กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1129.3 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (เก้า)
หากเป็ นเช่นนี้จริงก็จะยุ่งยากอย่างมาก ทาให้สถานการณ์ที่เดิม ทีมีแนวโน้มว่าจะชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วกลายมาเป็ นปมเชือกที่พันกันยุ่ง เหยิง
เท้าหน้าของผู้ชาระล้างมลทินเพิ่งจะเชื้อเชิญให้เฉินผิงอันมา รับหน้าที่สาคัญ เท้าหลังของนางก็มานั่งติดอยู่กับนักฆ่าแล้วหรือ? นี่ มันเรื่องอะไรกัน?
ฉินปู้ อี๋ไม่กล้าพูดว่าตัวเองเป็ นคนเปิดเผยผึ่งผาย แต่ก็ไม่อาจทา เรื่องอย่างการแทงข้างหลังคนอื่นได้จริงๆ
อาจารย์เจิงยื่นมือมาตบฝักกระบี่เบาๆ ยิ้มเอ่ยว่า “แม้ว่าข้าจะเป็ น พวกคนลับๆ ล่อๆ ที่เดินอยู่ในเงาของคนอื่นตลอดเวลา แต่ก็พิถีพิถัน ในเรื่องของการทาการค้าที่ยุติธรรม เพราะไม่อยากท าให้ค าว่า “มือ กระบี่” ต้องมัวหมอง สหายฉินวางใจได้เลยว่าแผนการชั่วร ้ายครั้งนั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับข้า”
ฉินปู้ อี๋ถอนหายใจโล่งอก
จู่ๆ ก็มีความคิดแวบเข้ามาในหัวของฉินปู้ อี๋ จึงถามต่อว่า “ก่อน หน้านี้อาจารย์เจิงพูดถึงปรมาจารย์วิถีวรยุทธสองคน บอกว่าไม่กล้า ทาการค้ากับชุยเฉิงที่เป็ นคนหนึ่งในนั้นเพราะกังวลว่าจะถูกซิ่วหู่คิด บัญชีรวม แล้วอีกคนหนึ่งอย่างจางเถียวเสียล่ะ?”
จางเถียวเสียคือบุคคลอันดับหนึ่งด้านวิถีวรยุทธของไพศาลก่อน หน้าเผยเปย จู่ๆ ก็หันไปฝึกตน มีฉายาว่าหลงป๋ อ ดูเหมือนว่านับแต่นี้ ไปก็จะเรียกตัวเองว่าผู้ฝึกลมปราณด้วยความภาคภูมิใจ ละทิ้งสถานะ ของผู้ฝึกยุทธเต็มตัวไปแล้ว
ทาไมถึงเป็ นเช่นนี้ คนบนภูเขาพากันพูดไปหลากหลาย แม้ว่าจะ ไม่กล้าพูดตรงๆ ว่าจางเถียวเสียรักตัวกลัวตาย แต่นี่ก็คือการอธิบาย ที่สมเหตุสมผลที่สุดเท่าที่ผู้ฝึกลมปราณส่วนใหญ่จะคิดได้แล้วจริงๆ
ส่วนเรื่องที่ว่าจางเถียวเสียทาอย่างไรถึงสามารถหันไปฝึกตนได้ กลางทางโดยที่ยังเก็บขอบเขตวิถีวรยุทธไว้ได้ด้วย ก็ยังคงเป็ น ปริศนาที่ใหญ่เทียมฟ้ าอีกข้อหนึ่ง
หากไม่เป็ นเพราะศักยภาพของจางเถียวเสียวางอยู่ตรงนั้น ทาให้ ผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานไม่กล้าไปหาเรื่องด้วยง่ายๆ เชื่อว่าผู้ฝึก ตนใหญ่หลายคนก็คงยินดีที่จะไปตรวจสอบความจริงในเรื่องนี้
