กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1113.2 ขอเชิญอิ่นกวาน
หวังเจี่ยส่งเสียงเรอ เก็บภาพเซียนบนภูเขาที่มีประวัติความ เป็ นมาแผ่นนั้นกลับไป “ความเข้าใจผิดในวันนี้ ไม่สู้ทุกท่านลองขบ คิดอย่างละเอียด ข้าเดินออกจากจวนแห่งนั้นมาถึงห้องโถงใหญ่แห่ง นี้ เคยทาอะไรไปบ้าง? หรือว่าเพราะเฉินผิงอันได้ยินคาพูดบาดหูไม่กี่ ประโยค อย่างมากสุดก็บวกกับความคิดสกปรกที่ถูกพวกเฉากุ่นมอง ออก เฉินผิงอันก็กล้าสังหารขอบเขตบินทะยานในท้องถิ่นของใต้ หล้าไพศาลโดยพลการเลยหรือ? ถ้าอย่างนั้นเขาก็ไม่ใช่ลูกศิษย์ปิด สานักของสายเหวินเซิ่งแล้ว”
“ต้องให้ข้าพูดตรงแค่ไหน พวกเจ้าถึงจะเข้าใจหลักการเหตุผล ข้อหนึ่ง? หวังเจี่ยขอบเขตบินทะยานแห่งฝูเหยาทวีป แม้จะไม่มีคุณ ความชอบใดๆ ต่อฝูเหยาทวีป แต่ก็ไม่เคยท าผิดมหันต์ใดต่อไพศาล”
“จะพูดตามสัตย์จริงก็แล้วกัน ข้านับถือผู้ฝึกกระบี่อย่างพวกเจ้า แต่ข้าก็ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเจ้ามีพลังพิฆาตสูงส่งเหนือคนอื่นตรงไหน”
“พูดกันอย่างเปิดอกมาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะบอกกับ พวกเจ้าอย่างตรงไปตรงมาอีกเรื่องแล้วกัน อันที่จริงข้าก็คือผู้ฝึ ก กระบี่คนหนึ่งเหมือนกัน แต่ข้าไม่มีทางไปเยือนกาแพงเมืองปราณ กระบี่”
หนิงเหยาหันไปมองเฉินผิงอัน
ไม่รู ้ว่าท าไมดูเหมือนเฉินผิงอันจะจมสู่ภวังค์ความคิด
ดังนั้นนางจึงไม่ได้ออกกระบี่
ต่อให้หวังเจี่ยจะเปิดเผยตัวตน ยอมรับว่าตัวเองคือผู้ฝึกกระบี่คน หนึ่ง
แต่หนิงเหยาในทุกวันนี้ แม้กระทั่งผีตัวสารองขอบเขตสิบสี่ก็ยัง ฆ่าได้ ฆ่าผู้ฝึกกระบี่ที่เพิ่งจะเลื่อนเป็ นขอบเขตบินทะยานก็ง่ายยิ่งกว่า
ต่อให้เจ้าจะเป็ นตัวสารองขอบเขตสิบสี่ แต่กับขอบเขตสิบสี่ที่ แท้จริง ต่อให้จะห่างกันแค่ก้าวครึ่งก้าวก็ยังเหมือนมีปราการ ธรรมชาติกั้นขวางอยู่ดี
ไม่เคยอยู่ในสถานการณ์นี้กับตัวเองก็ไม่รู ้ถึงความลี้ลับ มหัศจรรย์ของขอบเขตนี้
พูดถึงแค่เรื่องของวิสัยทัศน์ ยกตัวอย่างเช่นมนุษย์ธรรมดาเงย หน้ามองดวงจันทร ์เห็นเป็ นกลุ่มก้อนขมุกขมัว เมื่อกลายเป็ นผู้ฝึก ลมปราณกลับพอจะมองเห็นเส้นสายเทือกเขาในดวงจันทร ์ได้อย่าง เลือนราง เป็ นเทพเซียนพสุธา ยามที่อากาศสดชื่นปลอดโปร่ง เพ่ง สุดสายตาก็สามารถมองเห็นเค้าโครงของตาหนักดวงจันทร ์ได้ เลื่อน เป็ นห้าขอบเขตบน กลั้นหายใจเพ่งสมาธิเล็กน้อย จ้องมองไปก็จะไม่ เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ ของดวงจันทร ์และไม่มีความต่างของจันทร ์ เสี้ยวจันทร ์เต็มดวง รอกระทั่งพิสูจน์มรรคาเป็ นบินทะยาน แค่เงยหน้า เหลือบมอง ดวงจันทร ์ใหญ่ยักษ์ที่ลอยอยู่กลางอากาศก็เหมือนอยู่
