กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1149.3 ถือหอกเข้าเรือน
บทที่ 1149.3 ถือหอกเข้าเรือน
ชุยตงซานเดาว่าตอนนี้เจิ้งจวีจงที่มามีแค่คนเดียว อีกสองคนที่เหลือน่าจะเป็นร่างแห่งมรรคา “หนึ่งหลักสองรอง ลัทธิเต๋า เสริมด้วยสำนักหยินหยางห้าธาตุ แล้วยังมีสำนักจาเจียที่บอกว่า
“หลอมรวมคุณธรรมแห่งลัทธิขงจื๊อ และปัญญาแห่งสำนักโม่ ผนึกเหตุผลกับกฎหมายเข้าด้วยกันบรรจบวิถีแห่งร้อยสำนัก”
น่ะหรือ? สำนักการทหาร มีสำนักกสิกรรมช่วยเสริม สำนักจ้งเหิงเป็นระดับรองลงมา? เจียงซ่างเจินมองสนามรบแห่งนั้น แยกไม่ออกเลยสักนิดว่าใครเป็นใคร มองดูด้วยความอกสั่นขวัญผวา ไฉนพอเข้ามาก็เห็นเจ้าขุนเขาโดนซ้อมเลยเล่า ยังดี ยังดี มีการผลัดกันรุกผลัดกันรับกับปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหาร มีผลงานการสู้รบนี้อยู่ก็มากพอจะสร้างความตะลึงพรึงเพริดให้กับทั้งโลกได้แล้ว เล่าลือออกไปต้องไม่มีใครกล้าเชื่อ
ชุยตงซานพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“นี่เป็นเพราะเจียงเซ่อยังไม่ได้เอาจริง….ก็ไม่ใช่ เป็นเพราะยังไม่ได้ใช้ตบะบนยอดเขาของปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารเรียกท่าไม้ตายที่แท้จริงออกมา คาดว่าเขาน่าจะกำลังรอให้พวกเรางับเหยื่อ หากไม่ได้เห็นพวกเราปรากฏตัวกันครบถ้วน เขาก็จะซุกซ่อนฝีมือเอาไว้ไปตลอด”
เจียงซ่างเจินพยักหน้า
“พวกเราคิดอยากจะร่วมมือกันเล่นงานเขา นั่งลงแบ่งสมบัติ ไยปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารผู้นี้จะไม่อยากให้ได้ชัยชนะสำเร็จในการลงมือเพียงครั้งเดียวเหมือนกันเล่า”
ชุยตงซานสะบัดชายแขนเสื้อ หัวเราะฮ่าๆ
“ไม่กลัว มีอาจารย์เจิ้งอยู่ด้วยนี่นะ ไม่ถึงคราวที่พวกเราต้องคิดโน่นคิดนี่เป็นคนรัฐฉีที่กลัวว่าฟ้าจะถล่มหรอก”
เจียงซ่างเจินจับตามองสนามรบอย่างละเอียด สีหน้าซับซ้อน ถอนหายใจในใจหนึ่งที ต่อสู้กับคนที่เมื่อหมื่นปีก่อนได้เลื่อนติดอันดับสิบผู้กล้าแห่งใต้หล้าอย่างเจียงเซ่อน่ะหรือ? เป็นเรื่องที่แม้แต่คิดก็ยังไม่กล้าคิด หากมีคนโน้มน้าวให้เขาท่าเช่นนี้เร็วกว่านี้สักหนึ่งร้อยปี เจียงซ่างเจินคงจะต้องเด็ดหัวของคนผู้นั้นเอามาทำเป็นโถฉี่แน่นอน เมื่อเทียบกับการถามกระบี่ที่หากไม่ตีกันก็ไม่ได้รู้จักกันบนเรือราตรีครั้งนั้นแล้ว วันนี้ก็แค่มีเจียงเซ่อกับเจิ้งจวีจงเพิ่มมาเท่านั้น คนรู้จักเก่าเยอะมาก
