กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1118.1 รวบรวมกลุ่มภูเขาให้เป็ นภูเขาเดียว
ครานั้นฝนตกลงมา ต่างคนต่างถือร่ม น้าฝนไหลหลั่งไม่ขาดสาย ยิ้มแย้มพูดคุยยาวนาน
จูเหลี่ยนแอบปลีกตัวจากงานที่ยุ่งวุ่นวายมาที่ซุ้มหน้าประตูภูเขา ต้องการพูดแสดงความยินดีกับเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยด้วยตัวเอง
เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยมักจะมาที่ตีนเขาบ่อยๆ มาพูดคุยกับนักพรต เซียนเว่ยที่คุณความยากล าบากสูงอย่างเป็ นกันเอง
เจอใครก็บอกว่าเป็ นคนรู ้ใจ เจอใครก็จะเรียกว่าเป็ นพี่เป็ นน้อง มิตรภาพอันยาวนานสุดท้ายแล้วก็คือความเรียบง่ายอันสามัญ
พ่อครัวเฒ่ากับเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยกลับไม่ใช่คนประเภทนี้ คือ ความสัมพันธ ์อันยอดเยี่ยมที่สั่งสมจากวันเป็ นเดือนจากเดือนเป็ นปี ถือเป็ นไฟอ่อนเคี่ยวช ้าจนได้รสชาติอร่อยล้าจิบสุราเบาๆ ให้ชื่นบาน เห็นหัวใจที่แท้จริง
ทุกวันนี้ภูเขาลั่วพั่วมีเรือข้ามทวีปสองลา ลาหนึ่งคือเรือเพิ่งยวน ที่เจ้าขุนเขาเฉินอาศัยความสามารถ “ซื้อมา’ จากราชสานักเสวียนมี่ แผ่นดินกลาง ลาหนึ่งคือ “เหลยเชอ ลาใหม่เอี่ยมที่ซื้อมาจากสกุล เหยาต้าเฉวียนของใบถงทวีป และเจี่ยเฉิงที่เพิ่งเป็ นผู้ดูแลรองของเรือ เฟิงยวนได้ไม่นานก็จะได้เลื่อนขั้นตาแหน่งขุนนางแล้ว เพราะก่อนที่ เจ้าขุนเขาจะปิดด่านก็ตัดสินใจให้เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยทาหน้าที่เป็ น
ผู้ดูแลหลักของเรือข้ามฟากเหลยเชื่อ ส่วนตัวเลือกที่จะให้รับผิดชอบ คุ้มกันเรือข้ามทวีปลานี้ก็ให้เจี่ยเฉิงเป็ นคนเลือกด้วยตัวเอง
เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยได้ยินเสียงพิณก็รู ้ถึงความหมายอันสง่างาม ภูเขาเบื้องบนของพวกเราจะลงมือต่อสานักเบื้องล่างแล้ว
เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยที่ทาหน้าที่เป็ นผู้บรรยายหลักที่สานักศึกษา ของสานักกระบี่ชิงผิงแน่นอนว่าต้องทุ่มหน้าแก่ๆ นี้ออกไปอย่างสุด ความสามารถ
จูเหลี่ยนบอกว่าเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยมีงานให้ต้องยุ่งแล้ว เจี่ยเฉิง ทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจัง อย่างผินเต้านี่ถือว่ายุ่งเสียที่ไหน เทียบ กับเจ้าขุนเขาและอาจารย์ผู้เฒ่าจูแล้วก็แค่เรื่องเล็กน้อยที่เป็ นผู้ช่วย ให้กับคนที่ต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างแท้จริงต่างหาก
ให้ผินเต้าทาสิ่งนี้สิ่งนั้น นี่ก็คือการวางภาระลงบนบ่าของผินเต้า หรือ? ไม่ใช่เลย เจ้าขุนเขาแบกภาระบนบ่าของตนต่างหาก
