กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1096.3 อิงภูเขา
เจิ้งต้าเฟิงยึดตัวขึ้นตรง สายตาไปรวมกันอยู่ที่ด้านบนของภูเขา ลูกหนึ่ง
สถานที่ที่ห่างจากทางทิศเหนือของภูเขาลั่วพั่วไปไม่ไกล มีภูเขา ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ลูกหนึ่ง แล้วก็ไม่มีเจ้าของฝึ กตนอยู่ที่นั่น ถูก ปล่อยทิ้งร ้างไว้อย่างนั้น
จ าได้ว่าเว่ยป้ อเคยเอ่ยถึง ดูเหมือนว่าเมื่อก่อนบนภูเขาลูกนั้นจะ มีงานการก่อสร ้างเกิดขึ้น เพียงแต่ว่าทาอย่างขอไปที คล้ายแค่ว่าทา ให้พอเป็ นพิธีแล้วก็ถูกละทิ้งไปกลางคัน
ขยับขึ้นเหนือไปอีกก็คือทะเลสาบหวนเจี้ยนที่เกิดจากการที่ยอด เขาทั้งหลายของสานักกระบี่หลงเฉวียนย้ายออกไป
ภูเขานี้กับน้านี้ต่างก็ดูโดดเดี่ยวอย่างเห็นได้ชัด ไม่เคยพูดคุยกัน เนิ่นนาน
เจิ้งต้าเฟิงครุ่นคิด ดูเหมือนว่าภูเขาที่ตั้งอยู่อย่างเดียวดายลูกนั้น จะชื่อว่าภูเขาจินหรางหรือ?
เรื่องความรักชายหญิง อันที่จริงก็ไม่ต่างจากการฝึกตนสักเท่าไร
ภูเขาไม่อิงแอบข้า ข้าก็ไปอิงแอบภูเขา
คาดว่าความรักข้างเดียวก็คือการที่เดินเข้าไปใกล้ แต่กลับได้แค่ มองภูเขาจากตีนเขาเท่านั้น
…….
เจิ้งต้าเฟิ งไปที่ภูเขาด้านหลัง จากนั้นเฉินหลิงจวินก็พาชิงเจีย มาถึงยอดเขาในเวลาไล่เลี่ยกัน คิดว่าจะเดินเล่นที่นี่ก่อนแล้วค่อยพา นางไปดูที่ยอดเขาจี้เซ่อ
ชิงเจียมองสิ่งปลูกสร ้างที่อยู่บนยอดเขาแล้วถามอย่างสงสัยว่า “สถานที่แห่งนี้คือ?”
ที่แท้ที่นี่ก็ไม่มีกรอบป้ ายแขวนเอาไว้ แต่กลับแขวนกลอนคู่ที่มี เนื้อหายาวมาก ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่เหมือนจวนเซียน กลับ เหมือนศาลแห่งหนึ่งมากกว่า?
ทาไมตอนแรกถึงเอากลอนคู่นี้มาแขวนไว้ที่นี่? แล้วท าไมทุก วันนี้ถึงไม่ยอมปลดออกไป?