อู๋ซวงเจี้ยง หนิงเหยาและสมบัติมีชีวิตคู่นั้นต่างก็ผงกศีรษะทักทายกัน ยังไม่ได้ลงมืออย่างแท้จริง อู๋ซวงเจี้ยงก็เริ่มปรึกษาแล้วว่าจะแบ่งโชคชะตาบู๊ห้าส่วนของเจียงเซ่อกันอย่างไร
“อาจารย์เจิ้งเอาโชคชะตาบู๊ไปสามส่วน นี่คือผลกำไรที่เขากับชุยฉานตกลงกันไว้นานแล้ว”
โชคชะตาบู๊สามส่วนของปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารคนหนึ่ง ยังเป็นแค่ดอกเบี้ยเท่านั้น? ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า “เงินทุน” และ “ส่วนแบ่ง” จากการค้าครั้งนั้นของเจิ้งจวีจงกับชุยฉานจะมีอะไรบ้าง อาจารย์ไม่อาจแบ่งสมาธิมาพูดคุยได้ ชุยตงซานจึงพยักหน้าตอบตกลงกับเรื่องนี้แทนเขา
“ไม่มีปัญหา”
อู๋ซวงเจี้ยงกล่าวต่ออีกว่า
“สองส่วนที่เจียงเซ่อได้มาจากใต้หล้ามืดสลัว แน่นอนว่าต้องเป็นของข้า”
“ในฐานะของรางวัลจากการค้าครั้งนี้ แท่นสังหารมังกรของตำหนักสุ้ยฉู รวมไปถึงเงินเหรียญทองแดงแก่นทองทั้งหมดในคลัง ล้วนเป็นของเฉินผิงอัน”
“แต่ต้องให้เขาไปเอาเอง ไปช้าเกิน จะเหลืออีกกี่มากน้อย ตำหนักสุ้ยฉูไม่รับประกันใดๆ ในเรื่องนี้”
เจียงซ่างเจินมีสีหน้าปั้นยาก พึมพำว่า
“หากตัดหัวตัดท้ายออก ดูแค่ฉากนี้ พวกเราเหมือนตัวร้ายไปหน่อยหรือไม่?”
ชุยตงซานโบกพัดพับเบาๆ สีหน้าผ่อนคลายสบายอารมณ์ ไม่ถือสาคำพูดทุเรศของโจวอันดับหนึ่ง แต่อันที่จริงในใจกลับคิดคำนวณไม่หยุด ถามว่า
“เจ้าตำหนักอู๋รีบร้อนออกจากบ้านมาเช่นนี้ แม้กระทั่งวัตถุจื่อชื่อสักชิ้นที่ใส่เงินเหรียญทองแดงแก่นทองไว้ไม่กี่เหรียญก็ไม่ทันหยิบมาด้วยหรือ?”
อู๋ซวงเจี้ยงกล่าว
“ต้องมามือเปล่า ทุกวันนี้ป๋ายอวี้จิงจับตามองอย่างเข้มงวด ง่ายที่จะใช้เป็นข้ออ้างมาหาเรื่อง พูดถึงแค่การออกไปผ่อนคลายอารมณ์ข้างนอกแล้วมาเจอกับเจียงเซ่อ พบเจอกันบนทางแคบ ต่างคนต่างไม่หลีกทางให้กัน พูดไม่เข้าหูคำเดียวก็ตีกัน พอจะอธิบายได้ ต่อให้ป๋ายอวี้จิงไม่เข้าใจก็ยังอาจจะฝืนใจยอมรับไว้ แต่หากภูเขาลั่วพั่วมี “ของกลาง” ที่จับต้องได้จริง คาดว่าทางฝั่งศาลบุ๋นก็คงอธิบายให้ป๋ายอวี้จิงฟังลำบาก ร่วมมือกับตำหนักสุ้ยฉูสร้างสถานการณ์วุ่นวายในมืดสลัว โทษใหญ่ขนาดนี้โยนเข้าใส่ ไม่ว่าใครก็รับไม่ไหว”
ชุยตงซานพยักหน้า
“เข้าใจได้”
เรื่องบางอย่างทำได้แต่พูดไม่ได้ เรื่องบางอย่างกลับได้แต่พูด แต่ทำไม่ได้
