กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1144.2 วันไหนไม่ใช่วันเทศกาลโคมไฟ
บทที่ 1144.2 วันไหนไม่ใช่วันเทศกาลโคมไฟ
หากตบะของเจียงเซ่อไม่ได้เรื่อง ปีนั้นมรรคาจารย์เต๋าจะต้องลงสนามรบด้วยตัวเองถึงกับจำต้องจับคู่เข่นฆ่ากับเจียงเซ่อตัวต่อตัวหรือ?
แต่ไหนแต่ไรมาผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่งก็มองตัวเองสูงส่งมาโดยตลอด แต่กลับไม่รู้สึกว่าตัวเองมีคุณสมบัติที่จะงัดข้ออะไรกับมรรคาจารย์เต๋า ไม่มีความคิดใดๆ เลยแม้แต่น้อย
เซี่ยโก่วใช้สายตาบอกเป็นนัยอยู่หลายครั้ง ซิ่วไฉเฒ่าทำไมท่านถึงไม่ยกจอมปราชญ์น้อยออกมาอีกรอบเล่า? รบกวนครั้งหนึ่งคือรบกวน ติดค้างน้ำใจสองครั้งก็คือติดค้างเหมือนกันไม่ใช่หรือ ชายหญิงในยุทธภพอย่างพวกเราสนใจแต่จะได้ตอบแทนบุญคุณชำระความแค้นอย่างสาแก่ใจ ไยต้องมาทะนุถนอมหน้าตาให้เกินเหตุด้วยเล่า
แต่ดูเหมือนว่าซิ่วไฉเฒ่าจะไม่สังเกตเห็นถึงการบอกเตือนเป็นนัยจากเซี่ยโก่ว เพียงแค่จัดระเบียบเสื้อผ้าตามจิตใต้สำนึก พึมพากับตัวเองว่า
“จุดที่ล้ำค่าและน่าเคารพมากที่สุดก็คือก่อนจะเกิดศึกเดินขึ้นฟ้า วีรชนผู้กล้า นักปราชญ์ เหล่านักพรตเหล่าบัณฑิตผู้ล่วงลับทั้งหลายเหล่านั้น พวกเขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดมาได้ พวกเขาไม่สนใจเลยว่าโลกยุคหลังจะจำชื่อ จำฉายาของพวกเขาได้หรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือพวกเขายิ่งไม่เคยคิดว่าพวกเขาจะคว้าชัยชนะได้!”
หยุดไปครู่หนึ่ง ซิ่วไฉเฒ่าก็หันไปมองเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว ยิ้มถามว่า
“แม่นางเซี่ย ปีนั้นในฐานะสตรีคนแรกที่ขึ้นไปถึงสรวงสวรรค์ หลังเก็บกระบี่แล้ว ในใจของเจ้าคิดอย่างไร?”
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง
“ความคิดเรียบง่ายมาก แค่สี่คำเท่านั้น “ชนะจริงๆ หรือ?””
ป๋ายจิ่งในเวลานั้นทั่วร่างอาบโชกไปด้วยเลือด ชุดคลุมอาคมบนร่างถูกเลือดสองสีเปียกซึม มีทั้งสีแดงฉาน แล้วก็มีทั้งสีทอง สตรีที่เหนื่อยล้าอ่อนแรงอย่างถึงที่สุดหลุบเปลือกตาลงต่ำ ความคิดที่สองของนางก็คือครั้งนี้เหล่าเหนียงตัดสินใจจะนอนหลับให้เต็มอิ่ม ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่สนแล้ว
ซิ่วไฉเฒ่ากล่าวต่ออีกว่า
“มีวีรบุรุษในยุคโบราณกี่มากน้อยที่มีร่างเป็นเซียนดินแล้ว สถานะและสภาพการณ์ของเขาก็เหมือนกับเทพแห่งภูเขาสายน้ำที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องจากฟ้าดิน ศาลบุ๋นและราชสำนัก ได้รับอิสระที่ไม่ถูกวิถีแห่งฟ้าสยบกำราบ แต่กระนั้นก็ยังยอมสละชีวิตไม่กลัวความตาย มีแค่ความกล้าหาญเท่านั้น”
“เพราะอะไร?”
