กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1110.4 เสน่ห์อันสูงส่งที่มิอาจไขว่คว้ามา
ประโยคนี้คล้ายคาพูดปิดฉาก ตบไม้ปลุกสติหนึ่งทีแล้วเอ่ยคาว่า โปรดรอเฉลยในตอนหน้า แต่แท้จริงไม่ได้เป็ นเช่นนั้น
เซวียจื๋อสุ่ยเทียนจวินที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเฉินผิงอันนั่งหลับตาทา สมาธิอยู่ตลอด ไม่พูดอะไรแม้แต่ค าเดียว ท่าทางครุ่นคิดอะไรอยู่
เข้ามาในภูเขาถึงได้รู ้ว่ายอดเมฆงดงาม กางร่มเดินไปท่ามกลาง สายฝน
หลี่มู่โจวคือนักพรตเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่ต้องเจอกับความทุกข์ ทรมาน
ในภูเขามีฝนตก หลี่มู่โจวจึงหยิบเอาร่มกระดาษน้ามันคันหนึ่ง ออกมา เดินไปที่ตีนเขาเซียนเว่ยนักพรตที่เป็ นคนเฝ้ าประตูกลับเรือน ไปหลบฝนแล้ว แต่ไม่ได้ปิดประตูใหญ่
หลี่มู่โจวจึงไปยืนอยู่หน้าประตู จับห่วงหน้าประตูเคาะ นักพรต หนุ่มได้ยินเสียงก็เลยเดินออกมาจากห้อง ยืนอยู่กลางระเบียง ยิ้มกวัก มือเรียก “นักพรตหลี่ มานั่งข้างในเถอะ”
ได้ฟังเฉินหลิงจวินบรรยายถึงความร ้ายกาจของภูเขาเถาฝูทวีป แดนเทพแผ่นดินกลางอย่างละเอียดไปแล้ว แน่นอนว่าเด็กชายชุด
เขียวก็ต้องการโอ้อวดว่าตัวเองนั่งเคียงข้าง กอดคอพูดคุยกับฝูลู่ อวี๋เสวียนอย่างเบิกบานไปด้วย
หลี่มู่โจวเพิ่งเคยเข้ามาในห้องหนังสือนักพรตเซียนเว่ยเป็ นครั้ง แรก แค่มองก็เห็นกรอบป้ ายค าว่า “เสวียนซวี” ความหมายยิ่งใหญ่ มากเลยนะนั่น
บนโต๊ะวางที่ทับกระดาษทองสัมฤทธิ์ลักษณะเรียบง่ายคู่หนึ่ง ตัวอักษรที่แกะสลักไว้คือเนื้อหาโน้มน้าวให้เรียนหนังสือที่พบเห็นได้ ง่าย สิ่งที่ค่อนข้างหาได้ยากก็คือเจ็ดตัวอักษรที่เหมือนกัน
ต่างก็ว่าหมื่นวิถีล้วนต่าต้อย ชอบอ่านตารา ไม่ชอบอ่านตารา
ต่างก็พูดกันว่าเวลาหนึ่งขุ่นเท่ากับทองหนึ่งขุ่น ชอบอ่านตารา ไม่ชอบอ่านต าราหลี่มู่โจวคือผู้ที่มีความรู ้กว้างขวาง แค่ลองขบคิด เล็กน้อย เพียงไม่นานก็เข้าใจจุดเชื่อมต่อ
ก็จริง มนุษย์ธรรมดาล่างภูเขา ส่วนใหญ่ตอนที่อายุน้อยมักจะ อ่านตาราได้ง่ายที่สุดแต่กลับไม่ยินดีจะมุมานะศึกษาเล่าเรียน รอ กระทั่งผมขาวแล้วอยากจะอ่านตาราให้ดีสายตากลับไม่ได้เรื่อง จิต วิญญาณย่าแย่ อ่านตาราไม่ง่ายขนาดนั้นอีกแล้ว
นักพรตเซียนเว่ยมีรสนิยมสง่างามอย่างแท้จริง