อาจารย์เจิงเพียงคลี่ยิ้มไม่เอ่ยอะไร ไม่ได้ตอบคาถามข้อนี้ ทั้งไม่ ยอมรับแล้วก็ไม่ปฏิเสธ
ฉินปู้ อี๋ถามคาถามที่ค่อนข้างจะเป็ นข้อต้องห้าม “ไม่ทราบว่า อายุขัยในการฝึกตนของอาจารย์เจิงคือเท่าไร”
คาดไม่ถึงว่าอาจารย์เจิงจะตอบมาตามจริง “ไร ้ความหวังบนมหา มรรคา ใช ้เวลาอย่างเปล่าประโยชน์มาสี่พันปีแล้ว”
ระหว่างค าพูดแฝงไว้ด้วยอารมณ์สะทกสะท้อนใจ
บินทะยานและผสานมรรคา มองดูเหมือนห่างกันแค่ขอบเขต เดียว แต่ปราการธรรมชาติเส้นนี้กลับยากมากที่จะก้าวข้ามผ่านไป ได้ หากตนไม่ใช่ขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบ เกรงว่าคงมิอาจ เข้าใจได้ตลอดกาล
ฉินปู้ อื๋อดตกตะลึงไม่ได้
หากว่าเป็ นพวกผีเซียนอย่างนาง ขอแค่ออกมาจากพื้นที่ ประกอบพิธีกรรมก็จ าเป็ นต้องระวังแล้วระวังอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะ ไม่กล้าสัมผัสกับธุลีแดงที่คละคลุ้งอยู่ในโลกคนเป็ นมากเกินไป เด็ดขาด
เหมือนอย่างที่นางมิอาจบินทะยานได้เสียที ในระดับใหญ่แล้วก็ เพราะนางมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องทางโลกมากเกินไป แต่หากจะ บอกว่าให้นางตั้งใจฝึ กตน ไม่สนใจเรื่องทางโลกเลย แสวงหาบิน ทะยานอย่างเดียว ถ้าอย่างนั้นนางก็ไม่ใช่ฉินปู้ อี๋แล้ว
ฉินปู้ อี๋ชักถาม “อาจารย์เจิงคือขอบเขตบินทะยานหรือ?”
อาจารย์เจิงยิ้มบางๆ “วันนี้สหายฉินมีข้อสงสัยค่อนข้างเยอะนะ”
ฉินปู้ อี๋เป็ นคนในแคว้นเดียวกันและรุ่นเดียวกันกับผู้ที่เป็ นความ ภาคภูมิใจที่สุดในโลกมนุษย์คนนั้น และป๋ ายเหย่ก็เคยเขียนกลอน ให้กับนาง
ส่วนนางเองก็เป็ นแขกผู้สูงศักดิ์ของถ้าสวรรค์จู๋ไห่ คือบุคคล จานวนน้อยนิดที่สามารถเข้าออกสถานที่แห่งนั้นได้อย่างอิสระ เพียง
แค่ว่าฉินปู้ อี๋ไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงของภูเขาชิงเสินเท่านั้น นางเองยัง เคยถ่ายทอดวิชาการโจมตีให้กับฉุนชิง
ฉินปู้ อี๋หลุดหัวเราะพรีด เอ่ยขออภัยว่า “อาจารย์เจิง ขอโทษด้วย เป็ นเพราะว่าสงสัยใคร่รู ้มากเกินไปจริงๆ”
อาจารย์เจิงไม่เสียแรงที่เป็ นคนเชื่อดาบ เขาชอบตอบกลับไมตรี ของผู้อื่น จึงเป็ นฝ่ ายย้อนถามฉินปู้ อี๋ “การลอบฆ่าในอารามฉงหยาง ครานั้น สหายรู ้หรือไม่ว่าคนที่ลงมือคือใคร? วิธีการคร่าวๆ เป็ น อย่างไร?”
