กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1099.2 เป็ นใคร
และยังมีเด็กหนุ่มอีกคนที่นั่งยองอยู่ ตรงเอวพกดาบผ่าฟื นเล่ม หนึ่ง มีชื่อว่าเกาหมิงเขากับหม่าขู่เสวียน อาจารย์ไม่เหมือนอาจารย์ ลูกศิษย์ไม่เหมือนลูกศิษย์ ชอบเรียกหม่าขู่เสวียนว่า “เหล่าหม่า
ถึงขั้นที่ว่ายังถามหม่าขู่เสวียนต่อหน้าว่า เขาสามารถย้ายไปอยู่ กับภูเขาลั่วพั่วได้หรือไม่เหตุผลมีอยู่สองข้อ หนึ่งคือรู ้สึกว่าจะได้ดิบ ได้ดีมากกว่า สองไม่ต้องถูกคนอื่นดูแคลน ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็ ล้วนได้รับการต้อนรับ
เด็กหนุ่มพกดาบผ่าฝืนขมวดคิ้วถาม “เกิดอะไรขึ้น? เหล่าหม่า
แพ้แล้วหรือ?”
วั่งจู่เงียบไม่ตอบ เรื่องที่เห็นชัดเจนขนาดนี้ไม่จาเป็ นต้องเปลือง น้าลายพูดกันอีก
เกาหมิงถอนสายตากลับมา เอ่ยว่า “ศิษย์พี่ ไล่ตามก็ตามไปไม่ ทันหรือ? ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะตามหาอาจารย์ที่กลับชาติมาเกิด ใหม่เจอได้อย่างไร?”
ดูจากทิศทางแล้วน่าจะมุ่งตรงไปที่ทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง นี่ จะยังให้พวกเขาตามหาอย่างไรได้อีก หากไปทางเหนือยังดี ไม่ผิด จากที่คาดก็คงต้องเป็ นอุตรกุรุทวีป แต่หากไปทางใต้ อย่างมากสุดก็ อาจเป็ นทวีปแห่งนี้หรือไม่ก็ใบถงทวีป อย่างน้อยก็ยังพอมีความหวัง
อันเลืองราง แต่ไปทางทิศตะวันตกเช่นนี้ ฟ้ าดินกว้างใหญ่ หากนี่ ไม่ใช่การงมเข็มในมหาสมุทรแล้วจะเรียกว่าอะไร
วั่งจู่มีสีหน้าเศร ้าหมอง เอ่ยเสียงทุ้มหนักว่า “เว้นเสียจากเป็ น เซียนเหรินถึงพอจะไล่ตามแสงสีทองเส้นนั้นไปได้ทัน แล้วนับประสา อะไรกับที่อาจารย์ก็เคยบอกไว้แล้วว่า ขอแค่เขาพ่ายแพ้ในการต่อสู้ ครั้งนี้ก็ไม่ต้องตามหาเขา เพราะถูกกาหนดมาแล้วว่าจะเป็ นการ เปลืองแรงเปล่า”
เกาหมิงเอ่ยต่ออีกว่า “อาจารย์ยังบอกด้วยว่าขอแค่เขาตายไป ท่านก็จะได้สถานะและชื่อจริงกลับคืนมา ชื่อซูชิงเซินใช่ไหม ช่างเป็ น ชื่อที่ดีจริงๆ อาจารย์ให้ข้านาความมาบอกต่อท่าน ท่านไม่ต้องคิดจะ วางแผนแก้แค้นอะไรอีกแล้ว วันหน้าเดินอยู่บนถนนเจอกับคนแซ่เฉิน ผู้นั้นก็จาไว้ว่าต้องโขกหัวคานับเขา ถือเสียว่าเป็ นการขอบคุณที่เขา มีบุญคุณช่วยแก้แค้นแทนท่าน”
สตรีเงียบไม่เอ่ยอะไร สีหน้าซับซ้อนถึงขีดสุด ใบหน้าซีดขาว หม่าขู่เสวียนทิ้งปริศนาสามข้อไว้ให้กับเฉินผิงอัน เพียงแค่ให้เฉินผิงอันระวังแล้วระวังอีก และระวังอีกคาตอบเหล่านั้นอยู่บนร่างของสามคนนี้
