กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1144.1 วันไหนไม่ใช่วันเทศกาลโคมไฟ
บทที่ 1144.1 วันไหนไม่ใช่วันเทศกาลโคมไฟ
เฉินผิงอันแห่งใต้หล้าไพศาล ภูเขาลั่วพั่วแห่งแจกันสมบัติทวีป ได้กลายมาเป็นสถานที่ที่สำนักการทหารจำเป็นต้องช่วงชิงอย่างที่มองไม่เห็น
ก็เหมือนอย่างนครยักษ์ใหญ่โตโอฬารที่ถูกเรียกขานว่าเป็นเอวและแขนของใต้หล้า (เปรียบเปรยว่าเป็นเสาหลัก เป็นกำลังสำคัญ) แห่งนั้นที่ต่อให้เจ้าจะมีกำลังอำนาจมากแค่ไหนก็ยังอ้อมผ่านไปไม่ได้ หากอยากรู้คำเฉลยของปริศนา ต้องถามภูเขาลูกนี้และคนผู้นี้
ซิ่วไฉเฒ่าทั้งเป็นกังวลทั้งกลัดกลุ้ม สูดจมูกเบาๆ คล้ายกับว่าเปิดตำราพิชัยยุทธ์เล่มหนึ่งแล้วได้กลิ่นควันปืนฉุนเข้มข้น แบบนี้จะทำอย่างไรดี?
นี่เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก เสี่ยวโม่กับเซี่ยโก่วรีบเร่งรุดมาที่เรือนก็ได้ยินซิ่วไฉเฒ่าเอ่ยเตือนว่า
“เสี้ยนหยาง จำไว้ว่าอย่าได้ทำอะไรบุ่มบ่าม”
หลิวเสี้ยนหยางจงใจตีหน้าเคร่ง
“วางใจเถอะ มือดาบมือขวานก็ยังต้องรอเห็นการขว้างจอกเป็นสัญญาณก่อนแล้วค่อยฟันคน”
เซี่ยโก่วรู้สึกนับถือพลังตบะอันหนักแน่นของหลิวเสี้ยนหยางอย่างมาก ไอ้หมอนี่ช่างใจกว้างใจใหญ่เหลือเกิน เจ้าเจียงเซ่อผู้นั้นคิดจะมาก็มา เจ้าขุนเขาบ้านตนบอกว่าจะตีกันก็ตีกันเลย ล้วนไม่ใช่คนขี้เกรงใจอะไรกันทั้งคู่
มาเยือนมือเปล่า เดิมทีก็เป็นที่ชิงชังของคนอื่นอยู่แล้ว พวกเจ้ากลับดีนัก ไม่รู้จักถนอมโอกาสในการได้นับญาติกันก็ช่างเถิด กลับยังทำตัวเหมือนผีทวงหนี้อย่างไรอย่างนั้น เรื่องนี้กลายมาเป็นแบบนี้ไปแล้ว จะยุติกันอย่างไรล่ะ? เซี่ยโก่วอัดอั้นตันใจยิ่งนัก อดไม่ไหวเหลือบมองอู๋เหยียนไปแวบหนึ่ง ฝ่ายหลังยังคลี่ยิ้มขออภัยอย่างเป็นมิตรมาให้
“ขอโทษด้วย เดือดร้อนสหายแล้ว”
ซิ่วไฉเฒ่าหลุดหัวเราะพรืด ตบแขนของหลิวเสี้ยนหยาง
“อย่าได้เอาแต่รู้สึกว่าตัวเองติดค้างอะไรเฉินผิงอันอยู่เสมอ”
เรือนส่วนตัวของตัวแทนเจ้านครแห่งนครหลิงซี ตอนนี้ก็เป็นสภาพการณ์ของผู้ฝึกตนหญิงอู๋เหยียนที่กระอักกระอ่วนที่สุด ตอนที่เพิ่งขึ้นเรือมานั้น บางทีนางอาจจะยังถือว่าเป็นคนนอกครึ่งตัวได้ ทว่าตอนนี้กลับถือเป็นศัตรูครึ่งตัวแล้ว
สตรีออกเรือนแล้วมองไปทางเผยเฉียนอยู่หลายครั้ง ทว่ากลับเป็นความปรารถนาของนางฝ่ายเดียว ไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ บางทีอาจเป็นเพราะได้มองเผยเฉียนมากหน่อย อู๋เหยียนก็รู้สึกพึงพอใจแล้ว ไม่ใช่เพราะรูปโฉมที่แค่คนอื่นได้เห็นก็รู้สึกว่างามสะกดใจ ทรงผมมวยกลมกลางกระหม่อมเผยให้เห็นหน้าผากนูนสูง คิ้วเรียวยาว สีหน้าที่เย็นชา แต่เป็นเพราะต่อให้เจอกับสถานการณ์ที่ตั้งตัวไม่ทันเช่นนี้ เผยเฉียนก็ยังคงมีสีหน้าเด็ดเดี่ยวหนักแน่น ไม่มีท่าทางหดหู่สิ้นหวังราววิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง
คงเป็นเพราะในสายตาของอู๋เหยียน สตรีที่โดดเด่นเช่นนี้ ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาร้อยปีล่าสุด ไม่ใช่แค่ใต้หล้าไพศาลเท่านั้น แต่ต้องบอกว่าเป็นไม้เด่นเกินไพรเท่าที่โลกมนุษย์จะเคยมีประวัติศาสตร์มา ยิ่งเผยเฉียน “ได้ดิบได้ดี” ก็ยิ่งทำให้อู๋เหยียนรู้สึกละอายใจ พอมายืนอยู่ตรงข้ามนางก็ยิ่งพูดอะไรไม่ออก
หลิวเสี้ยนหยางเงียบไปพักหนึ่งก็เอ่ยว่า
“อาจารย์สวินอาจคิดไปคนละทางแล้ว หากจะบอกว่ายอมพลีชีพเพื่อสหาย ต่อให้ต้องทุ่มชีวิตออกไปก็ไม่เสียดาย เฉินผิงอันทำได้ ข้าเองก็ย่อมทำได้ ดังนั้นข้าจึงไม่รู้สึกว่าติดค้างอะไรเฉินผิงอัน ไม่มีความจำเป็น มาเจอสหายที่ไม่เป็นโล้เป็นพายอย่างข้า ควรต้องบอกว่าเป็นความซวยของเขาเฉินผิงอัน หลิวเสี้ยนหยางควรพูดอะไร ควรทำอะไร ควรอยู่ร่วมกับสหายอย่างไร ข้าล้วนรู้ดีอยู่ในใจ ไม่เคยเปลี่ยนไป ทว่าหลายปีที่ผ่านมานี้ พอคิดถึงว่าปีนั้นเขาต้องขอร้องคนอื่นไปทั่ว ขอให้เถ้าแก่ร้านยาตระกูลหยางช่วยคน ขอใบไหวมาจากหวังจูที่เป็นเพื่อนบ้าน ขอความยุติธรรมจากผู้ตรวจการซ่งจ่างจิ้ง ในใจข้าก็รู้สึกแย่นัก”
ซิ่วไฉเฒ่ายิ้มรับหนึ่งที ยกมือขึ้นกำเป็นหมัด สีหน้าเลื่อนลอยไปครู่หนึ่งก็เอาหมัดทุบลงบนหัวใจเบาๆ
“รู้สึกแบบเดียวกัน ข้าเองก็หลังจากที่ผ่านมานานมากแล้วถึงเพิ่งจะรู้ว่าลูกศิษย์ที่หยิ่งทระนงเช่นนั้น เพียงแค่เพื่อช่วยให้อาจารย์ขายตำราได้ร้อยเล่มก็ต้องก้มหัวดื่มสุราคารวะคนอื่นบนโต๊ะสุรา ทุกครั้งที่คิดถึง ในใจก็รู้สึกแย่เหลือเกิน”
ท่ามกลางวันเวลาอันยากลำบากที่สวมและเปลี่ยนรองเท้าสานคู่แล้วคู่เล่าเดินผ่านมา การดำรงอยู่ของหลิวเสี้ยนหยาง สำหรับเฉินผิงอันแห่งตรอกหนีผิงแล้วก็เหมือนใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางฤดูหนาวที่อากาศเยียบเย็นมาโดยตลอด ทว่าต่อให้ฟ้าจะเป็นสีเทาขมุกขมัว ไม่เคยมองเห็นอนาคตได้อย่างชัดเจน แต่ส่วนลึกในใจกลับรู้ดีว่าบนท้องฟ้านั้นก็คือดวงอาทิตย์
ไม่เพียงแค่เฉินผิงอันเท่านั้น ชีวิตของคนอีกมากมายที่มีชาติกำเนิดคล้ายคลึงกัน สิ่งที่ประสบพบเจอเหมือนๆ กัน ก็เหมือนเดินอยู่ในตรอกเล็กที่ทั้งแคบและมืดมนอย่างยาวนาน บางครั้งที่เงยหน้ามองฟ้าก็มักจะมีแสงเส้นหนึ่งส่องมาอยู่เสมอ เหมือนเป็น…ทางออก
หลิวเสี้ยนหยางถามออกไปตรงๆ
“เจียงเซ่อคิดอย่างไรกันแน่?”