เฉินหลิงจวินยิ้มอธิบายว่า “เมื่อก่อนที่นี่มีศาลเทพภูเขาอยู่แห่ง หนึ่ง สถานที่แห่งนี้ก็คือที่ตั้งเก่า ภายหลังนายท่านเทพภูเขาเปลี่ยน สถานที่ย้ายไปอยู่ที่ภูเขาฉีตุนแล้ว บนเส้นทางภูเขาที่พวกเราเดิน ผ่านมาเมื่อครู่นี้ อันที่จริงคือเส้นทางเทพที่ผู้คนมาจุดธูปกราบไหว้ นาย ท่าน บ้าน ข้า ชอ บก ล อ น คู่บ ทนี้ก็เ ล ย เ ก็ บเ อ าไ ว้ ตาม ขนบธรรมเนียมในท้องถิ่น สามารถเรียกว่า “เหลือค้างไว้” ได้ แม้ มองดูแล้วจะแปลกประหลาดอยู่บ้าง ดูไม่ค่อยเข้ากัน แต่นายท่าน
บ้านข้าเชื่อในเรื่องนี้มาก ไม่ใช่ว่าแค่ประดับไว้ให้พอเป็ นพิธีอะไร เท่านั้น”
ชิงเจียกระจ่างแจ้ง มิน่าเล่า
นางจ้องมองกลอนคู่บทนั้นอีกหลายที จดจาเนื้อหาไว้เงียบๆ
ค าพูดส่วนตัวของคนในโลกมนุษย์เหมือนเสียงฟ้ าผ่าบนสวรรค์ แม้บรรพชนจะอยู่ห่างไกล แต่เซ่นไหว้ต้องจริงใจ ชาติก่อนข้าคือใคร ไม่ต้องสน แค่ต้องทาทุกวันนี้ให้ดี ชะตาลิขิตข้าลงมือ พันปีในยุค โบราณล้วนอยู่ที่วันนี้
ทาเรื่องผิดศีลธรรมในห้องมืด ดวงตาเทพดุจสายฟ้ า แม้ ลูกหลานจะโง่เขลา ก็ควรอ่านกวีอ่านต ารา ชาติหน้าข้าเป็ นใครไม่ ต้องถาม อย่าได้ดูแคลนชาตินี้ แสวงหาความสุขด้วยตัวเอง ฟ้ าดิน คนล้วนรวมอยู่ในร่างมนุษย์หกฉื่อนี้
เฉินหลิงจวินก็ไม่เร่งรัดให้นางขยับเท้าก้าวเดิน ภูเขาลั่วพั่วของ พวกเรามีความรู ้อยู่ทุกหนทุกแห่ง พวกเราตัวอยู่ในความสุขแล้วจึง ตระหนักรู ้และทะนุถนอมความสุขมากที่สุดแล้ว
ก่อนหน้านี้เดินมาบนเส้นทางของภูเขาลั่วพั่ว ต่อให้จะชิงเจียที่ เป็ นขอบเขตเซียนเหรินจะพยายามใช ้ความสามารถในการมองมาก เท่าใดก็ยังเหมือนมองภูเขาจากนอกภูเขา มีเมฆหมอกล้อมวนเวียน ไม่อาจมองเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริง
รอกระทั่งผ่านซุ้มป้ ายตีนเขา เข้ามาในภูเขาอย่างแท้จริงแล้วถึง ได้รู ้ว่ามีฟ้ าดินอีกแห่งหนึ่งอยู่จริงๆ บวกกับที่จิตสัมผัสของชิงเจีย เฉียบไวต่างจากนักพรตทั่วไป พูดถึงแค่ฝนใหญ่ก่อนหน้านี้ที่ตก ติดต่อกันหลายวันไม่หยุด ชิงเจียก็ยิ่งมองเส้นสนกลในออก อีกทั้ง นางยังได้ท่วงทานองส่วนหนึ่งมาไว้ในมือ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อาจ หล่อหลอมมันได้อย่างแท้จริง ชิงเจียรู ้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่น่า