หม่าขู่เสวียนทั้งให้พวกเขาแต่ละคนเก็บความลับของตัวเอง เอาไว้ ทั้งยังบอกกับพวกเขาว่าวันใดคิดอยากจะไปภูเขาลั่วพั่วเพื่อ สวามิภักดิ์ต่อเฉินผิงอัน หรือวันใดเฉินผิงอันหาตัวพวกเขาเจอก็
สามารถบอกค าตอบของปริศนาออกไปได้ ส่วนจะเป็ นอิฐเคาะประตู หรือจะเป็ นยันต์รักษาชีวิต ก็ไม่สนว่าพวกเขาจะเลือกอย่างไร ล้วนท า ได้ตามใจ
คาตอบของปริศนาคือชื่อคนสามคน สามคนนี้ล้วนเป็ นคนรุ่น เยาว์ของถ้าสวรรค์หลีจูเหมือนกันกับหม่าขู่เสวียน ยกตัวอย่างเช่น
คนผู้นั้นที่เกาหมิงรู ้จัก ชื่อว่าหลูเจิ้งฉุน
ดูเหมือนว่าจะเป็ นลูกหลานสกุลหลุถนนฝูลู่ ทุกวันนี้พึ่งพา สกุลสวี่นครลมเย็น
ในศาลเทพอภิบาลเมืองประจาเมืองหลวงแคว้นอวี้เซวียนมี “คน ต่างถิ่น” สองคนมาเยือน เห็นได้ชัดว่าหดย่อพื้นที่ข้ามทวีปมา แต่ กลับไม่ท าให้นายท่านเทพอภิบาลเมืองประจ าท้องถิ่นตกอกตกใจ
หากจะต้องยกตัวอย่างเพื่อนามาใช ้บรรยายภาพฉากยามที่คน ทั้งสองนี้มาถึง ก็น่าจะเป็ นฮ่องเต้ผู้เฒ่าน าพาใต้เท้าเจ้ากรมปลอมตัว ออกไปตรวจงานราชการข้างนอก เข้าไปยังที่ว่าการอาเภอในท้องถิ่น อย่างที่กล่าวถึงในบทละคร
คนผู้หนึ่งคือชายฉกรรจ์ร่างเล็กเตี้ยหน้าดาคล้า อีกคนหนึ่งคือ ขายหนวดงามที่ใบหน้าหล่อเหลาราวกับหยก
ส่วนสูงของฝ่ ายแรกยังสู้เผยเฉียนไม่ได้ด้วยซ้า สวมชุดสีดา ตรง เอวรัดเข็มขัดหยกสีขาว ชายฉกรรจ์ใช ้สองมือจับประคองเข็มขัด หยก
น่าเสียดายที่คุณชายเครางามท่าทางสุภาพอ่อนโยนข้างกายเขา สูงกว่าเขาอย่างน้อยหนึ่งช่วงศีรษะ
แม้เผยเขียนจะตกใจ แต่กระนั้นก็ยังคลี่ยิ้มกว้างสดใสอย่างเป็ น ธรรมชาติ ใช ้วิธีรวมเสียงให้เป็ นเส้น กุมมือคารวะ “เผยเฉียนคารวะ เทพอภิบาลเมืองโจว แม่ทัพฟ่ าน”
ชายฉกรรจ์ร่างเล็กเตี้ยพยักหน้ารับ “แม่ทัพฟ่ านมีภาระหน้าที่ ติดตัวจึงต้องออกลาดตระเวนศาลเทพอภิบาลเมืองในแต่ละจังหวัด ตอนกลางวัน ส่วนข้านั้นถือว่าอยู่ว่างไม่มีอะไรท าก็เลยออกมาเดิน เล่นเป็ นเพื่อนเขา”
บุรุษเครางามยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เจ้าหนอนหนังสือน้อย เจอกันอีก
แล้วนะ”
เผยเฉียนยิ้มกว้าง
จาได้ว่าอาจารย์ของอาจารย์พ่อเคยชมเทพอภิบาลเมืองโจวที่อยู่ ตรงหน้าผู้นี้ต่อหน้าว่าเป็ นเทพอภิบาลเมืองตาแหน่งสูงอันดับหนึ่ง ของโลกมนุษย์
ไม่เคยเห็นใครที่ตัวเล็กเตี้ยขนาดนี้ แต่กลับมีพลังอานาจบารมี สูงใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ช่างยิ่งใหญ่เกินกว่าจะหาคาใดมาพรรณนา!”
