กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1120.1 ชื่อบนกระดานทองคา
เซี่ยโก่วถามหยั่งเชิง “ให้ข้าไปเชิญเจ้าขุนเขามาไหม?”
เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ย “ผินเต้าไม่ได้หน้าใหญ่ขนาดนั้น”
เซี่ยโก่วบ่น “ล้วนเป็ นคนบ้านเดียวกัน พูดจาใส่อารมณ์ท าไม ไม่ ควรเลยนะ”
อยู่ที่ภูเขาลั่วพั่ว เซี่ยโก่วเรียนรู ้วิธีการพูดมากมายมาได้จากหมี่ ลี่น้อย
เจ้าอารามผู้เฒ่าเอ่ย “การปิดด่านคือเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ”
เซี่ยโก่วถึงวางใจลงได้
ในยุคบรรพกาล นักพรตที่ “ออกจากถ้าไร ้ศัตรูเทียมทาน จุดที่ ยอมละเว้นคนอื่นได้ไม่เคยละเว้นใคร” ผู้นี้ นอกจากจะชอบหมักเหล้า ซึ่งเป็ นเรื่องที่นักพรตทั้งโลกรู ้แล้ว
นอกจากนี้มรรคกถาของเจ้าแห่งถ้าปี้เซียวยิ่งสูงแค่ไหน กล อุบายก็ยิ่งมากเท่านั้น ยิ่งเจ้าคิดเจ้าแค้นมากเท่านั้น นี่ก็ยิ่งเป็ นดั่ง เสียงฟ้ าผ่าที่ดังข้างหู ชื่อเสียงเลื่องลือระบือไกล!
แต่เสี่ยวโม่กลับไม่เห็นด้วยกับคากล่าวนี้ เขาเคยกระซิบข้าง หูเซี่ยโก่วผู้เป็ นคนรักบอกว่าสหายปี้เซียวผู้นี้ก็คือนักพรตที่ใจกว้าง ซึ่งหาได้ยากยิ่งบนโลก
แน่นอนว่าหัวและท้ายประโยคนี้คือความจริง จริงแท้แน่นอน มีแค่ เนื้อหาตรงกลางเท่านั้นที่เซี่ยโก๋วเพิ่มเข้าไปเอง แล้วบอกให้ขุนนางผู้ เรียบเรียงต าราจ าเป็ นต้องจดบันทึกลงไป แล้วยังต้องขีดเส้นใต้ก ากับ ไปด้วย!
เจ้าอารามผู้เฒ่ากล่าว “ขั้นตอนอย่างละเอียดของการถามกระบี่ สองครั้ง วันหน้าพวกเจ้าสามารถถามเอาจากเสี่ยวโม่ได้”
เซี่ยโก่วถามหยั่งเชิง “ละเอียดแค่ไหนล่ะ?”
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “วัตถุดิบฟ้ า เห็นด้วยตาก็ประจักษ์ถึง มรรคา ไม่ใช่ว่ามีแค่เจ้าทาได้ เสี่ยวโม่เองก็ไม่ด้อยเหมือนกัน”
เซี่ยโก่วพยักหน้า ยื่นมือมา กระดิกนิ้ว
เจ้าอารามผู้เฒ่าหลุดหัวเราะพรืด “ให้แขกเอาเหล้ามาให้ดื่ม นี่ก็ คือวิถีแห่งการรับรองแขกของภูเขาลั่วพั่วหรือ?”
