กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1104.1 ท่านพี่โปรดคลายหัวคิ้ว
เรือหลิวเสียที่พุ่งทะยานว่องไวราวกับสายฟ้ า ภูเขาสายน้าบน พื้นดินประหนึ่งม้วนภาพที่ยิ่งใหญ่งดงามถูกคลี่กาง
เรือข้ามฟากเพิ่งจะพ้นออกมาจากอาณาเขตของขุนเขาเหนือ หลิวเสี้ยนหยางก็ตะเบ็งเสียงเรียกเฉินผิงอัน
เฉินผิงอันที่นอนฟุบหลับอยู่บนโต๊ะลุกขึ้นยืน ใช ้เสียงในใจ ตะโกนเรียกเย่โหยวเสินจวินอยู่หลายรอบ อีกฝ่ ายไม่ได้สนใจ เขาจึง ได้แต่เดินออกจากห้องไปที่หัวเรือ ก่อนจะเรียกชื่อจริงของเว่ยป้ อ
เว่ยป้ อมาโผล่ที่หัวเรืออย่างรวดเร็ว อันที่จริงตอนที่เขาได้ยิน ฉายาเทพของตัวเอง เว่ยป้ อที่อยู่บนภูเขาพพีอวิ๋นก็ถอนหายใจโล่ งอก สาหรับการแก้แค้นที่วางแผนมานานหลายปีครั้งนี้ของเฉินผิงอัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ “แต่งตั้งเทพ” ของหม่าขู่เสวียนครานั้น เพราะ ตัวเว่ยป้ อเองก็อยู่บนวิถีแห่งเทพจึงเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีกว่าคนของภูเขา ลั่วพั่วอย่างเช่นพ่อครัวเฒ่ากับเจิ้งต้าเฟิง เขาจึงเป็ นกังวลมากยิ่งกว่า จะบอกว่าอกสั่นขวัญแขวนก็ไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย
เฉินผิงอันถอดรองเท้านั่งขัดสมาธิอยู่บนหัวเรือแล้ว เขาแกว่ง น้าเต้าสีชาด ไม่ดื่มเหล้าเพียงแค่ฟังเสียงสุราที่กระเพื่อมอยู่ในน้าเต้า เท่านั้น
้
เวยป้ อที่โล่งใจเหมือนได้ยกก้อนหินออกจากอกยืนพิงราวรั้ว ถามอย่างใคร่รู ้ว่า “กระบี่บินส่งข่าวจากกรมอาญาต้าหลี ทางฝั่งห้อง กระบี่ของยอดเขาจี้เซ่อไม่ได้รับหรือ?”
เฉินผิงอันตอบ “ได้รับแล้ว ข้าเองก็อ่านแล้ว เพียงแต่ก าลังยุ่งอยู่ กับธุระส าคัญเลยคร้านจะตอบกลับ”
เว่ยป้ อไม่รู้ว่าโทสะผุดมาจากไหน ก็เพราะเจ้าไม่ยอมตอบ จดหมาย คนทั้งกรมอาญาต้าหลีถึงต้องใคร่ครวญเดาใจใต้เท้า ราชครูอย่างเจ้าอย่างระมัดระวัง แม้กระทั่งฮ่องเต้ก็ยังจ าต้องบอกให้ กรมพิธีการนาความมาบอกที่ภูเขาพีอวิ่น จนเขาต้องไปเยือนที่ว่า การกรมอาญาด้วยตัวเองรอบหนึ่ง นี่มันเรื่องอะไรกัน ฮ่องเต้ไม่ร ้อน ใจ ขันทีร้อนใจแทนอย่างนั้นหรือ?
เฉินผิงอันเค้นรอยยิ้มส่งไปให้ กุมหมัดเขย่าอยู่สองสามที เอ่ยขอ อภัยว่า “คนบ้านเดียวกันไม่พูดจาห่างเหินนี่นา”
เว่ยป้ อถาม “จะจัดการกับพวกเขาอย่างไร?”
