กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1129.1 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (เก้า)
ฟ้ าดินกว้างใหญ่เวิ้งว้าง แสงแห่งราตรีเลือนรางดุจไกลสุดหยั่ง พฤกษาน้อยใหญ่สีมรกตประหลาดตา พลันแลเห็นภูเขาเขียวผุดขึ้น จากกันธารา
รอกระทั่งเหวยเซ่อกับนักพรตร่างเล็กเตี้ยที่ภาพบรรยากาศบน ร่างน่าตกตะลึงปรากฏตัวพร ้อมกัน เก้าอี้ว่างสี่ตัวก็ยังเหลือ “เจ้าบ้าน” อีกสองท่านที่ยังไม่ได้เผยตัว
ดูท่าน่าจะยังต้องรอคนกันต่อไป
ก่อนหน้านั้นพวกเขายังพูดคุยกันว่าขอบเขตสิบสี่สองคนที่เลื่อน ขั้นใหม่ของธวัลทวีปคนหนึ่งในนั้นอาจจะเป็ นเหวยเซ่อ คาดไม่ถึงว่า เหวยเซ่อจะเป็ นหนึ่งในคนที่อยู่เบื้องหลังของศาลบรรพจารย์แห่งนี้ นี่ ท าให้สมาชิกจ านวนไม่น้อยรู ้สึกเหมือนได้กินยาสงบใจเข้าไป เพราะ ถึงอย่างไรทุกวันนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่คาดฝันอยู่ตลอด ผู้ฝึก บาเพ็ญตนได้เจอกับปี ที่ดีไม่ว่าจะในทางลับหรือทางแจ้งก็มีคน จานวนมากเกือบจะสองมือนับที่ทยอยกันพิสูจน์มรรคาเป็ นบินทะยาน หากศาลบรรพจารย์แห่งนี้ของพวกเขายังไม่มีขอบเขตสิบสี่นั่งบัญชา การณ์อีกก็ดูเหมือนว่าจะขาดความหมายบางอย่างไป
ผู้ฝึ กกระบี่ตู้ซานอินที่มาเข้าร่วมการประชุมเป็ นครั้งแรกรู ้สึก เพียงว่าไม่เสียเที่ยวที่มาในครั้งนี้
มีคนถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผู้อาวุโสผสานมรรคาแล้วหรือ?”
เหวยเซ่อกล่าว “ขอบเขตบินทะยานของในอดีตกับสิบสี่ใหม่ของ ทุกวันนี้ อันที่จริงไม่ได้ต่างกันมากนัก”
คาพูดใหญ่โตทานองนี้ มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่พูดได้
ในเมื่อขนาดเจ้าของเรื่องยังพูดแบบนี้แล้ว พวกเขาก็ไม่สะดวกจะ เอ่ยแสดงความยินดีแล้ว
หนึ่งก้านธูปยังเผาไหม้ไม่หมด
เก้าอี้ทั้งหมดยี่สิบสองตัวยังเหลือตาแหน่งว่างอยู่แค่ไม่กี่ตัว
เหวยเซ่อที่ยังคงยืนอยู่ยิ้มเอ่ยว่า “พวกเจ้ายังคุยเล่นกันได้อีก หลายประโยค”
สามารถมานั่งลงที่นี่ได้ล้วนไม่ใช่พวกคนขี้ขลาด จึงมีคนถาม อย่างใคร่รู้ว่า “นักพรตท่านนี้คือ?”
นักพรตเฒ่าที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้หนึ่งใน “ตาแหน่งประธาน” แสร้งท าเป็ นไม่ได้ยินคอยยื่นมือมาลูบชายแขนเสื้ออยู่เป็ นระยะ ในฝ่ า มือเต็มไปด้วยเศษผงสีทอง
เหวยเซ่อไม่ได้ให้คาตอบที่แน่ชัด เพียงแค่เอ่ยอย่างกว้างๆ ว่า “ข้าเองก็ต้องเรียกเขาว่าผู้อาวุโสเหมือนกัน”
นักพรตเฒ่าหลับตา กล่าวว่า “ทิศทางเหมือนกัน เดินไปบน เส้นทางเดียวกัน แค่เรียกกันและกันเป็ นสหายก็พอ”
เหวยเซ่อยิ้มเอ่ย “ผู้อาวุโสมีอายุขัยในการฝึกตนยาวนาน ผสาน มรรคาเร็วยิ่งกว่าเรียกว่าผู้อาวุโส ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เกินกว่าเหตุ”
นักพรตเฒ่าเปิดเปลือกตาขึ้นมามองเหวยเซ่อที่อยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่ง ยังไม่ยอมนั่งลง
ในใจของเซียนเหรินอวิ๋นเหมี่ยวสั่นสะเทือนไม่หยุด เป็ นขอบเขต สิบสี่อีกคนหนึ่งแล้วหรือ?!
