กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 46.4 ขอโน้มน้าวท่านว่าอย่าได้หยุดจอก สุรา
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทพิเศษ ตอนที่ 46.4 ขอโน้มน้าวท่านว่าอย่าได้หยุดจอก สุรา
ผู้ฝึกยุทธเว่ยลี่เดินก้าวยาวๆ ออกไป แสงอาทิตย์อัสดงลากเงา ของคนที่คิดถึงบ้านเกิดให้ยาวมาก เหมือนกับสายพิณของเอ้อหูคัน เก่า
เปี้ยนชุนถังแห่งฝ่ ายทะเบียนครัวเรือนของอาเภอหย่งไท่ พอมี เวลาว่างก็จะมุ่นศึกษาด้านการเงิน เสบียงและกิจการคดีความทาง กฎหมาย พักอาศัยอยู่ในที่พักขุนนางแบบนอนรวมเป็ นแถวยาว ร่วมกันโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า วันนี้กินอาหารค่าลวกๆ แล้ว เปี้ยนชุน ถังก็เดินก้าวเร็วๆ กลับมายังที่พัก ฉวยโอกาสตอนที่ยังมีแสง ธรรมชาติเหลืออยู่ เขารีบล้างมือให้สะอาด ขยับเข้าใกล้หน้าต่างอ่าน ตาราสิบกว่าเล่มที่ไม่รู้ว่าเปิดอ่านไปกี่รอบแล้วพวกนั้นนอกจากมุม ขอบหน้าหนังสือเริ่มรุ่ยเป็นขนเล็กน้อย ด้านในก็ไม่มีรอยเปื้อนสักนิด ปั ญญาชนที่บ้านมีเงินมักจะสนใจเนื้อหาที่เขียนไว้ในหนังสือมากกว่า ‘บัณฑิต” อย่างเปี้ยนชุนถังสาหรับคาว่าเคารพถนอมกระดาษและ ตัวอักษร เห็นได้ชัดว่าปฏิบัติจริงได้มากกว่า
หลู่จวงแห่งฝ่ายคุมขังของที่ว่าการอาเภอคือชายโสด ถึงอย่างไร ก็อยู่ว่างไม่มีอะไรท าก็เลยไปเอาเมล็ดแตงมาหาเพื่อนคุยเล่น
เปี้ยนขุนถังเปิดหน้าหนังสือพลางคุยเล่นกับสหายไปด้วย คุยกัน เรื่องข่าวคราวที่ชวนตกใจของวงการขุนนางเมืองหลวงในช่วงนี้ คง เป็นเพราะเมื่อเสมียนอย่างพวกเขาพูดถึง ดูเหมือนว่าก็มีอยู่แค่นั้น ถึง อย่างไรระยะห่างก็ห่างไกลเกินไป ไม่เหมือนอย่างขุนนางของเมือง หลวงที่ต่อให้แค่พูดถึงชื่อบางชื่อก็ต้องตัวสั่นเป็นจักจั่นในหน้าหนาว ปิดปากอย่างมิดชิด
หลู่จวงมาจากกองทัพ ได้รับบาดเจ็บ หลังจากถอนตัวออกจาก กองทัพชายแดนก็มาหาเลี้ยงชีพอยู่ในที่ว่าการอาเภอ ไม่รู้ว่าเหตุใด เขาถึงไม่ไปทางานที่กองงานฝ่ายทหาร ในความเห็นของหลู่จวง สมุด แผนผังที่ดินแบบเกล็ดปลาและทะเบียนบัญชีทรัพย์สิน ที่ดิน รวมถึง ภาษีเงินและเสบียงซึ่งกองงานฝ่ ายทะเบียนสะสมเก็บรักษาไว้ตลอด หลายปี หลายเดือน ไม่ว่าใครมาอ่านก็ต้องปวดหัว แต่ดูเหมือนว่า เปี้ยนชุนถังจะอ่านอย่างมีความสุข