เห็นได้ชัดว่าเฉินผิงอันเตรียมคาพูดไว้ก่อนนานแล้ว “ตอนนี้ให้ เอาคนสิบหกคนนั้นไปไว้ที่ภูเขาเที่ยวอวี๋ชั่วคราวก่อนแล้วกัน ไม่ว่าจะ เป็ นผู้ฝึกยุทธหรือผู้ฝึกตนก็ให้อยู่บนภูเขาลูกเดียวกัน หนึ่งปีสองปีให้ หลัง หากยังส่งผู้ฝึ กกระบี่อีกกลุ่มหนึ่งมาจริงๆ ก็ให้ทาตามเดิม ไม่ ต้องส่งไปที่หอบูชากระบี่ ต่อให้อาณาเขตของภูเขาเที่ยวอวี๋ไม่ใหญ่ แค่ไหน แต่จับคนสามสิบคนไปไว้ที่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร หากข้าจา
้
ไม่ผิด สิ่งปลูกสร ้างสาเร็จรูปที่อยู่ในภูเขาอันที่จริงมีอยู่ไม่น้อย เรือน น้อยใหญ่มีมากถึงร ้อยกว่าหลัง มากพอแล้วล่ะ อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับ ภูเขาลั่วพั่ว ข้าเองก็อาจจะบุกเบิกเนินเขาฝูเหยาเป็ นพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมส่วนตัวเหมือนกัน”
ผู้ที่เรียนหมัด อันที่จริงยังเลือกได้ง่าย เจิ้งต้าเฟิงเองก็สอนหมัด อยู่ในคฤหาสน์หลบหนาวของใต้หล้าห้าสีมานานหลายปี
ทว่าการเลือกตัวผู้ถ่ายทอดมรรคากลับมีความกระอักกระอ่วนอยู่ บ้างแล้ว
แน่นอนว่าเฉินผิงอันสามารถสอนได้ แต่ต้องไม่เหมาะสมอยู่แล้ว
เพราะถึงอย่างไรที่นี่ก็ไม่ใช่กาแพงเมืองปราณกระบี่ ในใต้หล้า ไพศาลแห่งนี้ เส้นทางการฝึกตน ไม่ว่าจะเป็ นฝึกบ าเพ็ญตนหรือเรียน หมัด หากแรกเริ่มคาดหวังไว้สูงเกินไป อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องดีสาหรับ คนสิบหกคนที่เพิ่งได้ออกมาผจญโลกกว้างกลุ่มนี้
ส่วนเด็กชายผมขาวที่ทุกวันนี้รับหน้าที่เป็ นขุนนางผู้เรียบเรียง ต าราของภูเขาลั่วพั่ว อันที่จริงบอกว่านางมีความรู ้กว้างขวางลึกซึ้งก็ ไม่เกินจริงแม้แต่น้อย นางเองก็สอนได้เหมือนกัน แต่สถานะของนาง พิเศษ จึงไม่เหมาะสมเช่นเดียวกัน
เว่ยป้ อหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ ด้านบนบันทึก ข้อมูลเกี่ยวกับทั้งสิบหกคนไว้อย่างละเอียด
คิดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะส่ายหน้า “ไม่อ่านแล้ว”
้
หากเป็ นเวลาปกติ เว่ยป้ ออาจจะยังบ่นด้วยค าพูดท านองว่าเสพ ติดการเป็ นเถ้าแก่ที่สะบัดมือทิ้งร ้านแล้วสินะ เพียงแต่เวลานี้พอได้ เห็นสีหน้าอิดโรยของเฉินผิงอัน เว่ยป้ อก็อดทนเอาไว้ ช่างเถิด
เฉินผิงอันกล่าว “นอกจากเจิ้งต้าเฟิงที่สอนหมัดได้ ยังสามารถ ให้เฉินยวนจีเป็ นผู้ช่วยสอนหมัดป้ อนหมัดให้คนอื่น อันที่จริงก็คือ
การเรียนหมัดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว”
เว่ยป้ ออึ้งตะลึง ก่อนจะพยักหน้ายิ้มกล่าว “เป็ นความคิดที่ดี” เว่ยป้ อเอ่ย “ลู่ยงและเจิ้งชิงเจียก็อยู่บนภูเขาด้วย” เฉินผิงอันถามอย่างสงสัย “ลู่เจินเหรินมาท าอะไร?”