เซียนเว่ยที่ตั้งฉายาว่า “เสวียนซวี” กลับไม่ได้เจตนาจะทาให้ดูลี้ ลับซับซ ้อน ยิ้มเอ่ยว่า “ที่ทับกระดาษทองสัมฤทธิ์คู่นี้เป็ นพ่อครัวเฒ่า หรือก็คือผู้ดูแลใหญ่ของภูเขาลั่วพั่วเราที่ทาขึ้นกับมือตัวเอง มอบให้
เป็ นของตกแต่งในห้องหนังสือของข้า อาจารย์จูท่านนี้คือผู้มากวิชา ความรู ้ความสามารถที่แท้จริง มีถ้อยคาที่ยอดเยี่ยดมากมาย เขาบอก ว่ามีต าราแต่ไม่อ่านก็เพราะพรสวรรค์ต่า เขายังเอ่ยด้วยว่าราก สติปัญญาในชีวิตนี้ของพวกเราก็เพราะได้มาจากการอ่านต าราของ ชาติก่อน สติปัญญาของชาติหน้าก็คือการอ่านตาราของชาตินี้ อาจารย์จูยังบอกอีกด้วยว่า อ่านต ารามีการแบ่งในกับนอก แต่กลับ ไม่จ าเป็ นต้องเอาแต่จับจ้องตัวอักษรบนตารา มองคนมองเรื่องราวให้ คิดให้เยอะถามให้เยอะ นี่ก็คือการอ่านตาราเช่นเดียวกัน”
หลีมู่โจวเห็นด้วยเป็ นอย่างยิ่ง “คือหลักการเหตุผลข้อนี้จริง คาพูดของอาจารย์จูซุกซ่อนปริศนาธรรม มีความหมายลึกล้า”
มิน่าเล่าก่อนหน้านี้ตอนเดินผ่านเรือนที่ดูเหมือนว่าจะไม่เคยปิด ประตูหลังนั้นถึงได้เห็นอาจารย์ผู้เฒ่าก าลังวาดภาพอยู่ในห้องโถง วาดเป็ นภาพดอกบัวโดยใช ้น้าหมึก ปูกระดาษเซวียนจื่อแผ่นหนึ่งที่ ยาวมากแต่กลับแคบมากลงบนโต๊ะ จากนั้นให้เด็กชายชุดเขียวที่มี ฉายาว่าจึงชิงดึงกระดาษเซวียนจื่อ ดอกบัวหมึกดอกหนึ่งลาต้น เหยียดยาวจั้งกว่า ตวัดทีเดียวยาวถึงด้านล่างสุด!
จิตวิญญาณสมบูรณ์เปี่ยมล้น ตวัดพู่กันไหลลื่นอย่างเต็มคราบ
เดิมทีหลี่มู่โจวก็เป็ นยอดฝีมือด้านการวาดภาพอยู่แล้ว เห็นภาพ นี้ก็รู ้สึกเลื่อมใสอย่างถึงที่สุด
เซียนเว่ยท่องยุทธภพมาจนชินแล้ว นักพรตปลอม ยุทธภพจริง จึงยิ้มเอ่ยว่า “นักพรตหลี่มีคาวิจารณ์เช่นนี้ได้ก็คงไม่แย่ไปยังไงแล้ว”
หลี่มู่โจวถาม “ตาราในนี้?”
เซียนเว่ยยกเก้าอี้ตัวหนึ่งมา เอ่ยว่า “เปิดอ่านได้ตามสบายเลย นักพรตหลี่คิดเสียว่าที่นี่คือห้องหนังสือของตัวเองก็แล้วกัน”
ถึงอย่างไรตาราจริงจังที่เปิดอ่านค่อนข้างบ่อยก็ล้วนเก็บซ่อนไว้ ในลิ้นชักหมดแล้ว
หลี่มู่โจวเอ่ยขอบคุณ นั่งลงแล้วก็หยิบตาราเต๋าเล่มหนึ่งที่ล่าง ภูเขาจัดพิมพ์ค่อนข้างเยอะขึ้นมา แล้วก็อ่านไปอีกหลายเล่ม เขา สังเกตเห็นรายละเอียดข้อหนึ่ง นักพรตเซียนเว่ยอ่านต าราดูเหมือนว่า จะอ่านแค่บทนากับบทส่งท้ายเท่านั้นหรือ?
