กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1089.5 การแก้แค้นคือการดื่มเพียงลาพัง
ในสถานที่แห่งหนึ่งของจวนหม่า มีผู้เฒ่าวัยไม้ใกล้ฝั่งคนหนึ่งนั่ง อยู่ใต้ชายคาเรือนซอมซ่อ อยู่ที่บ้านเกิดแห่งนั้นไม่มีอนาคต หลายปี มานี้ติดตามทางตระกูลมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้พึ่งใบบุญอะไรของใครเขา เวลานี้ผู้เฒ่าเอาสองมือยันไว้บนหัวไม้เท้า เล่าเรื่องของที่บ้านเกิดให้ เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ข้างกายฟัง ผู้เฒ่าเล่าว่าเมื่อก่อนตระกูลของ พวกเราอาศัยเตาเผาจินเอ๋อถึงได้ร่ารวยขึ้นมา ตนคือมือดีในการเผา เครื่องกระเบื้อง ได้เรียนรู ้ความสามารถที่แท้จริงมาจากช่างหนุ่มแซ่ เฉินคนหนึ่งของตรอกหนีผิงมาไม่น้อย
เด็กหนุ่มยิ้มเอ่ยว่า นี่เรียกว่าผู้ที่เชี่ยวชาญย่อมเป็ นอาจารย์ผู้อื่น ได้ ผู้เฒ่าพยักหน้ารับบอกว่าคือเหตุผลข้อนี้ หากรู ้แต่แรกตอนเด็กก็ คงไม่โดดเรียน ควรจะตั้งใจอ่านตาราอยู่ในโรงเรียนหลายๆ เล่ม หน่อย
ผู้เฒ่าหันหน้าไปมองคนหนุ่มผู้หนึ่งที่คล้ายมาหลบฝนอยู่ใต้ หลังคาเรือนของตนช ้าๆ มองใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ าย ผู้เฒ่า พยายามเบิกตาให้กว้าง พึมพ าว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้าคือลูกชายของเฉิน เฉวียนหรือ?”
คนหนุ่มที่สวมกวานสีทอง สวมชุดคลุมอาคมผ้าโปร่งสีเขียวหัน หน้ามา ยิ้มถามว่า“อาจารย์ผู้เฒ่ามองออกได้อย่างไร?”
่
ผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “หน้าตาไม่เหมือน แต่มองแล้วเหมือนมาก หลานชายของข้าคนนี้มักจะชอบพูดภาษาในหนังสือให้ข้าฟังบ่อยๆ ใช่แล้ว นี่เรียกว่าบุคลิกท่าทาง”
เฉินผิงอันมองคนหนุ่มผู้นั้นแล้วพยักหน้า “ตระกูลที่สั่งสมคุณ ความดีแม้จะยากจนแต่ลูกหลานย่อมต้องมีโชคในภายหลัง”
ผู้เฒ่าถาม “เจ้ามาเยือนสถานที่แบบนี้ได้อย่างไร?”
ปีนั้นมีเรื่องบางอย่างที่ยิ่งขบคิดก็ยิ่งเผยให้เห็นถึงกลิ่นอายอึมค รึมน่าสะพรึงกลัว ตอนนั้นผู้เฒ่ายังอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ทั้งยังแซ่หม่า จึงไม่กล้าพูดอะไรมาก หลายปีมานี้เขาเก็บมันไว้อยู่ในใจตลอดมา ก็ ไม่ได้รู ้สึกย่าแย่มากสักเท่าใด เพียงแค่รู ้สึกผิดปกติไม่สบายใจ ใน เมื่อในเมืองหลวงแคว้นอวี้เซวียนมีเทพเซียนที่สามารถขี่เมฆทะยาน หมอกได้ ทั้งยังมีศาลเทพอภิบาลเมืองหลายแห่งที่ว่ากันว่าดูแลเรื่อง การคิดบัญชีของคนที่ตายไปแล้ว ผู้เฒ่าจึงค่อนข้างจะเป็ นกังวล
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ผู้เยาว์จะพูดตามตรงก็แล้วกัน อาจารย์ผู้เฒ่า อย่าได้โกรธเคืองเดินวนมารอบหนึ่ง ดูเหมือนว่าคนร ้อยกว่าคนของ สกุลหม่า จวนสามหลังเชื่อมติดกัน มีเพียงสถานที่แห่งนี้ที่สะอาด พอจะท าให้รู้สึกว่าย่างเท้ามาเยือนแล้วไม่สกปรกรองเท้า”
ผู้เฒ่าถอนหายใจ คาพูดประเภทนี้ต่อคาได้ยาก เด็กหนุ่มถาม “เจ้าก็คือผู้ฝึกบ าเพ็ญตนหรือ?” เฉินผิงอันกล่าว “จะพูดว่าอย่างนี้ก็ได้”
่
เด็กหนุ่มถามอย่างสงสัย “มาทาอะไรที่นี่”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “หยิบยกเรื่องเก่ามาเล่าซ้าอีกครั้ง มาคิดบัญชี เก่าก้อนหนึ่งจากที่นี่”
เด็กหนุ่มยังอยากจะถามต่อไป ผู้เฒ่ากลับส่งเสียงกระแอมขึ้นมา ก่อน เด็กหนุ่มจึงรีบยกมือตบหลังให้ท่านปู่เบาๆ
เฉินผิงอันยิ้มถาม “ชอบดูงิ้วหรือชอบฟังเรื่องเล่า?”