อีกทั้งฟังจากน้าเสียงของเหวยเซ่อ นักพรตท่านนี้ยังเป็ นสิบสี่เก่า ด้วย?
คากล่าวนี้ของเหวยเซ่อดังออกมาก็เท่ากับว่าเป็ นการยืนยันการ คาดเดาของทุกคน ทันใดนั้นทุกคนก็มีสีหน้าแตกต่างกันไป เพราะ ถึงอย่างไรคาดเดาก็ส่วนคาดเดา รอกระทั่งพวกเขาได้รู ้ความจริงแล้ว ก็ย่อมอดมีความรู ้สึกอีกอย่างหนึ่งไม่ได้
เมื่อเป็ นเช่นนี้พวกเขาก็ยิ่งสงสัยใคร่รู ้ในตัวของเจ้าของเก้าอี้อีก สองตัวที่เหลือแล้ว
เหวยเซ่อแห่งธวัลทวีป พื้นที่ประกอบพิธีกรรมตั้งอยู่ที่ลู่ซาน ทั้ง ภูเขามียอดเขาสามสิบหกยอด แต่ละยอดเขาคดเคี้ยวดุจวงแหวน ดังนั้นเหวยเซ่อถึงได้ตั้งฉายาให้ตัวเองว่า “เจ้าแห่งยอดเขาสามสิบ เจ็ดแห่ง
ตอนที่เหวยเซ่ออายุยังน้อย คุณสมบัติด้านการฝึกตนดีเกินไป เป็ นเหตุให้ชอบเดินทางไปทั่วสารทิศ คบค้ากับสหายกว้างขวาง มี
เพื่อนอยู่ทั่วทุกหนแห่ง และเหวยเซ่อก็ยิ่งฉายประกายเฉียบคม ไม่ สนใจเลยสักนิดว่าจะสร ้างศัตรูให้ตัวเองไว้รอบทิศ
น่าเสียดายที่ลูกรักแห่งสวรรค์ซึ่งทิ้งนาคนอื่นไปไกลไม่เห็นฝุ่ น บนมหามรรคาผู้นี้จะเปลี่ยนจากขอบเขตบินทะยานหนุ่มที่มีหวังจะ เลื่อนเป็ นขอบเขตสิบสี่มากที่สุด ค่อยๆ ตกต่ากลายมาเป็ นบินทะยาน เฒ่าที่ไม่มีโอกาสผสานมรรคาได้สาเร็จมากที่สุด
ต้องรู ้ว่าคนที่ปีนั้นพ่ายแพ้ให้กับเหวยเซ่อ รวมไปถึงคนที่ต้องกิน ฝุ่ นอยู่หลังกันบนเส้นทางการฝึกตนในยุคสมัยเดียวกัน พอจะเรียก ขานว่าเป็ นผู้ที่ได้แต่มองแผ่นหลังและต้นคอของอีกฝ่ ายได้อย่างถูไถ ล้วนไม่ใช่พวกที่ธรรมดาสามัญ
ผู้ฝึ กบาเพ็ญตนที่อยู่ในยุคสมัยเดียวกันกับเหวยเซ่อ ล้วนถูก เหวยเซ่อบดบังสง่าราศีไปจนหมด เปลี่ยนมาเป็ นมืดมนไร ้ประกาย แสง เหมือนกันหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น
คงเป็ นเพราะบุคคลอย่างเหวยเซ่อถึงจะคู่ควรให้เรียกว่าเป็ น บุคคลหายากแห่งยุคได้อย่างแท้จริง
ตอนนั้นเหวยเซ่อมีคาพูดที่แพร่หลายอีกทั้งยังกาเริบเสิบสาน อย่างถึงที่สุดอยู่ประโยคหนึ่ง คาพูดนี้แพร่หลายไปหลังจากที่เขา เอาชนะผู้ฝึกตนขอบเขตเดียวกันมาได้หลายคน
“เจ้าคือผู้มีพรสวรรค์ที่ร ้อยปียากจะพานพบสักครั้ง เขาคือบุคคล ที่ร ้อยปียากจะพบเจอข้าเองก็ใช่เหมือนกัน ทุกคนเป็ นเหมือนกันหมด พวกเราช่างทาให้ “ร ้อยปี” นี้ลาบากใจเสียจริง