หลู่จวงใส่ใจอนาคตของสหายคนนี้มากกว่าของตัวเองเสียอีก เขาแทะเมล็ดแตง ยังคงพูดเรื่องเดิมซ้าไปซ้ามา “หากสามารถเลื่อน ขั้นอยู่ในฝ่ ายทะเบียนได้อย่างราบรื่น หรือไม่ก็ย้ายไปรับหน้าที่เป็ น เสมียนผู้น้อยช่วยงานผู้ช่วยนายอาเภอได้ ล้วนเป็นทางเลือกที่ไม่เลว เลย ชุนถัง เจ้าอย่าได้ไม่ใส่ใจเช่นนี้ อย่าดูแคลนความร้ายกาจของ การไปมาหาสู่ในชีวิตประจาวัน เจ้าลองดูคนบางคนสิ อย่าว่าแต่อยู่ ต่อหน้านายอ าเภอหวังเป็ นอย่างไรเลย ต่อให้เจอกับลูกชายของ นายอ าเภอหวังบนถนน…”
เปี้ยนขุนถังโบกมือไม่ให้สหายพูดต่อ ยิ้มเอ่ยว่า “ข้าจะไม่รู้ หลักการเหตุผลพวกนี้ได้อย่างไร เพียงแต่ว่าค าพูดมาถึงปาก เกิด เรื่องขึ้นจริงๆ แล้ว ให้ตายอย่างไรก็พูดไม่ออก ทาไม่ลงก็เท่านั้น”
ที่ว่าการอาเภอหย่งไท่คือประตูที่ว่าการใหญ่ ขนาดและจานวน คนมีแต่จะใหญ่และมากกว่าที่ทาการของเจ้าเมืองหรือผู้ว่าการหัว เมืองในท้องถิ่น พูดถึงแค่ฝ่ ายทะเบียนของที่ว่าการอ าเภอก็แบ่ง ออกเป็ นฝ่ ายเหนือกับฝ่ ายใต้ ทุกวันนี้เปี้ยนชุนถังก็คือ “หัวปี้” ของ ฝ่ายใต้ถือเป็นหนึ่งในผู้ช่วยของ “จิงเฉิง” ซึ่งนั่งครองเก้าอี้อันดับหนึ่ง ในฝ่ ายทะเบียน เพราะเปี้ยนชุนถังมิได้มาจากสายทางการ มิได้มี ชื่อเสียงจากการสอบเคอจวี่ เป็นเพียงผู้ไม่อยู่ในกระแสและไร้ล าดับ ยศในราชสานักต้าหลี คาว่าขุนนางกับเสมียน แม้ต่างกันเพียงอักษร เดียว ทว่าฐานะกลับห่างไกลกันดุจฟ้ากับดิน
หลู่จวงถอนหายใจ เอ่ยสัพยอกว่า “เปิ ดตาราพวกนี้ไปตลอด ชีวิตก็เปิดไม่ได้หมวกอูซาของท่านนายอ าเภอมาหรอกนะ”
เปี้ยนชุนถังหัวเราะ แต่ไม่ได้เอ่ยอะไร บัณฑิตยากจนในใต้หล้า แห่งนี้ เดิมทีพวกเขาก็คือบทกวีชักชวนให้ใฝ่ ศึกษาอันมีความยาว มากที่สุดบทหนึ่งอยู่แล้ว
เขาคิดว่าตัวเองก็คือเสมียนชั้นผู้น้อยน้าขุ่นที่พอจะรู้หนังสือและ การประพันธ์บ้างเล็กน้อย คิดดูแล้วชีวิตนี้น่าจะไม่ได้มีอนาคตยาว ไกลอะไร แต่ลูกชายกลับเป็นเมล็ดพันธ์บัณฑิตเปี้ยนชุนถังหวังว่าวัน หน้าเขาจะสอบเป็นซิ่วไฉได้ แต่กลับไม่กล้าคาดหวังตาแหน่งจวี่เหริน
ในนามนั้น ที่ว่าการอาเภอฉางหนิงดูแลขุนนางที่มีอานาจมาก ที่สุดของราชสานักต้าหลี อาเภอหย่งไท่ดูแลพ่อค้าที่มีเงินมากที่สุด
ยกตัวอย่างเช่นนายอาเภอหันอีที่ตอนนี้ยังเป็ น “รักษาการณ์ ช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงของทุกปีล้วนสามารถทาให้ฮ่องเต้ที่ตัดรวง ข้าวเองกับมือต้อง “จ่ายค่าเช่า” ให้กับที่ว่าการอ าเภอฉางหนิงของ เขา เจ้าว่านายอ าเภอฉางหนิงอย่างเขาเป็นได้เก่งกาจหรือไม่เล่า?