นี่แสดงให้เห็นว่าเนื้อหาที่เป็ นเนื้อความหลัก ตัวอักษรที่เขียน ด้วยข้อความที่ยาวและซ้าซ ้อนพวกนั้น เจ้าของไม่จาเป็ นต้องอ่านให้ มากความเลยแม้แต่น้อย แค่เปิดหน้าหนังสือกวาดตาอ่านก็พอจะรู ้ คร่าวๆ แล้ว บางครั้งมีการพับมุมหน้าหนังสือ นั่นก็คือจุดที่สาคัญ ที่สุดของหนังสือเล่มนี้หรือ?
คือยอดฝีมืออย่างไม่ต้องสงสัยเลย
มิน่าเล่าเจ้าขุนเขาเฉินถึงบอกให้ตนมาพูดคุยกับนักพรตเซียน เว่ยให้มากหน่อย
เซียนเว่ยรู ้สึกใจฝ่ ออยู่มาก เพียงแต่ว่านานๆ ทีจะมีนักพรตยอด ฝี มือจริงจังสักคนมานั่งในห้องหนังสือของตน จึงคิดว่าควรจะขอ ความรู ้จากอีกฝ่ ายดีหรือไม่ มุมหนังสือที่พับไว้พวกนั้นล้วนมีแต่ข้อ สงสัย
ความรู ้ต่าเกินไป ฝึกตนยากเกินไป
บัณฑิตอาศัยอยู่ในเมืองหลวงไม่ง่าย ผู้ฝึกตนบ าเพ็ญตนอาศัย อยู่ในภูเขาก็ยากเหมือนกันนะ
เซียนเว่ยลังเลไม่แน่ใจ แต่กระนั้นก็ยังปลุกความกล้ายื่นมือชี้ไป ยังหน้าหนึ่งที่พับมุมไว้อ่านเนื้อหาสองสามประโยคที่อยู่บนตารา ถาม หยั่งเชิงว่า “นักพรตหลี่ คากล่าวนี้จะอธิบายอย่างไร?”
หลี่มู่โจวได้ยินประโยคนั้น ตามองจ้องเนื้อหาที่อยู่ในตารา ในใจ ก็คิดว่า หรือว่านักพรตเซียนเว่ยจะมีเจตนาแอบแฝง?
ต้องการทดสอบความรู ้หรือ?
หลี่มู่โจวที่เดิมทีรู ้สึกว่าประโยคนั้นเข้าใจได้ง่ายพลันไม่แน่ใจ ขึ้นมาทันใด คงไม่ใช่ว่าคาพูดนี้มีความหมายอย่างอื่น มีความลี้ลับ อย่างอื่นหรอกนะ?
เซียนเว่ยเห็นว่าเมื่อเจอประโยคนี้ เกาเจินลัทธิเต๋าจากสานัก อักษรจงของอารามจิงเหว่ยผู้นี้ก็ถึงกับครุ่นคิดอย่างจริงจัง
นักพรตเซียนเว่ยก็พลันรู ้สึกเศร ้าใจทันใด ใช่แล้ว! อ่านต าราฝึก ตนเป็ นเรื่องยากมากจริงเสียด้วย!