อู๋ซวงเจี้ยงมองปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารผู้นั้น ก่อนจะมองไปที่เจิ้งจวีจง ถอนหายใจเอ่ยว่า
“ไฉนถึงมีกลิ่นอายของศึกที่วัดเซียงจีแล้วล่ะ”
ซากปรักสนามรบโบราณของใต้หล้ามืดสลัวแห่งนั้น ก่อนหน้านี้ไม่นานก็มีผู้ฝึกตนที่บรรลุมรรคา เดินไปบนเส้นทางที่คุณูปการสมบูรณ์พร้อม เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ เจียงซ่างเจินมึนงง เจิ้งจวีจงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ชุยตงซานได้แต่อธิบายให้โจวอันดับหนึ่งฟังว่าเป็นความขัดแย้งภายในครั้งหนึ่ง สองกองทัพเข่นฆ่ากัน ไม่มีทหารคนใดไม่ใช่ทหารฝีมือดี พลังต้นกำเนิดเสียหายมหาศาล อำนาจและความรุ่งเรืองของราชวงศ์จึงเสื่อมถอยลงตั้งแต่นี้
ชุยตงซานเตรียมพร้อมรอรับทุกสถานการณ์ ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมบึงใหญ่ยุคโบราณที่เปี่ยมล้นไปด้วยกลิ่นอายแห่งเปลี่ยวร้าง ไอหมอกสีขาวหิมะแผ่อบอวล เหมือนงูสีขาวตัวหนึ่งที่เลื้อยผ่านไป ล้อมพันตัวเองเหมือนผูกเชือก ขณะเดียวกันชุยตงซานก็หยิบม้วนภาพชิ้นหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง กำไว้ในฝ่ามือแน่น แต่กลับไม่ได้รีบร้อนเปิด สมบัติพิทักษ์ภูเขาของภูเขาลั่วพั่วของตกทอดจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ชิ้นนี้
คุยเล่นส่วนคุยเล่น มือของเจียงซ่างเจินก็ไม่ได้อยู่เฉย บัญชาการ “หลิ่วอินตี้” (พื้นที่ร่มเงาหลิว) ที่หลอมมาจากซากปรักโบราณแห่งหนึ่ง นั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง อ้าปากหนึ่งทีก็มีเม็ดกระบี่สีทองที่เพิ่งจะหลอมออกมาได้ไม่นานปรากฏตัวบนโลก ป่ายเหย่ในศึกของฝูเหยาทวีป อวี๋โต้วที่เฝ้าพิทักษ์ป๋ายอวี้จิง และยังมีเจียงเซ่อในเวลานี้ การล้อมฆ่าที่น่าตะลึงพรึงเพริดสามครั้ง สองปรากฏหนึ่งอำพราง สองสนามรบแรกได้สร้างผลกระทบให้กับทิศทางการดำเนินไปของใต้หล้า ไม่รู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะส่งผลกระทบลึกล้ำยาวไกลอย่างไรให้กับโลกมนุษย์
“ไม่ต้องสงสัย หากว่ากระบี่บินที่ได้มาใหม่เล่มนั้นไม่ได้เรื่อง เจ้าอารามผู้เฒ่าก็จงใจหลอกเจ้ามา เจ้าก็คือคนที่มาผสมให้ครบจำนวนนั่นแหละ”
เจียงซ่างเจินสะอึกอึ้งไปทันใด รู้สึกใจฝ่ออยู่บ้าง
“แล้วเจ้าล่ะ?”