หากมีตรงไหนที่ทาไม่ถูก ด้วยนิสัยและความใจกว้างของเจ้า ขุนเขาแล้วย่อมไม่มีทางโทษคนอื่น มีแต่จะโทษตัวเอง
พูดคุยความในใจกับเทพเชียนผู้เฒ่าเจี่ยมักจะผ่อนคลายสบาย อารมณ์เสมอ
พูดคุยกันอย่างเบิกบาน ระหว่างที่ต่างฝ่ ายต่างบอกลากันอย่าง อาลัยอาวรณ์ จูเหลี่ยนบอกกับเทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยว่าหากมีเวลาว่าง ก็ไปนั่งที่หอบูชากระบี่บ่อยๆ
เจี่ยเฉิงค่อนข้างลังเล เขาอยากไปกราบภูเขาที่นั่นนานแล้ว ก็แค่ กังวลว่าจะถ่วงรั้งการหลอมกระบี่ฝึกตนของผู้ถวายงานกานถัง
จูเหลี่ยนยิ้มบอกว่าไม่หรอก
เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยจึงทะยานลมกลับไปที่ตรอกฉีหลง ไปเตรียม เหล้าและของว่างมาก่อนจะเดินเท้าขึ้นเขา ไปที่หอบูชากระบี่
แต่กลับได้รับคาตอบว่าเฒ่าหูหนวกที่เพิ่งได้ฉายาใหม่ว่ากาน ธรรมดาไปสอนหนังสือที่ภูเขาเที่ยวอวี๋ ไม่รู ้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่
เทพเซียนผู้เฒ่าเจี่ยจึงยืนอยู่ใต้ชายคา ทาลมปราณให้นิ่งทาให้ จิตใจให้สงบ หลบฝนพลางรอคนไปด้วย
ก่อนหน้านี้ตอนที่เจ้าขุนเขากับผู้พิทักษ์ขวาเดินเล่นไปที่ภูเขา เที่ยวอวีด้วยกันได้พูดว่าตัวเองติดค้างหนี้น้าใจและหนี้ตัวอักษร มากมาย นั่นไม่ใช่คาพูดที่เกินจริงเด็ดขาด
ที่ห้องกระบี่ของยอดเขาจี้เช่อจะต้องได้รับกระบี่บินส่งข่าวหลาย ฉบับที่ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่ามาจากไหนแทบทุกวัน หน่วนซู่มี หน้าที่รับจดหมายทุกวัน ก่อนจะนามามอบให้อาจารย์ผู้เฒ่าจู เทียบ เชิญมากมายถูกสะสมกันกลายเป็ นกระบุงใหญ่หลายกระบุงแล้ว
รอกระทั่งเฉินผิงอันเริ่มปิดด่าน จูเหลี่ยนก็ยังคงทาตามความคิด ที่ตัวเองเสนอไว้ก่อนหน้านี้ ต่อให้คนภายนอกจะมองว่าภูเขาลั่วพั่ว เย็นชาเข้ากับคนอื่นได้ยาก วางตัวสูงส่งหยิ่งทระนง เจ้าขุนเขาก็ยัง
ยึดมั่นในหลักการเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น มีเพียงชื่อเสียงกับ ความสามารถเท่านั้นที่มิอาจเสแสร ้งแกล้งทาได้
ไม่มีความสัมพันธ ์ควันธูปใดๆ ต่อคนที่ส่งจดหมาย จูเหลี่ยนก็จะ ปล่อยทิ้งไว้ก่อนเหมือนกันหมดโดยไม่มียกเว้น อย่างมากก็แค่อ่าน ผ่านตาแล้วจดลงบันทึก จดหมายส่วนใหญ่เมื่อเปิดออกอ่าน เนื้อหา เรียกได้ว่ามีสารพัดรูปแบบ มีทั้งเชื้อเชิญให้เจ้าขุนเขาเฉินไปเข้า ร่วมงานพิธี ขอให้ช่วยเซียนชื่อห้องหนังสือหรือศาลาในพื้นที่ ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง หากเจ้าขุนเขาเฉินไม่มีเวลาจะมอบผลงานน้า หมึกให้จริง ถ้าอย่างนั้นพวกเขาจะสามารถรวบรวมตัวอักษรเอาจาก