……
อยู่ดีๆ ก็กลายมาเป็ นผู้ถวายงานที่ได้รับการบันทึกชื่อของภูเขา ลั่วพั่ว เฒ่าหูหนวกที่มีฉายาว่าหลงเซิงเลือกที่จะอ้อมเส้นทาง ไม่ได้ ตรงดิ่งไปหาหลี่ไหว แต่พาลูกศิษย์ออกมาจากภูเขาใหญ่แสนลี้ ขี่ กระบี่ข้ามผ่านกาแพงเมืองปราณกระบี่ไปโดยตรง กานถังทามุทรา ช่วยร่ายเวทอาพรางตาให้กับโยวอวี้ ปิ ดบังร่องรอยการเดินทาง หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน โยวอวี้ขี่กระบี่หลุบตาลงมองจาก ที่สูง เห็นว่าบนหัวกาแพงเมืองครึ่งหนึ่งนั้นมีผู้ฝึกตนต่างถิ่นหลายคน จับกลุ่มกันกระจายไปชมทัศนียภาพตามที่ต่างๆ เป็ นกลุ่มก้อนดุจพุ่ม บุปผา
กลางอากาศสูงเหนืออาณาเขตที่เดิมทีเป็ นที่ตั้งจวนส่วนตัวของ เซียนกระบี่ เฒ่าหูหนวกอดไม่ไหวหันกลับไปมองทางหัวก าแพง เดิม คิดว่าจะถูกอริยะปราชญ์ของศาลบุ๋นที่พิทักษ์ที่แห่งนี้ขัดขวางเอาไว้ จาเป็ นต้องบอกกล่าวสถานะยื่นเอกสารผ่านด่าน จะดีจะชั่วก็ต้องท า ตามขั้นตอนให้พอเป็ นพิธี สาหรับเรื่องนี้เฒ่าหูหนวกไม่ได้รู ้สึกยอก แสลงใจใดๆ เพราะถึงอย่างไรตอนที่อยู่กาแพงเมืองปราณกระบี่ก็เคย ชินกับการเก็บหางท าตัวส ารวมมานานแล้ว คาดไม่ถึงว่าจะข้ามผ่าน หัวกาแพงเมืองมาได้อย่างราบรื่นเช่นนี้ นี่กลับทาให้เฒ่าหูหนวกอด บ่นพึมพ าในใจไม่ได้ว่าศาลบุ๋นไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาขนาดนี้เลย หรือ?
แต่หากถูกขวางไว้จริงๆ กานถังก็น่าจะต้องบ่นอีกหลายประโยค ว่า ต่อให้เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสไม่อยู่แล้ว ก็ยังมีตัวอักษรใหม่ที่อิ่
นกวานหนุ่มเพิ่งแกะสลักไว้ไม่ใช่หรือไร หนิงเหยาก็เพิ่งเลื่อนเป็ น ขอบเขตสิบสี่ ใต้หล้าห้าสียังมีนครบินทะยาน ศาลบุ๋นของพวกเจ้าจะ คิดว่ากาแพงเมืองปราณกระบี่ไม่อยู่แล้วจริงๆ หรือ?