ทุกวันนี้ไม่ว่าจะพูดจาหรือทาอะไร เซี่ยโก่วหัวไวมาก อยู่ที่ภูเขา ลั่วพั่วก็ได้เรียนรู้เคล็ดลับในการอยู่ร่วมสังคมกับคนอื่นมามากมาย นางจึงเอ่ยว่า “หากไม่พูดถึงต าแหน่งของผู้ถวายงานอันดับรอง ตอนนี้ก็มองข้าเป็ นป๋ ายจิ่งเถอะ”
เจ้าอารามผู้เฒ่าไม่สะทกสะท้าน
เซี่ยโก่วจนใจ สหายปี้เชียวไม่เห็นตนเป็ นภรรยาน้องชายบ้างเลย
อาจารย์ผู้เฒ่าจูพูดได้ดียิ่งนัก อยู่ในภูเขาต้องการอายุขัยอัน ยาวนาน อ่านต าราบุปผาจันทราสุราเลิศรสมักจะมาเคียงคู่กัน
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวหยิบเหล้าสองกาออกมาจากชาย แขนเสื้อ ช่วยแกะผนึกดินให้ แล้วโยนไปให้เจ้าแห่งถ้าปี้เซียว
เจ้าอารามผู้เฒ่าก็เอาจอกเทพีบุปผาออกมาสองใบ ผลักไปให้ สหายป๋ ายจิ่งหนึ่งใบ
เซี่ยโก่วรินเหล้าเต็มจอกเทพีบุปผา เอ่ยเตือนว่า “บอกไว้ก่อนนะ ว่า หากต่อจากนี้มีตรงไหนที่ข้าพูดไม่ถูก ข้าทาเองก็ต้องรับผิดชอบ เอง ให้มาลงที่ข้า เจ้าขุนเขาของพวกเราก าลังปิดด่าน เจ้าห้ามบุก เข้าไปก่อกวนเด็ดขาด”
เจ้าอารามผู้เฒ่ากล่าว “พฤติกรรมยามดื่มเหล้าของเจ้าเป็ น อย่างไร ผินเต้ารู ้ชัดเจนดี”
ดังนั้นเขาถึงได้ไม่กล้าเอาเหล้าออกมาเลี้ยงนางอย่างไรเล่า
เชี่ยโก๋วเหนียมอาย พลังอานาจอ่อนลงหลายส่วน พึมพาเสียง เบาว่า “สุราปลุกความกล้าของคน”
เจ้าอารามผู้เฒ่าผงกปลายคางไปยังทิศทางหนึ่ง “หากเจ้ายังถือ ว่าเป็ นคนขี้ขลาดแล้วนั่นจะถือว่าเป็ นอะไร?”
เซี่ยโก่วราคาญยิ่งนัก ไม่จบไม่สิ้นเสียที ชอบต าหนิเจ้าขุนเขา ของพวกเราทางอ้อมเสมอ….เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวตบโต๊ะ ชู
จอกเหล้าขึ้น “มา สหายปี้เซียว ไม่ได้เจอกันหมื่นปี แต่ก็ยังมีชีวิต กระโดดโลดเต้นอยู่ได้ ดีมาก ดีเหลือเกิน อย่ามัวพูดเหลวไหลอยู่เลย ยกจอกขึ้นมา!”
เจ้าอารามผู้เฒ่ายกจอกเหล้าขึ้น กระดกดื่มหมดรวดเดียวไป พร ้อมกับป๋ ายจิ่ง
เมื่อผ่านการเดินทางไปเยือนเรือราตรีมารอบหนึ่ง เฉินผิงอันก็ จินตนาการอย่างใจกล้ามาโดยตลอด วางแผนนับร ้อยนับพัน แสวงหาการพิสูจน์อย่างระมัดระวัง ใช ้อู๋ซวงเจี้ยงขอบเขตสิบสี่เป็ น ศัตรูในจินตนาการ
ก่อนหน้านั้นศัตรูในจินตนาการคือเผยหมินแห่งเวทกระบี่ ครั้ง นั้นอยู่นอกวัดเทียนกงของใบถงทวีป เฉินผิงอันแพ้อย่างน่าอนาถ แล้วยังต้องเสียกระบี่จาลองไปเล่มหนึ่ง