ตาราตราประทับร ้อยเซียนกระบี่และตาราตราประทับสองร ้อยเซียน กระบี่ได้หรือไม่ ยิ่งมีงานรวมตัวผู้มีรสนิยม งานชุมนุมกวีที่ขอเชิญให้ อาจารย์เฉินไปเยือน และยังมีบางส่วนที่ส่งรวมบทประพันธ ์มาให้ หวัง ว่าหากเจ้าขุนเขาเฉินมีเวลาว่างจะช่วยเขียนบทนาหรือชี้แนะในด้าน เนื้อหา ยิ่งมีเรื่องส่วนตัวของตระกูลและพรรคบางแห่งที่ชวนให้มึนงง หรือไม่ก็ขอให้เป็ นการวิจารณ์หรือชี้ข้อบกพร่องของเหตุการณ์ ปัจจุบันอย่างตรงจุด รบกวนเจ้าขุนเขาเฉินหยัดยืนออกมาพูดแสดง ความเป็ นธรรม จดหมายบางส่วนที่ต้องตอบกลับล้วนเป็ นจูเหลี่ยนที่ เซียนให้แทน เลียนแบบน้าเสียงและลายมือของเจ้าขุนเขาเป็ นงาน เล็กน้อยที่ง่ายดายเหมือนแค่ยกมือ
แต่จดหมายบางฉบับ ยกตัวอย่างเช่นจดหมายกระบี่บินที่ลงนาม มาโดยตรงว่ามาจากยอดเขาพาตี้หรือไม่ก็ภูเขาสุ่ยจิง ยังคงต้องให้จู เหลี่ยนตอบแทนอยู่เหมือนเดิม ช่วยอธิบายแทนเจ้าขุนเขาของตน
การตอบกลับจดหมายของจูเหลี่ยน โดยทั่วไปแล้วจะเลือกใช ้ คาศัพท์ที่ค่อนข้างจะสุภาพละมุนละม่อม ประโยคเริ่มต้นส่วนใหญ่ก็ มักจะเป็ น ได้รับจดหมายฉบับนี้ด้วยความเคารพ รู ้สึกละอายใจและ ซาบซึ้ง
ได้รับความเมตตาจากเจินเหริน เรื่องของการเซียนตัวอักษร มิ กล้ารับไว้เด็ดขาด
“เรื่องจัดพิมพ์ตาราตราประทับทั้งสองเล่มซ้าอีกครั้ง ไม่ปรารถนา ให้เกิดภัยร้ายใดๆ ผู้เยาว์ยากที่จะตอบตกลงจริงๆ ไม่สมควรได้รับ ความกรุณา มิอาจตอบแทนความมีน้าใจได้อย่างเต็มที่ รู ้สึกละอาย ใจยิ่งแล้ว
“น่าเสียดายที่กิจธุระรัดพันตัว ไม่อาจปลีกตัวไปได้ สถานที่ งดงามมีชื่อเสียงที่เจ้าประมุขเซียนมาในจดหมาย ทุกตัวอักษรล้วน งดงามดั่งไข่มุก รู ้สึกเลื่อมใสใฝ่ หา อยากผ่อนคลายจิตใจและ เพลิดเพลินตามไป
“พรรคของท่านให้ความกรุณา ทั้งเกรงใจทั้งซาบซึ้ง…ตอบกลับ อย่างรีบร้อน ตัวอักษรจึงไม่งดงามเท่าที่ควร
ไม่เคยปฏิบัติต่อตัวเองย่าแย่ เซี่ยโก่วไปเอาเต้าหู้ยี้และผักดอง เค็มหลายจานมาจากห้องครัวของอาจารย์จู จากนั้นต้มโจ๊กข้าวไอ ร ้อนลอยกรุ่นให้ตัวเองหนึ่งชาม โจ๊กก็คืออาหารบารุงอันดับหนึ่งของ โลกมนุษย์
วันนี้เว่ยป้ อมีเรื่องจะปรึกษาจึงจาต้องมาที่พื้นที่ประกอบพิธีกรรม ส่วนตัวที่เนินฝูเหยารอบหนึ่ง ผลคือถูกเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว สองแก้มแดงเป็ นปั้น มือหนึ่งถือชามโจ๊กขวางเอาไว้ นางนั่งยองอยู่ใน ระเบียง พูดเสียงอู้อี้ว่าเจ้าขุนเขาบ้านตนกาลังปิดด่าน ไม่ว่าใครก็ไม่ พบทั้งนั้น
ไม่ได้ถือสาที่ว่า “ใคร” นั้นรวมถึงตัวเองด้วย เว่ยป้ อแค่รู ้สึก ประหลาดใจเป็ นทบทวี “เจ้าหมอนีปิดด่านจริงๆ แล้วหรือ?”