เสียดายที่ไม่ว่านางจะร่ายวิชาอภินิหารอย่างไร ใช ้สารพัดวิธี ถึงขั้น ที่ว่ายังเลือกพื้นที่ภูเขาสายน้าสะอาดแห่งหนึ่งโดยเฉพาะ พยายามจะ สร ้างค่ายกลรับน้าฝน หมายจะอาศัยสิ่งนี้มาได้รับผลเก็บเกี่ยวมาก กว่าเดิม แต่กระนั้นก็ยังไม่ได้รับการ “ประทานพร” จากวิถีแห่งสวรรค์ ไปมากกว่านั้น ชิงเจียรู ้ดีว่าเรื่องนี้ไม่อาจใช ้กาลังจากข้างนอกมา บังคับเอามา จึงได้แต่ล้มเลิกความคิดไป ก่อนจะออกเดินทางนางยัง ไม่ได้ถอนค่ายกลภูเขาสายน้าทิ้ง กลับกันยังทิ้งเงินเทพเซียนไว้ก้อน หนึ่ง ปล่อยให้มันโคจรค่ายกลต่อไปไม่หยุดพัก การเผาผลาญ วัตถุดิบวิเศษแห่งฟ้ าดินบางอย่างไม่มีค่าพอให้พูดถึง เก็บไว้รอคอย ให้คนมีวาสนาเข้าภูเขามาได้รับผลประโยชน์จากที่แห่งนี้ไปก็พอ ชิงเจียมาที่ภูเขาลั่วพั่วแม้จะบอกว่าตอนอยู่ที่ตีนเขารู ้สึกผิดหวังอยู่ บ้าง รอกระทั่งขึ้นภูเขามาแล้วก็ยิ่งแน่ใจว่าภูเขาลูกนี้ซุกซ่อนค่ายกล ใหญ่เอาไว้ ลี้ลับมหัศจรรย์อย่างมาก ต่อให้ในภูเขาไม่มีใครอยู่สักคน เดียว นางอยากจะแฝงตัวเข้ามาก็ยังยากยิ่งกว่าเดินขึ้นสวรรค์อยู่ดี
ชิงเจียมองออกตั้งแต่แรกว่าเด็กชายชุดเขียวที่อยู่ข้างกายซึ่งมี ฉายาว่าจึงชิงผู้นี้มีรากฐานเป็ นงูน้าตัวหนึ่ง ต้องยกคุณความชอบ ให้กับการเดินลงน้าสาเร็จถึงได้มีภาพบรรยากาศของก่อกาเนิดขั้น สมบูรณ์แบบอย่างในทุกวันนี้ เฉินหลิงจวินพานางไปที่ศาลบรรพ จารย์ยอดเขาจี้เช่อ ทั้งสองฝ่ ายชมทัศนียภาพพลางคุยเล่นกันไป ไอ อบอุ่นผุดลอยขึ้นมาจากพื้นดิน ไอหมอกแผ่อวลเต็มหน้าผาหิน ต้น สนต้นป่ ายล้อมเรือนในภูเขา นับเป็ นผลงานอันน่าอัศจรรย์ของ ธรรมชาติ ไม่ได้เกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์แม้แต่น้อย
นอกจากนี้บนเส้นทางภูเขายังมีศาลาที่เอาไว้ให้คนหยุดพักชม ทัศนียภาพอีกหลายหลัง ทุกๆ ระยะห่างหลายลี้ก็จะมีศาลาชายคา ตวัดงอนแห่งหนึ่ง ชื่อของพวกมันตั้งได้ยอดเยี่ยม ล้วนไม่ธรรมดา คิด ดูแล้วก็น่าจะเป็ นฝีมือของเฉินอิ่นกวาน
พูดถึงแค่ศาลาฉวนปี้ (เขียวหยกเกาะกลุ่ม) ที่พวกเขายืนอยู่ ในตอนนี้ การมองเห็นเปิดกว้างประหนึ่งมีเทพภูเขาคอยปัดกวาดหมู่ เมฆให้ลอยพ้นไปจากยอดเขา สามารถมองไกลๆ ไปเห็นเทือกเขา สายหนึ่ง ไล่มองตามสายตาของชิงเจียไป เฉินหลิงจวินแนะนาว่าที่ นั่นเรียกว่าภูเขาฉีตูน คือสถานที่บรรลุมรรคาของเว่ยเสินจวินพี่น้อง คนดีของตน
