novel-lucky | นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย PDF
  • หน้าหลัก
  • ดูอนิเมะ anime
  • อ่านมังงะ
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • จันทร์
  • อังคาร
  • พุธ
  • พฤหัสบดี
  • ศุกร์
  • เสาร์
  • อาทิตย์
  • ทุกวัน
  • จบแล้ว
  • นิยาย PDF
  • จันทร์
  • อังคาร
  • พุธ
  • พฤหัสบดี
  • ศุกร์
  • เสาร์
  • อาทิตย์
  • ทุกวัน
  • จบแล้ว
  • นิยาย PDF
Sign in Sign up
Prev
Next
lalikabet168
lalikabet66 คาสิโนสด boston777 แทงบอลออนไลน์ เว็บแทงบอล บาคาร่า แทงงหวย เว็บพนัน สมัครบาคาร่าออนไลน์ Empire777 huayhit168 สมัคร ufabet แทงบอล สล็อตเว็บตรง kodpung88 แทงบาคาร่า PGK44 pgw44 สล็อตเว็บไหนแตกดี แทงหวย24 เว็บคาสิโน คาสิโนออนไลน์ บาคาร่าออนไลน์ คาสิโน คาสิโนออนไลน์

กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 932.3 ข้าคือเจ้าแห่งวิถีบูรพา (บน)

  1. Home
  2. กระบี่จงมา! Sword of Coming
  3. บทที่ 932.3 ข้าคือเจ้าแห่งวิถีบูรพา (บน)
Prev
Next

ได้ยิน​การตัดสินใจ​นั้น​ของ​บรรพ​จารย์​ ทุกคน​ซึ่งรวมถึง​หวง​ฉู่ก็​หันมา​มองหน้า​กัน​ตา​ปริบๆ​

นี่​บรรพ​จารย์​คิด​จะทำ​อะไร​? ยัง​ไม่ทันกิน​อาหาร​มื้อ​ข้าม​ปี​เลย​นะ​ จะเริ่ม​แยก​บ้าน​ตั้งแต่​ตอนนี้​เลย​หรือ​?

อู๋​อี้​ใช้นิ้ว​เคาะ​ที่พัก​แขน​เก้าอี้​เบา​ๆ ยก​ปลายเท้า​ขึ้น​เหยียบ​ลง​บน​พื้น​ครั้งแล้วครั้งเล่า​

หัวใจ​ของ​หวง​ฉู่หดตัว​ รีบ​เอ่ย​ทันที​ว่า​ “ข้า​จะไป​เอา​ทำเนียบ​ของ​ศาล​บรรพ​จารย์​มาให้​ท่าน​บรรพ​จารย์​เลือก​ลูกศิษย์​เดี๋ยวนี้​”

หวง​ฉู่ไป​เอา​ตำรา​เล่ม​หนึ่ง​กลับมา​อย่าง​รวดเร็ว​ ใช้สอง​มือ​ถวาย​ให้​กับ​บรรพ​จารย์​ผู้บุกเบิก​ภูเขา​อย่าง​นอบน้อม​

อู๋​อี้​คลี่​กาง​ทำเนียบ​จวน​จื่อ​หยาง​เล่ม​นั้น​ออก​ เห็น​ชื่อ​ของ​คน​ที่​ถูกชะตา​บน​นั้น​ นาง​ก็​จะใช้นิ้วชี้​แล้ว​วาด​วงกลม​ลง​ไป​บน​ชื่อ​

ใน​ห้องโถง​ใหญ่​เงียบสงัด​จนกระทั่ง​เข็ม​ตก​ก็​คง​ได้ยิน​ มีเพียง​เสียง​แกรก​ๆ ตอน​ท่าน​บรรพ​จารย์​เปิด​หน้า​หนังสือ​เท่านั้น​ หวง​ฉู่ไม่กล้า​แม้แต่​จะหายใจ​แร​แง เพียงแต่​ใน​ใจพอ​จะสงบ​ได้​บ้าง​เล็กน้อย​ เพราะ​บรรพ​จารย์​วาด​วงกลม​ใน​ช่วง​หน้า​ๆ ของ​สมุด​ทำเนียบ​ไม่เยอะ​นัก​ กลับ​เป็นช่วง​กลางๆ​ ที่​เลือก​จำนวน​คน​ไป​เยอะ​ที่สุด​ นี่​หมายความว่า​ในอนาคต​จวน​จื่อ​หยาง​ก็​ยังมี​ผู้ฝึก​ตน​และ​ผู้​ถวายงาน​ขอบเขต​ประตู​มังกร​และ​ขอบเขต​ชมมหาสมุทร​ที่​เป็น​แกนกลาง​สำคัญ​อยู่​ค่อน​ข้างมาก​ หาก​บรรพ​จารย์​ยินดี​รักษา​สัญญาว่า​ต่อจากนี้​จะไม่ยื่นมือ​เข้า​แทรก​เรื่อง​ใน​จวน​อีก​จริงๆ​ การ​ที่​อีก​ฝ่าย​เดินทางไกล​ไป​อยู่​ใบ​ถงทวีป​ สำหรับ​เจ้าจวน​ที่​เป็น​เหมือน​หุ่นเชิด​อย่าง​หวง​ฉู่แล้วก็​ถือว่า​เป็นเรื่อง​ดี​ที่​ใหญ่​เทียมฟ้า​ครั้งหนึ่ง​เลย​จริงๆ​

อู๋​อี้​ยัง​คงอยู่​ใน​ท่วงท่า​เกียจคร้าน​ก้ม​หน้าเปิด​สมุด​อยู่​เหมือนเดิม​ เพียงแต่​จู่ๆ ก็​ขยับ​เปลือกตา​มอง​ขึ้น​มาด้านบน​ หวง​ฉู่กลับ​หลุบ​สายตา​ลง​ต่ำ​ไป​ก่อน​แล้ว​

