กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1129.2 ยี่สิบคนกับเหล่าตัวสารอง (เก้า)
ชายฉกรรจ์ที่มีศาลร ้างศาลเถื่อนอยู่แห่งหนึ่งก็ไม่ยินดีจะพูดคุย ในเรื่องกิจธุระทางบ้านเรื่องนี้แม้แต่ครึ่งคา
แน่นอนว่าอวิ๋นเหมี่ยวต้องรู ้ว่าทาไมสองคนนี้ถึงพุ่งเป้ าเล่นงาน ตน เป็ นเพราะการกระท าของหอเซียนจิ่วเงินที่ฝูเหยาทวีปได้ไป ขัดขวางเส้นทางทาเงินของผู้อื่นเข้า
ทุกวันนี้สายต่างๆ ของสกุลลู่ คนที่มีลาดับอาวุโสเท่าเทียมกับ เขาหรือไม่ก็สูงกว่าเขาหนึ่งรุ่น มีแค่ลู่เสินผู้เป็ นเจ้าประมุขกับลู่จ่าย และลู่เหว่ยสามคนนี้เท่านั้น
ก่อนหน้านี้ถูกเฉินผิงอันจับมือกับผู้ฝึกกระบี่สองคนฟันผ่าตรา ผนึกหนาชั้น ปรากฏตัวที่หอซือเทียน ไปท้าทายถึงที่ ความ เคลื่อนไหวนั้นรุนแรงมาก กระดาษย่อมห่อไฟไม่มิด แล้วก็เพราะสกุล ลู่เองก็ขึ้นชื่อว่าภายในไม่ปรองดองกัน แล้วก็จริงดังคาด เพียงไม่นาน ก็มีข่าวแพร่ออกไป
ตอนนั้นผู้ที่กุมอานาจของสกุลลู่กลุ่มหนึ่งซึ่งมีหน้าที่รับรองแขก พากันเดินออกมาจากหน่วยจือหลัน คนหนึ่งในนั้นก็มีลู่เสินเจ้า ประมุขที่มีรูปโฉมเป็ นเด็กหนุ่ม มีฉายาว่า “เทียนเปียน” ควบหน้าที่ ดูแลสายพิศฟ้ า
ข้างกายมีลู่จ่ายผู้ฝึกตนหญิงที่รูปโฉมธรรมดา ฉายาของนางคือ “ต้าจวี่” รับหน้าที่ดูแลระบบสืบทอดอีกสายหนึ่งที่สถานะถูกปิดบังอา พรางเอาไว้ของตระกูลสกุลลู่ ถูกผู้ฝึ กตนบนยอดเขาเรียกขานว่า “ขุนนางที่ดิน”
ลูกหลานสกุลลู่กลุ่มนี้สามารถไปมาระหว่างโลกมืดกับโลกสว่าง ได้ ถือครองตราเอกสารเดินทางไปเยือนปรโลกนครเฟิงตู เชื่อมโยง ระหว่างมืดกับสว่าง มีความสัมพันธ์ควันธูปที่ดีเยี่ยมกับศาลเทพ อภิบาลเมืองใหญ่แห่งต่างๆ ของใต้หล้าไพศาล
ในฝูเหยาทวีปและเกราะทองทวีปที่สงครามดุเดือดสรรพชีวิต มอดม้วย แม้ว่าลู่ซวีจะไม่ได้มาจากสายนี้ แต่เพียงแค่เพื่อสะสมคุณ ความชอบเพิ่มเติมก็เป็ นฝ่ ายขออาสาออกศึกขณะเดียวกันก็มอบเงิน เทพเซียนก้อนใหญ่ที่เรียกได้ว่าจานวนมหาศาลเทียมฟ้ าก้อนหนึ่ง ถึงได้ท าให้สตรีอย่างลู่จ่ายพยักหน้าตอบตกลง ท าให้มีคุณ ความชอบในโลกมืดเพิ่มมาก้อนหนึ่งบนสมุดสะสมคุณความดี นาพา ขุนนางที่ดินของสกุลลู่ที่เคารพนางดั่งบรรพบุรุษกลุ่มนั้นมุ่งหน้าไปยัง สองทวีปที่ภูเขาสายน้าพังเสียหาย ชักนาวิญญาณวีรบุรุษและผี จ านวนนับพันนับหมื่นให้ข้ามผ่านด่านประตูผี เดินไปบนเส้นทาง น้าพุเหลือง ปืนผ่านเนินสามฉ่อ ขึ้นภูเขาโกวเซียว จากนั้นจึงไปยัง สะพานไน่เหอที่ประกอบขึ้นมาจากโลงศพนับร ้อยล้านโลง ได้ เจอกับ ‘ยายเมิ่ง” ที่ได้ครอบครองร่างแยกพร ้อมกันนับล้านร่าง นี่ก็คือคา
