กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1136.1 ต่างก็เคยท่องเที่ยวในวัยเยาว์
บทที่ 1136.1 ต่างก็เคยท่องเที่ยวในวัยเยาว์
ท่ามกลางแสงสนธยา เมฆสีแดงฉานเหมือนเปลวเพลิงลุกไหม้แถบใหญ่ บนพื้นดินมีแม่น้ำที่ไหลคดเคี้ยวเหมือนงูสีทองตัวหนึ่ง
แสงกระบี่สามเส้นลากเส้นแสงยาวเหยียด ทุกที่ที่ผ่าน ในทะเลเมฆจะต้องมีเสียงครืนครั่นเหมือนเสียงฟ้าร้องอื้ออึง
วิชาการโคจรลมปราณของปราณกระบี่สิบแปดหยุด เติ้งเจี้ยนผิงเรียนได้ไม่ช้าและไม่เร็ว ไม่เร็ว เพราะเปรียบเทียบกับผู้มีพรสวรรค์ด้านวิถีกระบี่ที่โดดเด่นกว่าใครของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ไม่ช้าก็น่าจะเป็นเพราะมีเฉินผิงอันในอดีตเป็นตัวรั้งท้าย
เฉินผิงอันไม่ได้เห็นเซี่ยโก่วเป็นคนนอก อีกทั้งนางยังเป็นคนที่แค่ฟังก็เป็น แค่เป็นก็เชี่ยวชาญตามแบบฉบับ ลองฝึกแค่ไม่กี่รอบ การโคจรปราณกระบี่ก็ไหลลื่นไม่มีติดขัด
หากจะพูดถึงพรสวรรค์ในการฝึกกระบี่ หนิงเหยากับเซี่ยโก่วต่างก็ถือว่ามีเอกลักษณ์เป็นหนึ่งเดียวในกลุ่มของผู้มีพรสวรรค์
เซี่ยโก่วเรียนวิชาบทนี้เป็นแล้วก็พูดชมรากฐานของกำแพงเมืองปราณกระบี่ไปหลายประโยค นี่ทำให้เติ้งเจี้ยนผิงที่คิดว่าตัวเองยังไม่เข้าใจแก่นแท้ของวิชานี้อย่างแท้จริงรู้สึกกดดัน ใช้เสียงในใจถามเฉินผิงอันว่าคุณสมบัติของตนไม่ดีพอใช่หรือไม่
เฉินผิงอันพูดไม่ออก เจ้าเทียบเรื่องคุณสมบัติกับใครไม่เทียบ ดันมาเทียบเรื่องนี้กับเซี่ยอันดับรอง จึงปลอบใจลูกศิษย์ที่เพิ่งรับมาใหม่ไปสองสามประโยค พูดแค่ว่าไม่ต้องรีบร้อน ทำไปตามลำดับขั้นตอน เหมือนการจัดวางกำลังทัพ ปักหลักอย่างรอบคอบมั่นคง
ระหว่างที่ทะยานลม เซี่ยโก่วรู้สึกอยากได้ไม้เท้าไผ่เขียวอันนั้นจึงเอ่ยว่า “เจ้าขุนเขามอบไม้เท้าเดินเขาให้ข้าสักอันสิ? พวกเราคือคนที่ต้องเขียนบันทึกขุนเขาสายน้ำกันทุกวันแล้วนะ”
เฉินผิงอันปฏิเสธไปอย่างละมุนละม่อม “ไม่จำเป็น เจ้าไม่ใช่คนที่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น”
เซี่ยโก่วยังคงไม่ถอดใจ พูดจาหนักแน่นน่าเชื่อถือ “วันหน้าข้าสามารถยุ่งให้มากขึ้นได้”
เฉินผิงอันเอ่ยไปตามตรงว่า “มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าเจ้าเจอกับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง เข้าไปยุ่งก็เหมือนไม่ได้ยุ่ง?”