อู๋​อี้​โยน​สมุด​เล่ม​นั้น​กลับ​คืนให้​หวง​ฉู่ แล้วจึง​สะบัด​ชาย​แขน​เสื้อ​ “นอกจาก​หวง​ฉู่แล้ว​คนอื่นๆ​ ถอย​ออก​ไป​ให้​หมด​ ไป​ทำ​ธุระ​ของ​ตัวเอง​ต่อ​เถอะ​”

หวง​ฉู่เก็บ​สมุด​ทำเนียบ​ใส่ไว้​ใน​ชาย​แขน​เสื้อ​ เพ่ง​ลมหายใจ​ทำสมาธิ​ รอ​ให้​บรรพ​จารย์​ออกคำสั่ง​

อู๋​อี้​ลุกขึ้น​ยืน​ เดินลง​บันได​มา หวง​ฉู่ถอย​ไป​ข้างหลัง​หลาย​ก้าว​ จากนั้น​เบี่ยง​ตัว​หันข้าง​ รอ​กระทั่ง​บรรพ​จารย์​เดินผ่าน​ตัวเอง​ไป​แล้ว​เขา​ถึงค่อย​หมุนตัว​เดินตาม​ไป​

อู๋​อี้​ถามด้วย​สีหน้า​ไม่สบอารมณ์​ “เซียว​หลวน​มาเอง​โดย​ไม่ได้​รับเชิญ​เช่นนี้​ นาง​คิด​จะทำ​อะไร​กัน​แน่​?”

หวง​ฉู่แข็งใจ​ตอบกลับ​ว่า​ “นาง​ปิดปาก​สนิท​มาก​ ข้า​เจอ​กับ​นาง​สอง​ครั้ง​ก็​ยัง​ถามไม่รู้ความ​ นาง​บอก​แค่​ว่า​ต้องการ​พูดคุย​กับ​ท่าน​บรรพ​จารย์​ต่อหน้า​”

สีหน้า​ของ​อู๋​อี้​ยิ่ง​มืด​ทะมึน​ นาง​ไม่เคย​เห็น​เหนียง​เนียง​เทพ​วารี​แม่น้ำ​ป๋า​ย​หู​อยู่​ใน​สายตา​ ปี​นั้น​เซียว​หลวน​กลับมา​เยี่ยมเยือน​จวน​จื่อ​หยาง​ อู๋​อี้​ก็​เคย​ทำให้​นาง​ลำบากใจ​สุดขีด​ หาก​ไม่เป็น​เพราะ​ตอนนั้น​เฉิน​ผิง​อัน​ช่วย​ไกล่เกลี่ย​สถานการณ์​ให้​ เดิมที​เวลา​นั้น​อู๋​อี้​ก็​ตั้งใจ​ไว้​แล้ว​ว่า​จะต้อง​ทำให้​เซียว​ฮูหยิน​ที่​ถูก​เรียกขาน​อย่าง​ไพเราะ​ว่า​ ‘สาวงาม​พุทธรักษา​’ ผู้​นี้​ดื่ม​ใน​ห้องโถง​ใหญ่​บ้าน​ตน​ไป​มาก​เท่าไร​ก็​ต้อง​อาเจียน​ออกมา​มาก​เท่านั้น​ ต่าง​ก็​พูด​กัน​ว่า​เหนียง​เนียง​เทพ​แม่น้ำ​อย่าง​เจ้ามีรูปโฉม​งดงาม​เลอ​ค่า​ บุคลิก​ท่วงท่า​สูงส่งไม่ใช่หรือ​? ถ้าอย่างนั้น​ข้า​ก็​จะทำให้​เซียว​หลวน​ต้อง​เผย​ความอัปลักษณ์​ออกมา​ให้​เห็น​ คอย​ดูเถอะ​ว่า​พวก​คนใต้​กระโปรง​ที่​เห็น​เจ้าเป็น​เทพ​หญิง​ใน​ภาพวาด​พวก​นั้น​ พอ​คิดถึง​ภาพ​เหตุการณ์​ที่​ ‘งดงาม​จน​มิอาจ​บรรยาย​’ นั้น​แล้ว​จะมีความรู้สึก​เช่นไร​?

เคย​มีเซียน​กระบี่​อาวุโส​ก่อกำเนิด​จาก​ต่างถิ่น​คน​หนึ่ง​เดิน​ทางผ่าน​แคว้น​หวง​ถิง โดยสาร​เรือ​ล่อง​แม่น้ำ​ ร่ำสุรา​ใต้​แสงจันทร์​กับ​สหาย​ เกิด​นึก​สนุก​ขึ้น​มาใน​ฉับพลัน​ โยก​จอก​สุรา​ทิ้ง​ลง​น้ำ​ มัน​ก็​กลายร่าง​เป็น​ห่าน​ฟ้าขาว​ตัว​หนึ่ง​ (ป๋า​ย​หู​)

ภายหลัง​เคย​มีความสัมพันธ์​ฉาบฉวย​กับ​ฮ่องเต้​บุกเบิก​แคว้น​ของ​แคว้น​หวง​หลวน​อยู่​ช่วง​ระยะเวลา​หนึ่ง​

และ​ ‘สหาย​’ ของ​ผู้ฝึก​ตน​ก่อกำเนิด​คน​นั้น​ก็​คือ​บิดา​ของ​อู๋​อี้​ เฉิงหลง​โจว​เจียว​เฒ่าอายุ​หมื่น​ปี​ ซึ่งได้​ขอ​ความรู้​ด้าน​มรรค​กถา​จาก​นักพรต​เต๋า​ที่​พเนจร​ท่องเที่ยว​มาจน​ถึงที่​แห่ง​นี้​อย่าง​นอบน้อม​

ดังนั้น​ใน​สายตา​ของ​อู๋​อี้​แล้ว​ เหนียง​เนียง​เทพ​วารี​แม่น้ำ​ป๋า​ย​หู​ที่​ความเป็นมา​ไม่เที่ยงตรง​ ไม่มีคำ​ว่า​ชาติกำเนิด​ให้​กล่าวถึง​ผู้​นี้​จะคู่ควร​มานั่ง​ทัดเทียม​กับ​ตน​ได้​อย่างไร​?