เว่ยป้ อกล่าว “มาช่วยขอสถานะเค่อชิงจากภูเขาถั่วพัวของพวก เจ้าให้กับจ้าวจู แบบที่มีเก้าอี้นั่งอยู่ในศาลบรรพจารย์ยอดเขาจี้ เซ่อน่ะ”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างอ่อนใจ “เรื่องนี้ก็ต้องให้ลู่เจินเหรินเดิน ทางไกลข้ามทวีปมาที่ภูเขาลั่วพั่วด้วยตัวเองด้วยหรือ? ตั้งใจจะเอา ของขวัญร่วมแสดงความยินดีมามอบให้เจ้ามากกว่ากระมัง?”
เว่ยป้ อยิ้มรับ เฉินผิงอันเอ่ยเสียงเบา “นางมีแซ่เพิ่มมาแล้ว” กู้หลิงเยี่ยน เจิ้งชิงเจีย
้
สาหรับผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร ้างแล้ว การเพิ่มแช่ให้กับ ตัวเอง เรื่องทานองนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
นางมีฉายาว่ายวนหู อีกฉายาคือ “อู่ฮวาซูลี่”
อยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร ้าง นางคือผู้ฝึกตนห้าขอบเขตบนที่ไม่ชอบ แก่งแย่งชิงดีกับใครแน่นอนว่าก็ไม่เชี่ยวชาญการเข่นฆ่าซึ่งถือว่าหา
ได้ยากสาหรับคนของเปลี่ยวร ้าง
เว่ยป้ อยิ้มเอ่ย “ตามคากล่าวของนางก็คือมานับอาจารย์เสี่ยวโม่ เป็ นบรรพบุรุษ อีกเรื่องก็คือจะมาหากู้ช่านเพื่อเข้าร่วมสานัก”
เฉินผิงอันถามคาถามประหลาด “นางเองก็ขึ้นเขามาเพียงลาพัง เหมือนกันกระมัง?”
เว่ยป้ อไม่เข้าใจ แต่คร้านจะถามมาก “นางมาแค่คนเดียว”
ทว่าไม่ว่าจะเป็ นขอบเขตหยกดิบคนใดก็ล้วนมีวิชาจักรวาลใน ชายแขนเสื้อเหมือนกันทั้งหมด
เพียงแต่ว่าจะบรรจุคนได้กี่คน บรรจุสิ่งของได้กี่มากน้อยกันแน่ ก็ต้องดูว่าเวทคาถาสูงหรือต่าแล้ว
เฉินผิงอันไม่ถามมากอีก
เพราะนี่เกี่ยวพันไปถึงเรื่องลับเรื่องหนึ่งที่จะว่าใหญ่ก็ใหญ่จะว่า เล็กก็เล็ก
้
ปีนั้นตอนที่เฉินผิงอันเฝ้ ากาแพงเมืองอยู่เพียงลาพัง เคยมีรถคัน หนึ่งที่ด้านบนมีผู้ฝึกตนหญิงของเปลี่ยวร ้างนั่งกันมากลุ่มใหญ่ พวก นางพูดคุยเจื้อยแจ้ว เดินทางมุ่งหน้ามาทางเหนือก็เพื่อมองอื่นกวาน หนุ่มไกลๆ
ในรถคันนั้นนอกจากทายาทของปีศาจใหญ่ที่มียศขุนนางแล้วก็ มีผู้ฝึกตนหญิงบนท าเนียบของนครจินชุ่ย ดูเหมือนว่านางคือลูกศิษย์ ผู้สืบทอดที่สาคัญอย่างยิ่งของเจ้านครยวนหู ได้รับการถ่ายทอดวิชา ที่แท้จริงไปจนหมดสิ้น