กล่าวในหมู่ชาวบ้านที่บอกว่าไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้าตา ดื่มน้าแกง ยายเมิ่งไปชามหนึ่งก็บอกลากับชาตินี้แล้ว
ภายในของตระกูลสกุลลู่มีสายสืบทอดสิบกว่าสายที่ขึ้นชื่อว่า เป็ นภูเขาที่มีเหล่าแมกไม้ตั้งตระหง่าน ทว่าสายหลักๆ จะมีอยู่สามสาย
นอกจากลู่เสินที่เป็ นสายหลักแล้ว คนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจของอีก สองสายที่เหลือก็คือลู่จ่ายกับลู่ซวี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสู่จ่ายที่ไม่ถูก กับลู่เสินมากที่สุด แต่ไหนแต่ไรมาไม่ว่าสู่เสินจะพูดอะไรนางก็จะต้อง โต้แย้งเสมอ
ลู่ซวีถาม “เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่ติดตามอยู่ข้างกายเจ้า ขุนเขาเฉิน สถานะที่แท้จริงของนาง ยืนยันได้แล้วหรือยัง? สหายทุก ท่านที่นั่งอยู่ที่นี่ มีใครรู ้บ้าง?”
ตามกฎของที่แห่งนี้ การซื้อ “ข้อมูล” จากผู้อื่น จะต้องจ่ายเงิน แต่ราคาที่แน่ชัดคือเท่าไรนั้นสามารถใช ้เสียงในใจปรึกษากันเป็ นการ ส่วนตัวได้
ถูกเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวด่าว่าเป็ นเจ้าโจรเฒ่า นี่ทาให้ลู่ซวี เคียดแค้นอย่างมาก
เพียงแค่เพราะลู่เสินออกคาสั่งเจ้าประมุขซึ่งเปี่ยมไปด้วยปราณ สังหาร ในอนาคตร้อยปี ใครก็ห้ามใช ้ศาสตร ์หยินหยางอนุมานเรื่อง เกี่ยวกับเฉินผิงอันโดยพลการ หากถูกจับได้จะถูกไล่ออกจากตระกูล ทันที
อิงตามกฎประจาตระกูล ผู้ฝึ กตนจะต้องถูกลบความทรงจาทิ้ง “ตัด” เวทคาถาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสกุลลู่ทิ้ง จากนั้นจะถูกโยนไป ไว้ในป่า กลายเป็ นศพเดินได้ที่ยังเหลือจิตวิญญาณที่แท้จริงอยู่เพียง เล็กน้อย
อันที่จริงประโยคนี้ก็คือพูดให้ลู่จ่ายกับลู่ซวีฟัง ตอนนั้นลู่เสินจับ จ้องมองพวกเขาสองคน รอกระทั่งพวกเขาสองคนพยักหน้าแล้ว ลู่ เสินถึงได้หันไปพูดคุยเรื่องอื่น
ลั่วซานยิ้มบางๆ “ข้ารู ้”
ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ลั่วซานใช ้เสียงในใจบอกกล่าวสถานะของเด็ก สาวสวมหมวกขนเตียวออกไปแล้วยังเพิ่มประโยคเตือนลู่ซวีอีกหนึ่ง ประโยค