สาหรับผู้ฝึกบาเพ็ญเพียรที่มีวิชาในการหดย่อพื้นที่แล้ว ภูเขา พีอวิ๋นถือว่าอยู่ใกล้ในระยะประชิด หากไม่เป็ นเพราะติดขัดที่ภูมิหลัง
ของตัวเอง ชิงเจียก็อยากจะไปเที่ยวเยือนภูเขาพีอวิ๋น ปกปิดตัวตน เข้าร่วมงานเลี้ยงท่องราตรีที่ชื่อเสียงโด่งดังดูสักครั้ง
บนเส้นทางเทพแห่งควันธูปมีชีวิตเป็ นอมตะได้ง่ายกว่าการฝึ ก บ าเพ็ญตนของผู้หลอมลมปราณได้จริงๆ
ชิงเจียอดไม่ไหวถอนหายใจเงียบๆ เส้นทางการเดินขึ้นสู่ที่สูงของ ผู้หลอมลมปราณ ต่อให้จิตในการมุ่งหามรรคาของเจ้าจะแข็งแกร่ง ดุจหินผาถึงปานใดก็ยังอดที่จะทอดถอนใจด้วยความปลงอนิจจัง ไม่ได้ว่า ตบะที่ตัวเองได้มาในเวลานี้ไม่ง่ายเลย กลัดกลุ้มว่าเส้นทาง ในอนาคตจะคดเคี้ยวยากที่จะก้าวเดิน สิบสามขอบเขตเบื้องล่างการ ผสานมรรคา หนึ่งภูเขาปล่อยออกมากลับมีอีกหนึ่งภูเขากั้นขวาง ขอบเขตแต่ละขั้นล้วนคือด่าน นอกภูเขาก็ยิ่งมีภูเขาหนาหนักอีกนับ หมื่นชั้น ไม่เหมือนกับเผ่าปีศาจใหญ่เปลี่ยวร ้างทั่วไป นับแต่เด็กมา ชิงเจียก็เลื่อมใสใฝ่ หาต่อใต้หล้าไพศาลมากเป็ นพิเศษ แน่นอนว่า หากไม่เป็ นเพราะอาจารย์เจิ้งมาเยือนนครจินชุ่ยด้วยตัวเอง ชิงเจียก็ คงไม่ถึงขั้นเป็ นคนทรยศที่ออกจากเปลี่ยวร ้างมาสวามิภักดิ์ต่อนคร จักรพรรดิขาวเช่นนี้
มหาสมุทรความรู ้กว้างใหญ่ไร ้ที่สิ้นสุด แต่ชีวิตของข้ามีจากัด ความสามารถมีขอบเขต แต่ความปรารถนากลับไร ้ที่สิ้นสุด
เนื้อหนังมังสาของร่างกายมนุษย์เป็ นทั้งแพอันประเสริฐของการ ฝึกตนกลายเป็ นเซียนหาไม่แล้วไฉนพวกภูตผีปีศาจในโลกมนุษย์ถึง ได้พยายามหลอมเรือนกายเป็ นมนุษย์โดยไม่สนใจความยากล าบาก
แต่ขณะเดียวกันก็ทาลายกาแพงทองแดงผนังเหล็กเพื่อพิสูจน์มรรคา หากฝ่ าไปไม่ได้ก็ได้แต่มีจุดจบเป็ นการสละร่าง คืนตบะของทั้งร่างไป ให้ฟ้ าดินแต่โดยดี ในถ้าไม่ทราบชื่อกี่มากน้อยที่มีผู้ฝึกลมปราณซึ่ง ไม่รู ้ว่ามีกี่มากน้อยที่มีพลังใจอันแน่วแน่ เจอกับโชควาสนาใหญ่ บน ร่างแบกโชคชะตายิ่งใหญ่ที่ทุกวันนี้ล้วนกลายเป็ นกระดูกขาวเปื่อย ยุ่ยไปหมดแล้ว
ไม่ว่าจะอย่างไร เทียบกับบนไม่พอ เทียบกับล่างมากพอ เหลือแหล่ ดูมนุษย์ธรรมดาของโลกมนุษย์นอกภูเขาสิ พันปีผ่านพ้น มีเพียงน้อยคนที่ได้จารึกชื่อไว้ด้วยเกียรติยศ ร ้อยปีล้วนเป็ นคนน่า สงสารเหมือนกัน นั่นไม่ยิ่งน่าเศร ้าหรอกหรือ?