เว่ยป้ อถาม “ต้องการให้ข้าไปพูดคุยกับถงเหวินช่างหน่อยไหม?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ไม่ต้อง ข้ากับถงเสินจวินมีความสัมพันธ ์
ดีกว่าเจ้ากับเขา”
เว่ยป้ อหัวเราะหึหึ “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องโทษที่ข้ายุ่งไม่เข้าเรื่องเอง”
ไม่รอให้เจ้าขุนเขาเฉินอธิบายอะไร เย่โหยวเสินจวินผู้นี้ก็กลับไป ที่ภูเขาพีอวิ๋นแล้ว
เฉินผิงอันเดินกลับเข้าไปในห้องอย่างขุ่นเคือง หยิบเงินเหรียญ ทองแดงแก่นทองสามเหรียญออกมาจากชายแขนเสื้อ วางลงบนโต๊ะ เบาๆ จัดเรียงเป็ นล าดับได้แก่เงินอิ๋งชุน เงินก้งหย่าง เงินยาเซิ่ง
ได้ เวลาหนึ่งรุ่นมีค่าเท่ากับทองคาหนึ่งขุ่น ทองหนึ่งขุ่นกลับยาก ที่จะซื้อหาเวลาหนึ่งขุ่นได้
้
ด้านล่างภูเขานี่คือประโยคที่โน้มน้าวให้คนเล่าเรียน บนภูเขา กลับมีความหมายที่ลึกล้า คาว่า “ทอง” นี้ก็คือเงินเหรียญทองแดง แก่นทอง
เจินเหรินผู้เฒ่าอวี่ทาอะไรรวดเร็วฉับไวอย่างแท้จริง หลังจากเข้า ร่วมงานพิธีแต่งตั้งของศาลบุ๋นที่ภูเขาพีอวิ๋นแล้วก็หวนกลับไปยัง พื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่อยู่ในธารดวงดาวนอกฟ้ า แต่อวี๋เสวียนได้ทิ้ง ประโยคหนึ่งไว้ว่า อย่างมากสุดภายในหนึ่งเดือนก็จะมีคนของภูเขา เถาผู้เอาเงินเหรียญทองแดงแก่นทองหนึ่งพันเหรียญมาส่งให้ที่ภูเขา ลั่วพั่ว กึ่งให้ยืมกึ่งยกให้เฉินผิงอัน ห้าร ้อยเหรียญในนั้นจะไม่เก็บ ดอกเบี้ย อีกทั้งจะคืนเมื่อไหร่ก็ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอวี่เสวียนยังเป็ นฝ่ ายยกเลิก “สัญญาหนี้” จากเงินสามร ้อยเหรียญที่ให้เฉินผิงอันยืมตอนอยู่นอกฟ้ าด้วย
ถ้าอย่างนั้นความต้องการในการเลื่อนระดับขั้นกระบี่บินของเฉิน ผิงอันที่ต้องใช ้เงินหนึ่งพันห้าร ้อยเหรียญอย่างที่เจิ้งจวีจงบอก อันที่ จริงก็ได้ร่นระยะห่างจนเหลือน้อยมากแล้วเหลือแค่สองร ้อยเหรียญ เท่านั้น
อีกทั้งนี่ยังไม่รวมเงินเหรียญทองแดงแก่นทองถุงนั้นที่หลิ่วชวี่ม อบให้ด้วย
้
เพียงแต่ว่าเงินเหรียญทองแดงแก่นทองสามสิบหกเหรียญนั้น สามารถเอามารวบรวมเป็ น “เทพสวรรค์สามสิบหกองค์ของกลุ่มดาว เป่ยโต้ว” หาได้ยากยิ่ง เรียกได้ว่ามีมูลค่าควรเมือง
หากเฉินผิงอันเพียงแค่หลอมมันเป็ นน้าในแม่น้าแห่งกาลเวลาก็ จะเป็ นการย่ายีวัตถุดิบสวรรค์มากเกินไป