หลู่จวงลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า “ข้ากับหลิวซวิ่นต่าวมี ความสัมพันธ์ที่พอใช้ได้ ข้าออกหน้าไปเชิญเขา เจ้าก็หาโอกาส เลี้ยงข้าวเขาสักมื้อ?”
เปี้ยนชุนถังส่ายหน้า “ไม่มีประโยชน์หรอก ในใจของหลิวช วิ่นต่าวแจ่มแจ้งราวกับกระจก คนอย่างพวกเรา วันพรุ่งนี้วันมะรืนนี้จะ มีค่าสักแค่ไหน เขารู้ดีที่สุด ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอะไรเพราะข้าวมื้อ เดียว ข้าไม่เปลืองเงินส่วนนี้หรอก เจ้าเองก็ไม่จาเป็ นต้องไปติดค้าง น้าใจคนอื่น ล้วนไม่มีความจาเป็น”
หลู่จวงหยิบเมล็ดแตงขึ้นมา ชี้ไปยังสหายรักที่เหมือนนั่งตกปลา อยู่บนแท่นได้อย่างมั่นคงผู้นี้ เอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุนว่า “ดูสิว่าคนอย่าง ชูเจี้ยวอวี่ หลิวซวิ่นต่าวเขาอ่านตารากันอย่างไร แล้วค่อยมาดูเจ้า เปี้ยนชุนถัง อ่านตารากะผายลมเจ้าน่ะสิ”
เปี้ยนชุนถังปิดหน้าหนังสือ ลูบให้เรียบเบาๆ หัวเราะร่าเอ่ยว่า “ไม่ หวังเรื่องอื่นใด หวังแค่ว่าลูกหลานตระกูลปั ญญาชนจะเริ่มต้นขึ้นที่ คนรุ่นของข้าก็แล้วกัน”
ตาแหน่งเจี้ยวอวี้และชวิ่นต่าวคือขุนนางฝ่ ายการศึกษาหลักและ รองของที่ว่าการอาเภอ ซึ่งในระดับหนึ่งสามารถกาหนดได้ว่าใน อนาคต “ยศฐาบรรดาศักดิ์” จะตกแก่ผู้ใดโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางฝั่ ง ของอาเภอหย่งไท่นี้ ขุนนางฝ่ ายการศึกษาย่อมเป็นที่นิยมอย่างมาก ทั้งสูงศักดิ์ทั้งมีอานาจที่แท้จริง ใครจะไม่อยากประจบสอพลอ คนที่อยู่ ในสายอธรรมยังอยากจะให้ลูกหลานบ้านตัวเองได้เรียนหนังสือดีๆ นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกพ่อค้าคนรวยในเมืองหลวงต้าหลีเลย
เมื่อก่อนเปี้ยนชุนถังมักจะไปขอความรู้จากอาจารย์สองคนนี้เป็น ประจ า เพียงแต่พวกเขาไม่สนใจ เสมียนคนหนึ่งได้วิชาความรู้ไปจาก พวกเขาก็เหมือนขโมยเงินทองไปจากในกระเป๋ าของพวกเขา กลับ เป็นสวี่ซวิ่นชูของที่ว่าการอาเภอที่หากพูดให้บ้านๆ หน่อยก็คือหมอ ดูฮวงจุ้ยในที่ว่าการอาเภอ เพียงแต่ว่าอยู่ในต้าหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อยู่ในอาณาเขตของเมืองหลวงที่เป็นสถานที่มังกรซ่อนพยัคฆ์หมอบ ต่อให้สวี่ซวิ่นชูพอจะมีความรู้ที่แท้จริงอยู่บ้างเล็กน้อย แต่จะมีพื้นที่ให้ ใช้งานเสียที่ไหน แต่ผู้เฒ่ากลับชอบเปี้ยนชุนถังมาก มักจะชวนเขา คุยเล่นเป็ นประจา แล้วพ่วงเอาหลู่จวงซึ่งเหมือนถูกจับยัดมาร่วมวง อย่างฝืนๆ ไปด้วย นั่งดื่มสุราเฮฮากันในร้านเล็กๆ แห่งนั้น ผู้เฒ่าชอบ