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่นักพรตบรรพกาลที่เขียนปฏิทินเหลืองขึ้นมากับมือตัวเองอย่างพวกเสี่ยวโม่ ป๋ายจิ่ง เรื่องของนิสัยใจคอของมนุษย์ มีเพียงประสบพบเจอกับตัวเองมาก่อนเท่านั้นถึงจะให้ข้อสรุปได้ หากคิดอยากจะนับญาติกับเผยเฉียนจริงๆ ไฉนต้องจงใจผูกปมแค้นกับเฉินผิงอันด้วยเล่า
ใบหน้าซิ่วไฉเฒ่าเต็มไปด้วยความลำบากใจ
“หากจะถามว่าทำไมต้องเป็นคนดีที่ทำเรื่องดี สืบสาวราวเรื่องกันแล้วก็เป็นความคิดอย่างหนึ่ง หากจะถามว่าทำไมถึงทำเรื่องไร้เหตุผลเข้าใจยาก ก็เป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีเหตุผลนานัปการซ่อนอยู่”
ต่อให้คนรักของเจียงเซ่อยังอยู่ตรงนี้ด้วย เสี่ยวโม่ก็ยังพูดจาไม่เกรงใจกันนัก
“เดาง่าย ก็หนีไม่พ้นว่าเจียงเซ่อเห็นยศของปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารสำคัญที่สุด ไม่ได้เห็นเผยเฉียนสำคัญ”
และนี่ยังเป็นเพราะมีเผยเฉียนอยู่ด้วย เสี่ยวโม่จึงข่มกลั้นไว้ไม่พูดแรงกว่านี้ ในยุคบรรพกาลอันห่างไกล คำกล่าวที่ว่าผู้ฝึกบำเพ็ญตนมีความคิดที่หนักแน่นต่อการแสวงหามรรคา มีจิตแห่งมรรคาที่บริสุทธิ์ก็ไม่ใช่ถ้อยคำที่ไพเราะเกินจริงอะไรเลย ไม่ได้ถูกความดีความเลวมากมายรบกวนอย่างคนรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็นการกำราบจิตใจที่เตลิดเหมือนวานรเหมือนม้าพยศของลัทธิพุทธ หรือจะเป็นการสังหารสามอสุภะของลัทธิเต๋า หรือจะเป็นการสรุปรวมของผู้หลอมลมปราณ ก็สรุปไว้ในคำเดียวว่า “จิตมาร” ล้วนเป็นโจรตัวฉกาจบนเส้นทางของการฝึกตน คือ “โจรในภูเขา” ที่จะพบเจอระหว่างทางที่แสวงหาความเป็นเซียน
“ห้าพันถ้อยคำของมรรคาจารย์เต๋า มีประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่า การลดส่วนเกินและชดเชยส่วนขาด เป็นวิถีแห่งสวรรค์ ส่วนวิถีแห่งมนุษย์นั้นมักจะไม่อาจลดสิ่งที่ตัวเองขาดเพื่อชดเชยส่วนเกินให้ผู้อื่น มีเพียงผู้ที่ปฏิบัติตามวิถีแห่งมรรคาเท่านั้นที่สามารถมอบส่วนเกินชดเชยให้กับใต้หล้า”
หลิวเสี้ยนหยางพยักหน้า
“นี่ก็คือหลักฐานที่สนับสนุนคำกล่าวว่า “การถวายบูชา” ของตระกูลเซียนบนภูเขาในทุกวันนี้”
ฟ้าให้กำเนิด ดินหล่อเลี้ยง นี่ก็คือการมอบให้ ขึ้นเขาฝึกตน ต้องมอบกลับคืน การติดหนี้และใช้หนี้ประเภทนี้สมเหตุสมผลตามหลักฟ้าดินที่สุดแล้ว