“วันหน้าหากสหายลู่ออกจากบ้านก็ต้องระวังหน่อย ทางที่ดีที่สุด อย่าได้เผยตัวเพียงล าพังข้างนอก ป๋ ายจิ่งชอบแล้วก็เชี่ยวชาญการ ลอบโจมตีมากที่สุด นางเป็ นผู้ฝึ กกระบี่ก็จริงทว่าวิธีการที่นาง ช านาญก็มีเยอะมาก”
ป๋ ายจิ่งไม่ได้เรียบง่ายเพียงแค่ชอบแย่งฉายาของคนอื่นเท่านั้น
ลั่วซานเหลือบมองเก้าอี้ตัวที่เปลี่ยนคนนั่งคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ได้ เจตนา
ตาแหน่งนั้นเคยเป็ นของสิงกวานหาวซู่ และหนันกวงจ้าวบิน ทะยานเฒ่าที่ถูกผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินยานคนนี้หมายหัวก็ตายไป แล้ว
อันที่จริงลู่ซวีพอจะมีความคิดคร่าวๆ ต่อขอบเขตของเด็กสาว สวมหมวกขนเตียวผู้นั้นแล้ว ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตเซียนเหรินคนหนึ่ง ไม่มีทางที่จะใช ้กระบี่ฟันจิตหยินของลู่เสินในถิ่นของสกุลลู่เองได้ เด็ดขาด
แต่รอกระทั่งแน่ใจในตัวตนของนางว่าเป็ นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบิน ทะยานขั้นสมบูรณ์แบบคนหนึ่ง คือตัวประหลาดเฒ่าที่มีชีวิตอยู่มา หมื่นกว่าปี บวกกับฉายา “ป๋ ายจิ่ง” นี้ ก็ให้ทา ให้ลู่ซวี ใจฝ่ อ (ซวี) อย่างมาก
ลั่วซานพลันถามว่า “คราวก่อนอิ่นกวานหนุ่มไปเป็ นแขกที่สกุล ลู่ พวกเจ้าทุ่มสุดก าลังเพื่อช่วยเขาอนุมานถึงโชคชะตาของฝูเหยา ทวีปอย่างนั้นหรือ?”
ลู่ซวีขมวดคิ้วมุ่น มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ? ลู่เสินคงไม่ได้แอบมี ข้อตกลงลับๆ บางอย่างกับเฉินผิงอัน ฝ่ ายหนึ่งร ้องฝ่ ายหนึ่งรับให้ตน กับลู่จ่ายดูหรอกนะ? ยกตัวอย่างเช่นเฉินผิงอันรับปากลู่เสินเป็ นการ ส่วนตัวว่าอนุญาตให้ฝ่ายหลังได้พิศมรรคาหนึ่งครั้ง?
ลั่วซานคิดคานวณอยู่ในใจ ก่อนจะเอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “ปากนี้ ของอิ่นกวาน แม้กระทั่งผีพรายก็ยังถูกเขาหลอกให้ขึ้นจากน้ามาบน ฝั่งได้จริงๆ”
อวิ๋นเหมี่ยวมีสีหน้าเฉยเมย คาพูดชวนให้สะอิดสะเอียนที่เบาบาง ไม่กี่ประโยค ไยต้องเก็บมาใส่ใจ
เมื่อก่อนคนที่ลู่ซวีชอบจะงัดข้อด้วยก็คือสตรีอย่างเถียนหว่าน
คนหนึ่งคือศิษย์น้องหญิงของ…โจวพูดถึงฟ้ าผู้ที่ได้ครอบครอง แผ่นดินครึ่งหนึ่งของส านักหยินหยางไปเพียงล าพัง อีกคนคือบรรพ บุรุษที่พูดเรื่องดิน ไม่ทะเลาะกันสิถึงจะแปลก