พล่ามเล่าเรื่องดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์ พูดจาคล่องแคล่วช่าง เจรจายิ่ง
ผู้เฒ่าเคยบอกว่าดูจากโหงวเฮ้งแล้วเปี้ยนชุนถังสูงศักดิ์จนมิอาจ บรรยาย ในอนาคตต้องร่ารวยอย่างแน่นอน
แต่หลู่จวงกลับรู้ดีว่า ดูเหมือนสวี่ซวิ่นซู่มักจะชอบพูดแบบนี้กับ คนไม่น้อยในที่ว่าการอย่างเช่นบอกว่าเขาหลู่จวงจะมีโชคดีครั้งใหญ่ นับตั้งแต่วัยกลางคนเป็นต้นไป
ไม่ว่าจะอย่างไร คาพูดดีๆ ที่ไม่ต้องจ่ายเงินก็ยังคงเป็นคาพูดดีๆ ไม่ใช่หรือ?
เสมียนหนุ่มจากฝ่ ายทะเบียนคนหนึ่งวิ่งมาที่นี่ เรียกเปี้ยนชุนถัง ซึ่งเป็นหัวหน้าของตัวเองอย่างนอบน้อมว่าเปี้ยนเหนียนโถว แล้วหัน หน้ามาเรียกหลู่จวงว่าพี่ใหญ่หลู่ แล้วถึงบอกว่ามีผู้ชายคนหนึ่งมาที่ หน้าประตูที่ว่าการ บอกว่าตัวเองคือเกาซิวจากสานักคุ้มภัยป้ ายอวิ๋ นอยากจะขอเลี้ยงข้าวเปี้ยนเหนียนโถวที่ลาคลองชางผู เปี้ยนชุนถัง สงสัยไม่เข้าใจ แต่หลู่จวงกลับหัวเราะเสียงดัง บอกว่าเหลาสุราของลา คลองชางผู ชั่วชีวิตนี้นับรวมกันแล้วตนยังเพิ่งเคยกินแค่ไม่กี่มื้อ เท่านั้น ต้องตอบตกลงนะ เปี้ยนชุนถังคิดแล้วก็ตัดสินใจว่าจะไปตาม นัด เพียงแต่ว่าไม่อาจเป็นสถานที่ผลาญเงินทองอย่างลาคลองชางผู้ ได้ สานักคุ้มภัยป๋ ายอวิ๋นเพิ่งจะมาลงหลักปั กฐาน เชื่อว่าในมือพวก เขาก็ไม่น่าจะมีเงินเหลือเฟือนัก จะทาตามที่หลู่จวงบอกไม่ได้ อันที่ จริงหลู่จวงก็แค่ล้อเล่น เขาลุกขึ้นตาม กอดไหล่ของเสมียนหนุ่มพูด
อย่างลึกลับว่า รู้หรือไม่ว่าสวี่ซวิ่นชูท านายดวงของเจ้าไว้ว่าอย่างไร? คนหนุ่มย่อมอยากรู้มาก หลู่จวงจึงกดเสียงลงต่าเอ่ยว่าสวี่ซวิ่นซู่เห็น ดีในชะตาชีวิตของเจ้า บอกว่าวันหน้าไม่แน่อาจได้เป็นขุนนางใหญ่ จาไว้นะ ในอนาคตถ้าร่ารวยแล้วก็ห้ามลืมพี่ใหญ่หลู่เด็ดขาด…เปี้ยน ชุนถังเองก็อ่อนใจเหมือนกัน ในห้องมีแค่พวกเขาสามคน ผลกลับ กลายเป็นว่าทุกคนล้วนดวงดีหมด?