ใกล้ในระยะประชิดแค่เอื้อมมือคว้าก็ถึง ตาหนักเก่าแก่และเทือกเขา ขึ้นๆ ลงๆ ในดวงจันทร ์ก็เห็นแจ่มชัดกระจ่างตา
แต่หากผสานมรรคากลายเป็ นผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ ระหว่างฟ้ า ดินก็จะมีเส้นทางเส้นหนึ่งที่เป็ นของตัวเองโดยเฉพาะเพิ่มมา
ผู้ที่ไขความฝันสามารถมองเห็นภาพฝันนับหมื่นนับล้านในโลก มนุษย์ ผู้ที่มหามรรคาเกี่ยวพันกับวาสนาชีวิตคู่ สามารถมองเห็นด้าย แดงจานวนนับไม่ถ้วนที่เชื่อมโยงกันอยู่กลางอากาศ
ดวงตาของเฉินผิงอันเป็ นประกายสุกสกาว อยู่ดีๆ ก็โพล่งถาม ออกมาว่า “สหายซวีจวิน เจ้าสนิทกับเถียนหว่านแห่งแจกันสมบัติ ทวีป โหลวเหมี่ยวแห่งอุตรกุรุทวีป หันอวี้ซู่แห่งใบถงทวีปหรือไม่ เคย ท าการค้าร่วมกันมาก่อนหรือไม่?”
หวังเจี่ยคร ้านจะพูดต่อคา นี่มันอะไรกับอะไรกัน
เฉินผิงอันยิ้มถาม “สหายซวีจวิน เจ้าบอกว่าตัวเองคือผู้ฝึกกระบี่ ก็คือผู้ฝึกกระบี่แล้วหรือ? ใต้หล้ายังมีเรื่องดีแบบนี้ด้วยหรือ?”
“ถ้าอย่างนั้นหากข้าได้พบกับเจ้าเร็วหน่อย ไฉนต้องทนรับความ ทุกข์ทรมานมากมายขนาดนั้นอยู่ในคุกของกาแพงเมืองปราณกระบี่ กว่าจะได้กลายเป็ นผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งด้วยเล่า?”
หวังเจี่ยทาท่าจะอ้าปากพูด
เฉินผิงอันกลับโบกมือ “ใช ้กลหลอกล่อข่มขู่ให้คนกลัวเพื่อหวัง ผลประโยชน์ ใครบ้างทีท าไม่เป็ น พี่ชายคนรู ้ใจ ข้าคือคนเก่าแก่ใน ยุทธภพ หากจะพูดถึงระดับความโชกโชนของประสบการณ์ในยุทธ ภพแล้วล่ะก็ พวกคนหนุ่มอย่างซ่งเกาหยวนหลายคนรวมกันก็ยังสู้ข้า ไม่ได้เลย”
หนิงเหยาที่มองดูเหมือนหลุบตาลงต่าทาสมาธิอยู่ตลอดกลอกตา มองบนอย่างว่องไว
เฉากุ่นมองสบตากับเสวียนเชิน เจ้าเด็กซ่งเกาหยวนผู้นี้มี คุณธรรมมีความสามารถใด ชื่อของเขาถึงได้อยู่หน้าพวกเขา “หลายคน?
แต่ฉายาใหม่ที่เพิ่งออกจากเตาอย่าง “พี่ชายคนรู ้ใจ” นี้ก็น่าฟัง มากจริงๆ หากหวังซินสุยอยู่ที่นี่ด้วยจะต้องพูดจาเป็ นธรรมประโยค หนึ่งบอกว่า พออิ่นกวานลงมือ ก็รู ้แล้วว่ามีหรือไม่มี!