เด็กหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านพยักหน้า “ชอบทั้งคู่ แต่ว่า ได้ดูได้ฟังไม่บ่อยนัก”
“เรื่องราวของคนข้างกาย งิ้วก็เหมือนชีวิตคน ความสุขความ ทุกข์การพบการพรากล้วนเป็ นบทความบนหน้ากระดาษ เจ้าไม่ต้อง คิดเป็ นจริงเป็ นจังมากนัก แค่มองผ่านไปก็พอ”
เฉินผิงอันยื่นมือจิ้มมาที่หน้าผากของเด็กหนุ่มอยู่ไกลๆ ฝ่ ายหลัง เหมือนได้เปิดเนตรสวรรค์ ได้มองเห็นภาพเหตุการณ์ภาพแล้วภาพ เล่าเหมือนตัวเขาเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย
ชิวจวินจอมยุทธหญิงคนหนึ่งที่มาจากพรรคซึ่งเป็ นผู้นาในยุทธ ภพได้ออกจากส านักมา พกกระบี่ออกเดินทางท่องอยู่ในยุทธภพ นานหลายปี คืนนี้เดินทางผ่านศาลร ้างแห่งหนึ่งนางที่ได้พบกับ ประสบการณ์แปลกประหลาดกับตัวเองมามากมายมาพักค้างแรมที่นี่ อย่างไม่คิดอะไรมาก เข้ามาในศาลที่ควันธูปเจือจางมานานหลายปี เห็นว่าบนกระถางธูปวางกระดาษสัญญาเก่าแก่ฉบับหนึ่งเอาไว้ คา
่
สาบานของสตรีเปี่ยมไปด้วยสีสันสดใส ทว่าเนื้อหาตัวอักษรของคา สาบานรักมั่นตราบฟ้ าดินสลายของบุรุษกลับแห้งเหือดไร ้สีสัน นี่ทา ให้ชิวจวินเคียดแค้นอยู่ในใจ ชีวิตนี้นางเกลียดชายทรยศที่สุด จดจา ชื่อแช่และภูมิลาเนาของสองฝ่ ายที่ให้คาสาบานต่อกันในศาลเอาไว้ แล้วนางก็หมุนกายออกไปจากที่นี่ นางเจอโถงวิญญาณของสตรีน่า สงสารที่กระอักเลือดตายก่อน ชิวจวินยืนอยู่ข้างโลงศพ สัญญาว่าจะ ช่วยกาจัดบุรุษผู้นั้น จะเอาหัวของชายทรยศที่ใจดาไร ้เมตตาผู้นั้นมา ที่นี่ มาสังเวยวิญญาณของนางที่อยู่บนสวรรค์ หลังจากนั้นชิวจวินก็ ควบม้าตะบึงไปตลอดทางไม่ได้หยุดพักทั้งวันทั้งคืน นางสืบข่าวไป เรื่อยๆ ตรงดิ่งไปที่เมืองหลวง แล้วก็ไปเจอเรือนหลังใหญ่ประตูสูงที่ แขวนโคมสีสด ที่แท้บุรุษผู้นั้นก็มีชื่อบนกระดานทองคา แล้วก็เพิ่ง แต่งทายาทหญิงสายตรงของบัณฑิตใหญ่ในราชส านักมาเป็ นภรรยา บนถนนที่รถม้าแล่นสวนกันขวักไขว่ จอมยุทธหญิงชิวจวินถือกระบี่ ควบม้าบุกกระโจนไปข้างหน้าผ่านประตูหลายบานของจวน กระทั่ง มาถึงห้องโถงที่กาลังจัดงานพิธีครึกครื้นซึ่งมีเหล่าขุนนางผู้สร ้าง คุณูปการแก่แคว้นนั่งกันอยู่เต็มห้อง นางขยับตัวหันข้างอย่าง คล่องแคล่ว เสื้อกระบี่ฟันหัวของเจ้าบ่าว แล้วใช ้ปลายกระบี่เลิกผ้า คลุมหน้าสีแดงของสตรีที่กาลังออกเรือนให้ร่วงหล่น เอาผ้าผืนนั้น คลุมทับศีรษะที่อาบโชกไปด้วยเลือด ชิวจวินพลิกตัวลงจากหลังม้า เอาห่อผ้ามาเหน็บไว้ใต้รักแร ้แล้วกลับขึ้นไปนั่งบนหลังม้าอีกครั้ง ควบ