ไม่เป็ นไร แค่รอให้เว่ยจื่อคนรักออกจากด่าน หอเซียนจิ่วเจินก็จะ สร ้างความตื่นตะลึงให้กับคนทั้งใต้หล้าได้แล้ว มีขอบเขตบินทะยาน นั่งบัญชาการ หอเซียนจิ๋วเงินก็จะได้เลื่อนขั้นเป็ นสานักอันดับต้นได้ อย่างแท้จริงแล้ว
แม้ว่าอวิ๋นเหมี่ยวจะไม่ใช่เทพภูเขา แต่เว่ยจื่อคนรักของเขากลับ มีคุณสมบัติที่จะจุดธูปภูเขาหนึ่งดอก คารวะไกลๆ ไปยังฝูเหยาทวีป
พวกเขาเคยใช ้ก าลังอันน้อยนิดของตัวเองแอบช่วยเหลือ อาจารย์เจิ้ง…เจ้าขุนเขาเฉินซ่อมแซมทวีปหนึ่งอย่างลับๆ
เว่ยจื่อคนรักของเขาที่เป็ น “เจ้าของที่ดิน” ได้ครอบครองพื้นที่ มงคลแยนจั้งแห่งนั้น ในอาณาเขตหมื่นลี้มองดูคล้ายเต็มไปด้วยกลิ่น อายแห่งผีน่าสะพรึงกลัว มลพิษสกปรกอบอวลเหล่าผีจับกลุ่มกันอยู่
อาศัย แต่หากใช ้ศาสตร ์มองลมปราณมามอง กลับจะเห็นเป็ นภูเขา ใหญ่สายน้างดงามที่ฟ้ าดินแจ่มกระจ่าง กลิ่นอายแห่งมรรคาเปี่ยมล้น
ตาแหน่งใจกลางสุดของพื้นที่มงคลคือหอสูงแห่งหนึ่งที่ร่ายตรา ผนึกภูเขาสายน้าเอาไว้ สูงตระหง่านเสียดแทงเข้าไปในชั้นเมฆ เว่ ยจื่อผู้เป็ นเจ้าของสามารถสารวจตรวจสอบความเคลื่อนไหว ดึงเอา ปราณขุ่นมัว กาจัดกลิ่นอายชั่วร ้ายออกจากพื้นที่มงคลแยนจั้งจากที่ แห่งนี้
ด าเนินการอย่างยากล าบากมานานหลายปี เงินเทพเซียนที่ทุ่ม ลงไปมีมากมายนับไม่ถ้วน สองสามีภรรยาได้สร ้างนครใหญ่โต โอฬารที่มีระเบียบขึ้นมาหลายแห่ง วิญญาณหยินและภูตผีพักอาศัย อยู่ด้านใน หอเรือนศาลาเรียงราย กลุ่มบุปผาชูช่องดงามดุจผ้าแพร ผู้ฝึกตนของโลกสว่างที่ขอบเขตไม่สูงพอ หากพลัดหลงเข้ามาในนี้ก็ แยกเป็ นตายและมืดกับสว่างไม่ออกเลยสักนิด เห็นได้ชัดว่าเป็ น วิธีการเลิศล้าค้าฟ้ าที่สร ้างโลกสว่างขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง
รอกระทั่งสงครามใหญ่ปิดฉากลง อวิ๋นเหมี่ยวเคยจับมือกับคนรัก แอบไปเยือนที่เกราะทองทวีปและฝูเหยาทวีปอยู่หลายครั้งเพื่อทา ความสะอาดสนามรบ เก็บกวาดเศษชากเละเทะ ใช ้วิชาลับทั้งหลาย มารวบรวมเอาผีที่สูญเสียการเซ่นไหว้จากคนเป็ นในโลกมนุษย์ไป แล้ว รวบรวมเอาวิญญาณหยินดุร ้ายที่จิตวิญญาณที่แท้จริงดับสูญ จึงกลายมาเป็ นผีร ้ายทั้งหลายมาไว้ พาพวกวิญญาณเร่ร่อนนับหมื่น ตนกลับมาที่สานัก ระหว่างนั้นเขากับคนรักต้องเสียปราณวิญญาณ