เซี่ยโก่วอัดอั้นอยู่บ้าง ปากหัวเราะหึหึฮ่าฮ่า ปล่อยหมัดปล่อยฝ่ามือออกไป ต่อยให้ทะเลเมฆบ้างก็เป็นรู บ้างก็เป็นเส้นตรงจำนวนนับไม่ถ้วน
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ถ้าอยากได้จริงๆ คราใดที่เจ้าออกเดินทางเพียงลำพัง รู้สึกว่าตัวเองยุ่งเรื่องของคนอื่นเรื่องสองเรื่องได้ดีแล้ว กลับภูเขามาค่อยมาขอจากข้า”
แต่เฉินผิงอันก็ไม่คิดว่าเซี่ยโก่วจะใส่ใจของชิ้นนี้ เพราะถึงอย่างไรผู้คนและเรื่องราวที่วันนี้คิดถึงคำนึงหา พรุ่งนี้นอนหลับก็ลืมไป มีน้อยเสียเมื่อไหร่
เฉินผิงอันหันหน้าไปพูดกับเติ้งเจี้ยนผิง “ไปถึงที่ภูเขาชิงจิ้งแล้วก็หยุดพักสักครู่ หลังจากนั้นพวกเราค่อยออกเดินทางกันต่อ ทั้งไม่ขี่กระบี่ข้ามทะเลแล้วก็ไม่นั่งเรือโดยสาร ข้าจะสอนยันต์สามภูเขาที่เป็นวิชาลับยุคโบราณให้เจ้า สามารถหดย่อพื้นที่ ข้ามทวีปเดินทางไกลได้ในชั่วพริบตา
ทุกวันนี้ขอบเขตของเจ้าคือโอสถทอง บางทีอาจยังรู้สึกกินแรงอยู่บ้าง แต่มีข้ากับเซี่ยโก่วอยู่ด้วยจึงไม่เป็นปัญหามากนัก ถึงเวลานั้นตอนไปถึงขุนเขาใต้ของแจกันสมบัติทวีป เมื่อจิตวิญญาณกระเพื่อมไหวก็สามารถตรวจสอบจิตวิญญาณและจิตหยินจิตหยางของเจ้าอย่างละเอียดได้พอดี ดูสิว่ามีตรงจุดไหนที่ต้องชดเชยช่องโหว่หรือไม่”
หลังจากที่สอนวิชายันต์และคาถาไปแล้ว เฉินผิงอันก็อธิบายให้เติ้งเจี้ยนผิงฟังถึงกฎและข้อห้ามของการใช้ยันต์สามภูเขาอย่างละเอียด สุดท้ายกำชับเขาอีกประโยคว่าปราณกระบี่สิบแปดหยุดและยันต์สามภูเขาล้วนเป็นวิชาลับของภูเขาลั่วพั่ว อย่าได้แพร่งพรายให้คนนอกรู้ง่ายๆ เติ้งเจี้ยนผิงย่อมจดจำไว้ขึ้นใจ ดูเหมือนว่าก่อนที่จะมาเยือนภูเขาก็รู้สึกเพียงว่าภูเขาสูงตระหง่านโอฬาร แต่พอเข้ามาในภูเขาแล้วถึงเพิ่งรู้ว่าบนยอดเขานั้นมีองค์เทพอยู่
เซี่ยโก่วใช้เสียงในใจพูดคุย “เจ้าขุนเขาเก็บตกของดีได้จริงๆ คุณสมบัติของเติ้งเจี้ยนผิงธรรมดา แต่กลับเหมือนนักพรตของยุคบรรพกาลอย่างมาก จิตที่แสวงหามรรคาเด็ดเดี่ยว จิตแห่งการบรรลุมรรคาบริสุทธิ์ ขอแค่วันใดสติปัญญาเปิดออก การฝึกกระบี่ก็จะเร็วมาก”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “วันหน้าเจ้าก็ชี้แนะให้มากหน่อย ถึงอย่างไรก็จะหลอกเอาไฉอู๋มาเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดอยู่แล้ว มีโอกาสก็ให้เจี้ยนผิงอยู่ฟังด้วย เนื้อหาแบบเดียวกัน สอนทีหนึ่งได้ถึงสองคน ได้กำไรแล้ว”
เซี่ยโก่วรู้เรื่องน่าอายของเจ้าขุนเขาตอนอยู่กับลูกศิษย์ผู้สืบทอดของตนจึงหัวเราะร่า “เจ้าขุนเขาสอนคนมีพรสวรรค์ไม่ได้ ข้าสอนคนไร้พรสวรรค์ไม่ได้ นี่ก็ถือว่าชดเชยข้อเสียกันได้ดี ภูเขาลั่วพั่วนี่สุดยอดจริงๆ”
เฉินผิงอันหัวเราะร่วน “เคยเห็นคนพูดประจบมาก่อน แต่ไม่เคยเห็นใครดึงดันจะพูดประจบเอาใจอย่างเจ้ามาก่อนเลยจริงๆ”
แม้ว่าเติ้งเจี้ยนผิงจะไม่ได้ยินเสียงในใจของพวกเขา แต่หางตากลับสังเกตเห็นสีหน้าอันละเอียดอ่อนของพวกเขา คาดว่าอาจารย์พ่อกับเซี่ยอันดับรองน่าจะกำลังคุยเรื่องใหญ่อะไรกันอยู่กระมัง เติ้งเจี้ยนผิงถอนหายใจอย่างปลงอนิจจังอีกครั้ง ขนบธรรมเนียมของภูเขาลั่วพั่วช่างดีจริงๆ