ฉินปู้ อี๋เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “เจ้าขุนเขาเฉินเป็ นคนที่ถูกลอบโจมตี ตอนนั้นเกิดเรื่องกะทันหัน ไม่ทันตั้งตัว นั่นคือผีที่บรรลุมรรคาตนหนึ่ง อาศัยเรือนกายของศิษย์น้องหญิงคนหนึ่งเป็ นท่าเรือ อยู่ดีๆ ก็คิด สังหารผู้อื่นกะทันหัน โชคดีที่เจ้าขุนเขาเฉิน…ระมัดระวังรอบคอบ จึง ไม่ได้เป็ นอะไรมาก”
อาจารย์เจิงพยักหน้า “เกินครึ่งน่าจะเป็ นการกระทาที่ต้องการ สะสมคุณความชอบให้สมบูรณ์พร ้อมเพื่อผสานมรรคาแล้ว”
แม้ว่าการกระทาเช่นนี้จะไม่ใช่วิธีการผสานมรรคาชั้นสูง แต่จะดี จะชั่วก็เป็ นมหามรรคาเส้นหนึ่ง
นี่ก็คือข้อจากัดของความเป็ นผี ผู้ฝึกตนฝึกบาเพ็ญตนเพื่อความ เป็ นอมตะ ในบางความหมายแล้ว เดิมทีก็เป็ นการกระทาที่ขัดต่อ สวรรค์ซึ่งถือว่าเบื้องล่างล่วงเกินเบื้องสูง ผีก็ยิ่งแย่กว่านั้น เป็ นเหตุให้
ยิ่งขอบเขตของพวกเขาสูงเท่าไร เส้นทางที่สามารถเดินได้ก็ยิ่งแคบ มากเท่านั้น
เมื่อหลายปี ก่อนเขารับลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อมาคน หนึ่ง คือผู้ฝึกตนหนุ่มจากแคว้นสือหาวแจกันสมบัติทวีป เจี่ยนหมิงที่ มีฉายาว่า “เยว่เหรินเกอ”
แล้วก็เพราะได้รับคาสั่งจากอาจารย์เจิงท่านนี้ เจี่ยนหมิงจึงนา ดาบอาคม “หมิงเฉวียน” ที่เป็ นสมบัติพิทักษ์แคว้นซึ่งตัวเองขโมยมา เอากลับคืนไปให้สกุลเหยาต้าเฉวียนอีกครั้ง
เด็กหนุ่มรู ้สึกว่าการกระทาเช่นนี้ก็คือการถอดกางเกงผายลม คิดร้อยตลบแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าทาไปเพื่ออะไร
แต่อาจารย์เจิงบอกว่าระหว่างการขโมยและการเอากลับคืน ถือ เป็ น “ดอกเบี้ย” ระหว่างฟ้ าดิน ในเรื่องนี้มีความรู ้ยิ่งใหญ่ซุกซ่อนอยู่
คนที่คนเชื่อดาบชอบทาการค้าด้วยมากที่สุดยังคงเป็ นผู้ฝึกยุทธ เต็มตัว
เพราะถึงอย่างไรคนที่เรียนวรยุทธ อายุขัยก็มีจากัด ผู้ฝึกยุทธที่ อายุยืนอย่างเผยเปยเทพีแห่งการต่อสู้แห่งราชวงศ์ด้าตวนก็ยากที่จะ เปรียบเทียบความเป็ น “อมตะ” กับผู้ฝึ กลมปราณห้าขอบเขต กลางคนหนึ่งได้
แต่ขอแค่ผลสาเร็จบนวิถีวรยุทธสูงมากพอ คนเชื่อดาบก็ สามารถลงทุนเล็กน้อยแต่ได้ก าไรมหาศาล ไม่จ าเป็ นต้องปล่อยสาย เบ็ดยาวเพื่อรอตกปลาตัวใหญ่
ยกตัวอย่างเช่นบุคคลอันดับหนึ่งบนวิถีวรยุทธของเกราะทอง ทวีป หันกวงหูที่หมัดสยบยุทธภพในหนึ่งทวีปมานานร ้อยปี รับหน้าที่ เป็ นราชครูของราชวงศ์ต้าเฉวียน มีระยะสัญญาอยู่ที่สามสิบปี
นี่ก็เป็ นฝีมือของอาจารย์เจิงเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่าได้ลงเดิมพันไว้ที่ฮ่องเต้หญิงสกุลเหยาแล้ว เดิมพัน ว่านางจะไม่ยอมคืนแซ่แคว้นให้กับเชื้อพระวงศ์สกุลหลิว