ไปถึงซากปรักของเมืองเก่า เฒ่าหูหนวกก็ถอนหายใจ พลิ้วกาย ลงบนพื้นก่อน ได้หวนกลับมายังสถานที่แห่งเดิมอีกครั้ง เห็นของก็ รู ้สึกเสียใจ ยืนแน่นิ่งต่อหน้าชากแห่งอดีตกาลใจพลันแผ่ซ่านด้วย ความคิดคานึงไม่รู ้สิ้น
แน่นอนว่าผู้ฝึกตนใหญ่ต้องมีแววตาของผู้ฝึกตนใหญ่
หลี่เซิ่งสร ้างตัวอักษรให้กับโลกมนุษย์ สาหรับกากเดนสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ยุคบรรพกาลแล้ว อันที่จริงก็คือกรงขังที่มองไม่เห็นแห่งหนึ่ง ในฟ้ าดิน ขอแค่เผยกายบนโลกมนุษย์ก็จ าเป็ นต้องเผชิญหน้ากับ “ขวากหนาม” ที่ตัวอักษรในโลกมนุษย์พวกนี้ปูแผ่สร ้างเอาไว้ มนุษย์ ธรรมดาในโลก ผู้ฝึกลมปราณ และยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้า ที่ราชสานักของโลกยุคหลังแต่งตั้งแทบไม่มีความรู ้สึกต่อสิ่งนี้ มีเพียง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยุคบรรพกาลที่ยิ่งขอบเขตสูงเท่าไร ยิ่งร่างทองบริสุทธิ์ เท่าไร ข้อจากัดที่ได้รับก็จะยิ่งใหญ่มากเท่านั้น คนบนโลกเดินอยู่บน เส้นทางแห่งป่ าเขาที่เต็มไปด้วยพงหนามก็ง่ายที่เสื้อผ้าจะถูกเกี่ยว ขาด ผิวหนังถูกกรีดข่วน เหตุผลเดียวกัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยุคบรรพกาล ที่เผยกายอยู่นอกฟ้ าก็เหมือนเดินอยู่บนเส้นทางแห่งขวากหนาม ตัวอักษร ทุกก้าวที่ก้าวเดิน ร่างทองก็จะต้องถูกกัดกร่อนให้สึกหรอ
ดังนั้นโจวมี่ถึงได้สร ้างตัวอักษรใหม่เอี่ยมขึ้นมาให้กับใต้หล้า เปลี่ยวร ้าง ไม่เพียงแต่ช่วยขีดเส้นแบ่งที่ชัดเจนให้กับเผ่าปีศาจกับใต้ หล้าไพศาลและเผ่ามนุษย์เท่านั้น ยิ่งเป็ นการชักนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยุค บรรพกาลที่ซ่อนตัวอยู่นอกฟ้ าอย่างลับๆ เป็ นการปูเส้นทางอย่างหนึ่ง
โยวอวี้ถามเสียงเบา “หนิงเหยากับผู้อาวุโสท่านนั้นได้เจอหน้า กันแล้วก็ดูเหมือนจะไม่ได้ถามว่าท าไมอาจารย์ถึงหวนกลับสู่ขอบเขต บินทะยานได้?”
กานถังพยักหน้า กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “นี่ก็น่าจะเป็ นความองอาจ ที่ยิ่งใหญ่ของขอบเขตสิบสี่แล้วล่ะ ต่ากว่าสิบสี่ลงไปล้วนเป็ นเรื่องไร ้ สาระ ขอบเขตขึ้นลงของคนอื่นไม่มีอะไรให้พูดถึง”
ลอบเสี่ยงอันตรายหวนกลับไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมในครั้งนี้ แน่นอนว่ากานถังไม่เพียงแต่กลับไปดูอย่างเรียบง่ายเท่านั้น
โยวอวี้ถาม “อาจารย์มาทาอะไรที่นี่หรือขอรับ?”