เพียงแต่​จนถึง​ทุกวันนี้​อู๋​อี้​ก็​ยัง​ไม่รู้​ตัวตน​ที่​แท้จริง​ของ​นักพรต​ผู้​นั้น​ แม้แต่​ชื่อ​ก็​ยัง​ไม่ทราบ​

จำได้​แค่​ว่า​เป็น​นักพรต​ต่างถิ่น​ที่​มีรูปโฉม​เป็น​วัยกลางคน​ สวม​เสื้อ​สีเหลือง​รองเท้า​ผ้าป่าน​ สะพาย​กระบี่​ถือ​แส้ปัดฝุ่น​ มีมาด​ของ​เซียน​อยู่​มาก​จริงๆ​

ภายหลัง​อู๋​อี้​เคย​ถามบิดา​อยู่​ครั้งหนึ่ง​ จากนั้น​ก็​ไม่กล้า​ถามอีก​

ปี​นั้น​เฉิงหลง​โจว​แค่​เอ่ย​มาสอง​ประโยค​ราวกับ​การ​ทาย​คำ​ปริศนา​ พูด​ก็​เหมือน​ไม่ได้​พูด​

‘ใช้เรือน​กาย​ที่​มีจำกัด​หลอม​เรือน​แห่ง​เพลิง​อัน​ไร้​ที่​สิ้นสุด​’

‘สร้าง​โอสถ​ทอง​ที่​ไร้​ผู้ใด​ทัดทาน​ เซียน​ดิน​ไม่ถูก​เซียน​ฟ้าหมิ่น​เกียรติ​’

เห็นได้ชัด​ว่า​บิดา​เลื่อมใส​ใน​ตัว​นักพรต​พเนจร​ผู้​นั้น​มาก​

หาก​ไม่เป็น​เพราะ​มีความสัมพันธ์​ใน​ชั้นนี้​อยู่​ เซียว​หลวน​ก็​อย่า​หวัง​ว่า​จะได้​นั่ง​ตำแหน่ง​ของ​เทพ​วารี​แม่น้ำ​ป๋า​ย​หู​ได้​อย่าง​มั่นคง​

อู๋​อี้​เพิ่ม​น้ำหนัก​เสียง​ถามว่า​ “ทาง​ฝั่งนั้น​ยัง​ปิด​ภูเขา​อยู่​อีก​หรือ​?”

หวง​ฉู่พยักหน้า​ “ยังคง​ห้ามไม่ให้​ผู้​ที่​เกี่ยวข้อง​เข้าไป​ ห้าม​ใคร​มาเยี่ยมเยือน​”

อู๋​อี้​เบ้​ปาก​ พูด​ด้วย​สีหน้า​ซับซ้อน​ “กล้า​เชื่อ​หรือไม่​?”

หวง​ฉู่ปิดปาก​อย่าง​รู้​กาลเทศะ​

ใช้เวลา​ไม่ถึงสามสิบ​ปี​ ภูเขา​ลั่วพั่ว​ก็​เปลี่ยน​จาก​ภูเขา​ที่​ไม่มีชื่อเสียง​กลาย​มาเป็น​สำนัก​อักษร​จงแห่ง​หนึ่ง​

จวน​เซียน​บน​ภูเขา​หลาย​แห่ง​ที่​กว่า​จะก่อตั้ง​สำนัก​ได้​ไม่ใช่เรื่อง​ง่าย​ บางที​เวลา​สามสิบ​ปี​ผ่าน​ไป​อาจจะ​ได้​แค่​รับ​ลูกศิษย์​มาไม่กี่​คน​ สร้าง​จวน​ซึ่งเป็น​สถานที่​ประกอบ​พิธีกรรม​ สร้าง​ค่าย​กล​ใหญ่​ปกป้อง​ภูเขา​ได้​สำเร็จ​ แค่​พอ​จะถือว่า​มีรูป​มีร่าง​อย่าง​ถูไถ และ​หาก​สามารถ​หยัดยืน​อยู่​ใน​พื้นที่​ได้​อย่าง​มั่นคง​ คุ้นหน้า​คุ้นตา​กัน​ดี​กับ​จวน​เซียน​หรือ​แคว้น​ล่าง​ภูเขา​ใกล้เคียง​ก็​ต้อง​จุด​ธูป​ขอบคุณ​พระ​ขอบคุณ​เจ้าแล้ว​

ดังนั้น​หวง​ฉู่ย่อม​ไม่กล้า​เชื่อ​

เพียงแต่​เขา​หรือ​จะกล้า​ปากมาก​วิพากษ์วิจารณ์​การลุก​ผงาด​ของ​ภูเขา​ลั่วพั่ว​

อันที่จริง​สำหรับ​ภูเขา​ลั่วพั่ว​แห่ง​นั้น​ ปี​นั้น​อู๋​อี้​และ​จวน​จื่อ​หยาง​ไม่เคย​เก็บ​มาใส่ใจสัก​เท่าไร​ แล้วก็​ไม่เคย​คิด​จะสาน​สัมพันธ์​ดึง​มาเป็น​พวก​ ประคับประคอง​ความสัมพันธ์​ควัน​ธูป​ต่อกัน​ด้วย​

แต่​พอ​มาถึงวันนี้​ ต่อให้​จวน​จื่อ​หยาง​อยาก​จะไป​ตีสนิท​ด้วย​ก็​ไม่มีทาง​ปีนป่าย​ได้​ถึง

ภูเขา​ลั่วพั่ว​ที่​ไม่มีชื่อเสียง​ซึ่งตั้งอยู่​ใกล้​กับ​ภูเขา​พี​อวิ๋น​แห่ง​นั้น​ ตอน​ไม่ส่งเสียง​ก็​เงียบงัน​ พอ​ส่งเสียง​ที​กลับ​สร้าง​ความ​ตะลึงพรึงเพริด​ให้​กับ​ผู้คน​ ภูเขา​ตะวัน​เที่ยง​ที่​เพิ่งจะ​เลื่อนขั้น​เป็น​สำนัก​ก็​เหมือน​หิน​รองเท้า​น่าเวทนา​ที่​ได้​แต่​ช่วย​ขับดัน​ให้​ภูเขา​ลั่วพั่ว​โดดเด่น​ขึ้น​