หากไม่เป็ นเพราะที่หรู่โจวของใต้หล้ามืดสลัวมี “หลินซือ’ ปรากฏตัวขึ้นมา เผยเปยก็คือบุคคลอันดับหนึ่งบนวิถีวรยุทธของ หลายใต้หล้าได้อย่างสมชื่อแล้ว
ถึงอย่างไรเฉาสือก็ยังอายุน้อยไปสักหน่อย
ผู้ฝึกยุทธเต็มตัว คนหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปีคิดจะเอาชนะ “ตาเฒ่า ประหลาด” ที่มีอายุสองร ้อยปีคนหนึ่งให้ได้
เป็ นที่ยอมรับว่าระดับความยากมากกว่าที่ผู้ฝึ กลมปราณอายุ ยี่สิบปีเอาชนะผู้ฝึกลมปราณที่อายุขัยการฝึกตนสองพันกว่าปีเสียอีก ยากกว่ามากนัก
เมื่อก่อนใต้หล้าไพศาลและใต้หล้ามืดสลัว ทั้งสองฝ่ ายไปมาหาสู่ กันน้อยครั้ง ต่อให้มีผู้ฝึกตนใหญ่บางส่วน “แวะเวียนไปเยี่ยมเยือน พอหวนกลับไปที่ใต้หล้าของตัวเองก็ไม่ค่อยชอบพูดถึงเรื่องของบ้าน คนอื่น
มีแค่ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียว ไม่เพียงแต่วิ่งวุ่นอย่างมานะขันแข็ง ยังพูดมากด้วย แน่นอนว่าก็คือเจ้าลัทธิลู่ของพวกเราแล้ว แล้วก็เพราะเจ้าลัทธิสามของป๋ ายอวี้จิงท่านนี้ที่พอมีโอกาสก็จะ ยกยอชื่นชมเผยเปยอย่างสุดกาลัง บอกว่าบุคคลอันดับหนึ่งบนวิถีวร ยุทธของโลกมนุษย์ ในที่สุดก็มีวีรสตรีแล้วช่างเป็ นเรื่องที่สาแก่ใจยิ่ง นัก!
จากนั้นก็ไปที่ยาชาน เป็ นฝ่ ายเอ่ยขออภัยหลินซือผู้นั้นด้วย ตัวเอง หลินเจียงเซียนย่อมไม่ถือสาเรื่องชื่อเสียงจอมปลอมพวกนี้ แต่ ก็ไม่มีทางให้โอกาสเจ้าลัทธิลู่ได้ขึ้นเขามานั่งดื่มเหล้าลงโทษตัวเอง สามจอก
ลู่ซวีใช ้เสียงในใจถาม “โหลวเหมี่ยว ทางฝั่งของเจ้า สรุปแล้วได้ เก็บเศษเครื่องกระเบื้องแห่งชะตาชีวิตของใครบางคนไว้หรือไม่?”
เจ้าสานักโหลวที่ถูกถาม อันที่จริงไม่ต้องตอบก็ได้
กฎระเบียบของที่นี่ก็คือข้อมูลทุกอย่างล้วนต้องรับรองว่า “ตระหนักรู ้ตัวเอง” ว่าทุกอย่างเป็ นความจริงทั้งหมด ห้ามโกหก เด็ดขาด ถึงขั้นที่ว่าไม่อนุญาตให้ใช ้ความจริงส่วนหนึ่งมาสร ้างความ เข้าใจผิดให้กับสมาชิกคนใดก็ตามที่เข้าร่วมการประชุม
เวลาที่โหลวเหมี่ยวจะให้คาตอบก็มักจะลุกขึ้นยืนตามความเคย ชิน เอ่ยอย่างนอบน้อมว่า “มี แต่เป็ นแค่อดีต ข้าได้ให้คนนาไปที่ใต้ หล้าห้าสี มอบให้กับคนผู้หนึ่งของลัทธิเต๋าแล้ว”
ลู่ซวีซักถามต่อ “มอบไปให้เมื่อไหร่?”
โหลวเหมี่ยวตอบ “ตอนที่รู ้ว่าเขาเป็ นอิ่นกวานคนสุดท้าย”
ลู่ซวีหัวเราะหยัน “ร ้อนลวกมือจริงๆ นั่นแหละ”
ลู่ซวียิ้มถาม “ซิ่วหู่ผู้นั้นไม่ได้ทวงของชิ้นนี้จากเจ้าหรือ?”