กานถังกล่าว “เคยได้ยินหลักการเหตุผลข้อหนึ่งที่คนอื่นพูดถึง รสชาติที่ตราตรึงใจของบ้านเกิด หากไม่ได้อยู่ที่อาหารก็อยู่ที่สุรา”
โยวอวี้เดาว่านี่เป็ นประโยคที่อิ่นกวานหนุ่มพูดให้อาจารย์ฟัง
เพราะถึงอย่างไรกาแพงเมืองปราณกระบี่ในอดีตก็มีคนแค่ไม่กี่ คนเท่านั้นที่ยินดีจะพูดคุยกับอาจารย์
กาแพงเมืองปราณกระบี่ในอดีตมีพื้นที่อยู่สามแห่ง นครหลัก จวนส่วนตัวของเซียนกระบี่ที่อยู่ทางทิศใต้ของนครหลัก และเมือง มายาทางทิศเหนือ นี่คือตลาดบนภูเขาที่การค้ารุ่งเรืองแห่งหนึ่ง
กานถังชี้นิ้วไปทางทิศเหนือ “เมื่อก่อนที่นั่นคือสถานที่ยอดเยี่ยม ที่งดงามดั่งบทกวี มีเงินทองไหลเป็ นสายน้า ปลาและมังกรปะปนกัน
เงินเทพเซียนในกระเป๋ าใช ้ได้ผลดียิ่งกว่าขอบเขตของผู้ฝึกตน” ไม่เหมือนกาแพงเมืองปราณกระบี่ แต่เหมือนใต้หล้าไพศาลอย่างมาก สถานที่ที่ถูกใต้หล้าไพศาลวิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคาแรงที่สุด
ของก าแพงเมืองปราณกระบี่ก็คือเวทีประลองที่เมืองมายาแห่งนี้เป็ นผู้
ก่อตั้ง
โหดเหี้ยมและนองเลือดได้มากยิ่งกว่าภูเขาที่ลี่ของอุตรกุรุทวีป เสียอีก ทุกครั้งที่คนสองคนขึ้นไปจะต้องมีคนตายคนหนึ่งถึงจะถือว่า ยุติได้ แน่นอนว่าก็มักจะเกิดสถานการณ์ที่ตายคู่อยู่บ่อยๆ หรือไม่ก็ เหลือคนคนหนึ่งที่หากไม่ขอบเขตถดถอยก็ร่อแร่ปางตาย
ทุกวันนี้บนซากปรักของเมืองมายาแห่งนั้นได้เปิดสถานที่ที่พอจะ เรียกว่าโรงเตี๊ยมตระกูลเซียนได้อย่างถูไถ กิจการหลักคือที่พักและ ขายเหล้า กิจการรองคือเสนอขายอาวุธวิเศษสมบัติอาคมบนภูเขาที่ ไม่มีคุณภาพ อาศัยชื่อเสียงของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ทาให้มีเส้นทาง สาย
หนึ่ง สามารถมาทากิจการที่นี่ได้ คิดดูแล้วก็ล้วนต้องพึ่งพาที่พึ่งใหญ่ โดยอ้อม
เฒ่าหูหนวกเริ่มสงสัยแล้วว่าหนึ่งในเจ้าของกิจการที่อยู่เบื้องหลัง จะใช่ “กระบี่ส่วนตัว บางท่านของกาแพงเมืองปราณกระบี่ที่หวน กลับมาจากการเดินทางไกลหรือไม่
เกี่ยวกับความเป็ นมาของ “ตลาด’ แห่งนี้ เฒ่าหูหนวกคุ้นเคยเป็ น อย่างดี
ที่นั่นเคยมีสิ่งปลูกสร ้างน้อยใหญ่สี่สิบกว่าแห่ง หอเรือนตั้งเรียง รายสลับสล้างลดหลั่นบ้างสูงบ้างต่า ทับซ ้อนเป็ นชั้นๆ อยู่ด้วยกัน กลายเป็ นหอสูงแห่งหนึ่ง
เมื่อก่อนพวกพ่อค้า นักท่องเที่ยวของไพศาลที่มาถึงภูเขาห้อย หัวแล้วยังอยากจะเห็นหัวกาแพงเมืองสักครั้ง หากเป็ นพวกที่ใจไม่ กล้าพอ หรือไม่ก็ไม่ชอบไปหาเรื่องซวยใส่ตัวเองในนครหลัก พวก เขาก็มักจะมาพักอยู่ในตลาดแห่งนี้สี่ห้าวัน เพราะไม่ว่าจะมองไกล หรือใกล้ก็คือการมองเหมือนกัน คนบางส่วนที่มีชาติกาเนิดมาจาก สานักที่ค่อนข้างใหญ่ในทวีปเดียวกันก็มักจะมาสร ้างเรือนพักไว้ใน เมืองมายาแห่งนี้เพื่อสะดวกให้สหายร่วมทวีปมีที่พักผ่อน