เดินก้าวเร็วๆ ออกไป เปี้ยนชุนถังเห็นเกาซิวที่หน้าประตูที่ว่าการ โอภาปราศรัยกันตามมารยาทอยู่สองสามประโยค เกาซิวก็ยิ้มเอ่ยว่า ต้องไปที่ลาคลองชางผู้ให้ได้
เปี้ยนชุนถังย่อมไม่ยอม เกาซิวตบไหล่เด็กหนุ่มข้างกาย บอกว่า ศิษย์น้องคนนี้ของเขาแม้แต่ฝั นก็ยังอยากจะไปเปิดหูเปิดตาที่ลาคลอง ชางผู
……
เผยจิ่งเลี้ยงอาหารและสุราบิดา แต่พวกเขาไม่ได้นั่งในห้องติดลา คลอง มองไม่เห็นทั้งล าคลองชางผู้และประตูไห่ไต้
โชคดีที่บุรุษไม่สนใจข้อพิถีพิถันเหล่านี้ ยกจอกจิบเหล้าหนึ่งคา ถามว่า “ช่วงนี้เจ้ายุ่งอยู่กับอะไร?”
ถูกถามถึงงานในที่ว่าการ เผยจิ่งก็ตั้งท่าเหมือนเผชิญหน้ากับ ศัตรูตัวฉกาจ แอบกลืนน้าลายให้ลาคอชุ่มชื้น ก่อนเอ่ยว่า “ต้อง ตรวจชาระและคัดลอกเอกสารทะเบียนทั้งหลายที่จวนราชครูเก็บ
รักษาไว้ตลอดสามปีมานี้ตามระเบียบ ไม่ว่าจะเป็ นพระราชโองการ จดหมายราชการ หรือหนังสือตอบข้อเสนอ รวมแล้วมีคนสิบห้าคน รวมทั้งข้าด้วย แบ่งกันคัดลอกเป็ นหมวดๆ ข้ากับสหายร่วมงานชื่อ หยวนเจิ้นรับผิดชอบเอกสารทะเบียนการเข้าเฝ้ าและเอกสารบันทึก กิจธุระช่วงเช้า เพราะสาเหตุจาก…ราชครูชุยเมื่อหลายปีก่อน รวม แล้วก็แค่สามเล่มใช้เวลาไปเดือนกว่าๆ”
บุรุษถาม “หยวนเจิ้น? ลูกหลานสกุลหยวนหรือ?”
เผยจิ่งส่ายหน้า “หยวนเจิ้นไม่ได้มาจากสกุลหยวนของตรอกอี้ ฉือ พวกเราต่างก็มาจากตระกูลธรรมดา”
บุรุษเหมือนได้ยินเรื่องตลกที่ใหญ่เทียมฟ้า “เจ้าเผยจิ่งก็ถือว่ามา จากตระกูลธรรมดาด้วยหรือ?”
แม้ว่าเผยจิ่งจะเคารพย าเกรงบิดาเข้าไปถึงกระดูก แต่มีเพียงใน เรื่องนี้เท่านั้นที่เขามีความมั่นใจอย่างมาก ถึงขั้นที่ว่า….ยังมีความไม่ พอใจที่เก็บสะสมมานานหลายปี ในความเป็ นจริงแล้วหลายปีมานี้ เผยจิ่งไม่เคยได้รับผลประโยชน์ที่จับต้องได้จริงเลยแม้แต่น้อย ไม่เคย เดินทางลัดใดๆ ในวงการขุนนาง ถึงขั้นที่ว่ายังจงใจหลบเลี่ยงเรื่องที่ เป็นข้อต้องห้ามมากมาย หนึ่งเพราะบิดามารดาควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่มีพื้นที่เหลือให้ปรึกษากัน นอกจากนี้ตัวเผยจิ่งเองก็มีความหยิ่ง ทระนงในตัวเองเช่นกัน “ท่านพ่อ ปี นั้นสามารถเข้าไปอยู่ในจวน ราชครูได้ เป็ นข้าที่อาศัยความสามารถ อาศัยการสอบเคอจวี่ของ ตัวเอง ไม่ได้อาศัยแซ่ตระกูล”
บุรุษไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธเรื่องนี้ เขาหันไปถามว่า “ไหนลอง ว่ามาสิ เรื่องที่ผู้ฝึกลมปราณคนสองคนใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็ทาเสร็จ แล้ว เลขาธิการฝ่ ายบุ๋นอย่างพวกเจ้าสิบกว่าคนกลับยุ่งอยู่ตั้งเป็ น เดือน กฎระเบียบเคร่งครัดตายตัวที่ถูกกาหนดไว้เป็นธรรมเนียมแล้ว ของจวนราชครูข้อนี้ ทาไปเพื่ออะไร? กลัวว่าพวกเจ้าจะอยู่ว่างงาน เกินไปก็เลยหาเรื่องให้พวกเจ้าท าหรือ?”