ที่สะสมไว้ไปนับไม่ถ้วน และระหว่างทางก็มีสมบัติวิเศษที่พังทลายไป เองมากเป็ นร ้อยๆ ชิ้น
ทาให้พันหมื่นภูตผีมี “ที่ไป” การกระทาเช่นนี้ย่อมมีคุณ ความชอบอย่างใหญ่หลวง
ตอนนั้นติดตามอิ่นกวานหนุ่มไปเป็ นแขกในพื้นที่มงคลแยนจัง ด้วยกัน ชิงถึงที่มีอายุขัยการฝึ กตนยาวนานมีความรู ้ที่กว้างขวาง มากกว่า เดาว่าในพื้นที่มงคลมียอดฝี มือสร ้างสะพานข้ามแม่น้า เชื่อมโยงระหว่างโลกมืดกับโลกสว่างขึ้นมา และเซียนหญิงเว่ยจื่อที่ เป็ นเจ้าของพื้นที่มงคลคนนั้นก็คือ “คนแบกหาม” บนภูเขาที่กล่าวถึง ในต านาน
ตอนนี้อวิ๋นเหมี่ยวมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
คนรักช่วยให้พื้นที่มงคลแยนจั๋งสะสมคุณความชอบใกล้จะ สมบูรณ์เต็มที่แล้ว คอขวดของเซียนเหรินก็คลายตัวออก ในขณะที่ กาลังจะฝ่ามิฝ่าทะลุคอขวด เว่ยจื่อก็ได้เริ่มปิดด่านแล้ว
ขอแค่นางออกจากด่านได้ส าเร็จก็จะต้องข้ามพ้นหายนะไปได้ อย่างราบรื่น มีหวังที่จะบินทะยานท่ามกลางเมฆเรื่องรองอย่าง แน่นอน!
แต่ความมั่นใจที่ทาให้อวิ่นเหมี่ยวรู ้สึกว่าการปิดด่านของคนรัก ครั้งนี้ต้องสาเร็จอย่างแน่นอนยังคงมาจากความช่วยเหลือภายนอกที่
เป็ นการ “ตอบแทนน้าใจกลับคืนตามมารยาท” ช่วยให้เว่ยจื่อมี ครบถ้วนทั้งฟ้ าอานวย ดินอวยพรและ “คนสามัคคี” ได้อย่างแท้จริง
ไม่อย่างนั้นไม่ว่าจะเป็ นการบินทะยานพิสูจน์มรรคาของเซียนเห รินคนใดก็ตาม ใครเล่าจะกล้าพูดค าว่า “แน่นอน” ออกมา? ไม่ส าเร็จ อย่างแน่นอนหรือ?
ตอนนั้นอาจารย์เจิ้งกับผู้ติดตามขอบเขตบินทะยานมาเยือน อย่างเงียบเชียบแล้วก็จากไปอย่างลับๆ เกี่ยวกับสถานะจริงเท็จของ เจ้าขุนเขาเฉินกับอาจารย์เจิ้ง เว่ยจื่อเชื่อไปแล้วเกินครึ่ง ถึงอย่างไร นางก็ยังไม่กล้าเชื่อทั้งหมด
ทว่าหลิ่วชื่อเฉิงเจ้าหอแก้วใสแห่งนครจักรพรรดิขาว ก่อนหน้านี้ ได้ปิดบังร่องรอยมาเยือนหอเซียนจิ่วเจินด้วยตัวเอง น าความปาก เปล่ามาบอกแก่คู่รักสองคนนี้
เจ้าหอหลิ่วไม่มองเจ้าหออวิ๋นเหมี่ยวอย่างเต็มตาด้วยซ้า เพียงแค่ มองผีเซียนเว่ยจื่อแล้วบอกว่าเจิ้งตั้นผู้ฝึกกระบี่ที่กาลังจะมารับหน้าที่ เป็ นหุ่นเจ่อของนครจักรพรรดิขาวพวกเขา ในช่วงเวลาที่เป็ นกุญแจ สาคัญ นางจะช่วยออกกระบี่ครั้งหนึ่ง ช่วยให้เว่ยจื่อก้าวข้ามก้าว สุดท้ายที่สาคัญนั้นไปได้ กระทั่งข้ามพ้นทัณฑ์แห่งการสละร่างได้ อย่างราบรื่น