ก็​เหมือน​อย่าง​ฝั่งของ​ศาล​ลม​หิมะ​ที่​เอ่ย​ประโยค​เป็นธรรม​ บอก​ว่าการ​จัด​งานพิธี​เฉลิมฉลอง​ของ​เจ้าสำนัก​จู๋หวง​ครั้งนี้​คือ​การ​จัดงาน​ให้​กับ​ภูเขา​ลั่วพั่ว​โดยแท้​

อู๋​อี้​รีบ​ให้​เจ้าจวน​คน​ปัจจุบัน​ของ​หวง​ฉู่เดินทาง​ไป​เยือน​เขต​หลง​โจว​เก่า​ด้วยตัวเอง​รอบ​หนึ่ง​ทันที​ เพื่อ​นำ​ของขวัญ​ร่วม​แสดงความยินดี​ที่​มาถึงอย่าง​เชื่องช้า​ไป​มอบให้​ ต่อให้​จะไม่เป็นที่ชื่นชอบ​ แต่​ถึงอย่างไร​ก็​คง​ไม่มีใคร​ยื่นมือ​มาตบหน้า​คน​ที่​ยิ้ม​ให้​

ตอนนั้น​เจ้าขุนเขา​หนุ่ม​ไม่อยู่​บ้าน​ ออก​เดินทางไกล​อีกครั้ง​แล้ว​ คน​ที่รับรอง​แขก​ของ​ฝั่งภูเขา​ลั่วพั่ว​คือ​ผู้ดูแล​จูเหลี่ยน​ ซึ่งก็​ถือว่า​เป็น​คุ้นหน้า​คุ้นตา​กัน​ครึ่งตัว​ ปี​นั้น​เขา​เคย​ติดตาม​เฉิน​ผิง​อัน​มาเป็น​แขก​ที่​จวน​จื่อ​หยาง​ด้วย​ จึงพูดคุย​กับ​หวง​ฉู่คล้าย​รำลึก​ความหลัง​ ถือว่า​คุย​กัน​ได้​ถูกคอ​อยู่​มาก​

การ​ที่​อู๋​อี้​ไม่ได้​ไป​เยือน​ภูเขา​ลั่วพั่ว​ด้วยตัวเอง​ จะว่า​ไป​แล้วก็​น่าขำ​ เพราะว่า​นาง​วางหน้า​ไม่ลง​ แล้วก็​ยิ่ง​เพราะ​นาง​…ไม่กล้า​ไป​

ปี​นั้น​ข้าง​กาย​ของ​เฉิน​ผิง​อัน​มีแม่นาง​น้อย​ถ่าน​ดำ​ติด​ตามมา​ด้วย​ ใคร​จะไป​คิด​ว่า​นาง​ก็​คือ​เจิ้งเฉียน​ปรมาจารย์​ใหญ่​หญิง​ใน​ภายหลัง​! คือ​เผย​เฉียน​ลูกศิษย์​ใหญ่​เปิด​ขุนเขา​ของ​ภูเขา​ลั่วพั่ว​

สงคราม​ที่​ภาค​กลาง​ของ​แจกัน​สมบัติ​ทวีป​ครั้งนั้น​ อู๋​อี้​เคย​ออกแรง​มาก่อน​ แล้วก็​เคย​เห็น​เจิ้งเฉียน​ปล่อย​หมัด​อยู่​บน​สนามรบ​ไกลๆ​ มาก่อน​

หญิงสาว​ที่​มวยผม​ทรงกลม​กลาง​ศีรษะ​มักจะ​ทำ​สอง​เรื่อง​ทั้ง​ฆ่าปีศาจ​และ​ช่วย​คน​อย่าง​ไม่ถ่วง​รั้ง​กันเอง​

ใน​ทาง​ส่วนตัว​ ระหว่าง​ที่​หยุดพัก​จาก​สงคราม​ เซียน​ซือ​ทำเนียบ​หลาย​คน​ของ​แจกัน​สมบัติ​ทวีป​มารวมตัวกัน​ พูด​ไป​พูด​มา สุดท้าย​คง​เพราะ​เกิด​ความรู้สึก​ร่วมกัน​ถึงได้​รู้สึก​ว่า​โชคดี​ที่​เจิ้งเฉียน​เป็น​คนกันเอง​

เมืองหลวง​สำรอง​ต้า​หลี​ยัง​ถึงขั้น​เคย​มีมติ​อย่างหนึ่ง​ให้​นาง​เป็น​กรณีพิเศษ​ อนุญาต​ให้​ตอนที่​กระโจน​ลง​สู่สนามรบ​ เจิ้งเฉียน​สามารถ​เปิด​เส้น​ทางการ​สู้รบ​เส้น​หนึ่ง​เพียงลำพัง​ได้​

ไม่ว่า​อย่างไร​อู๋​อี้​ก็​มิอาจ​นำ​ภาพ​ของ​ปรมาจารย์​ใหญ่​หญิง​อายุ​น้อย​ที่​ท่วงท่า​องอาจ​สง่างาม ทุกครั้งที่​ลงมือ​จะมาพร้อมกับ​พลานุภาพ​ดุจ​อสนีบาต​เสมอ​ มาทับซ้อน​เข้ากับ​ถ่าน​ดำ​น้อย​ใน​ปี​นั้น​ได้​

อู๋​อี้​ยัง​จำได้​ว่า​ใน​งานเลี้ยง​สุรา​คืน​นั้น​ ข้าง​กาย​ของ​เฉิน​ผิง​อัน​มีขวด​น้ำมัน​น้อย​คน​หนึ่ง​ติด​ตามมา​ด้วย​จริงๆ​ คือ​แม่นาง​น้อย​ที่​เฉลียวฉลาด​เจ้าเล่ห์​คน​หนึ่ง​ นาง​ใช้ข้ออ้าง​ที่​ไม่ได้เรื่อง​เอา​เสีย​เลย​ อยาก​จะขออนุญาต​อาจารย์​อย่าง​เฉิน​ผิง​อัน​ดื่มเหล้า​หมัก​เซียน​ของ​ที่​จวน​สัก​หนึ่ง​จอก​ ผล​คือ​สุดท้าย​ก็​ยัง​ได้​แต่​ดื่ม​สุรา​หมัก​ผลไม้​จอก​หนึ่ง​แก้​กระหาย​เท่านั้น​