ความคิดของชิงเจียเตลิดไปไกล ใจลอยไปหมื่นลี้
ร าลึกถึงคุณธรรมของคนโบราณ กลับล่องลอยเกินกว่าจะ ไขว่คว้า
แรกเริ่มที่ฟ้ าดินผสานรวมเป็ นหนึ่ง พลังต้นกาเนิดยังมากมาย เปี่ยมล้น
ได้ยินเสียงฝีเท้าสวบสาบเป็ นระลอกดังมาจากจุดที่ห่างไปไกล ชิงเจียก็รีบเก็บความคิดสับสนวุ่นวายที่เหมือนหญ้าป่ าขึ้นรกชัฏ ทา สติให้มั่นคงสงบความคิดทันที
นางไม่อยากเปิดเผยตบะของตัวเองที่นี่ แล้วก็ไม่ได้ใช ้เวทคาถาที่ คล้ายคลึงกับเนตรสวรรค์ของลัทธิพุทธ เพียงแค่หันหน้าไปมอง บน
เส้นทางภูเขามีแม่นางน้อยท่าทางประหลาดคนหนึ่งเดินมา ในมือของ นางถือไม้เท้าไม้ไผ่ สะพายห่อผ้าแบกคานหาบ ชิงเจียมองแล้วมอง อีก แต่ก็ยังไม่อาจแน่ใจในขอบเขตที่แท้จริงของผู้ที่มาเยือนได้
ก่อนหน้านี้เห็นว่าสหายยวนหูไม่มีวี่แววว่าจะขยับเท้าก้าวเดินไป ไหน เฉินหลิงจวินจึงถือโอกาสนั่งขัดสมาธิลงบนเก้าอี้ตัวยาวเสียเลย เอาสองมือเท้าคาง มีความสุขกับการได้แอบอู้ชั่วครู่ชั่วยาม
หากจะบอกว่าให้เขาออกหน้ามาต้อนรับแขกที่เป็ นผู้ฝึกตนชาย เขาจะไม่อิดออดแม้แต่น้อย เป็ นความรับผิดชอบที่ไม่อาจผลักภาระ ให้คนอื่นได้ แต่สตรีน่ะหรือ เฉินหลิงจวินไม่ใช่เจิ้งต้าเฟิงเสียหน่อย ยิ่งไม่ใช่พ่อครัวเฒ่า นี่คืองานยากลาบากที่ไม่เล็กไม่ใหญ่จริงๆ
หวนนึกถึงปีนั้นตอนอยู่ที่แม้น้าอวี้เจียง แม้ว่าจะมีสหายนั่งกันเต็ม ห้องโถงตลอดทั้งวันมีชีวิตอิสระเสรีสุขสบาย แต่กลับไม่เข้าใจ เรื่องราวทางโลกและความสัมพันธ ์ระหว่างมนุษย์บนภูเขาแม้แต่น้อย ต้อนรับส่งกลับ ไม่ใช่บุญคุณความแค้นก็คือการค้าขาย
อย่าว่าแต่เทพเซียนผู้เฒ่าก่อกาเนิดทั้งหลายที่แค่เคยได้ยินชื่อ ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันเลย ต่อให้เป็ นโอสถทองก็คู่ควรกับค ากล่าว ว่าปิ ดแผ่นฟ้ าด้วยมือเดียวได้แล้ว พูดถึงแค่อวี๋ค่านพี่น้องเทพวารี แม่น้าอวี้เจียงที่เป็ นเจ้าบ้าน ก่อนที่เขาจะเปิ ดจวน เนื่องจากการ ประสบพบเจอที่ถูกปิดบังเอาไว้ในอดีตทาให้มีความสัมพันธ ์อ้อมๆ กับส านักโองการเทพ จึงได้ขอให้ลูกศิษย์ของลูกศิษย์คนหนึ่งของฉี เทียนจวินผู้นาสายเต๋าของหนึ่งทวีป ในมือได้ครอบครองพื้นที่มงคล
แห่งหนึ่งช่วยประทานยันต์เปิดจวนที่คล้ายกับโองการคาสั่งของลัทธิ เต๋าให้แก่แม่น้าอวี้เจียง นี่ถึงได้มีจวนวารีชิงเจี่ยนที่มลังเมลือง รูปแบบ การสร ้างล้าขอบเขตจนมองดูคล้ายวังมังกรบนพื้นปฐพี