หลี่มู่โจวคิดไปคิดมาก็รู ้สึกว่าจะเอาแต่ปิดปากไม่พูดไม่จาคงไม่ดี ขณะที่กาลังจะเปิดปากพูด เซียนเว่ยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวด้านข้างใช ้ ศอกยันโต๊ะแล้วเท้าคางด้วยมือข้างเดียวนักพรตหนุ่มที่ปักปิ่นไม้บน มวยผมคล้ายกาลังมองหนังสือที่เปิดอ้าเล่มนั้น แล้วก็เหมือนว่าก าลัง เหม่อลอย ทั้งเหมือนพูดกับนักพรตลู่แล้วก็เหมือนพูดกับตัวเองว่า “อาจารย์จูบอกว่าเขาเองก็ฟังเคล็ดวิชาหนึ่งมาจากบัณฑิตผู้หนึ่ง เหมือนกัน เคล็ดวิชานั้นมีแค่ห้าคา “มองโลกฟังพระโพธิสัตว์ ความหมายคร่าวๆ ก็คือพวกเราต้อง “มอง” หรือก็คืออ่านหนังสือให้ มาก “โลก” ก็คือต้องเดินทางบ่อยๆ เดินอยู่ในวิถีทางโลก “ฟัง” ก็คือ ต้องฟังให้มากว่าคนอื่นพูดอะไร อยากพูดอะไร อย่าได้เอาแต่พูดเรื่อง ที่ตัวเองอยากพูด สุดท้ายก็คือควรต้องมีจิตใจเมตตาของพระ โพธิสัตว์ ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าพวกเราได้ฝึกตนอย่างแท้จริงแล้ว”
ราวกับว่าผู้ที่ศึกษามรรคาได้สดับมรรคา ด่านสาคัญแตกทลาย ลงในฉับพลัน
นักพรตหลี่มู่โจวพลันเลื่อนเข้าสู่ภาวะจิตที่ว่างเปล่าละทิ้งทั้ง ตัวตนและสิ่งของภายนอก
นอกฟ้ า อวี๋เสวียนยืนกรานจะให้ซิ่วไฉเฒ่านวดไหล่ให้ แต่ซิ่วไฉ เฒ่ากลับไม่ยอม ตาแก่ดื้อดึงทั้งสองจึงผลักกันไปดันกันมาอยู่ตรงนั้น
ไปๆ มาๆ ก็ไม่รู ้ใครที่กะแรงได้ไม่ดีก่อน อีกคนจึงเริ่มไม่รู ้จักหนักเบา ตามไปด้วย เจ้าผลักมาข้าดันไป ดูจากท่าทางก็น่าจะตีกันจริงๆ แล้ว
ซิ่วไฉเฒ่าพลันหยุดมือ ขยุ้มหนวดขมวดคิ้วมุ่น “อวี๋เสวียน เจ้า คิดว่าต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นถึงจะทาให้เจ้ากับภูเขาลั่วพั่วกลายมาเป็ น ศัตรูกันได้?”
อวี๋เสวียนยิ้มบางๆ “กังวลว่าจะเกิดเรื่องอย่างการลอบโจมตี เหมือนผีตนนั้นหรือ? กลัวว่าจะมีนักพรตคนสองคนตายอยู่บนภูเขา ลั่วพั่วกะทันหัน? วางใจได้เลย ข้าหรือจะท าให้สหายเฉินต้องล าบาก ใจ หนึ่งคือนักพรตพวกนี้ล้วนเป็ นข้าที่เลือกมาด้วยตัวเอง สองคือข้า แอบร่ายยันต์ใหญ่แผ่นหนึ่งไว้บนร่างของพวกเขา ทั้งเป็ นยันต์คุ้มกัน กาย แล้วก็เป็ นยันต์ซ่อนเบาะแส ใครที่คิดว่ามีโอกาสให้ฉกฉวยโจมตี ใช ้กลวิธีชั่วร ้ายน้อยนิดนั่นก็อย่าโทษที่ผินเต้าจะไล่ตามเบาะแสเส้น นั้นไปเยี่ยมเยือนถึงบ้าน แล้วนับประสาอะไรกับที่สหายเฉินมีนิสัย ระมัดระวังรอบคอบอยู่แล้ว หาไม่แล้วสหายป๋ ายจิ่งก็ไม่มีทางไปนั่งอยู่ บนหลังคา”
“พี่ใหญ่อวี่ ภูเขาบ้านท่านมีมากมาย ดูแลได้ไม่ทั่วถึงก็เป็ นเรื่อง ปกติ จะว่าไปแล้วประโยคมากมายที่สหายเซียนฉาพูดถึงท่านก่อน หน้านี้ก็ไม่ถือว่าใส่ร ้ายท่านน่ะสิ?”
