กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1147.1 ผู้ฝึกกระบี่กับความอิสระเสรี
ใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ท้องฟ้าเป็นสีมรกตใสสะอาดเหมือนเพิ่งผ่านการชำระล้างมา คล้ายกับสีเคลือบของเครื่องกระเบื้องสีเขียวขจี ราวกับว่านาทีถัดมาก็จะหล่นร่วงลงมายังพื้นดินจริงๆ
เผยหมินถาม
“เจอกับเจียงเซ่อแล้วจะสู้ได้จริงๆ หรือ?”
โจวจื่อพยักหน้า
“ความเคลื่อนไหวใหญ่มาก ส่งผลกระทบลึกและยาวไกล”
เผยหมินถอดถอนใจ
“น่าเสียดายที่ไม่อาจชมศึกอยู่ข้างๆ ได้”
โจวจื่อกล่าว
“ต่อให้สามารถดูอยู่ข้างๆ ได้ แต่ทางที่ดีที่สุดก็อย่าไปข้องเกี่ยวด้วยเลย”
เผยหมินเอ่ย
“ทำไมล่ะ?”
โจวจื่อเอ่ย
“เจิ้งจวีจงก็อยู่ด้วย”
เผยหมินจึงเงียบเสียงไป อยู่ดีๆ โจวจื่อก็ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า
“สหายปี้เซียวพูดได้ดี เขาปล่อยกู้ข่าน แต่ไม่ยอมปล่อยตัวเอง ไม่ยอมปล่อยหม่าขู่เสวียน ถึงเป็นการปลดปล่อยตัวเอง”
เผยหมินถามอย่างสงสัย
“เจ้าไปเจอกับเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
ปีนั้นเขาติดตามโจวจื่อออกไปจากใบถงทวีปด้วยกัน เดินทางท่องเที่ยวไปยังมณฑลต่างๆ ในใต้หล้ามืดสลัว พวกเขาไม่ได้ไปที่ดวงจันทร์เฮ่าไฉ่ ระหว่างนั้นก็คำนวณจนรู้แล้วว่าเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวกับเซียนกระบี่เผ่าปีศาจฉายาสี่จู๋อยู่ในอาณาเขตของเหยาชิงเสนาบดีรูปงาม พวกเขาจึงจงใจอ้อมผ่านไป ในความเห็นของเผยหมิน โจวจื่อไม่ทำเรื่องเกินความจำเป็น เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวไม่ขัดขวางเรื่องใด แต่หากโจวจื่อมั่นใจว่าจะทำเรื่องหนึ่ง หรือเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวรู้สึกว่าใครมาขัดขวางเส้นทางของเขา ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องเล็กอะไรแล้ว เผยหมินคุ้นเคยกับปฏิทินเหลืองดี รู้ดีว่าจนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีนักพรตสองสามคนที่ต่อให้อายุขัยด้านการฝึกตนและตบะต่างก็สูงมาก แต่กระนั้นก็ยังต้องหลบเลี่ยงเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวแต่โดยดี ไม่กล้าไปพบเขา การหลบครั้งนี้ยาวนานหลายพันปี ช่วยไม่ได้ ไปมีเรื่องกับเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวที่มีฉายาเก่าว่า “นักพรตไช่โจว” ภายหลังได้สร้างอารามกวานเต๋าขึ้นมา เขาย่อมไม่ละเว้นใครแน่นอน
หมื่นปีที่ผ่านมา คนที่พอจะทำให้เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวไม่มีนิสัยดื้อรั้นเหมือนวัวได้บ้างก็มีแค่มรรคาจารย์เต๋าคนเดียวเท่านั้น
โจวจื่ออธิบาย
“ก่อนหน้านี้สหายปี้เซียวไปเป็นแขกที่ภูเขาลั่วพั่ว ในถ้อยคำของเขา จงใจพูดถึงโจวจื่อ แน่นอนว่าพูดให้ข้าฟัง”
เผยหมินยิ่งคลางแคลงมากกว่าเดิม จึงถามหยั่งเชิงว่า
“ในเมื่อเป็นการกระทำอย่างจงใจ ถ้าอย่างนั้นเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวต้องการสิ่งใด? ตอนนั้นในฐานะแขกที่ไปเยี่ยมเยือนภูเขาคือต้องการพูดแก้ตัวให้กับเจ้าแห่งภูเขาลูกหนึ่งหรือ?”
สายตาของเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวสูง นิสัยประหลาด ผ่านชีวิตการฝึกตนมาสองหมื่นปี อายุขัยการฝึกตนและลำดับอาวุโสล้วนสูงอย่างที่ยากจะจินตนาการได้ น้อยครั้งนักที่จะโปรดปรานคนรุ่นเยาว์คนใด แต่เผยหมินรู้ดีอยู่แก่ใจว่า เจ้าขุนเขาหนุ่มที่เคยสะพายกระบี่ “ปราณยาว” ของเฉินชิงตูผลัดหลงเข้าไปในจุดลึกของดอกบัวผู้นั้น ได้เข้าตาอีกฝ่ายจริงๆ
ตามคำกล่าวของโจวจื่อ นี่ก็เพราะทั้งจิตใจและการกระทำของเด็กหนุ่มรองเท้าสานล้วนถูกใจสหายขี้เหนียว เรื่องราวหยุมหยิมในโลกมนุษย์ที่ละเอียดอ่อนเหมือนขนวัว ยินดีจะเข้าไปยุ่ง ทั้งยังยุ่งได้ดี เจอกับกำแพงก็ไม่หันหลังกลับ อะไรที่ยืนหยัดมั่นใจแล้ว ต่อให้หัวแตกเลือดไหลอาบก็ไม่ยอม ‘เปลี่ยนใจภายหลัง” คนที่มีน้ำหนักร้อยจิน แต่กลับดึงดันจะแบกภาระสองร้อยจิน ยังสามารถหาความสุขท่ามกลางความทุกข์ได้อีก เดินโงนเงนแบกภาระยิ้มกว้างมองไปยังวันพรุ่งนี้ที่อยู่ข้างหน้า
โจวจื่อเองก็ไม่แน่ใจถึงความตั้งใจที่แท้จริงของสหายผู้นั้น จึงส่ายหน้า
“ตอนนี้ยังไม่รู้เส้นสายไม่ชัดเจน แต่ตอนที่กำลังจะกลับพื้นที่ประกอบพิธีกรรมดวงจันทร์สหายปี้เซียวได้ยิ้มเอ่ยประโยคหนึ่งกับข้าว่า “คนเราหากไม่ทำเพื่อตนเอง ฟ้าย่อมประหารดินย่อมผลาญ”
เดิมทีนี่ก็เป็นภาษาเต๋าบรรพกาลที่มีความหมายยิ่งใหญ่ นักพรตที่ไม่เป็นตัวเองอย่างแท้จริงมากพอ หลอกตัวเองทั้งยังหลอกคนอื่น ฟ้าดินย่อมไม่เอาไว้ สุดท้ายก็หนีหายนะมีจุดจบกลายเป็นเถ้าธุลีไม่พ้น เพียงแต่ว่าคำโบราณบอกต่อกันไปบอกต่อกันมา ภายหลังความหมายก็เปลี่ยนไป เปลี่ยนไปเป็นเหมือนข้าวบูด
สีหน้าของเผยหมินเปลี่ยนไปเล็กน้อย โจวจื่อพูดถึงฟ้า สกุลลู่พูดถึงดิน หนึ่งคนกับหนึ่งแช่ต่างก็ยึดครองแผ่นดินครึ่งหนึ่งของสำนักหยินหยาง เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวกลับทิ้งประโยคที่ว่า “ฟ้าย่อมประหารดินย่อมผลาญ’ เอาไว้…เผยหมินที่เป็นคนนอกได้ยินประโยคนี้กลับรู้สึกได้ถึงปราณสังหารขุมหนึ่งที่พุ่งโชยมาปะทะใบหน้า
ต่อให้เวทกระบี่สูงอย่างเผยหมิน ยามที่คุยเล่นกันแล้วพูดถึงเจ้าอารามผู้เฒ่าก็ยังต้องเรียกด้วยความเคารพว่าเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียว ไม่กล้าเรียกอีกฝ่ายเป็นสหายเอาอย่างโจวจื่อ กลัวก็แต่ว่านักพรตเฒ่าผู้นั้นจะโผล่มาโดยไม่คาดฝัน แล้วเอ่ยกับตนว่า “เผยหมิน ผินเต้าสนิทกับเจ้าขนาดนั้นเลยหรือ?”