แต่กลับสามารถนามาหลอมเป็ นค่ายกลใหญ่ที่ไม่จาเป็ นต้อง ‘อัญเชิญเทพลงมา ได้แม่ทัพเทพสามสิบหกองค์มีหน้าที่รับผิดชอบ นั่งพิทักษ์อยู่ริมตลิ่งของแม่น้าแห่งกาลเวลา
เงินเหรียญทองแดงแก่นทองที่ได้มาจากอวี๋สืออู้ก็มีจ านวนไม่ น้อย เดิมที่สามารถชดเชยช่องโหว่นี้ได้ แต่ในเมื่อทั้งสองฝ่ าย กลายเป็ นพันธมิตรกันชั่วคราวแล้ว เฉินผิงอันก็รู ้สึกไม่ดีที่จะเก็บ เอาไว้ แรกเริ่มอวี๋สืออู้ไม่ยอมรับกลับไป บอกว่าเขาไม่มีเรื่องให้ต้อง ใช ้เงินพวกนี้ ตอนนั้นเฉินผิงอันยังต้องพูดโน้มน้าวอีกพักหนึ่ง อวี๋สือ อู้จึงยอมเอากลับคืนไป ตอนนี้มาคิดดูแล้วคงเป็ นเพราะฝีมือของเขา ยังฝึกปรือได้ไม่เข้าขั้น ไม่เข้าใจแก่นแท้ของคัมภีร ์การค้าของฮว่อ หลิงเจินเหรินที่บอกว่า “ทาการค้ากับผู้อื่น อย่าได้หน้าบางเกินไป” ได้อย่างแท้จริง
อันที่จริงก่อนหน้านี้ศึกกับหม่าขู่เสวียน เรือนกายของ “โจวมี่” ที่ เป็ นของปลอมนั้นก็ใช ้เงินเหรียญทองแดงแก่นทองสร ้างขึ้นมา หนึ่ง พันเหรียญ? สองพันเหรียญ?
้
เงินเหรียญทองแดงแก่นทองมากมายขนาดนี้ หม่าขู่เสวียนไป เอามาจากไหน การเช่นฆ่าครั้งนั้นที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ต้นจนจบ เฉินผิง อันก็ไม่เคยเอ่ยถาม
อันที่จริงหลังจากที่หม่าขู่เสวียนถูกกระบี่ฟันสังหารไปแล้ว ในช่วงเวลาส าคัญช่วงสุดท้าย ไอ้หมอนี่ก็ยอมสละทิ้งได้แม้กระทั่งจิต วิญญาณ วางท่าชัดเจนว่าจะทิ้งเงินเหรียญทองแดงแก่นทองพวกนี้ไว้ ในนกในกรง
ไม่ว่าจะเป็ นของตกทอดที่หม่าขู่เสวียนเอาไปด้วยไม่ได้ หรือจะ เป็ นของเชลยศึกจากการชนะการต่อสู้ เฉินผิงอันก็ล้วนไม่ได้รับไว้
กลับกลายเป็ นว่าเฉินผิงอันยังอาศัยเงินเหรียญทองแดงแก่นทอง ที่ “เหลือไว้” ส่วนนี้ช่วยบุกเบิกเส้นทางใหม่เอี่ยมเส้นหนึ่งให้กับหม่าขู่ เสวียน ปกป้ องจิตวิญญาณส่วนนั้นของเขาให้ไปเกิดใหม่ ขณะเดียวกันก็ยังช่วยให้เรือนกายในชาตินี้ของหม่าขู่เสวียนตัดขาด ความสัมพันธ ์กับวิถีแห่งเทพที่ยังคงถือเป็ นของสรวงสวรรค์เก่าอย่าง สิ้นเชิงด้วย
เฉินผิงอันแบ่งดวงจิตดวงหนึ่งออกมา เข้าไปในฟ้ าดินเล็กของ นกในกรง มายังสะพานโค้งตรงตีนเขาซึ่งอยู่ในซากปรักของจวน เขียน จิตวิญญาณผสานกับนักพรตหนุ่มเป็ นหนึ่งเดียวกัน