เซี่ยโก่วพยักหน้า ช่วยอธิบายให้ฟังว่า “ไม่ใช่แอบอู้ เป็ นเถ้าแก่ สะบัดมือทิ้งร ้านที่เอาละครบทเก่ามาแสดงช้าอะไรจริงๆ ครั้งนี้เจ้า ขุนเขาของพวกเราตั้งใจปิดด่านมาก เข้มงวดมาก จริงจังอย่างมาก”
เว่ยป้ อมีสีหน้าล าบากใจอยู่บ้าง
เซี่ยโก่วฮึกเหิมทันใด นางเชิดปลายคางขึ้น หยิบตะเกียบมาเคาะ ชามขาวเบาๆ หนึ่งทีพูดด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง “มีเรื่องอะไรก็บอกข้า เดี๋ยวคราวหน้าข้าจะช่วยนาความไปบอกแทนให้ จะดีจะชั่วข้าก็เป็ นผู้ ถวายงานอันดับรอง นอกจากยักษ์ใหญ่ห้าคนของภูเขาลั่วพั่วแล้วก็ เป็ นข้าที่สถานะสูงที่สุด หมวกขุนนางใหญ่ที่สุด”
เว่ยป้ อยิ้มพลางส่ายหน้า “เรื่องนี้ต้องพูดต่อหน้าเฉินผิงอันถึงจะ ได้ ไม่เป็ นไร ก็ไม่ได้รีบร ้อนขนาดนั้น อีกสิบวันให้หลังข้าจะมาที่นี่ ใหม่ ระหว่างนี้หากเฉินผิงอันออกจากด่าน เซี่ยอันดับรองก็บอกให้ เขาไปเยือนภูเขาพีอวิ๋นสักรอบ”
เซี่ยโก่วกล่าว “สิบวันหรือว่าหนึ่งเดือน ตอนนี้ยังบอกไม่ได้”
เว่ยป้ อยิ้มเอ่ย “ไม่เป็ นไร ถ้าอย่างนั้นข้าจะมาที่นี่ทุกๆ สิบวันก็ แล้วกัน”
เซี่ยโก่วถามอย่างสงสัย “เรื่องอะไรกัน ถึงได้คู่ควรให้เย่โหยวเสิน จวินผู้ยิ่งใหญ่มาเยือนถี่ๆ เช่นนี้?”