“สานักอักษรจงห้าแห่ง หนึ่งมือเกือบจะนับได้ไม่หมดแล้ว อาราม จิงเหว่ยยากจนที่สุดกลับกลายเป็ นว่าขนบธรรมเนียมดีที่สุด ท่านว่า ประหลาดหรือไม่ มหัศจรรย์หรือไม่?”
“ท่านผสานมรรคากับธารดวงดาวอยู่ที่นี่ แน่นอนว่าเป็ นที่ คาดหวังของทุกคน ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องยอมรับนับถือ ป๋ ายเหย่ก็พูด ว่าเขาติดค้างน้าใจท่านครั้งหนึ่ง วันหน้าต้องใช ้คืนอย่างแน่นอน แน่นอนว่าไม่ได้ใช ้คืนย่อมดีที่สุด”
“ดังนั้นท่านเลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่ ทางฝั่งของศาลปุ่ นแผ่นดิน กลางจึงต้องมอบของขวัญให้พอเป็ นพิธีเสียหน่อย พี่ใหญ่อวี๋ ท่าน เดาดูสิว่าเป็ นอย่างไร ทุกคนช่วยกันคิด คิดไปคิดมาก็ยังไม่ได้ ข้อสรุป ให้มากเกินไป เกรงว่าท่านจะรังเกียจว่าเป็ นซี่โครงไก่ ไม่แน่ ว่าจะยังรู ้สึกติดค้างน้าใจศาลบุ๋น ให้น้อยไปก็ไม่แน่ว่าภูเขาอะไร ตาหนักอะไรหรือพรรคอะไรจะรู ้สึกว่าบัณฑิตที่กินหัวหมูเย็นๆ ใน ศาลบุ๋นอย่างพวกเราคือพวกยากจน บอกตามตรงนะ พวกเราก็กลุ้ม เหมือนกัน”
อวี๋เสวียนขยุ้มหนวด ใบหน้าแก่ๆ ยับยู่เข้าหากัน “ซิ่วไฉเฒ่า พูด มาให้แน่ชัดหน่อยหากเจ้าทาแบบนี้ ผินเต้าใจคอไม่ดีเลย”
“พวกท่านคือนักพรต นักพรตต้องอยู่ในอารามเต๋า ไม่อย่างนั้นก็ อยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ใช่หรือไม่?”
“ซิ่วไฉเฒ่า สวินชิง! เจ้าอย่าได้บีบให้ข้าเอาอย่างสตรีปากร ้ายที่ ด่ากราดไปตามถนนดีกว่า ข้าอวี๋เสวียนก็เป็ นคนมีอารมณ์เหมือนกัน นะ”
“ท าไมถึงโมโหเดือดอีกแล้วล่ะ ด่ากันหรือ? ตาเฒ่าอวี๋ ข้าจะ โอกาสเจ้าได้พูดจาดีๆ อีกครั้ง!”
“เอ๊ะ ซิ่วไฉเฒ่า ก็ข้ากังวลว่าจะเกิดข้อผิดพลาดที่ยอดเขาจี๋หลิง ไม่ใช่หรือ พอใจร ้อนก็ง่ายที่จะพูดจาไม่คิด ให้อภัยกันหน่อยสิ”
“บังอาจ ในเมื่อเจ้าไม่เห็นข้าเป็ นสหาย วันนี้อวี๋เจินเหรินท าให้ข้า เสียใจ ข้าก็ไม่เห็นเจ้าเป็ นพี่น้องแล้ว เรียกซิ่วไฉเฒ่าอะไรกัน เรียกเห วินเซิ่งสิ!”
“เงินเหรียญทองแดงแก่นทองหนึ่งพันเหรียญที่กึ่งให้ยืมกึ่งยกให้ ภูเขาลั่วพั่วนั่นให้ สหายเฉินยืมห้าร ้อยเหรียญ บัญชีนี้คิดลงบนหัว ของเจ้าซิ่วไฉเฒ่า ดีไหม?”