เล่าลือกันว่าช่วงแรกแห่งการบุกเบิกฟ้าดินของใต้หล้ามืดสลัวที่มีแต่ความยุ่งเหยิงไร้ระเบียบ เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวที่มีคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อโลกมนุษย์ทะยานลมอย่างเยือกเย็น หลุบตาลงต่ำมองขุนเขาสายน้ำของที่แห่งนี้ เลือกอาณาเขตแห่งหนึ่งที่ค่อนข้างถูกชะตา ใช้แส้ปัดฝุ่นวาดเป็นวงกลมคร่าวๆ แล้วก็แบ่งเอาไช่โจวไปเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมโดยที่ไม่ปรึกษากับมรรคาจารย์เต๋าที่เป็นผู้สร้างป๋ายอวี้จิง
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกิดความขัดแย้งกับนักพรตบนยอดเขาคนหนึ่งที่มาบุกเบิกถ้ำสถิตไว้ที่ไช่โจวก่อน ฝ่ายหลังสามารถสะสมคุณความชอบทางการสู้รบในศึกเดินขึ้นสวรรค์ รอดชีวิตมาได้ ทั้งยังไม่ใช่พวกคนที่พูดคุยด้วยง่าย จึงออกมาจากถ้ำสถิต เผยกายธรรมร่างจริงเรียกสมบัติล้ำค่าที่หลอมได้อย่างยอดเยี่ยมออกมามากมาย ต้องการจะแบ่งสูงต่ำกับเจ้าจมูกโคผู้นั้น ให้เห็นดีกันว่าใครมีมรรกกถาที่เก่งกาจกว่ากันแน่ ส่วนจุดจบน่ะหรือ แน่นอนว่าฝีมือสู้ไม่ได้ ได้แต่ยอมอ่อนข้อพูดวิงวอน ทว่าเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวกลับยังคงไม่ยอมละเว้นจะรับตัวผู้ฝึกตนใหญ่คนนั้นให้มาเป็นเด็กเฝ้าประตูในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของตัวเองให้จงได้…
ผู้ฝึกตนผ่านศึกมาแล้วร้อยศึก เป็นวีรบุรุษของพื้นที่หนึ่งที่มีชื่อเสียงบารมีเลื่องลือไหนเลยจะยอมรับความอัปยศเช่นนี้ ได้แต่ร่ายเวทหลบหนี ทิ้งถ้ำสถิตไป ถูกบีบให้ออกไปจากอาณาเขตของไช่โจว หลบเลี่ยงประกายเฉียบคม ไปหาสหายสนิทคนหนึ่งที่ก่อตั้งถ้ำสถิตไว้ที่พี่โจวเก่าให้ช่วยปกป้อง เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวจึงตามไปด้านหลังอย่างไม่รีบไม่ร้อน สหายที่ยึดครองพื้นที่ตั้งตนเป็นราชา ชูธงของตัวเองผู้นั้นก็ถือว่ามีน้ำใจ แม้จะลังเลใจครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายตลบ แต่ก็ยังเปิดตราผนึกถ้ำสถิตที่หน้าประตูตั้งป้ายศิลาคู่หนึ่งแกะสลักเป็นคำว่า “จินจิ่ง” กับ “จิ่นเซิง” ให้ผู้ฝึกตนคนนั้นเข้าไปข้างใน เพียงแต่ว่าพันไม่ควรหมื่นไม่ควร ไม่ควรอดไม่ไหวบ่นกับสหายที่ตกทุกข์ได้ยากไปประโยคหนึ่งว่า เจ้าไปหาเรื่องนักพรตเฒ่าจมูกโคหน้าเหม็นนิสัยดึงดันผู้นั้นทำไม? คราวนี้กลับดีนัก ถูกเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวได้ยินเข้า ผลคือสหายทั้งสองต้องมีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน อยู่เป็นเพื่อนกันบนเส้นทางแห่งการหนีตาย
ว่ากันว่าสหายที่มีคุณธรรมน้ำใจสูงส่งเทียมฟ้าผู้นั้นหลบซ่อนตัวไปทั่ว แม้จะไม่ได้ถูกเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวลากตัวออกมา ทว่าบนเส้นทางของการฝึกตนก็ไม่อาจข้ามผ่านหายนะได้สำเร็จ ผสานมรรคาไม่สำเร็จ ต้องสละร่างจากไป ภายหลังก็วนเวียนอยู่บนภูเขากับในโลกโลกีย์ สุดท้ายก็ไปอยู่ที่อารามกวานเต๋าตงไห่ เป็นนักพรตน้อยที่ก่อไฟให้กับเตาหลอมโอสถ
เผยหมินยิ้มเอ่ย
“ตอนอยู่ที่จวนสุ่ยจวินทะเลบูรพาของหวังจู พวกเขาสองคนไม่ได้ตีกัน หรือจะเป็นเพราะเจ้าคนแซ่เฉินผู้นั้น?”