การค้าขายเครื่องกระเบื้องแห่งชะตาชีวิตของถ้าสวรรค์หลีจู สานักฉงหลินคือผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด แต่ราชสานักต้าหลีที่เป็ นผู้ขาย คนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจยังคงเป็ นราชครูชุยฉาน
ตามหลักแล้วชุยฉานที่ออกมาจากสายของเหวินเซิ่งยังคงถือ เป็ นศิษย์พี่ครึ่งตัวของเฉินผิงอัน ไม่มีเหตุผลให้ต้องสร้างความ ลาบากใจให้เฉินผิงอันในเรื่องนี้ถึงจะถูก
โหลวเหมี่ยวส่ายหน้า “ตั้งแต่ต้นจนจบ ซิ่วหู่ไม่เคยทวงเศษเครื่อง กระเบื้องชิ้นนี้ไปจากส านักฉงหลินของพวกเรา”
ลู่ซวีถามต่ออีกว่า “ดูจากเศษเครื่องกระเบื้องที่อยู่ในมือเจ้าชิ้น นั้น ลองคาดการณ์ถึงเครื่องกระเบื้องที่สมบูรณ์แบบทั้งชิ้น จะออกมา เป็ นวัตถุชนิดใด?”
โหลวเหมี่ยวลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังตอบกลับไปว่า “น่าจะเป็ นที่ทับ กระดาษชิ้นหนึ่ง”
ลู่ซวีถาม “ที่ทับกระดาษที่เอามาทับตาราหรือ? รูปร่างที่แน่ชัด เป็ นอย่างไร?”
โหลวเหมี่ยวยิ้มเจื่อน “ยากที่จะวิเคราะห์ได้”
ลู่ซวีเห็นว่าถามไม่ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ไปมากกว่านั้น เรื่อง ราคาซึ่งเป็ นข้อมูลของการค้าขาย เขาก็ไม่พูดถึงแม้แต่ค าเดียว
พูดคุยกับเจ้าสานักโหลวที่ถูกขนานนามว่าไร ้ศัตรูเทียมทานใน ขอบเขตหยกดิบอย่างเจ้าสองสามคาก็ถือว่าเป็ นการให้หน้าที่ใหญ่ เทียมฟ้ าแก่เจ้าแล้ว
หน้าตาของข้าลู่ซวีมีค่ายิ่งกว่าเงินฝนธัญพืชหลายเหรียญเสีย อีก
ลู่ซวีไม่เป็ นฝ่ ายพูดถึงก่อน โหลวเหมี่ยวที่มองดูคล้ายเป็ น มะพลับนิ่มหลังฤดูใบไม้ร่วงก็ไม่ถามถึงเช่นกัน
การประชุมในอดีต โหลวเหมี่ยวแห่งสานักฉงหลินที่มองดูเหมือน ตาแหน่งอยู่รั้งท้ายกับคนฝั่งตรงข้ามที่หากนับจากด้านหลังสุดมาจะ
อยู่อันดับที่สอง หันอวี้ซู่แห่งส านักว่านเหยาที่มาจากพื้นที่มงคลสาม ภูเขา ก็คล้ายกับเป็ นเทพทวารบาลคู่หนึ่ง
เพียงแต่ว่าไม่เหมือนกับโหลวเหมี่ยว จะดีจะชั่วหันอวี้ซู่ก็คือเซียน เหรินที่มีรากฐานลึกล้าคนหนึ่ง ตาแหน่งอยู่รั้งท้าย แน่นอนว่าไม่ใช่ เพราะขอบเขตของเขาไม่สูงมากพอ แต่เป็ นเพราะมาที่นี่ค่อนข้างช ้า ประสบการณ์ตื้นเขิน