อยู่ดีๆ เซี่ยโก่วก็ถามขึ้นมาว่า “เจ้าขุนเขาอายุยังน้อยแค่นี้ก็มีจ้าวซู่เซี่ยเป็นลูกศิษย์ปิดสำนักของวิชาหมัดแล้ว เติ้งเจี้ยนผิงคงไม่ได้เป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดคนสุดท้ายในวิถีกระบี่ของท่านหรอกกระมัง?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ทุกวันนี้มีลูกศิษย์ผู้สืบทอดเจ็ดคน พยายามให้มีลูกศิษย์ผู้สืบทอดสิบกว่าคนก็แล้วกัน หากจำนวนมากกว่านี้ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรแล้ว”
ชุยตงซาน เผยเฉียน เฉาฉิงหล่าง จ้าวซู่เซี่ย กวอจู๋จิ่ว หนิงจี๋ เติ้งเจี้ยนผิง ลูกศิษย์เจ็ดคน คนที่เรียนหมัดกับเฉินผิงอัน อันที่จริงมีแค่เผยเฉียนกับจ้าวซู่เซี่ยเท่านั้น
เฉินผิงอันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ รู้สึกว่าต้องเอ่ยเตือนเติ้งเจี้ยนผิงสักคำ “เจ้ามีศิษย์พี่เล็กคนหนึ่งชื่อว่าชุยตงซาน ก็คือเจ้าสำนักคนแรกของสำนักกระบี่ชิงผิง วันหน้าหากเขาพูดเรื่องทำนองว่าต้องการปกป้องมรรคาให้กับเจ้า หรืออยากจะพูดคุยความในใจ พูดคุยเรื่องปณิธานในชีวิตอะไรกับเจ้า เจ้าก็ไม่ต้องไปสนใจเขา ให้อ้างอาจารย์พ่อออกไปได้เลย หรือเจ้าจะไปฟ้องศิษย์พี่หญิงเผยกับศิษย์พี่เฉาก็ได้”
แม้เติ้งเจี้ยนผิงจะไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ยังตอบตกลงอย่างว่าง่าย ระหว่างนั้นเฉินผิงอันได้รับกระบี่บินส่งข่าวฉบับหนึ่ง
เซี่ยโก่วยื่นหน้ามามอง กวาดตาอ่านเนื้อหาสองสามที เป็นจดหมายลับที่เว่ยเย่โหยวเสินจวินผู้เป็นเพื่อนบ้านส่งมาให้ บอกให้เฉินผิงอันพยายามกำหนดวันเวลาที่แน่ชัดบางอย่างมา
ตัวอักษรที่อยู่ช่วงท้ายของจดหมาย เซี่ยโก่วรู้สึกได้เลยว่าความไม่พอใจขุมหนึ่งพุ่งมาปะทะใบหน้า ที่แท้เว่ยเย่โหยวก็เตือนว่าหากยังถ่วงเวลาไปอีก หากตัดสินใจได้อย่างเด็ดเดี่ยวแล้วว่าจะชะลอไปก่อนก็ไม่เป็นไร รบกวนเจ้าขุนเขาเฉินไปแจ้งกับฮ่องเต้ด้วยตัวเองสักคำ อย่าได้ให้เขาเว่ยป้อต้องวางตัวลำบากเช่นนี้
พูดง่ายๆ ก็คือขอแค่เฉินผิงอันกำหนดวันเวลาไว้ได้แล้ว ทางราชสำนักต้าหลีก็จะกำหนดกำหนดการอย่างเป็นรูปธรรมทันที ตำแหน่งราชครูที่ว่างเว้นมานานหลายปี เก้าอี้ตัวเก่าที่อยู่ในห้องประชุมเล็กห้องทรงพระอักษรของเมืองหลวงตัวนั้นก็จะมีเจ้าของคนใหม่ที่ถูกต้องชอบธรรมได้แล้ว
เฉินผิงอันเก็บจดหมายลับสอดไว้ในชายแขนเสื้อเงียบๆ เซี่ยโก่วถามหยั่งเชิงว่า “เจ้าขุนเขาไม่ตอบกลับหรือ? เขียนสองสามประโยคตอบรับอย่างขอไปทีก็ยังดีนะ เว่ยเย่โหยวเองก็ไม่ง่ายเลย”
อาจารย์ผู้เฒ่าจูเอ่ยประโยคที่เป็นธรรม บอกว่าเว่ยเสินจวินเหมือนทำงานระยะยาวให้กับภูเขาลั่วพั่ว ประเด็นสำคัญคือนายท่านเจ้าของที่ดินยังไม่เคยให้เงินเดือนด้วย
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “พอกลับไปถึงพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่เนินฝูเหยาจะกำหนดวันเวลาที่แน่นอนทันที หึ เป็นถึงเย่โหยวเสินจวินแล้ว จะต้องรีบร้อนทำไม”
ต้องเป็นก่อนหน้าวันที่ห้าเดือนห้าแน่นอน ถึงอย่างไรต่อให้ช้าแค่ไหนก็ช้าไม่เกินวันนี้
เซี่ยโก่วกระจ่างแจ้งในฉับพลัน ดูเหมือนว่าตอนนั้นเจ้าขุนเขาต้องพูดอยู่นาน ไม่ว่าอย่างไรก็โน้มน้าวให้เว่ยป้อรายงานฉายาเทพเย่โหยวไปให้ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางไม่สำเร็จผลลัพธ์ล่ะ?