เผยจิ่งเอ่ย “ท าความเข้าใจ ท าความคุ้นเคยกับทุกด้านในการ ปกครองของราชสานักต้าหลีให้ได้เร็วที่สุด ผู้ที่โดดเด่นที่สุดย่อมเป็น ผู้รอบรู้หลากหลาย ส่วนผู้ที่แย่ที่สุดก็ยังนับว่าเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อยู่ดี”
บุรุษพยักหน้า ค่อนข้างพอใจกับคาตอบนี้ของลูกชาย แต่ก็ยัง แนะนาเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย “วันหน้าตัวเลือกขุนนางใหญ่ประจ า ชายแดนของต้าหลี ยิ่งนานวันก็จะยิ่งให้ความสนใจเรื่องประวัติขุน นางมากขึ้น คนอย่างกวนอี้หราน หยวนเจิ้งติ้งก็คือแบบอย่างที่ดีมาก ต้องเคยเป็นขุนนางที่ใกล้ชิดกับชาวบ้าน หลังจากนั้นก็เคยอยู่ในเขต มณฑล ภาค ที่ว่าการเก้ามนตรีหกกรมของเมืองหลวง แวะเวียนไป ตามที่ต่างๆ สุดท้ายวันใดถึงจะมีโอกาสได้รับต าแหน่งข้าหลวงใหญ่ แห่งพื้นที่ศักดินา ได้ปกครองสถานที่แห่งหนึ่ง”
เผยจิ่งพยักหน้า
บุรุษกล่าวต่ออีกว่า “เส้นสายนี้เป็ นราชครูชุยที่เริ่มต้น ราชครู เฉินเป็นคนปิดฉาก ส่วนจะเป็นหัวพยัคฆ์หางงูหรือไม่ ก็ไม่สู้รอดูกัน ต่อไป”
แววตาของเผยจิ่งซับซ้อน ไม่กลัวบ้างเลยหรือว่าพรุ่งนี้ลูกชาย ท่านจะถูกจวนราชครูไล่ออกมา สั่งให้ม้วนเสื่อไสหัวกลับไป?