“ตามหลักแล้ว พูดถึงเรื่องจิตใจและเรื่องของการกระทาบนภูเขา ล่างภูเขา หากยังเกี่ยวพันไปถึงความผิดความถูกด้วยล่ะก็ ดู เหมือนว่านับแต่โบราณมาก็คือบัญชีเลอะเลือนที่ไม่อาจแยกแยะได้ อย่างแท้จริง พูดถึงแค่ตอนที่บุกเดี่ยวท่องไปในยุทธภพ เคยได้ยินคน พูดถึงหลักการเหตุผลข้อหนึ่งที่ค่อนข้างฟังไม่ขึ้น ไม่ถามความถูก ความผิด แต่ดูว่าตอนนี้เป็ นธรรมะหรืออธรรม”
เงียบไปพักหนึ่ง เฉินผิงอันก็ยื่นมือไปตบพนักเก้าอี้เบาๆ ตามจิต ใต้ส านึก ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็เคลื่อนสายตามองไปทางซื่อถูจีอวี้ และผูเหอ ยิ้มถามว่า “ได้ยินถ้อยคาจากใจจริงของสหายซวีจวินแล้ว แม้ในใจจะโมโหก็จริง แต่พอลองเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ เดียวกับเขาก็เหมือนว่าจะสมเหตุสมผลไม่ใช่หรือ? อย่างมากก็แค่ เป็ นคนถ่อยคนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่พวกชั่วร ้ายเลวทรามอะไร?”
ซือถูจีอวี่พยักหน้า เหตุผลคือเหตุผลข้อนี้ ทว่าต่อให้วันนี้ไม่ สังหารหวังเจี่ย วันหน้าศิษย์ลูกศิษย์หลานของสหายซวีจวินผู้นี้ลง จากภูเขาไปหาประสบการณ์ก็ยังต้องระวังพวกเขาอยู่ดี
ผูเหอใช้ฝ่ ามือสองข้างดันกัน ถูมือไม่หยุด เอ่ยว่า “เข้าใจส่วน เข้าใจ แต่กลับรู้สึกคันมือมากกว่า”
เฉิ นผิงอันมองไปที่พวกเฉากุ่นสามคนอีกครั้ง “ดังนั้น สถานการณ์นี้จึงเป็ นการตั้งใจอย่างมาก แรงไฟเหมาะสมดีเยี่ยม เพราะเอาไว้ใช้รับมือกับคนฉลาดโดยเฉพาะ”
“ผลลัพธ ์ที่หวังเจี่ยต้องการก็คือความไม่สมเหตุผล แต่สมกับ สถานการณ์”
“หากไม่มีเซียนกระบี่สองท่านอย่างเชี่ยชงฮวาและซ่งพิ่นอยู่ด้วย ก็ไม่แน่เสมอไปว่าหวังเจี่ยจะมาที่นี่ เพราะพวกเจ้าฉลาดก็ส่วนฉลาด แต่ถึงอย่างไรขอบเขตโอสถทองก็วางอยู่ตรงนั้น เวทกระบี่ยังไม่สูง มากพอ”
ฟังมาถึงตรงนี้ เฉากุ่นก็ถามว่า “หรือว่าหวังเจี่ยผู้นี้จงใจรนหาที่ ตาย?”