“พี่ใหญ่อวี๋ หากท่านพูดคุยแบบนี้ ข้าก็คงต้องลามปามเห็นท่าน เป็ นพี่ชายแท้ๆ แล้วนะ? ประเสริฐ แต่ไหนแต่ไรมาก็มีเพียงการพูดคุย เรื่องเงินทองเท่านั้นที่ทาร ้ายจิตใจกัน ให้ยืมเงินก็เท่ากับว่าเพื่อน หายไปคนหนึ่ง ไหนเลยจะเป็ นความสัมพันธ ์อย่างพวกเราที่คุยเรื่อง เงิน ความสัมพันธ ์ก็ยิ่งแน่นแฟ้ น? พี่ใหญ่อวี๋ เอาเหล้ามาหรือไม่ ข้า ต้องดื่มสักหน่อยแล้วความรู ้ของน้องชายมีจ ากัด ไม่อาจพูดจาแสดง ความจริงใจได้มากกว่านี้จริงๆ”
“น้องสวิน ดื่มเหล้าคงไม่แล้วล่ะ”
“บอกตามตรง ข้ากับหย่าเซิ่งปรึกษากันซ้าไปซ้ามา ในที่สุดก็คิด หาของขวัญร่วมแสดงความยินดีได้แล้ว คิดจะมอบกรอบป้ ายสองชิ้น
ให้ท่าน หลี่เซิ่งคิดว่าทาได้ เรื่องนี้ก็ผ่านการประชุมของศาลบุ๋นแล้ว ด้วย กรอบป้ ายแผ่นหนึ่งเขียนตัวอักษรคาใหญ่ว่า “พื้นที่ประกอบ พิธีกรรม” จะเอาไปไว้ที่ยอดเขาเถียนจินหรือไม่ก็ตามใจท่าน อีกป้ าย หนึ่งเขียนเป็ นคาว่า “อารามเต๋า” ท่านอยากจะเอาไปวางไว้ตรงไหนก็ ยังคงตามใจท่านเหมือนเดิม ศาลบุ๋นแค่มอบให้เท่านั้น ไม่สนใจว่า ท่านจะเอาไปวางไว้ที่ใด”
อวี๋เสวียนกล่าวอย่างตกตะลึง “ท าไมศาลบุ๋นถึงได้มอบของขวัญ หนักขนาดนี้ล่ะ?!”
ซิ่วไฉเฒ่าหลุดหัวเราะพรีด “ท่านคิดว่าใครเป็ นคนเสนอ ความคิดล่ะ?”
อวี๋เสวียนถอนหายใจยาวเหยียด เอ่ยชื่นชมว่า “สหายเฉินมี คุณธรรม มีความจริงใจจริงๆ ก็แค่ขาดไหวพริบไปสักหน่อย”
ลูกศิษย์ผู้สืบทอดหกคนนั้นของเขา
หยางเสวียนเป่ าแห่งยอดเขาเฮ้อเป้ ยของภูเขาเถาฝู เคยเป็ นลูก ศิษย์คนแรกของอวี๋เสวียน สละร่างกลับชาติมาเกิดใหม่ หวนกลับขึ้น เขามาฝึกตนต่ออีกครั้ง เท่ากับว่าหนึ่งคนได้ครอบครองสองร่าง
นักพรตโก้วแห่งอารามจิงเหว่ย หยวนซู่เจ้าขุนเขาผีเซียนแห่ง ภูเขาอวี่ฮว่า เซวียจื๋อสุ้ยของต าหนักเฟยเซียน และยังมีพรรคโต้วห ราน อาจารย์ของเหมยเงินเจ้าประมุขคนปัจจุบันถงเมิงที่ปิดด่านมา ร้อยปีแล้ว
แน่นอนว่าทุกวันนี้อวี๋เสวียนยังมีลูกศิษย์คนเล็กที่ถูกเก็บซ่อนอา พรางไว้อีกคนหนึ่ง แต่ว่าตอนนี้ให้ทางอารามจิงเหว่ยช่วยถ่ายทอด วิชาให้ก่อน เพราะถึงอย่างไรก็ไม่สะดวกจะมาฝึกตนด้วยกันที่ธาร ดวงดาว
ทาให้นิสัยมั่นคงสงบก่อนแล้วค่อยถ่ายทอดวิชาความรู ้ แต่ไหน แต่ไรก็เป็ นหลักในการรับลูกศิษย์ของอวี๋เสวียนอยู่แล้ว