คนทั้งโลกล้วนให้การยอมรับว่าเหวยเซ่อคือ “วัตถุแห่งเซียน อันดับหนึ่งนับแต่อดีตตราบจนปัจจุบัน ชื่อเสียงยิ่งใหญ่อยู่เหนือกลุ่ม เซียนอย่างพวกซู หลิ่ว ไหว โจว ฯลฯ
และ “ซู หลิ่ว ไหว โจว” ที่ว่านี้ก็คือซูจื่อ หลิ่วชี ไหวอิน และผู้ฝึก กระบี่โจวเลินจือ แล้วนับประสาอะไรกับที่ยังมีฮว่อหลงเจินเหรินแห่ง อุตรกุรุทวีปที่ก็เคยพ่ายแพ้ให้แก่เหวยเซ่อเช่นกัน
บนภูเขาที่บ้างก็ประลองฝีมือถกมรรคา บ้างก็เข่นฆ่าช่วงชิงชัย ชนะ เหวยเซ่อเอาชนะได้ติดต่อกันถึงเก้าสิบหกครั้ง
การประลองเวทคาถาในขอบเขตที่แตกต่างกัน ต่อให้เป็ นการ ประมือกับคนที่ขอบเขตเหนือกว่า ศัตรูก็ยังพ่ายแพ้อย่างอเนจอนาถ
เพียงแต่ว่าท่ามกลางมรสุมคลื่นลมของการช่วงชิงคาว่า “อุตร” ของปีนั้น เผชิญหน้ากับการข้ามมหาสมุทรมาถามกระบี่ของผู้ฝึก กระบี่จากอุตรกุรุทวีป ตั้งแต่ต้นจนจบ เหวยเซ่อกลับไม่เคยปรากฏตัว
สาหรับสายตาของโลกภายนอกแล้วเป็ นเพราะตอนนั้นจิตใจของ เหวยเซ่อสูงยิ่งกว่าแผ่นฟ้ า เพิ่งจะเป็ นบินทะยานได้แค่ไม่กี่ปีก็กล้าปิด ด่านละโมบอยากเป็ นขอบเขตสิบสี่ เป็ นเหตุให้การผสานมรรคา ล้มเหลว นับแต่นั้นมาก็ทดท้อทอดอาลัย ไม่สนใจเรื่องทางโลกอีก
และการที่เหวยเซ่อไม่ปรากฏตัวก็ทาให้เทพเจ้าแห่งโชคลาภหลิว ที่เป็ นคนควบคุมสถานการณ์ใหญ่เหมือนไม้ท่อนเดียวที่ยากจะ ประคับประคองสถานการณ์ไว้ได้ ดังนั้นตลอดหลายปี มานี้ผู้ฝึ ก ลมปราณของธวัลทวีปถึงได้มีความไม่พอใจต่อทั้งเหวยเซ่อและภูเขา ลู่ซาน
หากจะบอกว่านครจักรพรรดิขาวคือสถานที่ที่ดีที่ผู้ฝึกตนอิสระ ในใต้หล้าใฝ่ ฝันอยากไปเยือน ถ้าอย่างนั้นภูเขาต้นไม้เหล็กของ แผ่นดินกลางกับภูเขาลู่ซานของธวัลทวีปต่างก็เป็ นพื้นที่ประกอบ พิธีกรรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของผู้ฝึกลมปราณที่มีชาติกาเนิดจากภูต
อวี๋ฟู่ ซานที่ทุกวันนี้รับหน้าที่เป็ นผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาของ ภูเขาไท่ผิงก็เคยคิดถึงคานึงหาพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของเทพเซียน ผู้เฒ่าเหวย น้าลายสออยากครอบครองภูเขาทั้งหลายที่มียอดเขา เลี่ยนชื่อและภูเขาไป้ เยว่เป็ นหนึ่งในนั้นมานานแล้ว