ตะบึงจากไป นางย้อนกลับมาที่โถงวิญญาณ เลิกผ้าคลุมหน้าสีแดง ออก ศีรษะที่เลือดแห้งไปนานแล้วหล่นร่วงลงบนพื้น หัวของเจ้าบ่าวที่
่
ตายตาไม่หลับกลิ้งหลุนๆ ไปตลอดทาง กระทั่งชิวจวินมองเห็นใบหน้า ของบุรุษได้อย่างชัดเจนนางก็รู ้สึกเหมือนถูกฟ้ าผ่า นางยกฝ่ ามือตบ ฝาโลงให้เปิดออก ก้มหน้าลงมอง ศพของสตรีที่นอนอยู่ข้างในถึงกับ เป็ นสตรีในโถงแต่งงานที่นางเห็นเพียงแวบเดียวในเมืองหลวง ชิวจวิน ที่ปวดหัวราวหัวจะแตกทรุดตัวลงนั่งกับพื้น สองมือกุมศีรษะ นาทีถัด มา รอกระทั่งนางกลับคืนมาเป็ นปกติได้อย่างไม่ง่ายกลับพบว่าตัวเอง นั่งอยู่ในห้องโถง มองผ่านช่องของผ้าคลุมหน้าสีแดง หางตาเหลือบ ไปเห็นบุรุษที่รักที่ในที่สุดก็ได้แต่งงานใช ้ชีวิตร่วมกัน และอีกเดี๋ยวก็จะ ได้เข้าห้องหอกันแล้ว บิดาคือบัณฑิตใหญ่แห่งราชส านัก เขาช่วยไป จับลูกเขยใต้ป้ ายประกาศแทนนาง พวกเขาอิงแอบคลอเคลียกันเบื้อง หน้าบุปผาใต้แสงจันทรา เขาเคยพูดว่าที่บ้านเกิดของเขามีสตรี อาฆาตพยาบาทคนหนึ่งที่ตามตอแยเขามานานหลายปี ตระกูลของ นางกระทาการกาเริบเสิบสานอยู่ในพื้นที่ อยากจะให้เขาเป็ นเขยที่ แต่งเข้าบ้านมาโดยตลอด ควรจะท าอย่างไรดี? นางเชื่อเขา โน้มน้าว เขาว่าสตรีเสียสติเช่นนี้ คานบนไม่ตรงคานล่างย่อมเอียง ไม่ได้รับ การอบรมสั่งสอนจากทางตระกูลแม้แต่น้อย หม่าหลางท่านไม่ต้องไป สนใจ…เบื้องหลังของนางมีเสียงร ้องตะโกนตกใจดังมาเป็ นระลอก นางรีบหันหน้าไปมองเลิกผ้าคลุมหน้าสีแดงขึ้นก็เห็นเพียงม้าตัวหนึ่ง พุ่งมาอย่างที่ใครก็มิอาจขัดขวาง มีจอมยุทธผู้กล้าหาญท่านหนึ่งควบ ม้ามาถึงที่นี่ จอมยุทธเคราดกกระเซอะกระเซิงชักดาบผินตัวหันข้าง ไม่พูดพร่าทาเพลงก็ฟันหัวของสามีนางที่อยู่ด้านข้าง แล้วจอมยุทธผู้
่
กล้าก็หันหัวม้ากลับ หนึ่งคนหนึ่งม้ามาถึงอย่างรีบร ้อนแล้วก็จากไป อย่างรีบร ้อน ยังตะโกนก้องว่าเขาได้ฆ่าโจรทรยศแล้ว