ครั้งนี้จงใจให้เซวียจื๋อสู้ย “ปกป้ องมรรคา” ก็เป็ นอย่างที่เฉินผิง อันพูดจริงๆ คนที่จาเป็ นต้องขัดเกลาจิตแห่งมรรคามากที่สุด ตาม ความเห็นของอวี๋เสวียนแล้วก็คือเทียนจวินลัทธิเต๋าที่เป็ นลูกศิษย์ผู้สืบ ทอดผู้นี้
ต าหนักเฟยเซียนที่กว้างใหญ่ มีกลิ่นอายซึมเซาอึมครึมมาก เกินไป
ทุกครั้งที่อวี๋เสวียนไปเยือนตาหนักเฟยหลิง นักพรตที่กล้าเงย หน้ามองเขามีอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น
เขาทั้งไม่ไปเดินตรวจสอบ แล้วก็ไม่ได้ไปเที่ยวเล่น เขาแค่หวัง อย่างยิ่งว่าระหว่างที่เดินอยู่บนทางจะมีนักพรตเป็ นฝ่ ายเปิดปากเอ่ย ถามถึงเรื่องมรรคกถา ไม่ถามเรื่องมรรคาก็คุยเล่นกันสองสาม ประโยคก็ยังดี
เคยมีนักพรตที่เป็ นเช่นนี้ แม้ว่าสีหน้าจะลุกลี้ลุกลน พูดจา สะเปะสะปะ แล้วก็ถามคาถามที่ไม่ได้สูงส่งอะไร แต่อวี๋เสวียนกลับยินดี
ให้เป็ นอย่างนี้ ช่วยไขข้อข้องใจให้พวกเขาฟังอย่างละเอียดอย่าง อดทนดีเยี่ยม
แต่ไม่รู ้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่พอได้เจอกับบรรพจารย์อวี๋เสวียน นักพรตที่กล้าเปิดปากพูดกลับยิ่งมีน้อยลงทุกที คราวก่อนที่ไปเยือน ตาหนักเฟยเซียนก็ไม่มีนักพรตสักคนที่จะพูดกับเขา
แน่นอนว่าอวี๋เสวียนสามารถเป็ นฝ่ ายหยุดเดิน เรียกนักพรตที่ คารวะอยู่ไกลๆ โดยไม่พูดจามาหาได้ แต่อวี๋เสวียนกลับหวังยิ่งกว่าว่า บนเส้นทางภูเขาไม่ว่าเส้นใดก็ตามของต าหนักเฟยเซียนจะมีนักพรต เป็ นฝ่ายพูดคุยกับเขาเองก่อน
อวี๋เสวียนกล่าว “ซิ่วไฉเฒ่า ตอนนี้ให้ข้าได้พูดคุยกับสหายเฉิน ได้แล้วกระมัง?”
แม้จะมองไม่เห็นภาพบรรยากาศบนภูเขาลั่วพั่ว เพียงแต่เพราะมี ยันต์อยู่ สภาพจิตใจคร่าวๆ ของพวกเขาเป็ นเช่นไร อวี๋เสวียนก็ยัง พอจะรับรู้ได้
ก็มีนักพรตแค่บางคนเท่านั้นที่สภาพจิตใจเละเทะจริงๆ และอวี๋เส วียนก็จะมีโอกาสได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
รอกระทั่งซิ่วไฉเฒ่าถอนเวทอาพรางตานั้นออก อวี๋เสวียนที่อยู่นอกฟ้ าก็ใช ้เสียงในใจเอ่ยว่า “สหายเฉินรับรองแขกอย่างจริงใจจริงๆ”
“สหายอวี๋ทุ่มเทด้วยความหวังดี”
อวี๋เสวียนเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ลูบหนวดยิ้ม เงินเหรียญ ทองแดงแก่นทองหนึ่งพันเหรียญไม่ถือว่าลอยหายไปกับสายน้า แน่นอน มองกันในระยะยาวแล้ว อันที่จริงเขาได้ก าไร ได้ก าไรก้อน ใหญ่เลย!