เสวียนเซินเอ่ยอย่างสงสัย “ต่อให้พวกเราหลงกลเขา ร่วมมือกัน ออกกระบี่สังหารเซียนเหรินระบายความแค้น แน่นอนว่าไม่ยากสัก นิด แต่ว่าสังหารขอบเขตบินทะยานกลับเหมือนว่าจะยากมาก”
ซ่งเกาหยวนเอ่ย “แน่นอนว่ายากมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส เสียเลย กระบี่แรกเซี่ยซงฮวาเป็ นคนปล่อยออกไป ฝูเหยาของซ่งพิ่น ตามติด บวกกับพวกผูเหอ อย่างน้อยก็มีโอกาสเสี้ยวหนึ่ง”
เฉินผิงอันพยักหน้า “แบบนี้ก็ถูกต้องแล้ว สิ่งที่หวังเจี่ยต้องการก็ คือความเป็ นไปได้น้อยนิดนี้ นี่ถึงจะสะสมผลลัพธ ์ที่ทาให้พวกเจ้า ยินดีปล่อยกระบี่อย่างเต็มกาลังได้ หากหนิงเหยาไม่ได้ปรากฏตัว เขา ก็ยังมีวิธียั่วยุที่ดีกว่านี้ ร ้อยเรียงต่อกันเป็ นทอดๆ ภายนอกมองดู เหมือนจะยอมถอยให้ แต่แท้จริงแล้วกลับจูงจมูกพวกเจ้าเดิน หากไม่ ทันระวังท าร้ายผู้ฝึ กกระบี่โอสถทองคนสองคนในห้อง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งพวกเด็กๆ ในพื้นที่ที่โดนเวทอาคมของที่แห่งนี้ลามไปโดน ทั้งสองฝ่ ายก็จะกลายเป็ นไม่ตายไม่ยอมเลิกราต่อกัน เป้ าหมายของ การเดินทางมาครั้งนี้ของหวังเจี่ยก็จะบรรลุผลในที่สุด”
“และเขาก็ไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่อะไรด้วย การที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็คง เป็ นเพราะเห็นว่าสถานการณ์ไม่ถูกต้อง รู้สึกว่าใต้เท้าอิ่นกวานแห่ง คฤหาสน์หลบร ้อนที่บังเอิญโชคดีสร ้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ สมคา เล่าลืออย่างแท้จริง มีจิตใจกว้างขวาง น้าใจยิ่งใหญ่ดุจน้าใน
มหาสมุทร มีมาดของคนโบราณที่ไม่สนใจคาติฉินนินทาใดๆ เมื่อ เทียบกับคนรุ่นเยาว์บางคนที่ปากไม่สิ้นกลิ่นน้านม ทาอะไรเชื่อถือ ไม่ได้แล้ว…”
หนิงเหยาฟังมาถึงตรงนี้ก็กระแอมเบาๆ หนึ่งที เตือนคนบางคนว่าพวกเจ้าได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้งไม่ใช่
เรื่องง่ายเลยนะ
เฉินผิงอันจึงได้แต่เก็บวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิตบางบทที่ไม่ ร่ายออกมาง่ายๆ ลงไปช่วยไม่ได้ พอได้เจอกับพวกเฉากุ่นแล้วก็ มักจะรู ้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในคฤหาสน์หลบร ้อนเลยอดไม่ได้ นี่เกิด จากความเคยชินอย่างเป็ นธรรมชาติ
“สรุปก็คือหวังเจี่ยจงใจหาเรื่องข้ากับหนิงเหยาแล้วก็พวกเจ้า บางที ข้าแค่พูดว่าบางทีนะ บางทีเขาอาจไม่ใช่ขอบเขตบินทะยาน อะไรด้วยซ้า เป็ นแค่ขอบเขตเทียมที่ใช ้ของปลอมมาสวมรอยของจริง เท่านั้น”
“ใช่ไหม พี่ชายคนรู ้ใจ?”
หวังเจี่ยได้ยินแล้วก็ส่ายหน้า หลุดหัวเราะพรืด “พูดจาเหลวไหล ใส่สีตีไข่ส่งเดช! เจ้าคนแซ่เฉิน ต้องการให้ข้าเรียกกระบี่บินแห่งชะตา ชีวิตออกมาหรือไม่?”