อย่าเห็นว่าฮว่อหลงเจินเหรินที่เป็ นคนมาทีหลังแต่ตามมาทัน มักจะเอ่ยหยอกเย้าเหวยเซ่อบ่อยๆ ว่าตอนเล็กฉลาดเฉลียวก็ไม่แน่ เสมอไปว่าโตมาแล้วจะเก่งกาจ
ทว่ายามที่อยู่กับลูกศิษย์อย่างหยวนหลิงเตี้ยนกลับให้คาประเมิน ที่สูงมากต่อเหวยเซ่อความหมายคร่าวๆ ก็คือขอบเขตเส้นเอ็นหลิว ของหลิ่วชีกับโจวมี่ ขอบเขตโอสถทองของหลวี่เหยียน และยังมี ขอบเขตก่อก าเนิดของเหวยเซ่อและเหยาชิง ต่างก็เป็ นอีของแมงป่อง มีเอกลักษณ์ไม่มีใครเหมือน (คือค าพังเพยของจีนหากแปลจะได้
ความหมายว่าอึของแมงป่ องเป็ นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ค าว่า เอกลักษณ์ภาษาจีนคือค าว่าตู๋ ซึ่งออกเสียงเหมือนคาว่าตู๋ที่แปลว่า พิษ (เพราะแมงป่ องเป็ นแมลงที่มีพิษจึงเชื่อว่าต่อให้เป็ นอีของมันก็มี พิษด้วย) เปรียบเปรยถึงบุคคลหรือเรื่องราวที่มีความพิเศษ หาได้ยาก แตกต่างจากผู้อื่น)
หยวนหลิงเตี้ยนรู ้สึกว่าคากล่าวว่า “มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร” นี้ของอาจารย์ ฟังดูแล้วเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไร?
เจินเหรินผู้เฒ่าจึงวิจารณ์ลูกศิษย์ผู้สืบทอดที่ขาดไหวพริบผู้นี้ว่า เป็ นคนจะคร่าครีเกินไปไม่ได้ พูดจาก็อย่าได้เอาแต่จับผิดถ้อยค า แค่ เข้าใจความหมายคร่าวๆ ก็พอแล้ว
และการประลองเวทคาถาครั้งที่เก้าสิบเจ็ด สรุปแล้วเหวยเซ่อแพ้ ให้กับเทพเซียนจากฝ่ ายใดกันแน่ก็กลายมาเป็ นปริศนาไร ้คาตอบที่ ทาให้คนสงสัยใคร่รู ้เป็ นอย่างยิ่งมาโดยตลอด
แต่เฉินผิงอันกลับเป็ นคนจานวนไม่มากที่รู ้คาตอบ เพราะว่า คราวก่อนได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้งที่กาแพงเมืองปราณกระบี่ อู๋ซ่ วงเจี้ยงเป็ นฝ่ ายพูดถึงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง บอกว่าก่อนจะออกจากใต้ หล้าไพศาลไปยังใต้หล้ามืดสลัวได้ตีกับเหวยเซ่อไปรอบหนึ่ง
ตอนนั้นอู๋ซ่วงเจี้ยงพูดค่อนข้างคลุมเครือ บอกว่าทุกวันนี้ตนเอง รู ้สึกเสียดายภายหลังอยู่บ้าง ไม่ควรเพิ่มน้าค้างแข็งลงบนหิมะให้กับ เหวยเซ่อ
เหวยเซ่อใช ้เสียงในใจถาม “ผู้อาวุโสสามารถอนุ มานถึง สภาพการณ์ของหันอวี้ซู่ได้หรือไม่?”