จวนอ๋องแห่งหนึ่งที่ประกายแสงทองแสงหยกมลังเมลือง หม่าปี้ที่ อาศัยคุณความชอบทางการทหารจึงเพิ่งจะได้ตาแหน่งกง ในฐานะกง ต่างแซ่ที่อายุน้อยที่สุดของแคว้น หม่าปี้แสดงวิชาดาบบนลาน ประลองยุทธเสร็จครบกระบวนท่าก็ถอดเสื้อเกราะบนร่างออก โยน เสื้อเกราะให้กับผู้ถวายงานประจาตระกูลคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ล้วนเป็ น ปรมาจารย์วิถีวรยุทธในยุทธภพกันทั้งนั้น บอกว่าเป็ นผู้ถวายงาน ฝ่ ายใน แต่แท้จริงแล้วก็แค่สุนัขรับใช ้ของราชส านักเท่านั้น หม่าปี้ เดินไปยังที่พักของตัวเอง ระหว่างทางเจอกับบ่าวรับใช ้ที่แค่เห็นเขาก็ ต้องคุกเข่าหมอบกราบลงกับพื้น เดินไปถึงสะพานเล็กที่มีน้าไหลริน หม่าปี้เห็นพี่ชายยืนอยู่บนสะพานหยกขาวที่รูปทรงดั่งรุ ้งขาว หันหลัง ให้ตน ในมือถือขวดกระเบื้องที่บรรจุอาหารที่เป็ นเหยื่อไว้เต็มขวด เขาโปรยเหยื่อลงไปบนสระน้า ปลาจีนหลีตัวอ้วนพี่ที่กระจุกกันอยู่ เป็ นกลุ่มแย่งชิงอาหารตีน้าแตกกระจาย หม่าปี้เดินไปบนสะพานหิน ตะโกนเรียกกลั้วเสียงหัวเราะว่าท่านพี่ หม่าปี้คิดว่าจะบอกกับพี่ชายผู้ น่าสงสารที่แต่เล็กมาก็อ่อนแอมิอาจต้านทานแรงลมผู้นี้ว่าอีกเดี๋ยว ตนก็จะสามารถขอตาแหน่งขุนนางอย่างหนึ่งมาให้เขาได้แล้ว ก็คือ ท างานอยู่ในศาลหงหลู เป็ นสถานะที่สูงศักดิ์ทั้งยังสบาย ฮ่องเต้ รับปากเรื่องนี้แล้ว แต่หม่าปี้กลับรู ้สึกชาไปทั้งหนังศีรษะทันใด ท่านกง แห่งแคว้นที่อยู่บนหลังม้ามาตลอดชีวิตฆ่าคนราวกับผักปลาหยุดเดิน
่
ไม่กล้าเดินไปข้างหน้าอีกแม้แต่ก้าวเดียว เห็นเพียงว่าพี่ชายค่อยๆ หันหน้ากลับมาเลือดสดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดสภาพน่าสยดสยอง ริมฝีปากขยับเบาๆ คล้ายกับหนอนพลิกตัว แล้วก็เหมือนกับปลาที่ว่า ยอยู่ใต้สะพาน พี่ชายที่เป็ นดั่งศพเดินได้โบกมือให้หม่าปี้“เจ้าก็ มาแล้วหรือ”
หม่าปี้เซถอยหลัง ถอยแล้วถอยอีก เห็นเพียงว่าบนสะพานโค้ง หยกขาว ที่แท้ก็ใช ้กระดูกขาวโพลนก่อทับกันขึ้นมา
ร่างท่อนล่างของหม่าชวนผู้เป็ นพี่ชายหลอมละลายอยู่ท่ามกลาง กองศพที่เบียดเสียดกันแน่นขนัด มีแค่ศีรษะกับร่างท่อนบนเท่านั้นที่ “ว่าย” มาหาหม่าปี้ช ้าๆ พลางเปิดปากพูดด้วยน้าเสียงที่อู้อี้ฟังไม่ชัด ทั้งยังมีหนอนหลุดร่วงลงมาจากในปาก และเวลานี้ก็มีแขนขาวนวล ข้างหนึ่งกอดคอหม่าปี้มาจากด้านหลัง น้าเสียงอ่อนหวานที่ทั้งคุ้นเคย ทั้งแปลกหูดังตามมา “น้องสามี ได้เวลานอนแล้ว”
ในหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งที่ควันจากการปรุงอาหารลอยกรุ่น พี่ น้องสองคนสนิทสนมกลมเกลียว ต่างคนต่างมีครอบครัวแล้ว คนหนึ่ง หาของป่ าขาย คนหนึ่งจับปลาเป็ นอาชีพต่างก็ถือว่ากินอยู่อุดม สมบูรณ์ ลูกๆ ของพวกเขาอยู่ในวัยที่ต้องเริ่มเรียนประถมแล้ว เมฆ ตรงขอบฟ้ าเปลี่ยนเป็ นสีเปลวเพลิงลุกโชน คล้ายกับผ้าแพรต่วนที่ ติดไฟลุกไหม้ บางครั้งพวกเขาก็จะไปเดินงานวัดของศาลเทพอภิบาล เมืองประจ าอ าเภอ ภรรยาของพวกเขาต่างก็เป็ นแม่บ้านแม่เรือน บางครั้งภายใต้สายตารังเกียจของเถ้าแก่ร ้านผ้า พวกนางก็มักจะแอบ
่
ปลุกความกล้าลองลูบคลาผ้าแพรต่วนที่นุ่มลื่นมือ เพียงแต่ว่าพวก นางมักจะบอกว่าราคาแพงเกินไปจึงไม่ซื้อมา วันนี้พี่น้องสองคนนัด กันมาดื่มเหล้า มองลูกๆ เล่นสนุกกัน ภรรยาสองคนทาอาหารง่วนกัน อยู่ในห้องครัว หม่าชวนกับหม่าปี้ต่างก็พูดคุยถึงผลเก็บเกี่ยวในช่วงที่ ผ่านมาของตัวเอง ทันใดนั้นเสียงฝีเท้ามาที่ยิ่งนานก็ยิ่งถี่กระชั้นเร่ง เร ้าก็ดังขึ้นมา เหยียบย่าท าลายความสงบของชนบทจนแหลกกระจุย พริบตาเดียวลูกธนูขนนกสีขาวดอกหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศมาถึง ปัก ตรึงข้างแก้มของหม่าชวนโดยตรง แทงทะลุปากของชายฉกรรจ์ที่ เรือนกายแข็งแกร่งกายา หม่าปี้เบิกตากว้าง เห็นเพียงว่าคนอายุน้อย ที่ขี่ม้าสวมเสื้อเกราะงดงามหรูหราพวกนั้น แทบทุกคนต่างก็พกดาบ สะพายธนู แล้วก็มีชายร่างนึกปืนถือหอกยาวอยู่ในมือเกาะกลุ่มอยู่รั้ง ท้าย มองมายังหม่าปี้ที่ในมือไร ้อาวุธ
เสียงไชโยโห่ร ้องดังขึ้นๆ ลงๆ ทว่าคนที่ยิงธนูกลับด่าขาๆ ไป ประโยคหนึ่ง เขาคีบลูกธนูอีกดอกออกมาจากกระบอกใส่ลูกธนู ง้าง สายจนธนูโก่งโค้งเหมือนจันทร ์เต็มดวง เสียงผลัวะดังหนึ่งครั้ง ลูกธนู ที่พุ่งทะยานไปด้วยพละกาลังมหาศาลก็แทงทะลุลาคอของหม่าชวน ในเสี้ยววินาที พละกาลังที่น่าหวาดกลัวขุมนั้นกระชากรั้งให้ร่าง แข็งแรงของชายฉกรรจ์บ้านป่าผงะถอยไปด้านหลัง ล้มผลึงลงไปกอง อยู่กับพื้น เลือดสดค่อยๆ ไหลเอ่อออกมาเป็ นแอ่ง ธนูยาวในมือของ คุณชายสูงศักดิ์ยังส่งเสียงดีดอื้ออึง เห็นสภาพการตายของชาย ชาวนาแล้วเขาก็พยักหน้าอยู่กับตัวเอง คล้ายกับว่าพอใจมาก
่
หม่าปี้ที่นั่งอยู่บนม้านั่งเหม่อมองใบหน้าที่คุ้นเคยบนหลังม้านั้น นั่นไม่ใช่หม่าชวนผู้เป็ นพี่ชายที่ดูเหมือนว่าจะหนุ่มกว่าตอนนี้หลายปี หรอกหรือ? ทาไมพี่ชายถึงได้ฆ่าตัวเอง?