ช่วยให้ผีเซียนเว่ยจื่อพิสูจน์มรรคาบินทะยาน เซียนกระบี่เจิ้งตั้น ก็ได้รับผลประโยชน์เหมือนกัน ต่างคนต่างได้รับผลประโยชน์บนมหา มรรคา
โดยทั่วไปแล้วใครเล่าจะกล้าให้คนนอกมาคอยเจ้ากี้เจ้าการอยู่ ข้างๆ? ตัวเลือกของผู้ที่ปกป้ องด่านคือความส าคัญในส าคัญอีกที ใน เรื่องนี้ผู้ที่ปิดด่านต้องระมัดระวังแล้วระมัดระวังอีก
ปรมาจารย์ในวงการการประพันธ ์ของล่างภูเขาฝากความหวังไว้ ที่อารยธรรมอันสูงส่ง
ผู้ฝึกบาเพ็ญตนก็ยิ่งเท่ากับว่าฝากทั้งชีวิตและทรัพย์สินเอาไว้ให้
ผู้ที่ปกป้ องด่านทั้งต้องขอบเขตสูง แล้วก็ต้องมีคุณธรรมมีน้าใจ กล้ารับเรื่องไว้จัดการแล้วก็ต้องแบกรับภาระหน้าที่ได้ด้วย ในช่วง เวลาที่เป็ นกุญแจสาคัญไม่อาจโยนภาระทิ้ง ยกตัวอย่างเช่นยินดีแล้ว ก็มีศักยภาพมากพอที่จะแบ่งเบาทัณฑ์สวรรค์ไปได้
ช่วยปกป้ องด่านให้กับผู้อื่น ตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว ขอแค่ผู้ ฝึกตนออกจากด่านได้สาเร็จ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ได้ เรียกค่ายกลปกป้ องออกมาใช ้หรือไม่ ก็ล้วนจะได้รับ “ซองแดงซอง ใหญ่” ไปหนึ่งซอง เพื่อให้เป็ นเคล็ดลางอันดีงาม
ในประวัติศาสตร ์มีอยู่หลายคนที่เดิมคิดว่าแค่ทาให้พอเป็ นพิธี เอาซองแดงไปแล้วก็จบเรื่องกัน คาดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน
ระหว่างการปิดด่าน ในขณะที่ทัณฑ์ใหญ่ก าลังจะมาเยือน ผู้ปกป้ อง ด่านเห็นท่าไม่ดีก็ถอนตัวออกไปก่อน เขาก็แค่มอบหลิงจือหยกขาวไปให้แค่ชิ้นเดียวเท่านั้น ส่วนเว่ ยจื่อคนรักก็แค่จุดธูปภูเขาตามความต้องการหนึ่งดอก อาจารย์เจิ้งก็จะให้ขอบเขตบินทะยาน “กลับคืน” มายังหอเซียน
| จิ่วเจินแล้ว! การค้าประเภทนี้ ยิ่งมีมากก็ยิ่งมีประโยชน์! |
ในเมื่อช่วยเว่ยจื่อคนรักของเขาแล้ว ก็ไม่สู้ให้อาจารย์เจิ้งช่วยตน อีกสักคน?
ชี้แนะข้อข้องใจ ประหนึ่งเมฆคล้อยออกมองเห็นแสงตะวัน ไม่ขี้ เหนียววิชาความรู ้ที่แท้จริง มอบเส้นทางที่พุ่งตรงไปยังคอขวดของ ขอบเขตเซียนเหรินให้เขาก็ยังดี
ตอนนั้นเจ้าหอผู้เป็ นเซียนเหรินมองไปยังเจ้าหอหลิ่วผู้นั้นอย่าง น่าสงสาร
หลิ่วชื่อเฉิงกลับมองเซียนเหรินที่ทาสีหน้าประหลาดผู้นี้ด้วยสี หน้าเหลอหรา
คนหนึ่งไม่กล้าได้คืบจะเอาศอก พูดมากเกินแม้แต่ครึ่งคา เพียงแต่ว่าเกี่ยวพันกับอนาคตบนมหามรรคาก็ไม่ยินดีที่จะปล่อย ความหวังอันเลือนรางเสี้ยวนี้ไป