เผยหมินเหมือนกับป๋ ายจิ่ง ต่างก็เป็ นผู้ฝึ กกระบี่ขอบเขตบิน ทะยานขั้นสมบูรณ์แบบ อีกทั้งยังได้ครอบครองกระบี่บินแห่งชะตา ชีวิตสี่เล่ม แล้วเขายังเป็ นหนึ่งในอาจารย์สองคนของลู่ไถ
ลูไถที่เป็ นผู้ฝึกกระบี่กลับกลัวความสูง นี่ก็คือสิ่งที่เผยหมินประ ทานให้
เพราะได้รับค าเตือนจากลู่เฉินและอู๋ซวงเจี้ยงมาก่อน ทุกวันนี้ เฉินผิงอันจึงจ าเป็ นต้องป้ องกันนักพรตหญิงอู๋โจวที่มีฉายาว่า “ไท่
อิน” คนนั้น เพราะขอบเขตสิบสี่ที่มีความอาวุโสแห่งใต้หล้ามืดสลัว ได้หมายตา ‘พิฆาต’ และ ‘ลงทัณฑ์ ของเฉินผิงอันแล้ว
อู๋โจวที่เลื่อนขั้นอยู่ในขอบเขตที่ “ภายนอกมีรูปลักษณ์เป็ นคน แต่ภายในว่างเปล่า” คราวก่อนที่ประชุมริมลาคลองของศาลบุ๋น เฉิน ผิงอันเคยเจออีกฝ่ ายครั้งหนึ่ง บุคลิกบารมีของอีกฝ่ ายส่องประกายไม่ ธรรมดา คือบุคคลที่เทียบกับผู้ฝึกกระบี่แล้วก็ยังเด็ดขาดคล่องแคล่ว มากยิ่งกว่า นี่หมายความว่าขอแค่วันใดที่อู๋โจวตัดสินใจจะลงมือก็ จะต้องได้ผลลัพธ ์ที่สิงโตจับกระต่ายใช ้ทุกกาลังความสามารถที่มี อย่างแน่นอน นางจะไม่มีทางเลอะเลือนเด็ดขาด ศึกท่ามกลางม่าน ฝนที่วัดเทียนกง ถึงอย่างไรเผยหมิ่นก็ไม่ได้มีจิตสังหารมากนัก เฉิน ผิงอันกลับไม่คิดว่าอู๋โจวที่ต้องการการหลอมวัตถุมาเสริมมรรคาจะ มากริ่งเกรงในสถานะเหล่านั้นของตน
คราวก่อนที่ถูกผีตัวสารองขอบเขตสิบสี่ตนหนึ่งลอบโจมตีใน อารามเลี่ยนตัน ความจริงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการวางแผนอย่าง รัดกุมรอบคอบของเฉินผิงอันมีความจ าเป็ นอย่างมาก
หลังจากที่บรรพจารย์สามลัทธิสลายมรรคา เรื่องที่ผู้ฝึกตนบน ยอดเขาจะท าย่อมไม่มีข้อพิถีพิถันมากขนาดนั้นอีกแล้ว
ในฐานะหนึ่งในวิธีการก้นกรุของเฉินผิงอัน ยันต์รักษาชีวิตที่เป็ น กระดาษสีเขียวสามแผ่น เกี่ยวพันไปถึงแม่น้าแห่งกาลเวลา หน้า หนังสือพวกนี้เขาขอมาจากอาจารย์ ยันต์มีอวี๋เสวียนเป็ นผู้วาด
แต่ผู้ครองกระบี่เคยเตือนเฉินผิงอันว่ามียันต์แห่งกาลเวลาพวกนี้ ติดกายก็ยังไม่ใช่แผนการที่รอบคอบรัดกุมอยู่ดี ยกตัวอย่างเช่นหาก เจอกับเฉินชิงหลิวคนพิฆาตมังกรที่หวนกลับมาเป็ นขอบเขตสิบสี่อีก ครั้งก็จะค่อนข้างยุ่งยากแล้ว