กานถังถอนหายใจ “ตลาดในปีนั้นเรียกได้ว่าครึกครื้นมีชีวิตชีวา แสงตะเกียงถูกจุดให้สว่างไสวราวกับเวลากลางวัน ยามค่าคืนก็มี เสียงร ้องร าท าเพลงไม่ขาดสาย มีเรือนใหญ่เรือนน้อยนับสามพันหลัง
ร ้านค้าขายสมบัติล้าค่าลักษณะแปลกประหลาดหรือไม่ก็ข้าวของที่มี ประวัติความเป็ นมาไม่ถูกต้องชอบธรรม หอนางโลม บ่อนการพนัน เหลาสุราร ้านอาหารตาราลับที่ขายกันอย่างเปิ ดเผย เรือนส่วนตัว พื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่มีปราณวิญญาณเปี่ยมล้น และยังมี “สกุลไร ้ แซ่” บางส่วนที่มารวมตัวกันเพื่อคอยช่วยชี้แนะปมปัญหาในการฝึก ตนให้กับคนอื่นโดยระบุราคาไว้อย่างชัดเจน อะไรที่ใต้หล้าไพศาล ควรมีก็ล้วนมีครบหมดอะไรที่ใต้หล้าไพศาลไม่ควรมีก็มี สรุปก็คือมี ทุกอย่าง พูดถึงแค่ภูตแห่งป่ าเขาที่ใช ้วิธีกราบไหว้ดวงจันทร ์หลอม ลมปราณโดยเฉพาะ และยังมีพวกที่เชี่ยวชาญศาสตร ์การประกอบ กามกิจในห้องเพื่อใช ้หยางมาเสริมหยิน แค่ได้หลับนอนกับพวกนาง ก็ได้ก าไรแล้ว”
โยวอวี้ทาหน้าเหยเก
กานถังหน้าแดงก่า อธิบายว่า “แค่เคยได้ยินมาเท่านั้น”
หากโยวอวี้ไม่กราบกานถังเป็ นอาจารย์ ก็จะต้องติดตามนคร ยักษ์ย้ายไปอยู่ใต้หล้าห้าสีอย่างแน่นอน
ผู้ฝึกตนใหญ่ฝึกบ าเพ็ญตนพิสูจน์มรรคา เส้นทางการบินทะยาน มีมากมายหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็ นทิวา จาแลงสายรุ ้ง ขี่มังกรขี่ นกกระเรียน เหินเมฆเรื่อเรื่อง ทะยานร่างเมฆม่วง สละศพ สยายปีก จาแลงขนนก เป็ นต้น เส้นทางแตกต่าง ระดับขั้นก็มีการแบ่งสูงต่า สาหรับคนรุ่นหลังแล้วก็น่าจะเป็ นการยกเรือนบินทะยานที่ทาให้คน อิจฉาได้มากที่สุดเพราะหนึ่งคนบรรลุมรรคา ไก่และหมาก็พลอยได้
ขึ้นสวรรค์ ในใต้หล้าทั้งหลาย เหตุการณ์ที่บอกว่าสามารถพาคนใน บ้านกลายเป็ นเซียนไปพร ้อมกันได้ซึ่งมีหลักฐานให้สืบเสาะใน ประวัติศาสตร ์ตลอดหมื่นปีที่ผ่านมาก็มีน้อยจนนับนิ้วได้
ก็เหมือนที่เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสเพียงแค่แพร่งพรายเรื่องหนึ่ง ให้เฉินผิงอันรู ้ บอกว่าคฤหาสน์หลบร ้อน คฤหาสน์หลบหนาว บวก กับเมืองมายากลางทะเล เมื่อรวมกันแล้วก็คือค่ายกลสามภูเขาแห่ง หนึ่ง
ในเมื่อมีชื่อว่า “สามภูเขา” ก็แน่นอนว่าต้องเป็ นฝีมือของอาจารย์ ซานซานจิ่วโหวแล้ว