โจวจื่ออธิบาย
“ทั้งสองมีชาติกำเนิดที่คล้ายคลึงกัน ตอนเด็กก็พบเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่ต่างกันนัก เรียกได้ว่าขมขื่นโหดร้ายอย่างถึงที่สุด ดังนั้นอะไรที่พอจะอดทนได้เฉินชิงหลิวจึงอดทน หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นที่กล้ามาขวางทาง ด้วยนิสัยของเขา ป่านนี้คงออกกระบี่ไปนานแล้ว”
เผยหมินเอ่ย
“จำต้องยอมรับว่า เฉินผิงอันผู้นี้มีวาสนากับผู้อาวุโสที่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”
โจวจื่อกล่าว
“ตอนนั้นอันที่จริงเฉินชิงหลิวคิดอยากจะคล้อยไปตามสถานการณ์ ช่วยให้เฉินผิงอันเดินไปยังทางแยกอีกทางหนึ่งที่มั่นคงยิ่งกว่า แม้จะบอกว่าเป็นทางแยก แต่ก็แค่เทียบกับเส้นทางที่ฝ่ายหลังเลือกไว้แล้วเท่านั้น ยังคงเป็นมหามรรคาเหมือนกัน ก็แค่ว่าเฉินผิงอันถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่อาจรับความหวังดีส่วนนี้ไว้ได้”
เผยหมินถาม
“หมายความว่าอย่างไร?”
โจวจื่อกล่าว
“ยกตัวอย่างเช่นเลือกจะถูกเฉินชิงหลิวใช้กระบี่ฟันตาย กลายเป็นผี ก็จะมีเหตุผลที่มากพอที่ไม่ต้องไปสนใจสถานการณ์ใหญ่ของใต้หล้า นับแต่นั้นมาก็จำศีล อบรมบ่มเพาะจิตใจให้ดี แค่ต้องดูแลเรื่องในบ้านของภูเขาลั่วพั่วให้ดีก็พอ ปิดด่านฝึกตนหลายร้อยปี ด้วยสติปัญญาของเฉินผิงอันแล้วก็ไม่ยากเลยที่จะหาวิถีกระบี่ที่ยิ่งใกล้เคียงกับคำว่า “บริสุทธิ์” มาได้ เดินขึ้นที่สูงไปทีละก้าว รอวันใดที่ขอบเขตสูงมากพอแล้วค่อยไปหาเรื่องป๋ายอวี้จิง”
เผยหมินคิดแล้วก็กล่าวอย่างเห็นด้วยว่า
“กลายเป็นผี ราคาที่ต้องจ่ายมีไม่น้อย เพียงแต่ว่าไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องนอกกาย ได้หลอมกระบี่ตั้งใจฝึกตนอยู่ในภูเขา พยายามแสวงหาคำว่าบริสุทธิ์อย่างสุดความสามารถ ไม่สูญเสียทางลัดที่มั่นคงเส้นหนึ่งไป”
เผยหมินยิ้มเอ่ย
“ลูกศิษย์คนดี สมควรแล้วที่เจ้ากลัวความสูง”
มองออกว่าความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ไม่แย่ ตอนที่ลู่เฉินหาลู่ไถเจอก็ได้พูดถึงหลิวไฉกับหลิวไฉ่ พูดคุยกันไปเรื่อยๆ ก็พูดไปถึงโจวจื่อด้วย
ลู่ไถไม่กล้าปิดบังเรื่องนี้ ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า
“อาจารย์ใหญ่ ก่อนหน้านี้ลู่เสี่ยวซานมาหาข้า เขาที่ทำตัวเอ้อระเหยลอยชายมาโดยตลอดกลับพูดแรงอย่างที่หาได้ยาก”
โจวจื่อไม่จำเป็นต้องอนุมานถึงเนื้อหาบทสนทนาของทั้งสองฝ่ายก็เดาออกได้คร่าวๆ แล้ว จึงถามว่า
“ให้เจ้านำความมาบอกว่าไม่ควรเอาเจ้าไปถามมรรคากับเขาหรือ?”