ปี​นั้น​อู๋​อี้​อยู่​ใน​เมืองหลวง​สำรอง​ มีครั้งหนึ่ง​นั่ง​รถม้า​ไป​เยี่ยม​หา​สหาย​ บังเอิญ​เจอ​กับ​ปรมาจารย์​อายุ​น้อย​ที่​เดินเท้า​อยู่​ ตอนนั้น​อู๋​อี้​ยัง​มึนงง​ไม่เข้าใจ​ ไม่รู้​ว่า​เจิ้งเฉียน​ที่​ขึ้นชื่อว่า​ไม่ชอบ​แย้มยิ้ม​พูดคุย​ผู้​นั้น​ เหตุใด​ถึงได้​ยินดี​เป็น​ฝ่าย​ผงกศีรษะ​ทักทาย​ตน​ บน​ใบหน้า​ยังมี​รอยยิ้ม​ประดับ​อยู่​หลาย​ส่วน​ บางที​อีก​ฝ่าย​อาจจะ​จริงใจ​ แต่​พอ​อยู่​ใน​สายตา​ของ​คนนอก​ อันที่จริง​กลับ​น่าขนลุก​อย่าง​มาก​

เนื่องจาก​รอ​กระทั่ง​เจิ้งเฉีย​ลงมือ​หลายครั้ง​เข้า​ ทาง​เมืองหลวง​สำรอง​ของ​ต้า​หลี​ก็​เริ่ม​มีคำพูด​หยอกล้อ​อย่างหนึ่ง​แพร่หลาย​ออก​ไป​ ‘เจิ้งเฉียน​คลี่​ยิ้ม​ สนามรบ​ประสบ​หายนะ​’

ทุกครั้งที่​นาง​พา​ตัว​เข้าสู่​สนามรบ​ก็​ล้วน​มีผลลัพธ์​ประหนึ่ง​ฟ้าถล่ม​ดิน​ทลาย​ทุกครั้ง​ สถานที่​ที่​นาง​เยื้องกราย​ผ่าน​ล้วน​กลายเป็น​หลุม​เป็น​บ่อ​มีแต่​ซากปรักหักพัง​

มีเพียง​ตอนที่​เจอ​เผ่า​ปีศาจ​ที่​แข็งแกร่ง​หรือไม่​ก็​ตอนที่​นาง​ได้รับบาดเจ็บ​ไม่เบา​เท่านั้น​ เจิ้งเฉียน​ถึงจะพอ​มีรอยยิ้ม​บน​ใบหน้า​ ราวกับ​ในที่สุด​ก็​รู้สึก​ว่า​พอ​จะน่าสนใจ​ได้​บ้าง​แล้ว​

หวง​ฉู่เอ่ย​ถาม “บรรพ​จารย์​จะไป​พบ​เซียว​หลวน​เมื่อไหร่​หรือ​?”

อู๋​อี้​หัวเราะ​หยัน​ “ปล่อย​ให้​นาง​รอ​ไป​อีก​หลาย​ๆ ชั่ว​ยาม​ก็แล้วกัน​ รอ​ให้​ก่อน​จะเริ่ม​งานเลี้ยง​คืน​ข้าม​ปี​ค่อย​ส่งแขก​ มาคุย​เรื่อง​เป็นการเป็นงาน​กับ​ข้า​? ถ้าอย่างนั้น​ข้า​ก็​จะให้โอกาส​นาง​ได้​พูด​สามประโยค​”

ครั้งนี้​เซียว​หลวน​มาเยือน​จวน​จื่อ​หยาง​พา​ผู้ติดตาม​อย่าง​ซุน​เติง​มาแค่​คนเดียว​ คือ​ผู้ฝึก​ยุทธ​เต็มตัว​คน​หนึ่ง​ ทั้ง​ยัง​เป็น​ผู้​ถวายงาน​อันดับ​หนึ่ง​ของ​จวน​วารี​แม่น้ำ​ป๋า​ย​หู​ด้วย​

ทาง​จวน​ช่วย​จัดหา​ที่พัก​ให้​ นั่น​คือ​สถานที่​ที่​เงียบสงบ​ซึ่งจะดี​จะชั่ว​ก็​เป็น​เรือน​เดี่ยว​เหมือน​อย่าง​คราวก่อน​ ชื่อเสียง​ของ​เหนียง​เนียง​เทพ​วารี​แม่น้ำ​ป๋า​ย​หู​ ไม่ว่า​จะอยู่​แห่งหน​ใด​ใน​แคว้น​หวง​หลวน​ก็​ล้วน​ได้รับ​ความนิยม​อย่าง​มาก​ ต่อให้​เป็น​ใน​ตำหนัก​ใหญ่​ของ​วังหลวง​แคว้น​หวง​ถิง เซียว​หลวน​ก็​ยัง​เป็น​แขก​ผู้มีเกียรติ​ของ​จักรพรรดิ​ มีเพียง​อยู่​ใน​จวน​จื่อ​หยาง​แห่ง​นี้​เท่านั้น​ที่​ใช้ไม่ได้​ผล​

การ​สร้าง​บุญคุณ​กับ​คน​บน​โลก​มีนับ​พัน​นับ​หมื่น​ชนิด​ มีเพียง​เรื่อง​ขอร้อง​คนอื่น​ที่​ได้​แต่​ต้อง​ยอม​ก้มหัว​เท่านั้น​

เซียว​หลวน​จุด​ธูป​ต้ม​ชาอยู่​ใน​ห้อง​ อุปกรณ์​ชงชาและ​น้ำ​ที่​ใช้ใน​การชงชา​ เซียว​หลวน​ล้วน​พก​เอา​มาเอง​ เวลานี้​นาง​กำลัง​ดื่ม​ชาอยู่​กับ​ซุน​เติง​ พอ​วาง​ถ้วย​ชาลง​แล้วก็​ยิ้มเจื่อน​เอ่ย​ว่า​ “เดือดร้อน​ให้​ผู้​ถวายงาน​ซุน​ต้อง​ถูก​คน​หัวเราะเยาะ​ไป​ด้วย​แล้ว​”