เว้นเสียจากว่าได้ครอบครองยันต์ใหญ่ที่มรรคาจารย์เต๋าหลอม กับมือตัวเองถึงจะเป็ นแผนการที่รอบคอบไร ้ช่องโหว่ สามารถทาให้ผู้ หลอมลมปราณที่ขอบเขตต่ากว่าสิบสี่ลงไปเท่ากับว่ามี “ชีวิต” เพิ่ม มาอีกชีวิตหนึ่ง คือชีวิตที่ทั้งร่างกายและมรรคาล้วนดารงอยู่ ไม่ได้มี แค่ชีวิตอย่างเดียว
เจ้าอารามผู้เฒ่ายกชายแขนเสื้อขึ้น นับนิ้วคานวณ หันหน้าไป มองยังทิศทางของเนินฝูเหยาแล้วหัวเราะหยัน “มีเส้นเบาะแสมากมาย ขนาดนี้ ทั้งในที่มืดและที่สว่าง บ้างอาพราง บ้างแสดงให้เห็นชัดเจน ต่างก็ชี้ไปยังจุดหนึ่ง ปรากฏอยู่ใต้เปลือกตา แต่กลับแสร ้งทาเป็ นมอง ไม่เห็น บนโลกนี้จะมีเวทกระบี่สักกี่ประเภทที่กล้าเรียกตัวเองว่า “สูงส่งจนสื่อถึงทวยเทพ ได้
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวรีบเงี่ยหูรอฟังประโยคถัดไป
เฉินหลิงจวินเผ่นเพื่อความปลอดภัยไปนานแล้ว
เด็กชายชุดเขียวที่ใต้ฝ่ าเท้าทาน้ามันรู ้สึกเพียงว่าเส้นทางภูเขา ช่างยาวไกลเหลือเกิน ไม่ว่าจะชักเท้าออกวิ่งหรือจะทะยานลม
หลบหนี แม้กระทั่งการหดย่อพื้นที่ก็เอามาใช ้แล้วแต่ท าไมไม่ถึง ปลายทางสักทีนะ
เจ้าอารามผู้เฒ่าถาม “สหายป๋ ายจิ่งเคยเห็นยันต์กระบี่แล้วหรือ?”
เซี่ยโก่วพยักหน้า ใช ้คาพูดที่เป็ นศัพท์เฉพาะในวงการของเก่า “ของดีที่ช่วยเปิดประตูใหญ่”
เจ้าอารามผู้เฒ่าถาม “สาหรับวิชากระบี่บรรพกาลบทนี้ เจ้าไม่ เคยหวั่นไหวบ้างเลยหรือ?”
เซี่ยโก่วกลอกตามองบน “สาหรับข้าแล้วมันก็คือซี่โครงไก่”
เจ้าอารามผู้เฒ่าถามต่ออีกว่า “แล้วส าหรับภูเขา ลั่วพั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสานักกระบี่ชิงผิงล่ะ?”
เซี่ยโก่วแกล้งโง่ “ข้าเป็ นแค่ผู้ถวายงานเท่านั้น ไม่คิดเรื่องพวกนี้ หรอก”
คิดอยากจะเสริมวิชากระบี่บทหนึ่งให้สมบูรณ์จาเป็ นต้องมียันต์ กระบี่ห้าถึงหกแผ่น
แน่นอนว่าเงื่อนไขก็คือเนื้อหาคาถากระบี่ที่ซ่อนอยู่ในยันต์กระบี่ ทุกแผ่นต้องไม่ซ้ากันด้วย
วัตถุชิ้นนี้ถูกลิขิตมาแล้วว่ามิอาจคัดลอกทาสาเนาได้ คาถา กระบี่กับยันต์กระบี่มีความสัมพันธ ์ที่มหามรรคาคงอยู่ร่วมกัน นาง น่าจะเก็บไว้อยู่สามชิ้นกระมัง
เจ้าอารามผู้เฒ่ากล่าว “อิดๆ ออดๆ ไม่เด็ดขาดฉับไว บนมหา มรรคา ริ้วคลื่นกระเพื่อมเล็กน้อยจากความรักชายหญิงจะนับเป็ น อะไรได้ จงใจหลีกเลี่ยงเช่นนี้ กลับกลายเป็ นว่าจะยิ่งปกปิดยิ่งมีพิรุธ”
เซี่ยโก่วถลึงตาใส่ “สหายปี้เซียว หากเจ้ายังพูดจาเช่นนี้ ข้าก็จะ ….”
เจ้าอารามผู้เฒ่ายิ้มบางๆ “อ้อ?”