เว่ยป้ อคิดแล้วก็เอ่ยว่า “เอาเถอะ เจ้าช่วยน าความไปบอกต่อแทน ข้าที บอกไปว่ามีเรื่องหนึ่งที่ทางฝั่งของฮ่องเต้ไม่สะดวกจะเปิดปาก ก็ เลยอยากให้ข้ามาเป็ นคนกลาง ในเมื่อตอบตกลงว่าช่วงนี้จะเข้า ร่วมงานพิธี ฮ่องเต้จึงกลัวว่าเจ้าขุนเขาของเจ้าจะไม่เห็นเรื่องการ ปรากฏตัวครั้งแรกในฐานะราชครูคนใหม่ของต้าหลีเป็ นสาคัญ แม้ว่า ทางฝั่งของราชสานักไม่ได้ตั้งใจจะป่ าวประกาศให้ใหญ่โต ไม่มีทาง อาศัยเรื่องในครั้งนี้ทาให้เป็ นเรื่องใหญ่แน่นอนแต่หากเขาไม่บอก กล่าวกันสักคา แล้ววันใดวันหนึ่งก็ไปโผล่ที่วังหลวงของเมืองหลวง แค่เข้าร่วมการประชุมเช้า ปรากฏตัวแล้วก็จากไปทันทีก็ดูเหมือนว่า จะไม่เหมาะสักเท่าไร ดังนั้นความหมายของฮ่องเต้ก็คือหวังว่าเขาจะ ให้ความสาคัญกับเรื่องของพิธีการสักหน่อย”
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างอ่อนใจ “เรื่องแค่นี้เองน่ะหรือ? เย่โหยวเสินจวิน ก็ยอมมาเป็ นผู้ส่งสารเลยหรือ?”
ใบหน้าเว่ยป้ อประดับรอยยิ้มบางๆ “เอาเป็ นว่าข้านาความมาบอก แล้ว จะจัดการอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความเต็มใจของเจ้าขุนเขาเฉินเอง แล้ว”
เซี่ยโก่วพูดรั้งอีกฝ่ าย “เย่โหยวเสินจวินจะกลับแล้วหรือ? ไม่อยู่ คุยกันอีกสักหน่อยหรือไร? อยู่เป็ นเทพทวารบาลที่นี่น่าเบื่อมากเลย นะ”
ถูกเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวเรียกค าแล้วค าเล่าว่าเย่โหยวเสิน จวิน ฟังแล้วเหมือนจะหัวโตขึ้นไปอีก เว่ยป้ อจึงไม่ยินดีจะอยู่นานจริงๆ
เซี่ยโก่วพลันใช ้เสียงในใจเอ่ยว่า “ข้าลองเปิดสมุดบันทึกล าดับ เหตุการณ์ประจ าปีของคงโหวอ่าน ด้านบนบันทึกถึงนักพรตภูเขา เฉวียนเจียวคนหนึ่งชื่อว่าชุยเฉิงเซียน ก่อนหน้านี้เขาเคยมาที่นี่ มา นั่งที่โต๊ะตรงตีนภูเขาอยู่พักใหญ่ ข้ากลับสัมผัสไม่ได้ถึงความผิดปกติ เลยแม้แต่น้อย ตบะและขอบเขตที่เขาร่ายออกมากับน้าเสียงที่เขา พูดคุย เห็นได้ชัดว่าไม่สอดคล้องต้องกัน ภูเขาเฉวียนเจียวของฝู เหยาทวีป ข้าเคยไปเยือนมารอบหนึ่ง มีแต่ความแปลกประหลาด ไม่ใช่ว่านักพรตทั่วไปจะสามารถรักษาไว้ได้ เจ้าคือเจ้าของมหา บรรพตอุดรก่อนหน้านี้รู ้สึกถึงความผิดปกติตรงไหนหรือไม่?”