เฉินผิงอันกล่าว “เจ้าก็รู้ว่าทางราชสำนักต้าหลีมีข้อเรียกร้อง หวังว่าทางฝั่งของข้าจะจัดขบวนให้ใหญ่โตสักหน่อย พาคนที่ต่อสู้เก่งไปด้วยสักสี่ห้าคน แต่ตอนนี้ข้ายังลังเลอยู่ว่าควรจะพาพวกเจี้ยนผิงไปด้วยกันดีหรือไม่”
เติ้งเจี้ยนผิงประหลาดใจมาก คิดไม่ถึงว่าอาจารย์พ่อจะนับถือเฉาสือที่เป็นคนวัยเดียวกันขนาดนี้? จำได้ว่าที่อุตรกุรุทวีปบ้านเกิด ผู้ฝึกยุทธที่แพ้หมัดแต่ไม่ยอมจำนน แม้ใจจะยอมแพ้ แต่ปากกลับไม่ยอมอ่อนข้อให้
จิตใจที่สงบนิ่งของผู้ฝึกยุทธเฉาสือ ความใจกว้างของผู้ฝึกกระบี่โฉวเหมียว การลงมือทำจริงของเวินอวี้ลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อ ฯลฯ… เฉินผิงอันล้วนรู้สึกนับถือพวกเขาจากใจจริง แน่นอนว่ายังมีหลิวจิ่งหลงเซียนสุราแห่งพสุธาด้วย
เซี่ยโก่วตบหัวใจตัวเองเบาๆ ฮ่า เจ้าขุนเขา หากพูดเช่นนี้ เฉาสือก็เหมือนกับข้ามากน่ะสิ ออกจากบ้านไปอยู่ข้างนอกไม่โอ้อวดความสามารถ เข้ากับคนอื่นได้ง่าย
เติ้งเจี้ยนผิงมีความรู้สึกประหลาด ปลุกความกล้าถามว่า “อาจารย์พ่อกับเฉาสือมีความสัมพันธ์คล้ายเพื่อนคล้ายศัตรูบนวิถีวรยุทธหรือ?”
เฉินผิงอันเงียบไปพักใหญ่ เกี่ยวกับเรื่องนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดความในใจออกมา เอ่ยเนิบช้าว่า “ข้าอยากชนะเขา แต่ก็กลัวว่าเขาจะแพ้ด้วย”
เติ้งเจี้ยนผิงยังไม่อาจทำความเข้าใจความคิดของเฉินผิงอันได้ เซี่ยโก่วจับประคองหมวกขนเตียว ช่วยอธิบายให้ฟังว่า “อยากชนะมาก ก็เพราะว่าเป็นผู้ฝึกวรยุทธ ใครเล่าจะไม่อยากช่วงชิงอันดับหนึ่ง ใครเล่าจะอยากเป็นอันดับสอง ไม่อยากชนะ เพราะกลัวว่าจุดที่สูงที่สุดบนวิถีวรยุทธได้อยู่ใต้ฝ่าเท้าของตัวเองแล้ว และจะหยุดอยู่แค่ตรงนี้ หากข้าแข็งแกร่งมาก เบื้องหน้าจุดที่สูงกว่ายังคงมีคนที่แข็งแกร่งกว่า มหามรรคาสายนี้ก็คือยังเดินไปไม่ถึงยอดสูงสุด ยังสามารถเดินต่อไปได้อีก ไม่ใช่คนที่ชอบเรียนหมัดอย่างแท้จริงก็ไม่มีทางพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้”
เติ้งเจี้ยนผิงไม่ใช่คนโง่ เพียงไม่นานก็สัมผัสได้ถึง ‘ความผิดพลาดทางภาษา’ จึงถามว่า “ตัวเองเป็นที่หนึ่งก็ไม่สามารถยกระดับความสูงของวิถีวรยุทธได้หรือ?”