นักพรตเฒ่าพยักหน้า “บอกข้อมูลเกี่ยวกับแปดอักษรเวลาเกิด ของสหายผู้นั้นให้ผินเต้าหน่อย”
ครู่หนึ่งต่อมา นักพรตเฒ่าก็หดมือไว้ในชายแขนเสื้อ ก่อนจะยื่น มือออกมา สะบัดชายแขนเสื้อ เอ่ยว่า “คนกลับคืนสู่ภูเขาแห่งมรรคา แล้ว”
คากล่าวที่สุภาพไพเราะนี้หากเปลี่ยนให้สามัญเข้าใจง่ายสัก หน่อยก็คือตายแล้ว
เหวยเซ่อไม่ได้รู ้สึกประหลาดใจมากนัก เอ่ยแค่สองค าว่า น่า เสียดาย
นักพรตเฒ่าเอ่ยเนิบช ้าว่า “ความลับสวรรค์มิอาจแพร่งพรายได้ มากนัก ผินเต้าบอกได้แค่ว่าเขาไปมีเรื่องกับบุคคลเก่าแก่ที่ไม่ควรไป มีเรื่องด้วย หันอวี้ซู่ผู้นั้นได้สืบทอดกิจการบรรพบุรุษ ได้ครอบครอง พื้นที่มงคลสามภูเขา เข้าใจผิดคิดว่าชะตาสวรรค์เป็ นของตน ตัวอยู่ ท่ามกลางความโชคดีแต่ไม่รู ้จักทะนุถนอมความโชคดีเอาไว้ ไม่รู ้เลย ว่ายามที่เขาออกมาจากพื้นที่มงคลอย่างแท้จริง ชะตาก็ลิขิตมาแล้ว ว่าต้องเจอกับหายนะครั้งนี้ จะว่าไปแล้วก็เป็ นเพราะเป็ นกบใต้บ่อมา จนชิน สายตาคับแคบ ไม่รู ้เลยว่าด้านนอกฟ้ าสูงแผ่นดินกว้างใหญ่ แค่ไหน”
เหวยเซ่อไม่ให้คาประเมินต่อเรื่องนี้
นักพรตเฒ่ากล่าว “ฉวยโอกาสตอนที่อีกสองคนยังมาไม่ถึง สหายเหวยช่วยเล่าสถานการณ์ร ้อยปีของที่แห่งนี้ให้ข้าฟังทีเถอะ คน ที่อายุมากแล้ว คนที่อายุยังน้อย สามารถเลือกมาอย่างละสิบคนได้”
ในขณะที่เหวยเซ่อกาลังคัดเลือกบุคคลเหล่านั้นอยู่ในใจก็บอก กับทุกคนที่นั่งอยู่ว่าสามารถถอนเวทอ าพรางตาออกได้แล้ว
นอกจากโหลวเหมี่ยวกับตู้ซานอินแล้ว คนอีกสิบกว่าคนที่เหลือ ต่างก็เก็บวิชาอภินิหารประเภทต่างๆ ลงไป เลือกที่จะเปิดเผยตัวตน ด้วยโฉมหน้าที่แท้จริง
อารมณ์ของอวิ๋นเหมี่ยวซับซ ้อน ปริศนาทุกอย่าง ในที่สุดก็เป็ น ดั่งน้าลดหินผุดในวันนี้ ทุกอย่างประจักษ์แก่สายตาชัดเจนแจ่มแจ้ง
เห็นเพียงว่าสตรีสะพายกระบี่ที่คิ้วตางามเหมือนภาพวาดคนหนึ่ง สวมชุดผ้าฝ้ ายคอกลมลายเหยี่ยวศักดิ์สิทธิ์ ทัดบุปผาไว้บนศีรษะ ตรงล าคอขาวนวลราวหิมะสวมสร ้อยคอสีทองรูปมังกรล้อมด้วยเชือก ปักลายสีเหลืองเส้นหนึ่ง
มีคนหันมามองนางหลายคน
เพราะสถานะของนางพิเศษ คือลั่วซานเซียนกระบี่หญิงสายอิ่นก วานเก่าแห่งคฤหาสน์หลบร ้อน นางกับจู๋อานต่างก็เป็ นแขนซ ้าย แขนขวาของเซียวสวิ้น
ตอนที่ลั่วซานออกไปจากกาแพงเมืองปราณกระบี่เป็ นผู้ฝึกกระบี่ หยกดิบ ทุกวันนี้นางเป็ นเซียนกระบี่ใหญ่คนหนึ่งแล้ว
ก่อนหน้านี้ก็เป็ นนางที่เอ่ยเตือนคนบางคนว่ายามที่พูดถึงเฉินผิง อันอย่าได้พูดตามใจปากตัวเองเกินไป
อวิ๋นเหมี่ยวขยับสายตาออกห่างไปเล็กน้อยก็มองเห็น “คน คุ้นเคย” อีกหลายคนที่เป็ นงูเจ้าถิ่นของอุตรกุรุทวีป