เว่ยป้ อขมวดคิ้วน้อยๆ ส่ายหน้ากล่าว “ข้าเองก็ไม่ได้สังเกต”
หากว่ามีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เว่ยป้ อจะต้องจับตามองมาที่ หน้าประตูภูเขาก่อนผู้ใดแน่นอน แต่ในเมื่อไม่เคยสัมผัสได้ถึงอะไรก็มี ความเป็ นไปได้แค่สองอย่างแล้ว หากไม่เป็ นเพราะตบะของแขกที่มา เยือนตื้นเขินเกินไป พูดจาใหญ่โตอยู่หน้าประตูภูเขา คุยโวโดยไม่ ร่างคาพูด ถ้าอย่างนั้นขอบเขตก็ต้องสูงมากถึงจะสามารถปิดบังตบะ ได้เป็ นอย่างดี สามารถทาให้ทั้งตนและป๋ ายจิ่งมองข้ามไป จุดที่ ประหลาดที่สุดยังเป็ นเรื่องที่ว่าหากทุกวันนี้มีขอบเขตบินทะยานข้าม ทวีปมาเดินทางอยู่ในแจกันสมบัติทวีป ต้องแจ้งให้ป๋ ายอวี้จิงจาลองที่ ลอยอยู่เหนือเมืองหลวงส ารองของต้าหลีรู ้ถึงจะได้ หากสมมติว่าอีก ฝ่ ายคือเซียนเหรินออกพเนจรที่เป็ นคนจริงไม่เปิดเผยตัวตน สามารถ มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูภูเขาของภูเขาลั่วพั่วได้นานขนาดนั้น นั่นก็ยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความไม่ปกติของอีกฝ่ายเข้าไปใหญ่
ไม่ต้องให้เซี่ยโก่วเตือน เว่ยป้ อก็ปล่อยพลังจิตออกไป ครู่หนึ่ง ต่อมาก็เอ่ยว่า “ลองมองดูคร่าวๆ ในอาณาเขตของขุนเขาเหนือ ตอนนี้ยังไม่พบร่องรอยของคนผู้นี้”
เซี่ยโก่วเองก็กลั้นหายใจรวบรวมสมาธิเช่นกัน “เห็นเพียงว่า” ขุนเขาสายน้ากว้างใหญ่ของมหาบรรพตอุดร เมื่อครู่นี้เหมือนมีมังกร ยาวสีทองตัวหนึ่งเลื้อยไปอย่างกาเริบเสิบสานลาดตระเวนตรวจตรา พื้นที่อย่างว่องไวราวสายฟ้ าแลบ เนื่องจากความเร็วในการขยับ ความคิดของเสินจวินท่านหนึ่งเร็วเกินไป พลังจิตแสงสีทองเหมือนแห ขนาดใหญ่ที่ตัดสลับถักทอไปทั่วพื้นดินของมหาบรรพตอุดร ความ
เคลื่อนไหวระดับนี้ นอกเสียจากผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานแล้ว ผู้ หลอมลมปราณต่างก็ไม่อาจสัมผัสได้ถึง แต่กลับมิอาจปกปิ ดเสิน จวินของอีกสีมหาบรรพตได้
แต่เห็นได้ชัดว่าเซี่ยโก่วไม่เชื่อใจในประสิทธิภาพของวิชา อภินิหารแห่งชะตาชีวิตบทนี้ของเว่ยป้ อ นางวางชามและตะเกียบลง ลุกขึ้นเอ่ยว่า “หากเจ้าเชื่อใจข้า ข้าสามารถติดตามพลังจิตของเจ้า ไปตรวจสอบด้วยกันอีกสักรอบ”
เว่ยป้ อพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็ลองดูอีกครั้ง”
ต่างก็เป็ นผู้ที่มรรคาสูงส่งกันแล้ว แค่เอ่ยสองสามคา เว่ยป้ อก็ มอบอ านาจของเสินจวินให้เซี่ยโก่วได้ออกลาดตระเวนพื้นที่ขุนเขา เหนือไปด้วยกันชั่วคราวอย่างลับๆ
เพียงไม่นานเซี่ยโก่วก็บ่นว่า “อย่าใช ้แค่วิชาผิวเผินเช่นนี้สิ ความเร็วในการตรวจตราช ้าไปแล้ว ดูแคลนข้าหรือไร กระจายพลัง จิตไปได้เลย กระจายได้มากเท่าไรก็มากเท่านั้น”
เว่ยป้ อมองนาง เซี่ยโก่วพยักหน้า พูดอย่างมาดมั่นว่า “ไม่ใช่ว่า ข้าชมตัวเองหรอกนะ จิตวิญญาณและร่างกายของผู้ฝึกกระบี่อย่าง เราๆ ระดับความแข็งแกร่งนั้นไม่ธรรมดาเลยล่ะ วันนี้จะต้องให้เย่โหยว เสินจวินได้สัมผัสกับตัวเองเสียหน่อย”