ชุยตงซานยิ้มบางๆ
“ข้าสามารถพ่นอาจมเต็มปากใส่เจียงเซ่อ ใช้คำพูดมาทำให้จิตแห่งมรรคาของเขาวุ่นวายได้”
เดิมทีเจียงซ่างเจินอยากจะพูดคล้อยตามสักสองสามประโยค เพียงแต่เห็นว่าปากชุยตงซานเอ่ยหยอกเย้า แต่สีหน้ากลับเคร่งขรึมจริงจังอย่างถึงที่สุด ยากนักที่จะได้เห็นชุยตงซานเป็นเช่นนี้ เจียงซ่างเจินจึงเริ่มหลับตาทำสมาธิ วันนี้เจิ้งจวีจงช่างประหลาดเหลือเกิน ชุยตงซานรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ดูเหมือนว่าจะคิดถึงเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงพึมพำกับตัวเองว่า
“หรือว่าคิดผิดไป? เจ้าหมอนี่เองก็อยากสร้างลำน้ำใหญ่ใหม่เอี่ยมเส้นหนึ่งที่…รวบรวมสาขาแยกไว้มากมาย แต่ถูกจัดระเบียบขึ้นมาใหม่เหมือนกัน?!”
เมธีร้อยสำนักต่างก็มีบรรพจารย์คนสองคนที่ทุกคนฝากความหวังไว้ให้ สร้างอิทธิพลที่ลึกล้ำยาวไกลให้กับระบบสืบทอดของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่นอาจารย์ฟานแห่งสำนักการค้า สำนักหยินหยาง มีสกุลลู่แผ่นดินกลางและโจวจื่อที่ต่างก็ยึดครองแผ่นดินกันไปคนละครึ่ง ทั้งสองฝ่ายตั้งตัวเป็นปรปักษ์ต่อกัน นอกจากนี้สำนักนักประพันธ์ สำนักกสิกรรม สำนักโอสถ ฯลฯ ก็ต้องอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองได้
ต่อให้สำนักการทหารจะถูกเรียกขานรวมกับพุทธ เต๋า ขงจื๊อว่าเป็น “สามลัทธิหนึ่งสำนัก” สามารถดึงตัวออกมาจากร้อยสำนักได้ ศาลบรรพจารย์ที่ลำธารพ่านอำเภอจี้แผ่นดินกลางและศาลบู๊ของใต้หล้าต่างก็ร่วมกันตั้งบูชาเจียงไท่กงเป็นเทวรูปหลัก มีแม่ทัพบู๊ที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์อีกเจ็ดสิบสองคนที่ถูกตั้งบูชาเคียงข้าง เสวยสุขกับควันธูปโชคชะตาบู๊ในโลกมนุษย์ มีเพียงสำนักนิติธรรมที่เป็นกรณีพิเศษ
บรรพจารย์ที่ไม่เคยมีเหตุผลอันชอบธรรม เป็นเหตุให้สำนักนิติธรรมยิ่งเหมือนสำนักวิชาที่ผ่อนคลายหละหลวมแห่งหนึ่ง แต่ละยุคสมัยล้วนมียอดฝีมือ แต่สำนักนิติธรรมที่ในประวัติศาสตร์สามารถมีจุดจบที่ดีได้กลับมีน้อยจนนับนิ้วได้ และนี่ก็เป็นเหตุให้สำนักนิติธรรมตกอยู่ในสภาพการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนที่เนื้อแท้ไม่สอดคล้องกับชื่อ ยามที่รุ่งเรืองก็แข็งแกร่งสุดขีด มีอำนาจยิ่งกว่าวิชาที่เป็นที่นิยมใดๆ แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นเหมือนดอกราตรีที่บานเพียงค่ำคืนเดียว เช้าสั่งเย็นเปลี่ยน ไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน นอกจากนี้ระบบภายในของสำนักนิติธรรมก็ไม่อาจรวบรวมให้เป็นปึกแผ่นได้ เหมือนกับแม่น้ำที่มักจะเปลี่ยนท้องน้ำเป็นประจำ กัดเซาะไปตามกระแสรอง