คนหนึ่งเหมือนตกอยู่ในดงเมฆหมอก สรุปว่ามันเรื่องอะไรกันแน่ เจ้าก็พูดมาสิ
ก่อนตายอาจารย์ของอวิ๋นเหมี่ยวเคยทิ้งคาสั่งเสียที่คล้ายกับคา ทานายไว้ประโยคหนึ่งความหมายคร่าวๆ ก็คือบอกว่าระบบสืบทอด ของหอเซียนจิ่วเจินจะต้องเจริญรุ่งเรืองด้วยน้ามือของคนในรุ่นอวิ๋น เหมี่ยว
ไม่ได้หมายถึงตัวของอวิ๋นเหมี่ยวเอง แต่มีคาว่า “คนในรุ่น” เพิ่ม มา นี่ทาให้อวิ๋นเหมี่ยวทั้งวางใจแล้วก็ทั้งกลุ้มใจ
วางใจก็เพราะควันธูปของส านักถูกลิขิตมาแล้วว่าจะต้อง เหนือกว่าในอดีต กลุ้มใจก็เพราะคนที่ “จุดธูปต่อควัน” ไม่ใช่ตัวขอ งอวิ๋นเหมี่ยวเอง
รอกระทั่งเว่ยจื่อผู้เป็ นคนรักจุดธูปทางใจดอกหนึ่งอยู่ในพื้นที่ มงคล อวิ๋นเหมี่ยวก็รู ้แล้วว่าที่แท้อาจารย์ก็คานวณได้ถึงก้าวนี้มานาน แล้ว
มีคนถามอย่างประหลาดใจว่า “ลู่เหว่ยแห่งสายหลัก เขาถูกเรียก ขานว่าเป็ นยอดปราชญ์ที่ชานาญวิชาการทานายและการใช ้กระจก วิเศษมากที่สุดในสกุลลู่ ไม่ได้พิสูจน์มรรคาเป็ นบินทะยานก็ยัง พอท าเนา ไฉนถึงเกือบจะได้แขวนไปด้วยเล่า”
หากไม่เป็ นเพราะคือคนมหัศจรรย์ที่บนร่างสะสมสุดยอดวิชา เอาไว้ ลู่เหว่ยก็ไม่มีทางเป็ นตัวแทนของสกุลลู่แห่งแผ่นดินกลางเข้า ไปในถ้าสวรรค์หลีจูได้
อดทนจนผ่านพ้นการที่ถ้าสวรรค์กลายมาเป็ นพื้นที่มงคล คือ “หายนะที่ฟ้ าดินเชื่อมต่อกัน” ตามค ากล่าวของบนภูเขามาได้ ตาม หลักแล้วลู่เหว่ยที่พอจะมีชื่อเสียงในทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางบ้าง แล้ว ไม่ได้บอกว่าเขาจะต้องพิสูจน์มรรคาเป็ นบินทะยานได้อย่าง แน่นอน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่น่าจะตกต่าจนถึงขั้นที่ต้องวิ่งไป “จุด ตะเกียง” อยู่ในศาลบรรพชนของตระกูลได้
คากล่าวว่า “ได้แขวน” ของบนภูเขา อันที่จริงเพิ่งจะใช ้กัน แพร่หลายได้ไม่ถึงสองร ้อยปีว่ากันว่าชาติสุนัขบางคนเป็ นคนคิดคานี้ ขึ้นมาเป็ นคนแรก ความหมายก็คือกายดับมรรคาสลายแล้ว กลายไป เป็ นภาพแขวนอยู่บนผนังแล้ว
ลู่ซวีกล่าวอย่างขุ่นเคือง “ถูกคนบางคนก่อกวนอยู่เบื้องหลัง ใช ้ กระบี่ฟันเส้นทางอนาคตบนมหามรรคา”
เถียนหว่านยิ้มถามทั้งที่รู ้คาตอบดี “ไม่ทราบว่าคนบางคนที่ว่านี้ คือใครหรือ?”
ลู่ซวีไม่ปล่อยให้สตรีผู้นี้ได้ใจ จึงเอ่ยเย้ยหยันกลับไปว่า “คือบิดา ของเจ้า พอใจหรือยัง?”