เรือนร่างสามร่างพากันมาถึงที่แห่งนี้ อวี๋สืออู้เปิ ดปากถาม โดยตรงว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
้
นอกจากอวี๋สืออู้แล้วก็ยังมีเชียวสิงผู้ฝึกตนหญิงแห่งเปลี่ยวร ้าง รวมไปถึงอวี๋ซินแม่ครัวแห่งจวนหม่า หรือควรจะเรียกว่ากงซุนหลิงห ลิงแห่งสายอิงเถาชิงชีในอดีต
เห็นได้ชัดว่าไม่เพียงแต่อวี๋สืออู้เท่านั้น พวกเขาต่างก็สงสัยใคร่รู ้ กันมากว่าท าไมถึงได้เกิดความเคลื่อนไหวรุนแรงขนาดนี้ ถึงกับมีลาง
ที่ว่าฟ้ าดินจะถล่มทลายแล้วด้วยซ้า
การต่อสู้กับหม่าขู่เสวียน เฉินผิงอันกังวลว่าจะเกิดเรื่องแทรก ซ ้อนจึง “กักขัง พวกอวี๋สีออู้สามคนไว้ที่นี่ ให้พวกเขาสูญเสียอานาจ ในการลอดทะลุไปตามฟ้ าดินต่างๆ อย่างอิสระไป
เฉินผิงอันไม่ได้อธิบายถึงรายละเอียด เพียงแต่เล่าผลลัพธ ์คร่าวๆ ให้อวี๋สืออู้ฟัง อวี๋สีออ้อึ้งค้างไร ้คาพูด จากนั้นก็พึมพาเสียงเบาว่า ยังดี ยังพอใช ้ได้ เป็ นแบบนี้ถือว่าดีที่สุด…
เดิมทีเซียวสิงอยากพูดเหน็บแนมว่าใจอ่อนมีเมตตาเช่นนี้จะทา การใหญ่ส าเร็จได้อย่างไร…ผลคือไม่รอให้นางเปิดปาก เรือนกายก็ พลันจมลงไปในแม่น้ายาวสายนั้น เกือบจะจมน้าตายเสียแล้ว
กงซุนหลิงหลิงค่อนข้างจะสะใจอยู่มาก หญิงบ้าเสียสติผู้นี้ใน ที่สุดก็เป็ นคนชั่วที่เจอคนชั่วทรมาทรกรรมเสียที….นาทีถัดมา เขียว สิงที่กลับคืนมามีอิสระอีกครั้งก็มาโผล่อยู่ด้านหลังกงชุนหลิงหลิง เอา เส้นผมตรงจอนหูคลอเคลียกับนาง เอาร่างแนบติดแผ่นหลังของนาง ขณะเดียวกันเซียวสิงก็เอื้อมมือขาวนวลราวรากบัวอ้อมผ่านเอวคอด
้
ของกงซุนหลิงหลิงมาแล้วเคลื่อนขึ้นสูง หมายจะจับหนาอกที่หนักอึ้ง …
นักพรตหนุ่มที่สวมกวานดอกบัวขมวดคิ้วน้อยๆ เซียวสิงจึงหยุด มือ ดีดปลายเท้าถอยร่างไปด้านหลัง ไปนั่งอยู่บนราวรั้วของสะพาน ยื่นฝ่ ามือไปลูบยอดบนสุดของเสาสะพาน คลี่ยิ้มหวานหยดย้อย
“ขนาดพอๆ กันเลยนะ”
เฉินผิงอันแสร ้งทาเป็ นไม่ได้ยิน เอ่ยว่า “ฟ้ าดินที่เป็ นภาพมายา จ านวนไม่น้อยเสียหายอย่างหนัก ต่อจากนี้คงต้องรบกวนให้ทุกท่าน ช่วยกันซ่อมแซมแล้ว”