เซี่ยโก่วขี้ขลาดอย่างที่หาได้ยาก “ก็จะเห็นด้วยอย่างไรล่ะ”
วันนี้เพิ่งจะรับลูกศิษย์ผู้สืบทอดที่ไม่บันทึกชื่อมาชั่วคราว เป็ นวัน ดี จึงไม่งัดข้อโต้เถียงอะไรกับนักพรตเฒ่าจมูกโคหน้าเหม็นผู้นี้แล้ว
เมื่อก่อนตอนที่ภูเขาลั่วพั่วยังไร ้ชื่อเสียง ในอาณาเขตภูเขาใหญ่ ทางทิศตะวันตก คิดอยากจะทะยานลมก็ต้องพกยันต์กระบี่ที่สานัก กระบี่หลงเฉวียนเป็ นผู้สร ้างขึ้นด้วยกรรมวิธีลับ นี่ก็คือกฎเหล็กที่ห ร่วนฉงเป็ นคนตั้ง
ปีนั้นฉางมิ่งกลับมาที่ภูเขาลั่วพั่วก่อนเฉินผิงอัน นางก็คือคนที่ กว้านซื้อยันต์กระบี่ไปเยอะที่สุด ทุกครั้งที่ออกเดินทางจะต้องพกไว้ที่ เอวพร ้อมกันทั้งหมด มีเยอะจนเหมือนพวงกุญแจของหน่วนซู่ผู้ดูแล น้อย
ตอนนั้นฉางมิ่งไม่ได้คิดอะไรมาก ถึงอย่างไรตนก็มีทรัพย์สิน มากมาย อีกทั้งยันต์กระบี่ยังสวยงาม ราคาก็ไม่แพง ฉางมิ่งจึง อยากจะซื้อมาให้มากหน่อย วันหน้าก็สามารถเอาไปมอบต่อให้กับ
คุณชายบ้านตนที่หวนกลับคืนสู่บ้านเกิดได้ จากนั้นค่อยมอบต่อ ให้กับสมาชิกศาลบรรพจารย์ของยอดเขาจี้เซ่อ
อันที่จริงตอนนั้นสานักกระบี่หลงเฉวียนมีกฏอยู่ว่าคนหนึ่งซื้อ ยันต์กระบี่ได้แค่ชิ้นเดียวแต่ตอนนั้นฉางมิ่งสนิทสนมกับแม่นางหร่วน ที่มักจะไปซื้อขนมที่ตรอกฉีหลงอยู่บ่อยๆ
อีกทั้งฉางมิ่งเองก็มีคุณธรรม ทุกครั้งที่จ่ายเงินซื้อยันต์กระบี่ ราคาจะต้องสูงกว่าคราวก่อนทุกครั้ง ประเด็นสาคัญคือเงินที่นางใช ้ ยังเป็ นเงินเหรียญทองแดงแก่นทองที่นางหลอมขึ้นเองด้วย
ดังนั้นต่อให้หร่วนฉงจะรู ้ว่ามีเรื่องนี้ก็ยังไม่พูดอะไรอย่างที่หาได้ ยาก
ผู้เชี่ยวชาญในการกว้านซื้อยันต์กระบี่จานวนมากอีกคนหนึ่ง แน่นอนว่าต้องเป็ นโจวอันดับหนึ่งที่มีเงินเยอะมือเติบแล้ว
ทุกวันพอลืมตาขึ้นมาจะต้องร ้องว่าโอ้ย ทาไมเงินเทพเซียนใน บัญชีถึงมีเพิ่มอีกแล้วล่ะกลุ้มใจจะตายอยู่แล้ว จะใช ้อย่างไรหมด
สบโอกาสเหมาะ เจียงซ่างเจินที่เสพติดการกว้านซื้อยันต์กระบี่ก็ จะจ่ายเงินจ้างคนให้ช่วยไปซื้อยันต์กระบี่ที่สานักกระบี่หลงเฉวียนให้ โดยเฉพาะ
ต่งกู่ที่เป็ นลูกศิษย์คนแรกของหร่วนฉง เนื่องจากมีชาติกาเนิด จากภูต เขาจึงมีความประทับใจที่ดีมากต่อภูเขาลั่วพั่ว กับเรื่องนี้ก็ลืม ตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่งเช่นเดียวกัน