และเมืองมายาแห่งนั้นก็ยังเป็ นหอบินทะยานที่กาแพงเมืองปราณ กระบี่สร ้างจาลองขึ้นอย่างตั้งใจ ใช ้เวลาในการสร ้างยาวนานมาก
พื้นฐานของเมืองมายาเป็ นอิ่นกวานคนก่อนหน้าเซียวสวิ้นที่เป็ น ผู้สร ้างขึ้นมา คือบุคคลที่มีความสามารถมีแผนการแยบยล แต่กลับ โชคร ้าย ขอบเขตต่าเกินไป มีชีวิตอยู่ได้ไม่ยืนยาว
ตอนนั้นเฒ่าหูหนวกมีความสัมพันธ ์ที่ไม่เลวกับคนผู้นี้
สุดท้ายเมืองมายาแห่งนี้ก็กลายมาเป็ นปลายกระบี่ที่เฉินชิงตูใช ้ หนึ่งกระบี่เปิดทางแล้วยกนครบินทะยาน
บรรพบุรุษใหญ่ภูเขาทัวเยว่คาดการณ์ถึงเรื่องนี้ได้นานแล้ว เพียงแต่ไม่มีความจ าเป็ นต้องขัดขวางการเช่นกระบี่ครั้งนี้ของเฉินชิง ตู
เพราะถึงอย่างไรคนที่จากไปก็ล้วนเป็ นผู้ฝึ กกระบี่รุ่นเยาว์ที่ ขอบเขตต่ามาก แม้กระทั่งหนิงเหยาเองตอนนั้นก็ยังไม่ได้เลื่อนเป็ น ขอบเขตหยกดิบ
หากใต้หล้าเปลี่ยวร ้างคิดจะสังหารพวกเขาให้สิ้นซากเพื่อเป็ น การถอนรากถอนโคนก็มีราคาที่ต้องจ่ายมหาศาล
นับตั้งแต่เฉินชิงตูไปจนถึงฉีถึงจี้ เฉินซี กระทั่งมาถึงลู่จือและเฒ่า หูหนวก ฯลฯ ปีนั้นพวกเขาต่างก็ทาการเลือกที่แตกต่างกันไป
สิ่งที่ใต้หล้าเปลี่ยวร ้างต้องการไม่เคยเป็ นกาแพงเมืองปราณ กระบี่ที่กระดูกแข็งแทะยาก มีเนื้อหนังอยู่แค่ไม่กี่จิน เนื้ออวบอ้วนชิ้น ใหญ่ที่บรรพบุรุษใหญ่แห่งภูเขาหัวเยว่และปีศาจใหญ่บนบัลลังก ์ราชา กลุ่มนั้นคอยจับจ้องก็คือใต้หล้าไพศาลที่ไม่ว่าอะไรก็มีครบหมด มี เพียงไม่มีคาว่า “ขาดแคลน เท่านั้น
ในความเป็ นจริงแล้วหากปีนั้นเฉินชิงตูยินดีหลีกทางให้กับใต้ หล้าเปลี่ยวร ้าง จะให้พวกเขายกดินแดนสองทวีปให้กับก าแพงเมือง ปราณกระบี่จะเป็ นไรไป?
ไม่พอหรือ? ถ้าอย่างนั้นอยู่ที่ใต้หล้าเปลี่ยวร ้างก็จะให้ทุกอย่างที่ ผู้ฝึกกระบี่ของกาแพงเมืองปราณกระบี่ที่จะก่อตั้งลัทธิ ให้เจ้าเฉินชิงตู ที่จะเรียกตัวเองเป็ นบรรพจารย์ต้องการ
อาจารย์และศิษย์สองคนเดินกันไปบนถนนดินโคลน เฒ่าหู หนวกเลือกร ้านเหล้าริมทางที่การค้าที่ดีสุด เถ้าแก่คือสตรีวัย
กลางคนเรือนกายอวบอิ่ม ริมฝี ปากมีใฝ่ เม็ดหนึ่ง ศีรษะสวมกวาน หยกอ่อนทรงดอกไม้พืชพรรณที่เกิดจากการหล่อหลอมของหยก งามหลากหลายสี สวมชุดคลุมสีเขียวคอกลมโปร่งบาง นางเอนกาย พิงโต๊ะคิดเงิน ท่วงท่าผ่อนคลาย ในมือถือพัดกลม รูปโฉมงดงาม อย่างถึงที่สุด