บวกกับที่ปิดภูเขามานานเกินไป ผู้ฝึกตนทาเนียบของสานักที่ ออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกในไพศาลก็มีน้อยมาก ใบถงทวีป ข่าวสารข้อมูลถูกปิ ดกั้น ข้อมูลที่หันอวี้ซู่มีอยู่ในมือก็มีน้อยมาก ดังนั้นจึงทาการค้าแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับคนอื่นได้ยาก
ตอนนี้ลู่ซวีรู ้สึกว่าเรื่องที่ประหลาดที่สุดก็คือเหวยเซ่อยังคงยืนอยู่ ตลอด ไม่ยอมนั่งลงเสียที และต าแหน่งของเขาก็อยู่ติดกับโหลว เหมี่ยวมากพอดี
ฟังบุคคลที่เหวยเซ่อประเมินดีร ้าย ทั้งยังรับฟังเสียงในใจทั้งหลาย ไว้ในหูทั้งหมด นักพรตเฒ่าที่กอดธงจิ๋วไว้ในอ้อมอกก็ยื่นมือมาลูบที่ เท้าแขนเก้าอี้ ทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจัง “เวลาสั้นๆ แค่ร ้อยกว่าปี สามใต้หล้าอย่างไพศาล เปลี่ยวร ้างและมืดสลัวก็เกิดเรื่องขึ้นมากมาย ถึงเพียงนี้ มีคนใหม่ๆ โผล่มามากมายขนาดนี้”
แม้ว่านักพรตจะมีใบหน้าแก่ชรา ทว่ามือทั้งสองข้างกลับใสราว กับหยก
เขาเคยเป็ นเต้ากวานที่ถูกต้องตามระเบียบของใต้หล้ามืดสลัว ครั้งนี้ถือว่าข้ามทวีปเดินทางมา ทว่าเขาไม่ได้มาจากใต้หล้ามืดสลัวที่ ความวุ่นวายเกิดขึ้นทั่วทุกหนแห่ง แต่มาจากดินแดนพุทธะสุขาวดี
คงเป็ นเพราะนักพรตเฒ่ารู ้สึกว่าพวกเขาแต่ละคนพูดจา ระมัดระวัง ต่างก็ไม่กล้าเรียกชื่อของผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ทั้งหลาย ออกมาตรงๆ ฟังแล้วขัดหูนัก นักพรตเฒ่าจึงเรียกสมบัติอาคมแห่ง ชะตาชีวิตชิ้นหนึ่งออกมา คือม้วนภาพยาวที่วาดเป็ นภาพเทพเจ้า ประจ าดวงดาวห้าองค์และยี่สิบแปดนักษัตร ม้วนภาพพลันคลี่กาง ออกมาในเสี้ยววินาที หัวและท้ายต่อเนื่องกันเหมือนวงกลมวงหนึ่ง สามารถโอบล้อมรอบ “ศาลบรรพจารย์” ทั้งแห่งได้พอดี
นักพรตเฒ่าหยิบตะเกียงหมื่นปียาวไม่เกินแขนชิ้นหนึ่งออกมา จากชายแขนเสื้อ โยนมันไปบนพื้นที่ว่างเปล่าง่ายๆ ปล่อยให้มันปัก อยู่บนพื้น ไม่ได้ชักนาให้เกิดภาพเหตุการณ์ประหลาดอะไร หลังจาก นั้นเขาก็เริ่มหลับตาทาสมาธิ
เหวยเซ่อยิ้มเอ่ย “ต่อจากนี้พวกเจ้าพูดจาอะไรก็ไม่ต้องระมัดระวัง เกินไปแล้ว”
รู ้ว่าพวกเขาต่างก็สงสัยใคร่รู ้ในตัวตนของนักพรตเฒ่า แต่เหวย เซ่อกลับไม่ได้ช่วยไขข้อข้องใจให้
ในประวัติศาสตร ์ของใต้หล้ามืดสลัวเคยมีหายนะใหญ่เกิดขึ้น สามครั้ง
เทวบุตรมารนอกโลกออกอาละวาด แฝงตัวเข้ามาในโลกมนุษย์ อย่างลับๆ ถึงกับจาแลงขุนเขาสายน้าในมณฑลแห่งหนึ่งออกมาได้ โดยตรง สุดท้ายเป็ นเหตุให้แผ่นดินของมณฑลแห่งนั้นจมดิ่ง นั่นคือ หายนะครั้งหนึ่ง