หย่างจื่อที่ทุกวันนี้ไปช่วยขุดเจาะลาน้าใหญ่ที่ใบถงทวีป ในมือ ของปีศาจใหญ่ราชาบนบัลลังก ์เก่าตนนี้ได้ครอบครองวิชาอภินิหาร บรรพกาลที่แม้กระทั่งเซี่ยโก่วก็ยังน้าลายสออยากครอบครอง
สาหรับหย่างจื่อที่ฝึกวิชาน้าแล้วถือเป็ นซี่โครงไก่ แต่สาหรับผู้ ฝึกกระบี่ป๋ ายจิ่งแล้วกลับเป็ นของบารุงชิ้นใหญ่
เซี่ยโก่วอยากจะฟันหย่างจื่อมาไม่ใช่แค่วันสองวันแล้ว
ของอย่าง “ฉายา” นี้ ใครเล่าจะรังเกียจว่ามีมากเกินไป
หย่างจื่อไม่เคยบอกกับใครมาก่อนว่า ก่อนที่นางจะพิสูจน์มรรคา ได้โชคร ้ายถูกสงครามใหญ่ครั้งหนึ่งลามมากระทบ ท่ามกลาง สงครามที่น่าหวาดกลัวซึ่งเต็มไปด้วยกองกระดูกทับถมกัน นางเคย ได้เห็นหนึ่งในห้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของยุคบรรพกาลกับตาตัวเอง
ดังนั้นฉายา “หย่างจื่อ” นี้ และยังมีนามแฝงว่า ‘จิ่งสิง” ที่ใช ้ยาม เป็ นผู้ถวายงานของสกุลเหยาต้าเฉวียนในทุกวันนี้ ล้วนมาจากการ พบเจอกันครั้งแรกที่ศักยภาพสูงต่าแตกต่างกันในยุคบรรพกาล ทั้งสิ้น
บุคคลที่ออกจากบัลลังก ์เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหย่างจื่อผู้นั้นก้ม หัวค้อมเอว ยื่นมือมากดหัวของหยางจื่อเอาไว้ เห็นฝ่ ายหลังเป็ น เหมือนสัตว์เลื้อยคลานอัปลักษณ์ตัวหนึ่ง
ไม่รู ้ว่าเหตุใด บุคคลที่ “เทพอัคคีผู้ยิ่งใหญ่ หมื่นเทพล้วนต้อง แหงนหน้ามอง (หย่างจื่อ) ประทับบนบัลลังก ์ราชาสูง นึ่งภูเขาต้ม
มหาสมุทร” ผู้นี้ ไม่เพียงแต่ไม่สังหารผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจที่ฝึกธาตุน้า
กลับกันยังสอนวิชาอภินิหารบทหนึ่งให้กับหย่างจื่อด้วย อารามฉงหยางในเมืองหลวงแคว้นอวี้เซวียนมีนักพรตเฒ่าคน
หนึ่งที่ยังจดจาอดีตชาติของตัวเองไม่ได้ ตั้งฉายาให้ตัวเองว่า “หุยลู่ ก่อนหน้านานกว่านั้น เฟิงอี๋ไปพักอาศัยอยู่ในศาลเทพอัคคีของ
เมืองหลวงต้าหลี
ทั้งก่อนหน้าและทั้งช่วงหลัง คนเหล่านี้มีใครบ้างที่เฉินผิงอันไม่ เคยเจอมาก่อน ไม่เคยพูดคุยกันต่อหน้ามาก่อน?
คนคนเดียว เรื่องราวเรื่องเดียว เจ้าหนูเจ้าจะไม่สนใจก็ได้ ใช ้ไหว พริบไม่เพียงพอจึงปล่อยให้เรื่องผ่านไป
แต่พอเอามาเชื่อมโยงเข้าด้วยกันกลับยังจะแสร ้งโง่อีกหรือ?
สะพานหินที่อยู่ระหว่างยอดเขาฮวาอิ่งและยอดเขาอิงอวี่ของ ภูเขาเที่ยวอวี๋ น้าตกไหลเทลงมาเป็ นสาย สายรุ ้งยาวพาดผ่านกลาง อากาศ เร็วไม่ปรากฏ ช ้าไม่ปรากฏ แต่พอเจ้ากับหมีลีน้อยเดินผ่าน กลับปรากฏออกมา?