อยู่ดีๆ ก็นึกถึงผู้ฝึ กลมปราณหญิงคนหนึ่งในจวนวารีชิงเงี่ยน เขาไม่เคยรู ้ประวัติความเป็ นมาของนาง รูปโฉมไม่เลว ไม่ถึงขั้นกับ เป็ นสาวงามเพริศพริ้ง แต่กลับมีท่วงทานองมีเสน่ห์เฉพาะตัว… แน่นอนว่าปีนั้นเฉินหลิงจวินยังไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ ล้วนเป็ นคาพูดที่ พวกสหายพูดกันในทางส่วนตัวทั้งสิ้น บ้างก็บอกว่านางคือหญิงคน โปรด คือชู้รักของเทพวารีอวี๋ค่าน แล้วก็มีคนที่บอกว่านางคือคนน่า สงสารที่มาหลบภัยที่นี่ ตระกูลเคยมีพระคุณกับอวี๋ค่านจึงมาหลบ ซ่อนตัวอยู่ในจวนวารีชิงเงี่ยน เฉินหลิงจวินรู ้แค่ว่านางมักจะเก็บตัว เงียบอยู่แต่ในบ้าน กินอยู่อย่างประหยัด ขี้เหนียวจนเกินกว่าเหตุ สาหรับเรื่องของการฝึกตน นางมีการตัดสินใจที่ว่าชีวิตนี้ต่อให้ต้อง ตายก็ต้องตายอยู่บนเส้นทางของการแสวงหามรรคา คงเป็ นดั่งคา กล่าวที่ว่ากอดมรรคาตายอย่างที่ในตาราเรื่องเล่าประหลาดกล่าวถึง น่าเสียดายที่จุดจบของนางไม่ได้ดีนัก
ไม่ได้สนิทกับนาง นับรวมๆ กันแล้วอาจเคยคุยกันแค่ไม่กี่คา เท่านั้น ดังนั้นสาหรับจุดจบของนาง เฉินหลิงจวินจึงไม่ถือว่าเสียใจ สักเท่าไร แค่รู ้สึกว่าเรื่องบางเรื่องก็ไม่ควรจะเป็ นเช่นนี้ แต่ผลลัพธ ์ กลับกลายมาเป็ นเช่นนี้
เฉินหลิงจวินไม่ใช่คนที่มีความรู ้สึกอ่อนไหวมากนัก อยู่บนภูเขา ก็มีแค่ตอนที่คิดถึงคนเก่าๆ เรื่องราวเก่าๆ ของแม่น้าอวี้เจียงเท่านั้นที่ ถึงจะเผยอารมณ์ที่สอดคล้องกับสีหน้าบางอย่างออกมา เขาพึมพาว่า “บนเส้นทางของการฝึกตน ลมฟ้ าลมฝนเวิ้งว้างมองไปสุดตาไม่เห็น ทาง อุปสรรคประดุจหญ้าในฤดูใบไม้ร่วง ตัดอย่างไรก็ไม่หมด ความ ดีความชอบดั่งน้าแข็งในฤดูใบไม้ผลิที่ไม่อาจสะสมให้สูง สิ่งต่าง ๆ ระหว่างทางล้วนไม่ง่ายเลย แค่สองค าว่าเหนื่อยยากไหนเลยจะอธิบาย ได้หมดสิ้น”
ชิงเจียได้ยินก็รู ้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เอ่ยชื่นชมอย่างจริงใจว่า “สหายมีความคิดเห็นสูงส่ง”
เฉินหลิงจวินรีบโบกมือปฏิเสธเป็ นพัลวัน หัวเราะร่าเอ่ยว่า “ข้า พูดจาไพเราะสาบัดสานวนแบบนี้ไม่เป็ นหรอก ล้วนฟังมาจากพี่ น้องต้าเฟิง ยืมเอามาใช ้เท่านั้น”
ชิงเจียมีท่าทางกึ่งเชื่อกึ่งกังขาอย่างเห็นได้ชัด