หลิวเสียทวีปมีภูเขาใหญ่สี่ลูกที่ได้รับการยอมรับจากผู้คน ภูเขา ชิงกงของจิงเฮา ถ้าสวรรค์เทียนอวี๋ของสู่หนันยวน ส านักฟางชุ่นของ เฉากุ่น และยังมีเหลียวสุ่ยที่มีเซียนเหรินสองคน
ตอนนี้เจ้าประมุขของเหลียวสุ่ยคือเซียนเหรินฉินจ่าว ฉายา “ซิน ฉาน” เป็ นคุณชายผู้หล่อเหลาที่ชอบสวมชุดขาวพลิ้วไสวหิ้วกรงนก ติดมืออยู่ตลอด
ชงเชี่ยนศิษย์น้องหญิงของเขาก็คือเซียนเหรินเหมือนกัน หนึ่ง ส านักสองเซียนเหรินพลังอานาจนี้ไม่อ่อนด้อยแล้ว
แต่คราวก่อนคนที่เข้าร่วมประชุมที่ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางกลับ ไม่ใช่เจ้าส านักอย่างเขาแต่เป็ นผู้คุมกฏชงเชี่ยน เดิมทีนี่ก็คือการ แสดงท่าทีอย่างหนึ่งของศาลบุ๋น
เวลานี้เด็กหนุ่มชุดขาวนั่งไขว่ห้าง ท่วงท่าผ่อนคลาย ผิวปาก หยอกล้อนกแก้วที่อยู่ในกรง
ข้างกายฉินจ่าวคือเพื่อนบ้านของสานักบ้านตนพอดี นั่นคือสู่ หนันยวนเจ้าของถ้าสวรรค์เทียนอวี๋ ฉายา ‘เจียวหมิง”
สู่หนันยวนยังมีฉายาที่ตั้งขึ้นเองที่ไพเราะอีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่นจ้วงซือ หานเหริน ชุ่ยแย่น เป็ นต้น
ขอบเขตบินทะยานใหม่คนนี้คือบุรุษที่มีบุคลิกของเศรษฐี แต่ กลับมีดวงตาเรียวยาว หากเขากับคนรักเดินอยู่ในตลาดด้วยกัน คาด ว่าก็น่าจะเป็ นคู่ของชายมีเงินกับหญิงงามตามแบบฉบับแล้ว
ว่ากันว่าเคยมีคนต่างถิ่นผู้หนึ่งขวัญกล้าเทียมฟ้ า ถึงกับกล้าพูด “ความในใจ” ที่ตัวเองคิดว่าเป็ นธรรมต่อหน้าเขา บอกว่าข้ารู ้สึกว่า หลานชายสู่จังสู่ของข้าคนนั้นไม่ใช่บุตรชายแท้ๆ ของเจ้า ไม่ลอง หยดเลือดพิสูจน์สายเลือดกันสักหน่อยหรือ?
รากฐานมหามรรคาของสู่หนันยวนถูกอาพรางไว้อย่างลึกล้า
ทว่านักพรตเฒ่าผู้นั้นกลับมองร่างจริงของคนผู้นี้ออกในปราด เดียว
เล่าลือกันว่าชาวประมงทะเลตะวันออกเคยเห็นแมลงตัวเล็กสร ้าง รังอยู่บนขนตาของแมลง (เปรียบเปรยถึงสถานที่ที่เล็กมากๆ) และใน ตาราก็เคยกล่าวไว้ว่า “พระพุทธเจ้าพิศน้าในบาตร มองเห็นแมลงสี่ หมื่นแปดพันตัว
และยังมีผู้เฒ่าสวมชุดลัทธิขงจื๊อที่บุคลิกสุภาพสง่างามคนหนึ่ง คือตัวนชิงเฉิน ฉายา “หลีจิง”
อายุน้อยๆ ก็กลายเป็ นรองเจ้าขุนเขาของสานักศึกษาแห่งหนึ่ง ในทักษินาตยทวีป ดูเหมือนว่าภายหลังจะมีปัญหาขัดแย้งมากมาย กับเฉินฉุนอัน เขาที่นิสัยฉุนเฉียวเจ้าอารมณ์ด้วยความโมโหจึงเป็ น ฝ่ายออกมาจากส านักศึกษาด้วยตัวเอง
แล้วก็เป็ นคนผู้นี้ที่ระหว่างการประชุมครั้งหนึ่งเคยเอ่ยถ้อยคา ประชดประชันในมุมของคนที่มองดูดายอยู่เฉยๆ เขาอยากเห็นนักว่า เฉินฉุนอันจะครอบครองค าว่าผู้รอบรู ้ไปคนเดียวได้อย่างไร
และในคนเหล่านี้ก็มีผู้เฒ่าร่างผอมสูงอยู่คนหนึ่งที่ดูเหมือนจะจง ใจเล่นงานอวิ๋นเหมี่ยวโดยเฉพาะ เอ่ยถามทั้งๆ ที่รู ้ดีว่า “หลิงจือหยก ขาวชิ้นนั้นของสหายลวี่เสียไปไหนเสียแล้วเล่า?”