บุรุษพูดกับตัวเองว่า “ผู้ฝึกตนจ านวนมากเข้ามาในวงการขุน นางของมนุษย์ธรรมดาง่ายที่จะทาให้ขุนนางที่เป็นคนธรรมดาไม่มีที่ หยัดยืน ใช้เวลาอีกแค่ไม่กี่ปีก็จะถูกผู้ฝึกตนบนภูเขาเล่นงานจนไม่ เหลือความมั่นใจ หากวงการขุนนางกลายเป็ นเสบียงในการฝึกตน ของเทพเซียนบนภูเขา ความเป็ นความตาย เกียรติยศอัปยศของ ชาวบ้านก็จะกลายมาเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่มีน้าหนักอะไรให้กล่าวถึง หวังว่าคนที่เป็นขุนนางจะมีมโนธรรมในใจมากหน่อยถึงอย่างไรก็ยัง เป็ นจริงได้มากกว่าคาดหวังให้ผู้ฝึกตนยังมีใจเป็ นปุถุชน ในเรื่องนี้ ราชครูชุยมองการณ์ไกลมาก ทุกคนต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พื้นที่ประกอบพิธีกรรมย่อมมีกลิ่นอายแห่งมรรคา ถ้าอย่างนั้นหนึ่ง แคว้นก็ต้องมีเกียรติภูมิของแคว้น เกียรติภูมิของราชสานักต้าหลี พวกเราอยู่ที่ใด? หนึ่งอยู่ที่กองทัพม้าเหล็กกรีฑาทัพลงใต้บุกทาลาย ทุกอย่างให้พังราบเป็นหน้ากลอง อีกหนึ่งคืออยู่ที่การรักษาสัญญาว่า จะมอบแผ่นดินครึ่งทวีปคืนให้”
เผยจิ่งขบคิดจนได้ความนัยบางอย่าง หน้าของเขาขาวซีดในชั่ว พริบตา บิดาก าลังสงสัยในข่าวลือเล็กๆ บางอย่างที่แพร่อยู่ในกลุ่มชน
ชั้นสูงของราชสานักต้าหลี? ราชครูเฉินคิดจะควบรวมแจกันสมบัติ ทวีปให้เป็ นปึ กแผ่นอีกครั้ง? สิ่งที่บิดาสงสัยไม่ได้มีแค่ราชครูเฉิน เท่านั้น แม้กระทั่งฝ่าบาทก็ยัง…? หมกมุ่นในการศึกสงครามโดยไม่ยั้ง คิด และหลงใหลในผลงานใหญ่โตเพื่อโอ้อวดคุณงามความดีของ ตน?
บุรุษเอ่ย “ไม่ได้หยาบและตื้นเขินอย่างที่เจ้าคิด”
เผยจิ่งอ่อนใจเป็นทบทวี
บุรุษเอ่ย “ครั้งนี้ที่ว่าการเหนือลงมือ ตั้งแต่ต้นจนจบเดิมทีก็เป็ น การละเมิดกฎ ถือว่าไม่ถูกต้องชอบธรรม การที่สามารถทาสาเร็จได้ก็ เพราะมีจวนราชครูช่วยหนุ นหลังให้ หากหงจี้ละโมบในคุณ ความชอบ ไม่รู้จักหยุดมือ ไม่เข้าใจหลักการที่ว่ารู้จักถอยฉากออก จากสถานการณ์อันเชี่ยวกรากอย่างกล้าหาญในยามเหมาะสม รอบ ด้านมีแต่ศัตรูไร้ทางให้ถอยความยากลาบากที่รออยู่เบื้องหลัง เขา แบกรับไว้ได้ แต่หงหลิ่นลูกชายของเขาอาจไม่แน่เสมอไปว่าจะรับได้ ไหว ถึงอย่างไรก็ต้องมีวันที่หงจี้ต้องลาออกจากราชการกลับสู่บ้าน เกิด ปี นี้หงหลิ่นเพิ่งจะอายุเท่าไร? นายท่านผู้เฒ่ากวนแห่งกรมขุน นางสามารถรักษาความฉลาดเอาไว้ได้ เสิ่นเฉินแห่งกรมกลาโหมก็ สามารถยืนหยัดได้อย่างแข็งกร้าว แต่หากเปลี่ยนมาเป็ นหงจี้ หึหึ คอยดูเถอะ ขอแค่เกิดการสลับตัวหมากในวงการขุนนาง เกรงว่าเขา หงจี้ก็คงเป็นขุนนางเดียวดายไม่ได้แล้ว”