เมื่อ​ครู่​ที่​จวน​เกิด​ความเคลื่อนไหว​ครึกโครม​ขนาด​นั้น​ เสียง​ตะโกน​เรียกขาน​บรรพ​จารย์ต้งห​ลิง​ก็​ดังสนั่น​ฟ้า บวก​กับ​ที่​ริ้ว​กระเพื่อม​ของ​คาถา​น้ำ​ยาม​ที่​อู๋​อี้​เยื้องกราย​มาถึง แต่​เซียว​หลวน​กลับ​มั่นใจ​ได้​เลย​ว่า​ใน​ช่วงเวลา​อัน​ใกล้​นี้​ตน​ไม่มีทางได้​พบ​หน้า​อู๋​อี้​แน่นอน​

ซุน​เติง​เอ่ย​ด้วย​สีหน้า​เรียบ​เฉย​ “ข้า​หัวเราะ​คนอื่น​ คนอื่น​หัวเราะ​ข้า​ จิตใจ​ที่​นิ่ง​สงบ​มอง​เรื่อง​ที่​ปกติธรรมดา​”

ดวงตา​งดงาม​คู่​นั้น​ของ​เซียว​หลวนทอ​ประกาย​ระยับ​ ยิ้ม​เอ่ย​ว่า​ “หาก​ผู้​ถวายงาน​ซุน​เป็น​ผู้ฝึก​ตน​ จวน​วารี​แม่น้ำ​ป๋า​ย​หู​ก็​จะกลายเป็น​วัด​เล็ก​ไป​เสียแล้ว​”

ซุน​เติง​ส่ายหน้า​ “เป็น​ฝึก​ยุทธ​ยัง​ไม่ได้ดิบได้ดี​ ยิ่ง​ไม่ต้อง​พูดถึง​การ​ฝึก​ตน​เลย​”

เดิน​ขึ้น​เขา​ฝึก​ตน​พิถีพิถัน​ใน​เรื่อง​คุณสมบัติ​ฐาน​กระดูก​และ​วาสนา​ตระกูล​เซียน​มากเกินไป​ ซุน​เติง​รู้​ตัวดี​ว่า​ตัวเอง​ไม่มีชะตา​เช่นนั้น​

เซียว​หลวน​เติม​น้ำชา​ให้​กับ​ซุน​เติง​ หลังจาก​คุย​เล่น​กัน​ไป​สอง​สามประโยค​ เหนียง​เนียง​เทพ​วารี​แม่น้ำ​ป๋า​ย​หู​ท่าน​นี้​ก็​ยัง​ยาก​จะปกปิด​สีหน้า​กลัดกลุ้ม​เอาไว้​ได้​

คราวก่อน​นาง​โชคดี​ พอ​จะกล้อมแกล้ม​ผ่าน​ด่าน​ไป​ได้​ แต่​คราวนี้​ล่ะ​?

ครั้งนี้​นาง​มาเยือน​ถึงที่​ก็​เพราะ​ต้องการ​จะปรึกษา​เรื่องสำคัญ​ที่​เกี่ยวพัน​กับ​มหา​มรรคา​ของ​ตัวเอง​กับ​อู๋​อี้​ เพราะ​เซียว​หลวน​เพิ่งจะ​ได้ข่าว​ลับ​มาจาก​ที่ว่าการ​กรม​พิธีการ​แคว้น​หวง​หลวน​ว่า​ ตำแหน่ง​เทพ​วารี​ที่​สำคัญ​หลาย​ตำแหน่ง​ซึ่งต้า​หลี​เว้น​ว่าง​มานาน​หลาย​ปี​ ยกตัวอย่างเช่น​จวน​วารี​แม่น้ำ​เถี่ยฝู​ที่​ไม่มีเจ้าของ​ชั่วคราว​ และ​ยังมี​ตำแหน่ง​เฉียน​ถังจ่างของ​เฉาหย่ง​หลิน​หลี​ป๋อ​ที่ว่าง​อยู่​ อีกไม่นาน​ก็​จะมีการ​เสริม​ตำแหน่ง​ที่ว่าง​ตามลำดับ​แล้ว​ ราชสำนัก​ต้า​หลี​วางแผน​เพื่อ​เรื่อง​นี้​มานาน​มาก​แล้ว​ ใน​ฐานะ​เทพ​วารี​ของ​สถานที่​แห่ง​หนึ่ง​ใน​แคว้น​ใต้​อาณัติ​ของ​ต้า​หลี​ ทำเนียบ​ขุนเขา​สายน้ำ​ของ​เซียว​หลวน​เป็น​แค่​ขั้น​หก​ แน่นอน​ว่า​นาง​มิกล้า​เพ้อฝัน​ไป​มากกว่า​นี้​ เรื่อง​ที่​สำคัญ​ที่สุด​ยัง​เป็น​ข่าวลือ​เล็ก​ๆ อย่างหนึ่ง​ที่​ลือ​กัน​ได้​น่าเชื่อถือ​ บอ​กว่า​เย่​ชิงจู๋เหนียง​เนียง​เทพ​วารี​ของ​แม่น้ำ​อวี้เย่​เหมือน​จะตั้งใจ​อยาก​เปลี่ยน​น่านน้ำ​ที่​ปกครอง​ดูแล​ ยินดี​จะย้าย​ไป​อยู่​ที่อื่น​ นาง​ถึงขั้น​ยอม​ลด​ระดับ​ขั้น​ลง​ แต่​ก็​ต้อง​ไป​จาก​แม่น้ำ​อวี้เย่​ให้จงได้​