ซ่งเหมาหลูศิษย์น้องของอารามเสวียนตูแห่งฉีโจวน าพาโจร ขโมยข้าวสารนับล้านคนบุกมาด้วยพลังอานาจที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร เกือบจะสั่นคลอนรากฐานของป๋ ายอวี้จึงได้ นั่นก็คือหายนะอีกครั้ง หนึ่ง
นอกจากนี้ยังมีหายนะอีกอย่างหนึ่งที่ม้วนหอบไปหลายมณฑล แผ่ลามเดือดร ้อนไปร ้อยกว่าแคว้น คนบาดเจ็บล้มตายไปนับไม่ถ้วน คาบรรยายถึงโศกนาฏกรรมที่เกี่ยวกับสงครามวุ่นวายทั้งหมดใน หนังสือประวัติศาสตร ์ยุคหลัง ต่างก็เคยปรากฏขึ้นบนผืนแผ่นดินของ หลายมณฑล
และนักพรตเฒ่าก็คือผู้ริเริ่มหายนะใหญ่ในครั้งนี้
หายนะสามครั้งที่มาจากฟ้ าดินและคนเกิดขึ้นที่บนฟากฟ้ า ใน ภูเขาและในโลกมนุษย์
มรรคาจารย์เต๋าเคยเอ่ยว่า มนุษย์ปฏิบัติตามแผ่นดิน แผ่นดิน ปฏิบัติตามสวรรค์สวรรค์ปฏิบัติตามเต๋า และเต๋าปฏิบัติตามธรรมชาติ
แต่เขากลับเอ่ยว่า ธรรมชาติปฏิบัติตามเต๋า เต๋าปฏิบัติตามฟ้ า ฟ้ าปฏิบัติตามดิน ดินปฏิบัติตามมนุษย์
เห็นได้ชัดว่าต้องการอยู่ฝั่งตรงข้ามกับมรรคาจารย์เต๋า
หากเขาเป็ นแค่บัณฑิตที่ชายแขนเสื้อมีแต่ลมเย็น หรือเป็ นแค่คน บ้าคลั่งที่ชอบคิดนอกกรอบแหวกแนว นั่นก็ยังพอทาเนา แต่ปัญหา นั้นอยู่ที่ว่าเต้ากวานแห่งมืดสลัวที่ใช ้นามแฝงว่าจางเจี่ยวผู้นี้เคย อาศัยความสามารถที่แท้จริงมาเอาชนะในการโต้วาทีของสามลัทธิ มาก่อน
ปณิธานในชีวิตของคนผู้นี้อยู่ที่การได้ปรับการสอนตาม สถานการณ์และผู้เรียน ผ่านทุกบททดสอบจึงได้ต าแหน่งครูผู้ ยิ่งใหญ่ ในเมื่อเดินไปบนมรรคาของใต้หล้ามืดสลัวไม่ได้นักพรตผู้นี้ จึงไปอยู่ที่ดินแดนพุทธะสุขาวดี
นอกจากเก้าอี้ตาแหน่งประธานสองตัว คนอื่นๆ ที่ควรมาก็มากัน หมดแล้ว คนที่สามารถมาได้ก็มากันครบถ้วนแล้วเช่นกัน
เวลานี้ยังเหลือตาแหน่งว่างอีกสามตาแหน่ง ถูกกาหนดมาแล้วว่า จะไม่มีทางมา
นอกจากสวินยวนกับหันอวี้ซู่แห่งใบถงทวีปแล้ว ยังมีอดีตบุคคล อันดับหนึ่งของเกราะทองทวีปอย่างหวานเหยียนเหล่าจิ่งที่เคยสมคบ คิดกับเผ่าปีศาจ เลือกจะทรยศไพศาล
เพียงแต่ว่าหนึ่งในขุนนางผู้มีคุณูปการซึ่งขัดขวางหวานเหยียน เหล่าจิ่ง วันนี้ก็อยู่ที่นี่ด้วย ก็คือสวีเซี่ยผู้ฝึกกระบี่จากเกราะทองทวีป