เถียนหว่านเบ้ปาก จะให้นางด่าอยู่กับตาเฒ่านี่ตลอดไปก็คงไม่ดี จึงเงียบเสียงลง
บุรุษวัยกลางคนสวมชุดผ้าฝ้ ายพกกระบี่คนนี้
ก็คืออาจารย์เจิง คนเชื่อดาบผู้นั้น
เก้าอี้ที่อยู่ใกล้เคียงคือสตรีท่วงท่าองอาจผึ่งผายคนหนึ่ง นางหัน หน้าไปมองฝั่งตรงข้าม
ฉินปู้ อี๋ยิ้มเจื่อนกล่าว “เป็ นเจ้าเองหรือ?”
อาจารย์เจิงยิ้มบางๆ “เป็ นข้าเอง”
อารมณ์ของฉินปู้ อี๋ซับซ ้อน ใครเล่าจะคาดคิดได้ว่าคนที่นั่งอยู่ ข้างๆ ซึ่งนางคาดเดาสถานะมานานหลายปี แต่ก็ไม่เคยมีเบาะแสใดๆ ให้สืบเสาะ อีกทั้งก่อนหน้านี้ไม่นานทั้งสองฝ่ ายเพิ่งจะเดินทางข้าม ทวีปจากแจกันสมบัติทวีปไปยังใบถงทวีปร่วมกันอยู่นาน
อาจารย์เจิงเอ่ยเย้ยหยันตัวเอง “อย่างข้านี่น่าจะเรียกว่าวิญญาณ ร้ายตามติดกระมัง?”
ฉินปู้ อี๋พลันไม่รู ้ว่าควรจะตอบรับอย่างไรดี
ในอดีตมีเก้าอี้ทั้งหมดยี่สิบสองตัว ฉินปู้ อี๋ใช ้ตัวเลขเป็ นการระบุ ตัวคนทั้งหมด
คนบางคนไม่ว่าจะเป็ นสถานะหรือภูเขาก็ล้วนไม่ต้องคาดเดา จานวนครั้งในการเข้าร่วมการประชุมมีมากเข้า อาศัยค าพูดค าจา
และนิสัยการกระทาของคนเหล่านี้ อันที่จริงก็เท่ากับเป็ นการบอก กล่าวตัวตนอย่างหนึ่งแล้ว
ยกตัวอย่างเช่นหันอวี้ซูเจ้าสานักว่านเหยาที่มาจากพื้นที่มงคล สามภูเขา ยามเข้าประชุม หัวข้อที่เขาจะพูดคุยล้วนล้อมวนอยู่ที่ใบถง ทวีป จะไม่พูดถึงกิจธุระของทวีปอื่นเด็ดขาด
ส่วนโหลวเหมี่ยวแห่งอุตรกุรุทวีป นั่นถือว่าเป็ นกรณีพิเศษ เขา คือคนจาพวกที่ว่าทุกครั้งที่มีบุคคลแปลกหน้าเพิ่มมาที่นี่ก็จะต้องกลัว ว่าคนอื่นจะไม่รู ้ว่าเขาคือเจ้าสานักของสานักฉงหลิน
สมาชิกที่เข้าร่วมการประชุมบางคนต้องไล่ตามเบาะแสเส้นสอง เส้นไป แค่หาม้าตามแผนที่ก็พอจะเดาตัวตนออก อย่างมากก็แค่ว่า ไม่อาจแน่ใจได้เต็มสิบ
ยกตัวอย่างเช่นก่อนหน้านี้ไม่นานฉินปู้ อี๋ก็เดาว่า “ลั่วซาน” หาก นางไม่ได้มาจากภูเขาห้อยหัวก็ต้องมาจากกาแพงเมืองปราณกระบี่
คนกลุ่มที่เหลืออาพรางตัวตนกันได้ลึกล้ามาก แต่ละคนเจ้าเล่ห์ ไม่แพ้กัน สถานะและภูมิหลังในทุกวันนี้ รากฐานมหามรรคาช่วง แรกเริ่มสุด ล้วนเก็บมิดชิด “อาจารย์เจิง” ก็อยู่ในคนกลุ่มนี้ด้วย
ฉินปู้ อี๋ลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยังใช ้เสียงในใจถามว่า “การ ลอบฆ่าที่อารามฉงหยางแคว้นอวี้เซวียน คงไม่ใช่ฝีมือของอาจารย์ เจิงหรอกนะ?”