แม่น้ำ​หัน​สือ​ซึ่งเป็น​เทพ​วารี​ระดับ​หนึ่ง​ของ​แคว้น​หวง​ถิงอยาก​จะเข้า​เสริม​ตำแหน่ง​ของ​แม่น้ำ​เถี่ยฝู​ และ​แม่น้ำ​ป๋า​ย​หู​ของ​เซียว​หลวน​ก็​มีธาตุ​น้ำ​ที่​ใกล้เคียง​กับ​แม่น้ำ​หัน​สือ​ หาก​เทพ​วารี​แม่น้ำ​หัน​สือ​ได้​เลื่อนขั้น​ เซียว​หลวน​ก็​มีหวัง​ที่จะ​ได้​พัฒนา​ไป​อีก​ขั้น​ เปลี่ยน​ตำแหน่งที่ตั้ง​ทั้ง​ของ​ร่าง​ทอง​เทพ​วารี​และ​จวน​วารี​ไป​พร้อมๆ กัน​ และ​ยัง​ได้​ยก​ระดับความสูง​ของ​เทวรูป​ขึ้นไป​อีก​หนึ่ง​ฉื่อ​ได้​ตาม​กฎ​

เซียว​หลวน​ยินดี​ให้​คำสัญญา​กับ​จวน​จื่อ​หยาง​ว่า​ตนเอง​ยินดี​ไป​พบ​ฮ่องเต้​ที่​เมืองหลวง​แคว้น​หวง​ถิง ให้การ​สนับสนุน​เทพ​วารี​ลำคลอง​เถี่ยเชวี่ยน​อย่าง​เต็มกำลัง​ เขา​เอง​ก็​จะได้​เลื่อนขั้น​ขึ้นไป​อีก​ระดับ​ มารับหน้าที่​เป็น​เทพ​ของ​แม่น้ำ​ป๋า​ย​หู​ ซึ่งการกระทำ​เช่นนี้​ก็​ไม่ถือว่า​ละเมิด​กฎ​

วงการ​ขุนนาง​ก็​เป็น​เช่นนี้​ ขุนนาง​คน​หนึ่ง​ถูก​เปลี่ยน​สถานะ​ ย้าย​ตำแหน่งหน้าที่​ ไม่ว่า​จะได้​เลื่อนขั้น​หรือ​สูญเสีย​ตำแหน่ง​ขุนนาง​ไป​ ส่วนใหญ่​ก็​มักจะ​ ‘สร้าง​ความ​ผาสุก​’ ให้​กับ​ขุนนาง​กลุ่ม​ที่อยู่​เบื้องล่าง​ได้​เสมอ​

และ​วงการ​ขุนนาง​ของ​ขุนเขา​สายน้ำ​ก็​ยิ่ง​เห็นได้ชัด​เจน​ว่า​หาก​ผ่าน​หมู่บ้าน​นี้​ไป​ก็​ไม่มีร้าน​นี้​อีกแล้ว​ ส่วนใหญ่​แล้ว​หาก​พลาด​แล้วก็​พลาด​เลย​ หลังจากนั้น​ก็ได้​แต่​เบิกตา​รอ​จน​ตา​แห้ง​นาน​เป็น​ร้อย​ปี​หรือ​อาจ​ถึงขั้น​ได้​แต่​ร้อนใจ​เปล่าๆ​ นาน​หลาย​ร้อย​ปี​

เซียว​หลวน​จึงอยาก​จะลอง​มาพูดคุย​เสี่ยง​ดวง​กับ​ทาง​ฝ่าย​นี้​ดู​ เพราะ​คราวก่อน​เคย​เสียเปรียบ​ หาก​ไม่เป็น​เพราะ​ใคร​บางคน​ช่วย​พูด​ทวง​ความเป็นธรรม​ให้​ ตน​จะได้​เดิน​ออก​ไป​จาก​จวน​จื่อ​หยาง​หรือไม่​ก็​ยัง​บอก​ได้​ยาก​ อันที่จริง​หลาย​ปี​มานี้​เซียว​หลวน​ก็​พยายาม​แก้ไข​อยู่​หลายครั้ง​ เป็น​ฝ่าย​ซ่อมแซม​ความสัมพันธ์​กับ​จวน​จื่อ​หยาง​ ทว่า​กลับ​ไม่เคย​ได้​พบ​หน้า​อู๋​อี้​เลย​สักครั้ง​

แต่​หาก​จะบอ​กว่า​ให้​เซียว​หลวน​เอาอย่าง​เทพ​วารี​แม่น้ำ​อวี้​เจียง​ที่​เผาผลาญ​ความสัมพันธ์​ควัน​ธูป​ ใช้สถานะ​ของ​เทพ​วารี​ไป​ขอ​เอกสาร​ผ่าน​ด่าน​ข้าม​ขุนเขา​มาจาก​ทาง​ราชสำนัก​ วิ่ง​ไป​ตีสนิท​กับ​ใคร​บางคน​ เซียว​หลวน​มิอาจ​ทำ​เรื่อง​หน้าไม่อาย​แบบนี้​ออกมา​ได้​จริงๆ​ แล้ว​นับประสาอะไร​กับ​ที่​นาง​ยัง​กลัว​ว่า​จะเป็นการ​ปล่อยไก่​เสียเปล่า​ พอ​ไป​ถึงภูเขา​ลั่วพั่ว​แล้ว​ได้​กิน​น้ำแกง​ประตู​ปิด​ยัง​ไม่นับ​เป็น​อะไร​ได้​ กลัว​ก็​แต่ว่า​จะทำให้​เจ้าขุนเขา​หนุ่ม​ที่​ทั่ว​ร่าง​เห​มือ​น.​..มีแต่​กลิ่นอาย​เที่ยงธรรม​ผู้​นั้น​โมโห​เอา​ได้​

หลาย​ปี​มานี้​เซียว​หลวนฮู​หยิน​ทั้ง​มีมารยาท​ทั้ง​เคารพนับถือ​ซุน​เติงเค่อ​ชิงอันดับ​หนึ่ง​ของ​จวน​วารี​บ้าน​ตน​อย่าง​มาก​ เพราะ​ผู้ฝึก​ยุทธ​เต็มตัว​ที่มา​พึ่งพิง​แม่น้ำ​ป๋า​ย​หู​กลางคัน​ผู้​นี้​ต่างหาก​จึงจะเป็น​ผู้สูงศักดิ์​อันดับ​หนึ่ง​ของ​จวน​เทพ​วารี​บ้าน​ตน​อย่าง​แท้จริง​