ปี นั้ นหากไม่เป็ นเพราะเขากับหันกวงหู่ล งมือด้วย กัน สถานการณ์ของสนามรบในเกราะทองทวีปเกรงว่าก็มีแต่จะยิ่งเละเทะ ไม่เหลือชิ้นดี
นี่คือผู้ฝึ กกระบี่ขอบเขตเซียนเหรินที่อายุไม่ถึงสองร ้อยปี ได้ รับค าเรียกขานอย่างไพเราะจากบนภูเขาว่า “เซียนกระบี่สวีจวิน
ก่อนหน้านั้นสวีเซี่ยอย่าว่าแต่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งใต้หล้าเลย แม้กระทั่งที่ทวีปเกราะทองซึ่งเป็ นบ้านเกิดของตัวเองก็ยังไม่มีชื่อเสียง ใดๆ
สวีเซี่ยนั่งตัวตรง วางกระบี่พาดขวางไว้บนหัวเข่า หลับตาเงียบ งัน
ทุกวันนี้เขาคือเค่อชิงของสกุลหลิวธวัลทวีป รับผิดชอบคอย รับรองเรือข้ามทวีปของสกุลหลิวอยู่ที่ท่าเรือชวีซานอวี๋โจวทางทิศใต้ ของใบถงทวีป
สวีเซี่ยมีความรู ้สึกที่ไม่เลวต่อภูเขาลั่วพั่ว ทั้งยังเคยเข้าร่วมงาน พิธีเปิ ดส านักของสานักกระบี่ชิงผิง กับเผยเฉียนที่เคยออกหมัด สังหารปีศาจอยู่ที่บ้านเกิดของเขา เขาก็ยิ่งชื่นชมมากเป็ นพิเศษ
คราวก่อนได้เจอกับเผยเฉียน เซียนกระบี่ที่หยิ่งทระนงผู้นี้พูดจา นอบน้อมถ่อมตน บอกว่าตัวเองพอจะมีความสัมพันธ ์กับบนภูเขาของ เกราะทองทวีปอยู่บ้าง คราวหน้าที่เผยเฉียนมาเที่ยวเยือนเกราะทอง
ทวีป ในช่วงเวลาที่ไม่สะดวกจะเปิดเผยตัวตนก็ให้บอกชื่อของเขา ออกไป
สวีเซี่ยเข้ามาที่นี่เมื่อหนึ่งร ้อยปีก่อน ได้ครอบครองพื้นที่แห่งหนึ่ง ตอนนั้นเขาเพิ่งจะเลื่อนเป็ นห้าขอบเขตบน
เคยมีบุรุษวัยกลางคนท่าทางประหลาดคนหนึ่ง รูปโฉมของอีก ฝ่ ายไม่ได้โดดเด่น มองตบะตื้นลึกไม่ออก คนผู้นั้นพูดแค่ว่าตนกาลัง ตามหาคนที่เหมาะกับการสยบการาบให้มารับหน้าที่เป็ นผู้ที่คอยถ่วง รั้งขัดขวาง
สวีเซี่ยปฏิเสธการค้าของอีกฝ่ าย ต่อให้อีกฝ่ ายจะชี้เส้นทางใน การบินทะยานให้กับตนก็ตาม
อีกฝ่ ายก็ไม่ได้ท าให้เขาล าบากใจ ถอยไปเลือกในระดับรอง แนะนาให้สวีเซี่ยมาที่นี่บอกว่าสามารถมาเพิ่มพูนความรู ้ที่นี่ได้ ลอง เปลี่ยนมุมมอง มองดูฟ้ าสูงแผ่นดินกว้างใหญ่ของโลกมนุษย์ให้ดี
สวีเซี่ยกับคนผู้นั้นจับคู่เดินทางไปด้วยกันหลายปี ฝ่ ายหลังมักจะ เงียบงันตลอดเส้นทาง น้อยครั้งนักที่จะเปิดปากพูด บางครั้งที่ถามก็ มักจะเป็ นค าถามใหญ่เทียมฟ้ า
สวีเซี่ยไม่คิดว่าผู้ฝึกกระบี่อย่างตนจะสามารถตอบคาถามไขข้อ ข้องใจพวกนั้นได้ ถึงขั้นที่ยังรู ้สึกว่าคาถามเหล่านั้นไม่มีทางที่จะมี คาตอบที่ถูกต้องแม่นยาได้อย่างแน่นอน