เฉากุ่นยิ้มเอ่ย “ไฉนพี่ชายคนรู ้ใจถึงได้ร ้อนใจเสียแล้วล่ะ เป็ นผู้ ฝึกกระบี่ก็เป็ นผู้ฝึกกระบี่สิ คนในห้องนี้มีใครบ้างไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่เล่า”
เสวียนเซินเอ่ยขัดคอ “เฉากุ่น เพราะส าเนียงบ้านเกิดของเจ้า แท้ๆ ด่าคนถึงได้ฟังดูไม่ดุดันเลยสักนิด”
ซ่งเกาหยวนหัวเราะร่วน “ไม่ถือว่าด่าคน ก็แค่ท าตามแบบใต้ เท้าอิ่นกวาน น่าเสียดายที่พรสวรรค์และฝีมือยังไม่มากพอ ยังไม่อาจ เรียนรู ้ได้ถึงแก่นแท้ ด้อยกว่าเท่ากับเทพทวารบาลหมี่หลายคน”
หนิงเหยานวดคลึงหว่างคิ้ว หากรู ้แต่แรกก็คงไม่ขัดขวางเฉินผิง อันแล้ว
แม้ว่านางจะยังมียศอิ่นกวานอยู่ที่นครบินทะยาน แต่เนื่องจากปี นั้นไม่เคยไปเยือนคฤหาสน์หลบร ้อนที่เฉินผิงอันนั่งบัญชาการณ์มา ก่อน ต่อให้จะเคยได้ยินเรื่องขนบธรรมเนียมในอดีตของที่นั่นมาบ้าง แต่ถึงอย่างไรก็ไม่สู้ได้เห็นเองกับตาได้ยินเองกับหูอย่างในวันนี้
เฉินผิงอันเดินอ้อมเก้าอี้ออกมา สองมือสอดกันไว้ในชายแขน เสื้อ เริ่มยกเท้าก้าวเดินพลางพูดกับตัวเองว่า “ข้าเคยไปเยือนสกุลลู่ ส านักหยินหยางของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางแค่เจอหน้าก็เหมือน รู ้จักกันมานาน พูดคุยกันอย่างถูกคอ คิดว่าเดินผ่านแล้วก็ไม่ควร ปล่อยให้พลาดไป ข้าจึงถามคาถามที่ค่อนข้างสาคัญจากลู่เสิน อืม ก็คือเจ้าประมุขสกุลลู่ที่มีฉายาว่า “เทียนเปียน” ผู้นั้นนั่นแหละ ถาม เขาว่าการโผล่ขึ้นมาของสายแร่ธาตุในฝูเหยาทวีปเส้นนี้เป็ นทางหนี ทีไล่ที่มหาสมุทรความรู ้แห่งเปลี่ยวร ้างทิ้งไว้ให้กับโลกมนุษย์หรือไม่ สหายลู่มีคุณธรรมมากกว่าพี่ชายคนรู ้ใจมากนัก เขาบอกทุกอย่างที่รู ้ อย่างไม่มีกั๊ก ยอมสิ้นเปลืองความคิดจิตใจมหาศาล ยังปิ ดด่าน
ทานายชะตาด้วยเรื่องนี้โดยเฉพาะ แน่นอนว่าก็มีความเป็ นไปได้ที่ เพราะข้างกายของข้าตอนนั้นมีผู้ฝึกกระบี่ผู้ถวายงานสองคนที่เป็ น ขอบเขตบินทะยานติดตามไปด้วย อีกทั้งยังรีบร ้อนเดินทาง เอาเป็ น ว่าตอนที่สหายลู่ออกจากด่าน จิตวิญญาณก็อ่อนระโหยโรยแรง บอก ว่าฝูเหยาทวีปของพวกเจ้า เนื่องจากปีนั้นป้ ายเหยใช ้กระบี่ท้าทาย ราชาบนบัลลังก ์แปดคนเพียงลาพัง ฟ้ าอานวยเกิดความปั่นป่ วน วุ่นวายถึงขีดสุด เนื่องจากขุนเขาสายน้าของทุกหนทุกแห่งล้วนพัง ภินท์ ชัยภูมิก็มีตัวแปรเกิดขึ้นมากมาย เรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นทั่วทุก พื้นที่ เป็ นเหตุให้ตบะของเขาหายไปร ้อยปีก็ยังได้แค่อนุมานเรื่องจริง ที่ค่อนข้างพร่าเลือนได้ข้อเดียว นั่นคือต่อให้ปีนั้นมหาสมุทรความรู ้ แห่งเปลี่ยวร ้างจะฝังเบาะแสเส้นของภูเขาเฉวียนเจียวนี้ไว้กับมือตัวเอง จริง แต่ก็…ไม่มีใจคิดร ้ายต่อคนอื่น ส่วนจะเป็ นโชคหรือเป็ นเคราะห์ ตอนนี้เขายังหาข้อสรุปไม่ได้ คาพูดประโยคนี้พูดได้กว้างมาก พูดก็ เหมือนไม่พูด เรื่องจริงเพียงส่วนหนึ่งจะเอาคุณสมบัติใดมาเอ่ยถึง ความเป็ นจริง”
“ได้พึ่งใบบุญของสองสถานะสาคัญอย่างอิ่นกวานและลูกศิษย์ ปิดสานักสายเหวินเซิ่งข้าจึงสามารถเปิดอ่านเอกสารในคฤหาสน์ หลบร้อนและสวนกงเต๋อศาลบุ๋นได้ตามใจชอบ นี่ก็ต้องยกคุณ ความชอบให้กับสหายลู่อีกคนหนึ่ง ข้ากล้าพูดว่าตัวเองเข้าใจ ขอบเขตบินทะยานได้อย่างกระจ่างแจ้งและรอบด้านยิ่งกว่าขอบเขต บินทะยานเองเสียอีก”
เฉินผิงอันหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก็หันหน้าไปมองผู้ฝึ กกระบี่ตัว ปลอมและบินทะยานเทียมที่ร่างแนบติดอยู่กับกาแพง “หวังเจี่ย เจ้า ต้องอาศัยเซียนกระบี่ในการส่งกระบี่ช่วยให้เจ้าหลุดพ้นจากหายนะ ได้เลื่อนเป็ นขอบเขตบินทะยานอย่างแท้จริง”
หวังเจียเงียบงัน
เพราะรู ้ว่าพูดไปก็ไร ้ประโยชน์
คนชุดเขียวที่เดินทางมาไกลตรงหน้าผู้นี้ ไม่ว่าจะเป็ นขอบเขต วิสัยทัศน์ หรือกลอุบายความเจ้าเล่ห์ ถึงอย่างไรก็เหนือกว่าพวก เฉากุ่นไประดับใหญ่
“สาหรับมหาสมุทรความรู ้แห่งเปลี่ยวร ้างที่วางแผนยาวไกลลึกล้า ผู้นั้นแล้ว สายแร่สายนี้หนีไม่พ้นว่ามีประโยชน์อยู่สองอย่าง อย่างแรก ก็คือเมื่อทาสงครามไปถึงทางเหนือของลาน้าใหญ่ในแจกันสมบัติ ทวีป เผ่าปีศาจของเปลี่ยวร ้างก็สามารถบุกรุดหน้าไปได้ทั้งสองด้าน แยกกันบุกฆ่าไปทางอุตรกุรุทวีปและหลิวเสียทวีป ค่อยๆ แทะกระดูก แข็งอย่างฝ่ ายแรกไป แต่ฝ่ ายหลังอย่างหลิวเสียทวีปกลับเป็ นกระดาษ เปียก ระดับความยากต่ากว่าฝูเหยาทวีปและเกราะทองทวีปมากนัก สายแร่หินหยกที่ปริมาณสารองน่าตกตะลึงเส้นนี้สามารถให้สัตว์ เดรัจฉานอย่างพวกจูเยี่ยนย้ายไปยังเกราะทองทวีปได้ ไม่ว่าจะเป็ น การมอบรางวัลโดยอิงจากคุณความชอบ ให้กระโจมทัพของเปลี่ยว ร ้างที่ดูแลเส้นทางทางทิศตะวันตกแบ่งสรรกันไป หรือจะเอามาใช้เป็ น สะพานพาดข้ามมหาสมุทรก็ได้เช่นกัน”
“อย่างที่สองก็คือต้องการเล่นงานอาจารย์ของข้าที่ผสานมรรคา กับสามทวีป แน่นอนว่าคนที่เขาอยากเล่นงานอย่างแท้จริงยังคงเป็ น ข้าเฉินผิงอัน รวมไปถึงหนิงเหยาแห่งใต้หล้าห้าสี”