คนผู้นี้สวมชุดคลุมอาคมสีเหลือง มาจากสกุลลู่แผ่นดินกลาง มี ชื่อว่าลู่ซวี ฉายา “หวงอวี๋” อายุขัยการฝึกตนยาวนาน ล าดับอาวุโส สูง
ลาดับอาวุโสเท่าเทียมกับลู่เหว่ยสายหลักของสกุลลู่ อีกทั้งยังมี สนิทสนมกันมากนอกจากนี้ลู่ซวียังเป็ นผู้นาของเฉินซือ (ดูเรื่อง เกี่ยวกับเวลา) ของหอชื่อเทียนสกุลลู่
อวิ๋นเหมี่ยวหัวเราะหยัน “ของในบ้านข้าเอง เต็มใจจะมอบให้ใคร ก็มอบให้คนนั้น ไยสหายต้องมายุ่งด้วย จะควบคุมตะวันออกควบคุม ตะวันตก ควบคุมฟ้ าควบคุมดิน เจ้าควบคุมได้หรือ”
ลู่ซวีแค่นเสียงเย็นชาอยู่ในล าคอ
เห็นได้ชัดว่าถูกประโยค “ควบคุมฟ้ าควบคุมดิน” ของอวิ๋น เหมี่ยวทิ่มแทงจุดอ่อน “โจวจื่อพูดถึงฟ้ า สกุลลู่พูดถึงดิน” ต่างฝ่ าย ต่างก็ได้ยึดครองแผ่นดินครึ่งหนึ่งของสานักหยินหยาง เมื่อเป็ นเช่นนี้ สกุลลู่ของแผ่นดินกลางย่อมไม่อาจควบคุม “ฟ้ า” ได้
ระหว่างการประชุมศาลบุ๋น เพราะติดร่างแหเดือดร ้อนลูกศิษย์ผู้ เป็ นที่ภาคภูมิใจที่ชอบเล่นขว้างหินให้กระดอนบนผิวน้า เซียนเหรินอ วิ่นเหมี่ยวถึงได้เกิดความขัดแย้งกับอิ่นกวานหนุ่มผู้นั้น ภายใต้ สายตาของคนมากมายที่จับจ้องมองมา ศึกบนเกาะยวนยางจึงปะทุ ขึ้น เพื่อให้เป็ นของขวัญขออภัย อวิ๋นเหมี่ยวจึงมอบหลิงจือหยกขาว ที่มีระดับชั้นเป็ นอาวุธกิ่งเซียนชิ้นนั้นออกไป
เจ้าของหอเซียนจิ่วเจินท่านนี้ก็เป็ นชายงามที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ คนหนึ่ง
เดิมทีอวิ๋นเหมี่ยวก็หน้าตาหล่อเหลาดุจหยก สวมชุดขาวรองเท้า ขาว บนแขนมีไม้ปัดฝุ่ นสีขาวหิมะด้ามหยกพาดวางอยู่เสมอ บวก กับหลิงจือหยกขาวอีกชิ้นหนึ่ง กลิ่นอายความเป็ นเซียนและรูปโฉม ล้วนโดดเด่นน่ามอง
เว่ยจื่อผู้เป็ นคนรักก็เป็ นขอบเขตเซียนเหรินเช่นเดียวกัน โชค วาสนาของนางยังดีกว่าอวิ๋นเหมี่ยวด้วยซ้า ได้ครอบครองพื้นที่มงคล แยนจังที่ปริแตกไปเกินครึ่ง นางกาลังอยู่ในช่วงของการปิดด่าน ครั้ง นี้หากไม่เป็ นเพราะจุดธูปเก้าดอก อวิ๋นเหมี่ยวที่เป็ นผู้ปกป้ องมรรคา ให้นางก็ไม่มีทางแบ่งสมาธิมาเข้าร่วมการประชุมที่นี่อย่างแน่นอน
ทุกวันนี้จวนเซียนอักษรจง มีแห่งใดบ้างที่ไม่มีบรรพจารย์ที่กาลัง ปิดด่านหรือไม่ก็ผู้มีพรสวรรค์อายุน้อยสักสี่ห้าคน?