อีก​ทั้ง​ซุน​เติง​ก็​เคย​อยู่​ใน​กองทัพ​ของ​แคว้น​หวง​ถิง เคย​นำ​ทัพ​ทำสงคราม​ด้วยตัวเอง​มาก่อน​ หลาย​ปี​มานี้​ก็​จัดการ​จวน​วารี​ที่​เดิมที​กฎเกณฑ์​หละหลวม​ให้​กลับมา​มีระเบียบ​ ดำเนินการ​ได้​อย่าง​เป็น​ขั้น​เป็น​ตอน​เรียบร้อย​จริงๆ​

นับแต่​โบราณ​มามีวีรบุรุษ​ผู้​มาก​ความสามารถ​มาก​แค่​ไหน​ที่​เป็น​ดั่ง​เมฆสลาย​หิมะ​ละลาย​บุปผา​ร่วงโรย​จันทร์​ส่อง​แสงอ่อน​จาง คน​แยกจาก​จอก​สุรา​ว่างเปล่า​

เซียว​หลวน​ไม่อยาก​ให้​ซุน​เติง​ต้อง​หดหู่ใจ​กับ​การ​มาเยือน​ที่​แห่ง​นี้​เกินไป​จึงฝืน​ทำตัว​ให้​กระ​ป​รี้​กระ​เป่า​ คุย​เรื่อง​ประหลาด​และ​คน​ที่​น่าสนใจ​ซึ่งเกิดขึ้น​ใหม่​ที่​ราชวงศ์​ต้า​สุย​กับ​เขา​

ทาง​ฝั่งของ​ลำคลอง​เถี่ยเชวี่ยน​ เดินเล่น​กับ​เกา​เนี่ย​งไป​พัก​หนึ่ง​ เฉิน​ผิง​อัน​ก็​เอ่ย​ขอตัว​ลา​ เข้ามา​ใน​จวน​จื่อ​หยาง​พร้อมกับ​ชิงถงโดยที่​ผี​ไม่รู้​เทพ​ไม่เห็น​ ตรงดิ่ง​มาถึงนอก​โถงเจี้ยน​ชื่อ​ หยุด​ยืน​อยู่​ครู่หนึ่ง​

หลังจากนั้น​อู๋​อี้​ก็​เดิน​ข้าม​ธรณีประตู​ของ​ห้องโถง​ใหญ่​ออกมา​พร้อม​เจ้าจวน​หวง​ฉู่ โดยที่​ไม่รู้​เลย​ว่า​แท้จริง​แล้ว​มีคนนอก​สอง​คน​มายืน​อยู่​ข้างๆ​ ใน​ระยะ​ประชิด​

เฉิน​ผิง​อัน​สอด​สอง​มือ​ไว้​ใน​ชาย​แขน​เสื้อ​ ยืน​อยู่​นอก​ประตู​ มอง​กรอบ​ป้าย​ของ​ศาล​บรรพ​จารย์​ที่​แขวน​ไว้​สูง แค่​มอง​ก็​รู้​ว่า​เป็น​ลายมือ​ของ​เฉิงหลง​โจว​เจ้าขุนเขา​สำนักศึกษา​ต้าฝู​

ก่อนหน้านี้​อยู่​ใน​อำเภอ​สุ้ย​อัน​ เฉิน​ผิง​อัน​พา​ชิงถงไป​หยุด​อยู่​นอก​โรงเรียน​เก่า​โทรม​แห่ง​หนึ่ง​ที่​ประตู​ใหญ่​ปิด​แน่น​

ตอนนั้น​เฉิน​ผิง​อัน​ยืน​อยู่​นอก​รั้ว​ไม้ต่ำ​เตี้ย​ มอง​อย่าง​เหม่อลอย​

ความมานะ​ทั้ง​ชีวิต​อยู่​ใน​ผืน​นา​แห่ง​หัวใจ​ เรือน​แห่ง​ใจก็​คือ​ห้อง​ขัด​กระบี่​

คืนนี้​คือ​คืน​สิ้นปี​วันที่​สามสิบ​ที่​ทุก​คนใน​ครอบครัว​มาอยู่​พร้อมหน้า​กัน​ พรุ่งนี้​ก็​จะเป็น​วัน​เริ่มต้น​ฤดูใบไม้ผลิ​ที่​ได้​บอกลา​ปี​เก่า​ต้อนรับ​ปีใหม่​แล้ว​

หลังจาก​วัน​ที่สอง​เดือน​สอง​ซึ่งเป็น​วัน​มังกร​เชิด​หัว​ของ​ทุกปี​ก็​คือ​เทศกาล​ซ่างซื่อ​ รวมไปถึง​เทศกาล​ชิงหมิง​ที่​ส่วนใหญ่​มักจะ​อยู่​ใน​ช่วง​กลาง​ฤดูใบไม้ผลิ​และ​ปลาย​ฤดูใบไม้ผลิ​ ซึ่งเวลา​ระหว่าง​นี้​ผู้คน​ที่​เดินทาง​ไป​ข้างนอก​ล้วน​จะเรียก​ว่า​ย่ำ​วสันต์​

หลังจากนั้น​ก็​เป็น​วันที่​ห้า​เดือน​ห้า​แล้ว​

โดย​ไม่ทัน​รู้ตัว​ก็​ถึงวัย​ไม่สับสน​ (หมายถึง​คน​อายุ​สี่สิบ​ปี​ ซึ่งถือว่า​เป็น​วัย​ที่​เมื่อ​เผชิญ​กับ​เรื่อง​ต่างๆ​ ก็​สามารถ​แยกแยะ​ได้​อย่าง​ชัดเจน​ไม่มีความ​สับสน​แล้ว​) ครึ่งหนึ่ง​ของ​ชีวิต​ล้วน​อยู่​ท่ามกลาง​การท่องเที่ยว​ฤดูใบไม้ผลิ​

——