ดวงตาเซียวสิงเป็ นประกายร ้อนแรง มองไปยังกระโปรงล่างเอวที่ นูนเด้งของแม่ครัวเส้นเว้าเส้นโค้งช่างน่าตะลึงยิ่งนัก อวบอิ่มเกิน สามัญ นางยื่นนิ้ววางทาบบนริมฝีปากสีแดงสด พูดออดอ้อนว่า “ใต้ เท้าอิ่นกวาน บ่าวขอปรึกษากับท่านเรื่องหนึ่งสิ ไม่สู้ยกนางให้ข้าดี ไหม แล้วข้าจะยอมเป็ นวัวเป็ นม้าถวายชีวิตให้ท่าน ไม่ต้องนานเท่าไร หรอก รับรองว่าจะจัดการจนนางยอมหมอบราบคาบแก้วแต่โดยดี”
เฉินผิงอันหรี่ตาไม่พูดไม่จา
นอกจากที่ฟ้ าดินจะเป็ นสีมืดครึ้มแล้ว ยังมีสีแดงสดแทรกซึม ออกมาด้วย
เซียวสิงรู ้ถึงความร ้ายแรงทันใด นางเงียบกริบเป็ นจักจั่นในหน้า หนาว ไม่กล้าก่อเรื่องอีก
้
ฟ้ าและคนขานรับกัน หากบอกว่าเฉินผิงอันคือเทพเทวดาของ สถานที่แห่งนี้ ถ้าอย่างนั้นอารมณ์ที่ขึ้นลงของเขาก็สามารถปรากฏ ออกมาเป็ นปรากฏการณ์ฟ้ าดินที่แตกต่างกันได้
เฉินผิงอันมองกงซุนหลิงหลิง “วันหน้าหากนางยังกล้ามาตอแย เจ้าอีก ถ่วงรั้งการพัฒนาในการสร ้างฟ้ าดินเติมทองลงสีของเจ้า ข้าก็ จะให้นางได้เรียนรู ้ดีๆ ว่าค าว่า “เสียใจภายหลัง นั้นเขียนอย่างไร”
กงซุนหลิงหลิงกล่าว “ข้าเต็มใจที่จะทาเรื่องนี้ แต่ก็ต้องการ เงินเดือนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเงินเทพเซียนด้วย”
เฉินผิงอันถามอย่างสงสัย “ไหนลองว่ามาสิ”
กงซุนหลิงหลิงกล่าว “หากสามารถรับประกันได้ว่านางจะไม่มา ตอแยข้าอีก ข้าก็หวังว่าภายใต้เงื่อนไขที่ท่านจะไม่ทาให้เรือนกาย และรูปโฉมของเซียวสิงเปลี่ยนแปลงไป ในกางเกงของนางจะมีไอ้จ้อน เพิ่มมาด้วย”
เซียวสิงหัวเราะราวกับกิ่งบุปผาสั่นไหว ไม่ได้กลัวเลยสักนิด “ถึง เวลานั้นข้าก็จะแก้ผ้าทั้งวัน ไม่โดนเรือนกายเจ้าก็ไม่เป็ นไร แค่เอานก ออกมาเดินเล่นก็พอ”
เฉินผิงอันพูดไม่ออก
อวี๋สืออู้ยิ่งรู ้สึกชาไปทั้งหนังหัว
้
กงซุนหลิงหลิงกล่าว “ถ้าอย่างนั้นข้าก็ขอเปลี่ยนข้อเรียกร ้อง ใหม่ เปลี่ยนให้ข้าเป็ นคนที่มีของสิ่งนี้แทน จากนั้นทุกวันให้นางมี ช่วงเวลาที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ข้าจะเอานางให้ตายเลย”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างอ่อนใจ “พวกเจ้าไปหาหมอกันให้หมดเถอะ ก่อนหน้านั้นแต่ละคนก็ท างานของตัวเองไป อย่าได้เจอกันอีกเลย ข้า จะช่วยร่ายตราผนึกชั้นหนึ่งให้กับพวกเจ้า อยู่ใกล้ในระยะประชิดแต่ กลับเหมือนห่างไกลหมื่นลี้”
อวี๋สืออู้ปากอ้าตาค้าง อกสั่นขวัญผวายิ่งนัก