มีบุรุษร่างกายาอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ติดกับลู่ซวี บนศีรษะของเขา สวมกวานสีทอง สวมหน้ากากบนใบหน้า ไม่เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง บนใบหน้าเผยให้เห็นแค่ดวงตาด ามืดคู่หนึ่งประหนึ่งบ่อน้าลึกมืดสนิท แขนสองข้างตั้งแต่ข้อมือถึงหัวไหล่เต็มไปด้วยกาไลข้อมือที่ร ้อยเรียง ต่อกันจนเต็มแน่น กาไรแต่ละชิ้นวาดเป็ นใบหน้าของบุรุษและสตรี ชายหญิงที่อยู่ระหว่างไข่มุกของก าไลข้อมือสองข้าง บ้างก็มีสายตา เหี้ยมอามหิต บ้างก็มีสายตาคิดถึงอาลัยอาวรณ์ บ้างใบหน้าก็ดุดัน บ้างก็ใบหน้าอ่อนโยน ชายลุ่มหลงหญิงอาฆาตทุกคู่ที่ “มองกันข้าม ผ่านห้วงมหาสมุทร” ระหว่างกันและกันจะมีแสงสีแดงเข้มเส้นหนึ่งผูก โยงพวกเขาเอาไว้ เป็ นเหตุให้มีอารมณ์สองขุมอย่างความอาฆาต ทะยานฟ้ ากับความรักความผูกพันลึกซึ้ง ขณะเดียวกันรอบกายของ บุรุษที่สวมหน้ากากผู้นี้ก็มีจุดแสงเป็ นประกายระยิบระยับเหมือนแสง ดาวมารวมตัวกันอยู่ในกวานสีทอง
คนผู้นี้เอ่ยด้วยน้าเสียงเจ้าเล่ห์ “สหายลวี่เสียมีคุณธรรมน้าใจ จริงๆ หนันกวงจ้าวตายไปอย่างกะทันหัน ทิ้งสานักแห่งหนึ่งที่เป็ นดั่ง ฝูงมังกรไร ้ผู้น าเอาไว้ก็ไปช่วยจัดการธุระหลังงานศพให้ที่นั่นทันที ธง บูชาวิญญาณที่หอเซียนจิ่วเจินมอบให้ช่างศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก สามารถ ฝากฝังเด็กก าพร ้าและผู้กล้าเอาไว้ได้ หนันกวงจ้าวมองคนได้แม่นย า จริงๆ”
ลู่ซวีหัวเราะเสียงดังลั่น “มีคุณธรรมน้าใจ? ต้องบอกว่าเจริญ อาหารถึงจะถูกกระมังไม่ใช่ลูกศิษย์ผู้สืบทอดเหนือกว่าลูกศิษย์ผู้สืบ ทอด ไม่ใช่ลูกชายแท้ๆ แต่เหนือกว่าลูกชายแท้ๆ เจ้าหออวิ๋นเหมี่ยว สืบทอดกิจการที่สานักใหญ่แห่งหนึ่งมาก่อน แล้วค่อยช่วยดูแลคนที่ ยังอยู่ แต่แค่ไม่รู ้ว่าเมื่อไหร่สองสานักจะรวมเป็ นหนึ่งเดียว ถึงเวลานั้น พวกเราต้องเตรียมของขวัญร่วมแสดงความยินดีเอาไว้ให้ เฉลิม ฉลองให้ดีสักหน่อย”
อวิ๋นเหมี่ยวใช ้วิธีการหลีกเลี่ยงจะพูดความจริงด้วยการเบี่ยง ประเด็นไปโดยตรง เอ่ยประโยคหนึ่งท้าทายคนได้ถึงสองคน “ได้ยิน มาว่าหอสวรรค์ถูกคนทุบท าลายพังถล่มไปแล้วหรือ? ศาลร ้างที่สร ้าง ไว้ในชานป่าแห่งนั้นก็ถูกเกาเสวียนตู้จับตามองแล้ว?”
ลู่ซวีสะอึกอึ้ง บอกแค่ว่าไม่ได้ถล่ม และนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรค่าแก่ การโอ้อวดอะไร