ทางฝั่ งของกรมอาญาเกิดสถานการณ์ที่ “รองเจ้ากรมใหญ่ เจ้ากรมเล็ก” อย่างชัดเจนแล้ว วัตถุประสงค์ในการจัดการเรื่องต่างๆ ของรองเจ้ากรมจ้าวเหยาเรียบง่ายมาก การตรวจสอบคดีของกรม อาญาในทุกวันนี้ก็ใช้วิธีกระบองฟาดหนึ่งที่ทิ้งรอยไว้หนึ่งรอย ไม่มี การไม่เอาความในอดีตมาเอาผิด และไม่มีเพดานสูงสุดในการให้ อภัยหรือเปิดโอกาส พร้อมทั้งไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ทางสายเลือด หรือพวกพ้องใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่เขาจ้าวเหยาต้องการก็คือผลลัพธ์ที่ต้อง เปื้อนเลือดเต็มมือ”
หึ จ้าวแห่งกรมอาญา หงแห่งที่ว่าการเหนือ คิดไม่ถึงเลยว่าทุก วันนี้หงจี้จะมีชื่อเสียงทัดเทียมกับจ้าวเหยาแล้ว
ผีขี้เหล้าเฉาแห่งกรมขุนนาง สวีถงแห่งกรมกลาโหม และยังมีอู๋ หวังเฉิงในทุกวันนี้ใบหน้าของเหล่าขุนนางในเมืองหลวงช่างอ่อน เยาว์กันจริงๆ
บุรุษหมุนจอกเหล้าในมือ เพ่งมองไปยังริ้วกระเพื่อมเล็กน้อยของ สุราในจอก “ตอนที่ราชครูชุยรับช่วงต่อดูแลต้าหลี นั่นต่างหากถึงจะ เรียกว่าเรื่องเละเทะที่เต็มไปด้วยหลุมด้วยบ่ออย่างแท้จริง คนรุ่นเยาว์ อย่างพวกเจ้า ไม่รู้สถานการณ์ชายแดนของต้าหลีเมื่อร้อยปีก่อนเลย สักนิด ราชสานักกาลังเผชิญวิกฤตทั้งภายในและภายนอกอย่าง สาหัส ส่วนชะตาแผ่นดินก็ตึงเครียดราวแขวนอยู่บนเส้นด้าย ใกล้จะ พังทลายได้ทุกขณะ”
“พวกเจ้าโชคดี บังเอิญเกิดมาในช่วงเวลาที่ราชสานักต้าหลีมี กาลังแคว้นที่แข็งแกร่งรุ่งโรจน์พอดี ถึงขั้นที่ว่าแม้กระทั่งเผ่าปีศาจก็ ยังถูกพวกเราขัดขวางเอาไว้ได้ คนรุ่นหลังของพวกเจ้ายิ่งโชคดี มากกว่า ราชสานักต้าหลียิ่งนานวันก็ยิ่งแข็งแกร่ง สิ่งที่พวกเจ้า มองเห็นและได้ยิน ล้วนเป็นถ้อยคาดีๆ ที่พูดถึงราชสานักต้าหลี”
“แต่พวกเจ้าก็ลืมได้ง่ายมากว่าบนมือของชุยฉานในปี นั้น ใน ที่สุดชาวบ้านของสกุลซ่งต้าหลีก็ไม่จ าเป็ นต้องทนหิวโหยอีกต่อไป แล้ว ต่อจากนั้นก็คือไม่ถูกทุบตี ไม่ถูกแคว้นใกล้เคียงดูหมิ่นเหยียด หยาม ไม่ถูกแคว้นเหนือหัวควบคุม จากนั้นต่อมาก็คือไม่แม้แต่จะถูก ด่าแจกันสมบัติทวีปในทุกวันนี้ใครยังกล้าด่าต้าหลีว่าเป็ นคนเถื่อน อีก?”
บุรุษมีสีหน้าคลุมเครือ “ข้าไม่มีความเห็นใดๆ ต่อเฉินผิงอัน แต่ ข้ากลัวว่าเขาจะรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนกับชุยฉานเลยสักเรื่อง ยิ่ง กลัวว่าเขาจะรู้สึกว่าตัวเองเก่งกาจกว่าชุยฉานทุกเรื่อง”
บุรุษแหงนหน้ากระดกดื่มเหล้าต้มในจอกจนหมด
มีประโยคหนึ่งที่ไม่เหมาะจะพูดกับคนหนุ่มอย่างเผยจิ่ง บางทีพูด ไปแล้วก็ไม่มีประโยชน์ อันที่จริงสิ่งที่เขาเผยเม่ากังวลอย่างแท้จริงก็ คือกลัวที่สุดว่าคนหนุ่มคนหนึ่งที่สร้างวีรกรรมมายิ่งใหญ่จนชินจะไม่ เหลือความอดทนต่อโลกมนุษย์แล้ว