เฉินหลิงจวินยิ้มปากกว้าง “ขอแค่ได้เจอกับสตรีหน้าตางดงาม เขาก็มักจะเลอะเลือนเสมอ เวลาปกติเป็ นคนฉลาดหัวไวมาก”
สาหรับเรื่องนี้ชิงเจียไม่ให้คาวิจารณ์ใดๆ
ก่อนจะมา “นับบรรพบุรุษ” ที่ภูเขาลั่วพั่วแห่งนี้ ชิงเจียได้ทา การบ้านมาก่อนบ้างแล้ว
หากไม่นับเรื่องที่เฉินผิงอันผู้เป็ นเจ้าขุนเขารับหน้าที่เป็ นอิ่นก วาน เรื่องวงในที่ผู้ฝึ กลมปราณของใต้หล้าไพศาลรับรู ้มาต้องไม่มี ทางเทียบกับเปลี่ยวร ้างที่นางอาศัยอยู่ได้อย่างแน่นอน
สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดก็คือรายงานข่าวเกี่ยวกับภูเขาลั่วพั่วมีน้อย เกินไป รอกระทั่งชิงเจียมาถึงอาณาเขตของแจกันสมบัติทวีป นาง อยากจะหาอ่านจากท่าเรือบนภูเขาหรือไม่ก็โรงเตี๊ยมตระกูลเซียนสัก หน่อย คิดไม่ถึงว่าจะหาอย่างไรก็หาไม่พบ มีบางครั้งที่ผู้ฝึกเนื้อหาบน หน้ากระดาษลมปราณพูดถึง ส่วนใหญ่ก็เป็ นแค่ข่าวลือเล็กน้อยที่ คว้าลมจับเงากันเอาเอง แค่ฟังชิงเจียก็รู ้ว่าคือคาพูดเหลวไหลที่ไม่ผิด กฎหมาย รอกระทั่งนางลองสืบข่าวต่ออีกเล็กน้อยก็ถึงได้รู ้ต้นสาย ปลายเหตุ ที่แท้ก่อนที่ภูเขาลั่วพั่วจะลุกผงาดเคยเป็ นแค่พรรคเล็ก ภูเขาเล็กที่ไม่สะดุดตาเลยแม้แต่น้อย อย่างมากก็แค่ถูกมองว่าเป็ นผู้ที่ พึ่งพาของภูเขาพีอวิ๋นช่วย “ฟอก” เงินบางส่วนที่ผิดศีลธรรมให้ กลายเป็ นเงินสะอาดในคลังเก็บสมบัติของขุนเขาเหนือของเว่ยซานจ วินแห่งต้าหลี เป็ นเหตุให้ไม่มีค่าพอให้รายงานข่าวบนภูเขาสิ้นเปลือง น้าหมึก แล้วก็ไม่สะดวกที่จะซักไซ ้ถามให้ถึงที่สุดจากจวนเซียน เพราะถึงอย่างไรหากซักไซ ้มากเข้าแล้วเกิดช่องโหว่ขึ้นมา ถูกพวก ชอบสอดรู ้สอดเห็นที่คนพูดไร ้เจตนาแต่คนฟังมีใจหาหลักฐานที่ แน่นอนชัดเจนอะไรออกมาได้ แล้วถูกเทพหญิงขุนนางหลักในกอง บางกองของภูเขาพีอวิ๋นเอาไปให้เว่ยซานจวินดู จะไม่เจอเรื่องชวย สร ้างจุดอ่อนให้ตัวเองเปล่าๆ หรอกหรือเมื่อเป็ นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าผิด
ใจกับขุนเขาเหนือ ถึงเวลานั้นหากภูเขาพีอวิ๋นจดจ าความแค้นขึ้นมา น้าใจแลกน้าใจ ส่งเทียบเชิญให้ไปเข้าร่วมงานเลี้ยงท่องราตรีมาให้ นางจะไปหรือไม่ไปดีล่ะ? ไม่ไปก็เท่ากับตบหน้าเว่ยซานจวิน ไป ควร จะเตรียมของขวัญร่วมแสดงความยินดีเป็ นอะไร?