เซียวสิงปิ ดปากหัวเราะคิก “อวี๋ซิน ไม่ช ้าก็เร็วเจ้าต้องทนกับ ความเหงาไม่ไหว เป็ นฝ่ ายมาหาเรื่องสาราญใจดุจปลาอยู่ในน้ากับ
ข้าด้วยตัวเอง”
เฉินผิงอันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้จึงเอ่ยว่า “กงซุนหลิงหลิง ข้าเพิ่งได้ เจอกับเชียวคู่กับหลิวเถาจือในอารามฉงหยางของเมืองหลวง วันหน้า รอให้เวลาเหมาะสม ข้าก็สามารถช่วยให้เจ้าฟื้นคืนสถานะของอิงเถา ชิงอีได้”
กงซุนหลิงหลิงเงียบไม่ตอบ สองหมัดก าแน่น เพียงแค่พยักหน้า เท่านั้น
เฉินผิงอันกล่าว “อวี๋สืออู้ พวกเราเดินไปคุยกันไป”
อวี๋สืออ้อยากจะออกห่างสตรีสองคนนั้นไปให้ไกลเต็มทีแล้ว เขา เดินไปบนเส้นทางเทพพร ้อมกับเฉินผิงอัน สองข้างของเส้นทางภูเขา
้
ยังคงเป็ นภาพกระบี่เสียบแขวนศพที่น่าขนพองสยองเกล้าอยู่ เหมือนเดิม
เมื่อเทียบกับเซียวสิงและกงซุนหลิงหลิงแล้ว อวี๋สืออู้คือคน สุดท้ายที่เข้ามาในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมสภาพจิตใจของเฉินผิงอัน รอกระทั่งเขาเริ่มคุ้นเคยกับ “พื้นฐาน ของสถานที่แห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ยิ่งรู ้สึกเลื่อมใสในฝีมือการสร ้างของเฉินผิงอัน รู ้สึกทึ่งจนต้องส่ง เสียงอุทาน ได้เปิดโลกกว้างครั้งใหญ่!
โดยเฉพาะยิ่งเมื่อเฉินผิงอันมอบเอกสารผ่านด่านและแกนกลาง การควบคุมให้กับเขา ในที่สุดอวี๋สืออู้ก็เข้าใจว่าท าไมเซียวชิงถึงได้ วาดหมื่นสรรพสิ่งในฟ้ าดินออกมาได้เร็วขนาดนั้น เดิมนึกว่านาง เชี่ยวชาญในศาสตร ์นี้ มีพรสวรรค์ที่เลิศล้าอยู่ก่อนแล้ว ที่แท้ก็เป็ น เพราะเฉินผิงอันได้ปรากฐานไว้เรียบร ้อยนานแล้ว เซียวสิงและอวี๋ซิน ก็แค่ต้องเลือกโครงสร ้างที่เหมาะสมแล้วประกอบขึ้นมาเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นดินแดนมหัศจรรย์ที่ราวกับว่า “หมื่นอาคมคือต้น กาเนิด” มีสิ่งปลูกสร ้างหลากหลายชนิดจานวนนับไม่ถ้วน กระจัด กระจายกันราวกับดวงดาวบน ท้องฟ้ า ครอบคลุมหมื่นสรรพสิ่ง เป็ น ระเบียบเป็ นขั้นตอน อวี๋สืออู้กับพวกนางสามารถควบคุมวัตถุ บางอย่างได้ตามใจชอบ ทั้งสามารถหดย่อมันให้เล็กลงเหมือนเมล็ด งา แล้วก็สามารถขยายมันให้ใหญ่เหมือนดวงดาว ล้วนขึ้นอยู่กับ ความต้องการของพวกนางเท่านั้น