เฉินผิงอันยิ้มพยักหน้า
เซี่ยโก่วทอดถอนใจ “ดังนั้นถึงได้บอกว่าเจ้าไม่ใช่คนที่เหมาะจะฝึกวรยุทธ มรรคาฝึกด้วยตัวเอง วรยุทธเรียนเอาจากภายนอก ยุทธภพที่ไม่มีศัตรูคู่อาฆาตกับคู่ปรับก็ไม่มีความหมายแล้ว จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่รังแกเด็กกลุ่มหนึ่ง”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “จะว่าไปแล้วก็ยังเป็นเพราะไม่มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะเฉาสือได้”
เซี่ยโก่วเดินหันข้าง ยกสองมือขึ้นยกนิ้วโป้งให้เจ้าขุนเขาบ้านตนเลียนแบบท่าของหมี่ลี่น้อย “ใจกว้าง!”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ดื่มเหล้าอย่าได้เหมือนเว่ยเซียนเกินไป”
เซี่ยโก่วกุมท้องหัวเราะก๊าก เว่ยเซียนเป็นคนที่ค่อนข้างน่าสนใจ มักจะชอบพูดว่าคุณสมบัติของไฉอู๋ดีเหมือนความคอแข็งของเขา ทำเอาตอนที่ไฉอู๋เลื่อนเป็นขอบเขตหยกดิบได้ในก้าวเดียว กลับกลายเป็นว่าตัวนางมึนงงยิ่งกว่าใครทั้งนั้น
ได้ยินมาว่าเจ้าขุนเขาของภูเขาลั่วพั่วมาเยี่ยมเยือนอีกครั้งแล้ว เหล่านักพรตที่อยู่ในตำหนักพยัคฆ์เขียวก็รู้สึกอารมณ์ซับซ้อน ช่วงนี้ดูเหมือนว่าบรรพจารย์เจ้าตำหนักจะยังไม่ได้เปิดเตาหลอมโอสถนี่นา
ลู่ยงเจ้าอารามกำลังนั่งตกปลาอยู่ข้างสระมังกรเก่าแก่กับนักพรตน้อยคนหนึ่งที่มีศักดิ์เป็นศิษย์หลานของตัวเอง จ้าวจูผู้เป็นลูกศิษย์ที่มีฉายาว่า “เซียนซิ่ว” เป็นคนนำข่าวนี้มารายงาน
จ้าวจูคือลูกศิษย์ผู้เป็นที่ภาคภูมิใจที่เจินเหรินผู้เฒ่าฝากความหวังไว้ให้มากที่สุด ส่วนนักพรตน้อยก็คือลูกศิษย์ผู้สืบทอดที่จ้าวจูให้ความสำคัญที่สุด เด็กน้อยคนนี้เป็นเขาพาขึ้นเขามาด้วยตัวเองระหว่างออกเดินทางเมื่อหลายปีก่อน มีน้ำใจมีคุณธรรมบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ขึ้นเขามาฝึกตนแค่ห้าปี ลู่ยงก็มักจะมาถ่ายทอดวิชาให้เขาด้วยตัวเองเป็นประจำ บอกว่าความสามารถของเด็กคนนี้เหมาะแก่การหลอมยาอย่างมาก
นักพรตน้อยมีความคิดเรียบง่าย นักพรตในอารามต่างก็พูดกันว่าอาจารย์ปู่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับอิ่นกวานหนุ่ม อีกทั้งอาจารย์ยังเป็นเค่อชิงของภูเขาลั่วพั่ว ถ้าอย่างนั้นเขาก็ย่อมรู้สึกใกล้ชิดกับเซียนกระบี่เฉินได้อย่างเป็นธรรมชาติ ถูกอาจารย์ปู่จูงมือเอาไว้ เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นถามด้วยสีหน้าจริงจัง อาจารย์ปู่ ยาในอารามของพวกเรายังมีเหลือไหม? อย่าให้เจ้าขุนเขาเฉินต้องกลับไปมือเปล่าเชียวนะ