ซิ่วไฉเฒ่าเอ่ยอย่างเสียใจ
“โลกมนุษย์มีผู้ที่มีเกินอยู่มากมาย ส่วนผู้ที่ขาดกลับไม่มีพื้นที่ให้หยัดยืน คนจำนวนน้อยที่สุดกลับได้ครอบครองสิ่งของไปมากที่สุด นี่ก็คือหัวหนักเท้าเบาอย่างหนึ่ง เหมือนคนเจ็บป่วยที่สะลึมสะลือมึนงง การโคจรแห่งมรรคากลับไม่เคยหยุดนิ่ง ดังนั้นหากฟ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่ก็มักจะมีลางบอกเหตุล่วงหน้า มีภาพเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นมากมาย ที่นาของตระกูลชนชั้นสูงล่างภูเขา ปราณวิญญาณในภูเขาสายน้ำจะตกไปเป็นของใคร ทรัพย์สินเงินทองในโลกมนุษย์ เงินเทพเขียนบนภูเขา ฯลฯ ล้วนถูกสลายไปหมดสิ้น แล้วค่อยมีการจัดวางใหม่อีกครั้ง”
“ดังนั้นจึงมีการสลายมรรคาของบรรพจารย์สามลัทธิ เพื่อพยายามสร้างความสงบให้กับฟ้าดิน ปรับหยินหยางให้สมดุล ทุกเรื่องล้วนยากที่การเริ่มต้น พวกเขาอยากจะเขียนตอนจบให้กับตำราเก่าที่เขียนมานานแล้วหมื่นปี สร้างบทใหม่ให้กับโลกมนุษย์ เขียนบทนำที่นับว่าค่อนข้างสวยงามเพื่อให้เป็นการเริ่มต้นที่ดี”
ในที่สุดอู๋เหยียนก็เปิดปากพูด ประโยคนี้มีน้ำหนักมาก
“ยิ่งต้องการให้มีคนมาช่วยผดุงความเป็นธรรมแทนวิถีแห่งสวรรค์”
ปีนั้นโจวมี่แห่งเปลี่ยวร้างก็มีความคิดเช่นนี้ ทุกวันนี้จางเฟิงไห่ของใต้หล้ามืดสลัวก็น่าจะคิดแบบเดียวกัน วิธีการไม่เหมือนกัน เส้นทางมีความแตกต่าง แต่กลับมีปณิธานใหญ่ที่ไม่ต่างกัน
หลิวเสี้ยนหยางหาที่เหมาะๆ ได้ก็เอนหลังพิงเสาระเบียง ยกสองแขนขึ้นกอดอก เริ่มหลับตาสมาธิ
เซี่ยโก่วเอ่ยประโยคเป็นธรรมที่อาจตกเป็นที่ต้องสงสัยว่าส่งเสริมปณิธานของผู้อื่น แต่ลดเกียรติของตัวเองด้วยท่าทางกระอักกระอ่วนว่า
“ไม่ว่าจะอย่างไร เจียงเซ่อก็คือบุคคลอันดับสี่หลังผ่านศึกเดินขึ้นฟ้า ก่อนถูกร่วมสังหารสละร่างไปเกิดใหม่”
ถึงอย่างไรเจียงเซ่อก็เป็นบุคคลอันดับที่สี่ที่นักพรตทุกคนในโลกยุคบรรพกาลให้การยอมรับ ดังนั้นความนัยนอกเหนือจากคำพูดของนางจึงเรียบง่ายอย่างยิ่ง บรรพจารย์สำนักการทหารอย่างเจียงเซ่อต่อสู้เก่งมากจริงๆ เจ้าขุนเขาท่านต้องระวังหน่อยนะ ไม่ต้องหวังว่าจะชนะ แค่รอดชีวิตมาได้ก็ถือว่าชนะแล้ว