แล้วก็มีม้าอีกตัวควบมาถึง ด้านหลังมีองค์รักษ์ขี่ม้าหลายตัวตาม ติดมา เขาเหลือบมองไปยังสตรีออกเรือนแล้วสองคนที่วิ่งออกมาจาก ในห้องครัว ยิ้มเอ่ยว่า “หน้าตาไม่ถือว่าพอไปวัดไปวาได้ด้วยซ้า ฆ่า ทิ้งให้หมดเถอะ”
คุณชายร่างเตี้ยม่อต้อแต่กลับสวมเสื้อเกราะเหมือนจักรพรรดิ ของแคว้นผู้นี้ยกหอกเหล็กในมือขึ้นเล็กน้อย ชี้ไปยังชายฉกรรจ์ที่อยู่ ใต้ชายคา “คนผู้นี้เป็ นของข้า คนอื่นๆ พวกเจ้าจัดการกันได้เลย”
นั่งอยู่บนหลังม้าพันธ ์ดี ทหารม้าหนุ่มกระโจนออกไปเบื้องหน้า ด้วยท่าทางคุ้นเคย ใช ้หอกแทงทะลุศีรษะของหม่าปี้ จากนั้นบิดหมุน ข้อมือโยนศพทิ้งลงด้านข้าง
ก่อนที่หม่าปี้จะตายแค่รู ้สึกสงสัยว่า ไฉนคนชั่วบนหลังม้าถึงได้มี หน้าตาเหมือนตน? แต่ในใจเขารู ้สึกไม่ยินยอม หลังจากตนตายไป แล้ว ภรรยาจะท าอย่างไร ลูกจะเป็ นอย่างไร?
เสียงฟ้ าร ้องดังสะเทือนเลือนลั่น หม่าปี้ถูกปลุกให้สะดุ้งตื่นจาก ฝัน เขาสะบัดศีรษะ ลุกขึ้นนั่ง เช็ดเหงื่อที่แตกเต็มหัว โชคดีที่แค่ฝัน ไป เพียงแต่ว่าฝันร ้ายนี้ออกจะน่าขนลุกเกินไปหน่อยแล้ว
่
นอกหน้าต่างฝนกาลังเทกระหน่า เม็ดฝนใหญ่เท่าเมล็ดถั่ว เหลือง ด้านนอกมีเสียงร ้องไห้เสียงตะโกนดังมา หม่าปี้รีบลุกขึ้นมา สวมเสื้อคลุม แต่กลับเห็นคบเพลิงมากมายถูกจุดจนจวนทั้งจวนสว่าง ไสว เรือนกายปราดเปรียวของคนสวมชุดสีดากลุ่มหนึ่งที่พกคมดาบ แวววาวบุกเข้ามาในจวน ไม่ถามหาต้นสายปลายเหตุ ยกมือตวัดดาบ เห็นใครก็ฆ่าทิ้งหมดส่วนสตรีที่อยู่ในจวนก็ยิ่งมีจุดจบที่อยู่ไม่สู้ตาย หม่าปี้ที่เส้นผมขาวโพลนเจ็บแค้นเดือดดาลอยู่ในใจ คนผมขาวต้อง ส่งคนผมดาอย่างนั้นหรือ? ทาไมถึงเป็ นเช่นนี้ ทาไมถึงเป็ นเช่นนี้ ผู้ เฒ่าพลันหันหน้าไปมอง เห็นเพียงว่าตรงหอซิ่วโหลวมีสตรีเรือนกาย บอบบางแต่งกายไม่เรียบร ้อยคนหนึ่ง นางที่เป็ นคุณหนูในห้องหอ กลับทิ้งตัวลงมาจากหอเรือนดุจใบไม้ร่วงที่ปลิดปลิว