ภูเขาหวงหูกับทะเลสาบหวนเจี้ยนที่เกิดจากแอ่งเว้าเมื่อสานัก กระบี่หลงเฉวียนย้ายออกไปแล้วมีน้าฝนตกลงมา ประหนึ่งการพบเจอ กันในภูเขาสายน้าโดยไม่ต้องมีคาเอื้อนเอ่ย
ก็สอดคล้องกับของขวัญบางชิ้นที่คนบางคนมอบให้ในอดีต ไม่ใช่หรือ? บนแผ่นไม้ไผ่สีเขียว ใครกันที่เซียนประโยคว่าภูเขาและ สายน้ากลับมาบรรจบพบกันใหม่อีกครั้ง?
ยิ่งเจ้ารู ้สึกว่าไม่เกี่ยวข้องกับความรักมากเท่าไร เจ้าก็ยิ่งรู ้สึก ละอายใจมากเท่านั้น
จับมือกันออกเดินทางไกล ใช ้กระบี่ฟันเปิดเปลี่ยวร ้าง ถามกระบี่ กับปีศาจใหญ่หยวนซงแห่งภูเขาทั่วเยว่ที่สถานการณ์อันตรายอย่าง ถึงที่สุด
ลูกศิษย์คนแรกของบรรพบุรุษใหญ่ภูเขาทัวเยว่มีกระบี่บินแห่ง ชะตาชีวิตชื่อ “เสี่ยงเซี่ยง” มีวิชาอภินิหารส่วนหนึ่งควบทั้งของ “นัก จินตนาการ” และ “ผู้ส่งเสียงสะท้อน ซึ่งเป็ นสองในสิบสองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชั้นสูง
ท าให้อิ่นกวานหนุ่มเหมือนเห็นจิตมาร คือเสิ่นเวินเทพอภิบาล เมืองที่ปีนั้นเคยมอบจิตบุ๋นสีทองดวงหนึ่งให้กับเด็กหนุ่มสะพายกระบี่ ซึ่งตั้งข้อสงสัยถึงการไม่สังหารของนักบัญชีตอนอยู่ที่ทะเลสาบซู เจี่ยน
ปีนั้นการปรากฏตัวของภิกษุชุดขาวที่การาบจิตที่พยศดั่งวานร อยู่ในถ้าภูเขา มีความหมายถึงการสงสัยต่อขอบเขตของการ “ไร ้ ความผิด’ ที่ในอดีตเคยไล่ตามไขว่คว้าอย่างไม่รู ้จักเหน็ดเหนื่อย
และยังมีฉีจิ้งชุน มีสตรีชุดเขียวคนหนึ่ง “นาง” ไม่ได้มีความคิดจะ ขวางทาง คล้ายกับว่าอยากได้คาตอบคาตอบหนึ่ง คือเรื่องที่ต่งสุ่ยจิ่ง เคยถามเฉินผิงอัน
ตอนนั้นคาถามของต่งสุ่ยจิ่ง ความหมายคร่าวๆ ก็คือภูเขาห้อย หัวที่อยู่ต่างบ้านต่างเมืองห่างไกลขนาดนั้น ภูเขาเสินซิ่วที่อยู่ในบ้าน เกิดใกล้ขนาดนั้น หากในใจไม่มีความคิดฟุ้ งซ่าน ไฉนสองสถานที่นี้ ถึงไปและไม่ไป?
เจ้าอารามผู้เฒ่าสะบัดชายแขนเสื้อ สลายท่วงทานองแห่งมรรคา บางอย่างทิ้งไป จุ๊ปากเอ่ยว่า “เพิ่งจะเป็ นเซียนเหรินก็กล้าไปขัดขวาง ไม่ให้เฉินชิงหลิวส่งกระบี่ตัดหัวมังกร ไม่เห็นการช่วงชิงบนมหา มรรคาเป็ นเรื่องสาคัญเลยจริงๆ”