“ก็เพราะต้องการบุกเบิกมหามรรคาที่กว้างใหญ่ให้กับสรรพชีวิตที่มีสติปัญญาทั้งหมดในโลกยุคหลังอย่างไรเล่า”
“ทางสายนี้ มีชื่อว่าอิสระ”
ได้ยินประโยคนี้ ดวงตาของอู๋เหยียนก็ฉายประกายเจิดจ้าผิดไปจากปกติ ต่อให้จะอยู่ในฐานะที่เป็นศัตรูกัน แต่กระนั้นก็ยังอดเลื่อมใสในความใจกว้างของซิ่วไฉเฒ่าจากใจจริงไม่ได้ ผู้ที่เป็ นศัตรูกับข้าไม่ใช่คนถ่อยไปเสียหมด บางทีอาจจะมีข้อบกพร่อง มีช่องโหว่ มีความผิดพลาดอยู่บ้าง แต่กระนั้นก็ยังมีความใจกว้าง มีวิสัยทัศน์และการกระทำของ “บุคคลที่ยิ่งใหญ่” ผู้เฒ่าหลังค่อมอายุไม่มากตรงหน้าผู้นี้ หากมีชีวิตอยู่ท่ามกลางวันเวลาที่รุ่งโรจน์ จะต้องรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขา จะต้องสร้างวีรกรรมที่กร้าวแกร่งไม่ต่างจากคนหนุ่มที่ห้าวเหิมอย่างแน่นอน
อู๋เหยียนใช้ความคิดเล็กน้อย ก่อนจะเปิดปากถามเรื่องหนึ่งที่นางคิดร่างคำพูดไว้ในใจนานแล้ว
“ขอถามเหวินเซิ่ง มรรคาจารย์เต๋าพูดถึงคุณธรรม ปรมาจารย์มหาปราชญ์พูดถึงเมตตาธรรม จอมปราชญ์น้อยพูดถึงมารยาทพิธีการ หย่าเซิ่งพูดถึงความชอบธรรม อวี๋โต้วรักษากฎระเบียบ เจ้าขุนเขาเฉินแสวงหาการไร้ความผิดอย่างยากลำบาก รากฐานความรู้ของแต่ละคน พื้นฐานก็ไม่ใช่ผลประโยชน์และความสำเร็จหรอกหรือ?”
สตรีไม่ได้มีท่าทางบีบคั้นแม้แต่น้อย แต่กลับเหมือนการขอความรู้อย่างจริงใจ อาจเรียกว่าขอความรู้อย่างถ่อมตัวก็ยังได้ ซิ่วไฉเฒ่ากล่าว
“คิดจะแยกแยะเรื่องนี้ให้ชัดเจน อันที่จริงต้องถามลูกศิษย์คนแรกของข้า”
“คิดอยากจะอธิบายหลักการเหตุผลใหญ่สักข้อให้ดี ไม่เพียงแต่ต้องมีจิตใจที่สงบเป็นกลางกับใน “คำพูด” ไม่กี่ประโยคหรือหลายสิบประโยค ยิ่งต้องใช้ความอดทนกับ “เรื่องราว” นับร้อยนับพันเรื่องให้มากที่สุด อดทนไม่ไหวก็ไม่อาจอธิบายหลักการเหตุผลได้ดี”
ซิ่วไฉเฒ่าหัวเราะ
“ตั้งชื่อว่าผลประโยชน์และความสำเร็จก็ดี จะเรียกว่าคุณความชอบและลาภยศก็ช่าง ก็หนีไม่พ้นว่าในขีดจำกัดที่ใหญ่ที่สุด ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ทำร้ายผลประโยชน์ส่วนบุคคล แสวงหาผลประโยชน์ส่วนรวมที่ใหญ่ที่สุดของสรรพชีวิตอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นี่เป็นทั้งใจฟ้า ใกล้เคียงกับมรรคาที่สุด หลักการเหตุผลข้อหนึ่งไม่กระจ่างชัดหลักการเหตุผลหมื่นข้อก็สลัวราง”
ซิ่วไฉเฒ่าเอ่ยเนิบช้าว่า
“ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อใจสำนักการทหารของพวกเจ้า สืบสาวราวเรื่องกันแล้วเพราะข้าไม่เชื่อในความเป็นมนุษย์และความปรารถนามากกว่า”
“น้ำบ่าไหลทะลัก หมายจะทำให้เกิดคลื่นบนมหาสมุทร ระดับน้ำที่มองไม่เห็นของวิถีทางโลก ระดับความสูงก็อยู่ที่ตรงนี้…”
เพราะปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดีก็คือการทำดีกับตัวเอง ก็คือการทำดีต่อวัยเด็กและวัยเยาว์ของตัวเอง วัยหนุ่มคืออะไร คือยังคงเชื่อว่ามีหลักการเหตุผลบางอย่างที่อธิบายได้ วัยชราคืออะไร ก็คือไม่เชื่ออีกแล้วว่าจะมีหลักการเหตุผลอะไรที่ใช้ได้จริง คำโบราณต่างก็พูดกันว่ามนุษย์เราอยากกลับไปอ่อนเยาว์อีกครั้งก็ยากแล้ว ทว่าดูเหมือนวิถีทางโลกจะยังไม่ดีมากพอ ทำให้คนรุ่นเยาว์หลายคนไม่เคยผ่านวัยเยาว์มาก่อน
ซิ่วไฉเฒ่าสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ พึมพำว่า
“เดิมทีครั้งนี้ข้าเร่งรุดมาที่นี่ ทั้งต้องการให้การสนับสนุนลูกศิษย์ พวกเจ้าคือคนที่เป็ นพ่อเป็นแม่ ข้าเองก็คือคนที่เป็นอาจารย์ เดิมทีคิดว่ามีความสัมพันธ์ในชั้นนี้อยู่ ไหนเลยจะมีหลักการเหตุผลที่ไม่อาจพูดจาดีๆ ต่อกันอย่างตรงไปตรงมาได้ ก็เลยอยากจะฟังความคิดเห็นของเจ้าและเจียงเซ่อในทุกวันนี้ด้วย ดูว่าพวกเจ้าจะพูดโน้มน้าวข้าได้หรือไม่ รอคอยที่จะได้ฟังเป็นอย่างยิ่ง การใช้ความคิดอย่างยาวนานนับหมื่นปี เจียงเซ่อมีเส้นทางที่คิดไว้ล่วงหน้าซึ่งดีกว่าเดิมหรือไม่ หากทำได้จริง ก็ไม่สู้ลองเดินดู หากตอนนี้ยังมีข้อสงสัยก็พูดคุยกันให้มากหน่อย พูดกันอย่างมีเหตุผลหาใช่การทะเลาะกันไม่ ถึงอย่างไรยิ่งคุยก็ยิ่งต้องเข้าใจกันได้มากขึ้น”
ดูเหมือนว่ายิ่งพูดมากเท่าไร ใบหน้าของผู้เฒ่าก็ยิ่งแสดงความเหนื่อยล้า เขาไม่พูดถึงเส้นทางที่จริงใจพวกนั้นอีกแล้ว คำพูดนับพันนับหมื่น เอามารวมกันแล้วก็คือหลักการเหตุผลข้อเดียว คือความรู้สึกทั่วไปของมนุษย์ที่เรียบง่ายเพียงอย่างเดียว ผู้เฒ่ามองไปยังสตรีผู้นั้น ถามเบาๆ ประโยคหนึ่งว่า
“ลูกสาวที่ดีขนาดนี้ พวกเจ้าตัดใจได้อย่างไร”
ไม่รอคำตอบ ผู้เฒ่าร่างเล็กผอมแห้งก็มองเผยเฉียนและหลิวเสี้ยนหยาง มองเสี่ยวโม่และแม่นางเซี่ย ยื่นมือออกมาจากชายแขนเสื้อ ถูฝ่ามือ พึมพำเสียงเบา คิ้วตาเปลี่ยนมาเป็นอ่อนโยน ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้ามองไปยังทิศไกล ราวกับว่าลมวสันต์และแสงแดดอันอบอุ่นที่เหลือทิ้งไว้ปีแล้วปีเล่าต่างก็ต้องเอามาใช้ในเวลานี้สถานที่นี้จนหมดสิ้นแล้ว มหามรรคาคือฟ้าครามสูงส่ง คือดินเหลืองแน่นหนา คือมหาสมุทรแห่งความทุกข์ที่ผู้คนต้องข้ามผ่านไป ข้ามีใจที่บริสุทธิ์ ไม่กลัวว่าฟ้าจะรู้ ดินจะรู้ คนจะรู้
ข้าไม่มีความสามารถใด แค่สอนหนังสือถ่ายทอดวิชาความรู้เป็นเท่านั้น
ซิ่วไฉเฒ่าไม่ได้ยากจน ชะตาชีวิตดีนักล่ะ แล้วก็ไม่ชอบเหน็บแนมประชดประชัน ไม่ว่าพูดคุยกับใครก็ล้วนมีความอดทน ขอบคุณทุกท่านที่รักข้าเพราะรักเหล่าลูกศิษย์ของข้า ซิ่วไฉเฒ่าซาบซึ้งใจยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือผู้เยาว์ในตระกูลแห่งหนึ่ง หรือเป็นอาจารย์เป็นลูกศิษย์ในระบบสืบทอดสายบุ๋น หากดวงจันทร์สามารถเต็มดวง จอกลึกมีสุราอยู่เต็มจอก สหายรักนั่งกันอยู่เต็มห้องโถง โคมไฟสว่างไสวราวกับคนใกล้ชิด เครือญาติหลายชั่วรุ่นอยู่รวมกัน พูดคุยสนุกสนานเคล้าเสียงหัวเราะ จะมีวันไหนที่ไม่ใช่วันเทศกาลโคมไฟเล่า