ลูกจ้างของร ้านที่ยกอาหารยกเหล้ามาวางให้คือเด็กหนุ่มที่ ขอบเขตต่าต้อย ทว่ากลับมีสีหน้าเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ตามคากล่าว ของบนภูเขาก็คือมีรากแห่งมรรคาหนาแน่น คือต้นกล้าเซียนต้นหนึ่ง สตรีมองผู้เฒ่าหลังค่อมแวบหนึ่ง หันไปมองผู้ฝึกกระบี่หนุ่มสองแวบ นางไม่กล้าเพิกเฉย หันมาต้อนรับขับสู้ด้วยตัวเอง เฒ่าหูหนวกสั่ง เหล้าหนึ่งกาและกับแกล้มอีกสองสามจาน สตรีหันหน้าไปด้านในของ ร ้าน มีม่านไผ่เหลืองกางกั้น นางหันไปเรียกชื่อถงถัวแล้วบอกชื่อ กับข้าวให้กับทางห้องครัวที่อยู่ในเรือนหลัง
เฒ่าหูหนวกเลือกโต๊ะที่อยู่ติดกับถนน ขยับสายตามองขึ้นไป ด้านบน บนผนังข้างฝ่ามือมีป้ ายไม้แขวนอยู่บางส่วน
โยวอวี้ขมวดคิ้วน้อยๆ เห็นภาพนี้ในใจเขาก็เกิดความไม่สบ อารมณ์นานแล้ว ป้ ายสงสุขประเภทนี้จะเอามาแขวนกันง่ายๆ ได้ อย่างไร
เฒ่าหูหนวกกลับไม่สนใจที่ร ้านเหล้าเอาเรื่องนี้มาเป็ นจุดขาย เรียกลูกค้า
เหล้ามาก่อนแล้วจึงตามมาด้วยกับแกล้ม เฒ่าหูหนวกรินเหล้า ดื่มของตัวเองไป ลูกศิษย์โยวอวี้ไม่ดื่มเหล้า
เฒ่าหูหนวกจิบเหล้าที่ชื่อว่าปี้ลี่ไปหนึ่งคา เป็ นอย่างที่เจ้าหมอนั่น ว่าไว้จริงๆ รินเหล้าใส่ชาม สูดดังสวบๆ ดั่งเสียงฉีกม่านมุ่ง
เมื่อใดที่มีเวลาว่างโยวอวี้ก็ชอบที่จะสอบถามเรื่องในอดีตของ กาแพงเมืองปราณกระบี่จากอาจารย์ที่เป็ น “ปฏิทินเหลืองมีชีวิต” ผู้นี้ เสมอ ระหว่างที่เดินทางท่องเที่ยวตลอดหลายปีมานี้ เขาถามตั้งแต่ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหมื่นปีก่อนจนมาถึงช่วงสามร ้อยปีล่าสุดแล้ว
เฒ่าหูหนวกนั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้ หยิบตะเกียบมาคลุกยาผัก ชะครามที่ทางร ้านให้เปล่า รังเกียจว่ารสชาติไม่จัดจ้านพอจึงสั่ง น้ามันพริกอีกจานหนึ่งมาจากเถ้าแก่เนี้ยะ เอามาราดด้านบนแล้วใช ้ ตะเกียบคลุกเคล้าอีกรอบ เคี้ยวช ้าๆ ก่อนจะดื่มเหล้าอีกหนึ่งคา ใช ้ เสียงในใจพูดคุยเรื่องราวที่ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานกับโยวอวี้
“คนรุ่นก่อนหน้าพวกหนิงเหยา ฉีโซ่วและผังหยวนจี้ คาว่าผู้มี พรสวรรค์ในกลุ่มคนรุ่นเยาว์ รวมๆ แล้วก็มีสิบคน แต่อันที่จริงหากจะ เรียกว่าเป็ นผู้มีพรสวรรค์ก็ค่อนข้างจะกล้อมแกล้มอยู่สักหน่อย”
“คนรุ่นนี้ถือเป็ นปีผลเก็บเกี่ยวน้อยที่ผลผลิตไม่ดีตามแบบฉบับ ไม่อาจเทียกับคนรุ่นก่อนหน้าพวกเขาได้ หากเทียบกับคนรุ่นของห นิงเหยาแล้วก็ยิ่งไม่เข้าตา”
คนที่อยู่ในอันดับหนึ่งซึ่งผู้คนเห็นดีในตัวเขามากที่สุดก็คือหมี่ เฉวียน คุณสมบัติดีที่สุดคือผู้มีพรสวรรค์ที่ผู้คนให้การยอมรับมา ตั้งแต่แรกเริ่ม ว่ากันว่าอายุยี่สิบปีก็เป็ นผู้กระบี่โอสถทองแล้ว แต่น่า เสียดายที่เพียงไม่นานก็รบตายอยู่นอกนคร