ใครบ้างที่ไม่รู ้ว่าการขานชื่อตรงตีนเขาของมหาบรรพตอุดรนั้น คือสุดยอดแล้ว มีพรรคตระกูลเขียนกี่มากน้อยที่ถือของขวัญมาร่วม แสดงความยินดีแล้วต้องกล้ากลืนอับอายกันอยู่ที่นี่ เพียงแค่เพราะ ประเมินความมือเติบใจกว้างของเพื่อนร่วมอาชีพต่าเกินไป จ าเป็ นต้องเพิ่มน้าหนักของของขวัญกันหน้างาน พวกกลุ่มคนที่อยู่ ข้างหน้า เป็ นคนดีๆ ไม่เป็ น ชอบตบหน้าตัวเองสวมรอยเป็ นคนอ้วน พวกเจ้าจะไม่ให้ข้าอยู่ดีมีสุขเลยใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นข้าก็ควักกระเป๋ า ตัวเองส ารองจ่ายไปก่อน กลับไปแล้วค่อยไปแจ้งให้ทางส านักทราบ ยกระดับขั้นของของขวัญร่วมแสดงความยินดีที่ถูกกาหนดไว้แล้วให้ สูงขึ้น จะไม่ยอมให้คนที่อยู่ท้ายๆ ได้อยู่ดีมีสุขเช่นกัน
รอกระทั่งอิ่นกวานหนุ่มเดินทางกลับจากกาแพงเมืองปราณกระบี่ มายังบ้านเกิดอย่างเงียบเชียบ แล้วพากลุ่มคนไปถามกระบี่ที่ภูเขา ตะวันเที่ยง ตอนนั้นบังเอิญอยู่ในช่วงที่ศาลบุ๋นสั่งห้ามรายงานข่าวใน ไพศาลพอดี นี่แสดงให้เห็นว่าทางฝั่งศาลบุ๋นได้รับคาสั่งจึงจงใจเก็บ ข่าวไว้เงียบ ไม่อยากให้ภูเขาลั่วพั่วและเฉินผิงอันมีชื่อเสียงมาก เกินไป ศาลปุ่ นแผ่นดินกลางและราชส านักต้าหลีมีข้อตกลงร่วมกัน
มิน่าเล่าคิดอยากจะหาข้อมูลบทใหญ่เท่าก้อนเต้าหู้จากบนรายงาน ข่าวภูเขาสายน้าของแจกันสมบัติทวีปก็ยังเป็ นเรื่องยาก
แจกันสมบัติทวีปในทุกวันนี้ให้การยอมรับกันว่าภูเขาลั่วพั่วมี สาม “มหัศจรรย์” กับสอง “ประหลาด
หนึ่งมหัศจรรย์นั้นอยู่ที่เป็ นจวนเซียนอักษรจง แต่กลับมีผู้ฝึกตน ท าเนียบน้อยมากมหัศจรรย์สองก็คือเป็ นพรรคบนภูเขา แต่จ านวน ของปรมาจารย์วิถีวรยุทธกลับไม่น้อย สามมหัศจรรย์คือเป็ นพรรคที่ ถูกต้องชอบธรรม ทว่ากลับมีภูตแห่งป่าเขาเยอะมาก
หนึ่งประหลาดคือภูเขาลั่วพั่วที่มาทีหลังกลับนาแซงหน้าไปได้ ถึงกับทาให้หร่วนฉงที่ได้สถานะของส านักมาก่อนถูกบีบให้ต้องย้าย สานักกระบี่หลงเฉวียนออกไปจากอาณาเขตของถ้าสวรรค์หลีจูเก่า จ าต้องย้ายไปอยู่ทางเหนือ ต้องรู ้ว่าหร่วนฉงเป็ นถึงผู้ถวายงานอันดับ หนึ่งของราชสานักต้าหลี คิดไม่ถึงว่าจะต้องยกที่ให้กับภูเขาลั่วพั่ว ภู เขาลั่วพั่วประหนึ่งตะวันกลางนภา พลังถาโถมเกินกว่าที่ผู้ใดจะต้าน ได้ไหวแค่ไหน ดูจากเรื่องนี้ก็พอจะรู ้ได้แล้ว
คิดดูแล้วเนื่องจากตอนที่เซียนกระบี่เฉินเป็ นเด็กเคยตกอับ ตอน อยู่บ้านเกิดก็คงจะเคยสร ้างความบาดหมางอะไรกับหร่วนฉงที่ปีนั้น เป็ นอริยะคนสุดท้ายของถ้าสวรรค์หลีจูหรือไม่