปที่เนินฝูเหยา ต้องการพูดคุยกับนางสักหน่อย

ไฉอู๋หน้ามุ่ย แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ

 

ไปถึงพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวของเจ้าขุนเขาแห่งนั้น คือ สถานที่ที่ทัศนียภาพงดงามจนท าให้คนไร ้ค าพูดจะบรรยายได้เลย แล้วก็เป็ นสถานที่ที่ประหลาดมากแห่งหนึ่ง

ในการมองเห็นของไฉอู๋ ทัศนียภาพทุกอย่างล้วนเป็ นเส้นแสงที่ บิดเบี้ยว แต่ก็ต้องมองอย่างละเอียดถึงจะสังเกตเห็นร่องรอยน้อยนิด

พวกนั้น

ราวกับว่าหมื่นสรรพสิ่งในฟ้ าดินเกิดจากการประกอบกันของเส้น แสงเล็กละเอียดนับล้านล้านเส้น บางครั้งพอถูกลมภูเขาพัดโชย เส้น แสงพวกนั้นก็ส่ายไหวแผ่วเบา

เซี่ยโก่วพิงผนังระเบียง หรี่ตามองประเมินแม่นางน้อยที่เป็ น ขอบเขตหยกดิบคนนั้น

ก็คือแม่นางน้อยคนนี้น่ะหรือที่ได้รับกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่ม หนึ่งที่เสี่ยวโม่ของตนดึงออกมาให้?

ฉางมิ่งผงกศีรษะทักทายผู้ถวายงานอันดับรอง นางได้ช่วยพาแม่ นางน้อยมาส่งให้แล้ว

เซี่ยโก่วกุมหมัดคารวะ สตรีสวมชุดตัวยาวที่ชอบยิ้มตาหยีผู้นั้น คือผู้คุมกฏ ต าแหน่งขุนนางใหญ่กว่าตนระดับหนึ่ง

ฉางมิ่งลูบหัวของไฉอู๋ เอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “ได้เจอกับผู้ถวาย งานบ้านเราเอง ไม่ต้องตื่นเต้นไป”

 

ไฉอู๋ท าคอย่น

ฉางมิ่งหยิบถุงเงินสองถุงออกมาจากชายแขนเสื้อ วางไว้ตรง ระเบียง

เซี่ยโก่วถาม “ทาอะไร?”

ฉางมิ่งยิ้มกล่าว “เงินเหรียญทองแดงแก่นทองเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ ใช ้สาหรับช่วงเวลาที่จ าเป็ น”

เซี่ยโก่วขมวดคิ้ว

ฉางมิ่งอธิบายว่า “วางใจเถอะ ไม่ได้ใช ้เงินทุนหรอก”

เซี่ยโก่วถึงได้พยักหน้า

ก็จริงนะ ภูเขาลั่วพั่วไม่ค่อยชอบที่จะ “ข้ารู ้สึกว่าอย่างไรอย่างไร” “ข้าหวังดีกับเจ้าอะไรพวกนั้น

รอกระทั่งผู้คุมกฏฉางมิ่งออกไปจากภูเขาลูกนี้ เซี่ยโก่วก็ถามว่า “ดื่มเหล้าได้หรือไม่?”

ไฉอู๋ที่หน้าแดงก่าตอบไปตามสัตย์จริง “ไม่ว่าจะมีเรื่องหรือไม่มี เรื่องอะไรก็มักจะดื่มเล็กน้อย”

เซี่ยโก่วกวักมือ “แบบนี้ก็ดีน่ะสิ พวกเราสองคนมาจิบสุรากันสัก สองสามชาม กระชับมิตรภาพกันก่อน”

 

ไฉอู๋นั่งลงบนขั้นบันได ถอดรองเท้าหุ้มแข้ง นั่งลงตรงข้ามกับเด็ก

สาวสวมหมวกขนเตียว กลางระเบียงวางกาเหล้าไว้สองกา ชามขาว

ใบใหญ่สองใบ ก่อนจะดื่มเหล้า เซี่ยโก่วถามว่า “เจ้ามองออกถึงความแตกต่าง

ของที่นี่หรือ?” ไฉอู๋เอ่ยด้วยสีหน้าระมัดระวัง “อะไรที่เรียกว่าแตกต่าง?” เซี่ยโก่วย้อนถาม “เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?”