แม่น้ำสายหลักและสายรองปะปนกันไม่ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นเหวยเลี่ยงผู้บัญชาการใหญ่ของแคว้นชิงหลวนแจกันสมบัติทวีป ก็คือผู้มีชื่อเสียงของสำนักนิติธรรมที่ชุยฉานให้ความสำคัญอย่างมาก เคยช่วยเจ้าตะพาบเฒ่าตั้งป้ายศิลาไว้บนยอดเขาของหนึ่งทวีป คุณูปการล้ำเลิศ ก่อนหน้านี้ไม่นานรับหน้าที่เป็นเจ้ากรมอาญาของเมืองหลวงสำรองต้าหลี หากถามเหวยเลี่ยงว่า “สำนักนิติธรรม” เป็นอย่างไร เชื่อว่าก็ยากมากที่เหวยเลี่ยงจะอธิบายถึงระบบสืบทอดในสายของสำนักนิติธรรมบ้านตนได้อย่างชัดเจน
ชุยตงซานมีสีหน้าเคร่งขรึม กดความสงสัยในใจลงไปชั่วคราว โชคดีที่เจิ้งจวีจงเป็นฝ่ายเดียวกับตน ไม่อย่างนั้นคงต้องปวดหัวแน่แล้ว กายธรรมของอู๋ซวงเจี้ยงชดเชยช่องโหว่ของมหามรรคาแห่งฟ้าดิน หลีกเลี่ยงไม่ให้เจียงเซ่อหลุดลอดหนีไปได้ง่ายๆ ร่างจริงยืนอยู่บนไหล่ของกายธรรม อู๋ซวงเจี้ยงหลุบตาลงมองไปยังสนามรบที่อยู่ห่างไปไกล ในมือมีอาวุธเก่าแก่ที่ลักษณะคล้ายทองสัมฤทธิ์เกรอะไปด้วยสนิมชิ้นหนึ่งเพิ่มมา ดาบเหิงเริ่นเล่มหนึ่ง
อู๋ซวงเจี้ยงจ้องมองปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารผู้นั้น
“ผู้ที่ดื้อรั้นและใช้กำลังจะมิอาจตายอย่างสง่างาม ผู้ที่ชอบเอาชนะ ย่อมต้องพบคู่ต่อสู้ เมื่อเส้นทางเดิมตัน ก็ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแนวทาง”
อย่าว่าแต่เจียงเซ่อที่อยู่ในสถานการณ์เลย ต่อให้เป็นคนที่มองดูอยู่อย่างเจียงซ่างเจินก็ยังรู้สึกว่าประโยคนี้ของอู๋ซวงเจี้ยงเต็มไปด้วยปราณสังหาร ทำให้เขารู้สึกเย็นยะเยือกเสียวสันหลังวาบ ยังไม่พูดถึงเจิ้งจวีจง อู๋ซวงเจี้ยงเคยเป็นแม่ทัพผู้มีชื่อที่ได้ตั้งบูชาอยู่ในศาลบู๊ เป็นคนของสำนักการทหารเช่นเดียวกับเจียงเซ่อ แน่นอนว่าเป็น “คนกันเอง” ครึ่งตัว หนีไม่พ้นว่าเป็นตอนบนกับตอนกลางในประวัติศาสตร์ของเส้นสายสำนักการทหารเส้นนี้ นี่จึงเป็นเหตุให้ในศึกนี้ ไม่ว่าจะส่งผลกระทบต่อทิศทางการดำเนินไปของใต้หล้าลึกล้ำยาวไกลเท่าไร พูดถึงแค่ตอนนี้ อย่าเห็นว่าคำพูดและสีหน้าของอู๋ซวงเจี้ยงง่ายๆ สบายๆ ศึกนี้ก็ยังต้องเดิมพันหมดหน้าตัก มีปราณสังหารซุ่มซ่อนอยู่ทั่วสารทิศ เจิ้งจวีจงไม่พูดไม่จา เพียงแค่พยักหน้าให้กับอู๋ซวงเจี้ยง บอกเป็นนัยว่าสามารถลงมือได้แล้ว
ข้าย่อมรับผิดชอบในการใช้ท่าไม้ตายแลกชีวิตกับเจียงเซ่อเอง อู๋ซวงเจี้ยงรู้ได้โดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย ศึกในวันนี้ ร่วมสังหารเจียงเซ่อ ยึดครองตำแหน่ง ช่วงชิงนามของเขา คว้าผลประโยชน์ที่เป็นของเขา การช่วงชิงมรรคาเก่าและใหม่ ถือหอกเข้าเรือน! (เปรียบเปรยถึงการทะเลาะกันเองเป็นการภายใน)