ลู่ไถพยักหน้า ความหมายก็ประมาณนี้แหละ
โจวจื่อยิ้มเอ่ย
“ผู้มีปัญญาสูงสุดย่อมหันกลับมาทบทวนตนเองก่อน ส่วนผู้ด้อยกว่าย่อมโทษผู้อื่น เจ้าลัทธิลู่ไม่ได้ใจแคบเช่นนี้ เขาแค่จงใจตีหน้าเคร่งข่มขู่ให้เจ้ากลัวเท่านั้น”
โดยทั่วไปแล้ว พิสูจน์มรรคาเป็นอมตะ ยุ่งจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ไหนเลยจะมีเวลาว่างไปถือสาเรื่องนอกกาย มีหรือจะกล้าแบ่งสมาธิไปง่ายๆ แน่นอนว่าลู่เฉินไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป เขากลับเหมือนคนในยุคดึกดำบรรพ์เสียมากกว่า แสวงหามรรคาเป็นอมตะ เข้าใจถึงแก่นแท้ของการเกิดและการตาย เกิดคือมาเยือนชั่วคราว ตายคือหยุดพักชั่วคราว
ดังนั้นเกากูแห่งภูเขาตี้เฝ่ยถึงได้เลื่อมใสลู่เฉินถึงเพียงนั้น การถ่ายทอดมรรคาครั้งสุดท้ายได้เอ่ยไว้ว่าใครก็ตามที่สามารถเรียนรู้ได้ถึงมุมมองแห่งชีวิตและความตายซึ่งเป็นแก่นแท้ของลู่เฉินได้สักเจ็ดแปดส่วน ชีวิตด้านการฝึกตนก็จะไม่มีด่านแห่งความเป็นความตายอะไรแล้ว ไม่เพียงแต่นักพรตเกากูเท่านั้น ยังมีซิ่วไฉเฒ่าเหวินเซิ่งที่ต่างก็เคารพเลื่อมใสในความรู้ของลู่เฉินจากใจจริง
ลู่ไถมองคนสองคนที่อยู่ด้านหลังแล้วก็อดถอนหายใจอยู่ในใจไม่ได้ นี่มันอะไรกับอะไรกัน บุรุษวัยกลางคนเรือนกายสูงใหญ่ ร่างกายแข็งแรงองอาจ สวมชุดผ้าป่านเนื้อหยาบด้านหลังสะพายกระบี่เดินเนิบช้า ตรงเอวห้อยน้ำเต้าที่เก่าแก่เรียบง่ายสองลูก
ข้างกายมีหญิงสาวที่คิ้วตาเย็นชาคนหนึ่งติดตามมาด้วย ชุดกระโปรงห้าสี เป็นความงดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ข้อบกพร่องในความสมบูรณ์แบบนี้ก็คือรูปโฉมของสตรีธรรมดาเกินไป น่าเสียดายที่ชุดคลุมอาคมสีสันสะดุดตาตัวนั้นคล้ายจะมีความเสียดายที่เจอกับสตรีที่ไม่งดงามพอ
ผู้ฝึกกระบี่หลิวไฉ ขอบเขตหยกดิบ ผู้ฝึกตนหญิงหลิวไฉ่ ขอบเขตเส้นเอ็นหลิว
ในที่สุดก็ได้เจอ “ตัวเอง” สองคนนี้ ลู่ไถที่เป็น “ตัวเอก” มีสีหน้าซับซ้อน จิตหยางกายนอกกาย กับจิตหยินออกจากช่องโพรงเดินทางไกล
ลู่ไถมองพวกเขา พวกเขาเองก็กำลังสังเกตลู่ไถ หลิวไฉ่ยิ้มเอ่ย
“พวกเราต่างก็ไม่เคยใช้สายตาเคียดแค้นไม่พอใจมองเจ้า ไฉนเจ้าถึงต้องใช้สายตาเหมือนมองโจรมองพวกเราด้วยเล่า”
หลิวไฉเอ่ย
“เข้าใจได้ง่าย ไม่พูดพร่ำทำเพลง โยนความผิดให้คนอื่นเพื่อปิดบังความไม่มั่นใจของตัวเอง”
ลู่ไถกลับคืนเป็นปกติ หัวเราะคิกคักเอ่ยว่า
“พวกเจ้าสองคนร่ายบทจิ๋วกันอยู่หรือไร”
หลิวไฉนั้นเรียกได้ว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์เลิศล้ำ ได้รับเงื่อนไขพิเศษจากฟ้าดิน ถือเป็นบุคคลอันดับหนึ่งที่เกิดขึ้นมาตามโชคชะตา โผล่ขึ้นมาในโลกอย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง ครั้งแรกที่คนบนโลกรู้ชื่อแซ่ของเขาก็คือตอนที่เขาเลื่อนติดอันดับของคนรุ่นเยาว์สิบคนในหลายใต้หล้า และยิ่งถูกลิขิตมาแล้วว่าจะต้องถามกระบี่กับอิ่นกวานหนุ่มที่ช่วงนี้ถูกขนานนามว่าเป็น “ผู้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในช่วงเวลาสามสิบปี”