กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1147.5 ผู้ฝึกกระบี่กับความอิสระเสรี
บทที่ 1147.5 ผู้ฝึกกระบี่กับความอิสระเสรี
ดวงจันทร์กลมริมขอบฟ้าสาดส่องคนที่จากลามากมายในโลกมนุษย์ นับตั้งแต่ที่มีดวงจันทร์ใหม่เอี่ยมถูกย้ายมาจากเปลี่ยวร้าง ก็ไม่รู้ว่ามีเต้ากวานและปัญญาชนกี่มากน้อยที่ยิ่งให้ความสนใจเรื่องอันสง่างามอย่างการมาเดินเที่ยวเล่นในดวงจันทร์ยามค่ำคืน เงยหน้ามองเห็นถาดหยกกลมเกลี้ยงใสสะอาดสองใบ ส่องประกายแสงนวลตา ช่างเป็นบุญตาเหลือเกิน
หากจะบอกว่าเมื่อก่อนพูดถึงอิ่นกวานหนุ่ม ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเต้ากวานบนยอดเขาที่ข่าวสารว่องไวพูดคุยกันเรื่องของนครบินทะยานและหนิงเหยาแห่งใต้หล้าห้าสี หรือไม่ก็เฉาสือ ถึงจะถือโอกาสพูดถึงเฉินผิงอันไปด้วย ถ้าอย่างนั้นรอกระทั่งตอนนี้เริ่มรับรู้เรื่องวงในจากการย้ายดวงจันทร์ดวงนี้ว่ามีเฉินผิงอันผู้นั้นเป็นผู้นำ ถึงได้มีวีรกรรมสองอย่าง อย่างการเปิดภูเขาและย้ายดวงจันทร์เกิดขึ้น เป็นเหตุให้ชื่อเสียงของอิ่นกวานหนุ่มผู้นี้ในหมู่เต้ากวานแห่งใต้หล้ามืดสลัวไม่เลว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกภูตที่ต้องกราบไหว้ดวงจันทร์ที่รู้สึกซาบซึ้งในพระคุณอย่างยิ่ง ว่ากันว่าเผ่าปีศาจบางส่วนที่สร้างพื้นที่ประกอบพิธีกรรมถ้ำสถิตอย่างเรียบง่ายอยู่ในป่าห่างไกลแล้วหลอมเรือนกายเป็นมนุษย์ได้สำเร็จ แม้กระทั่งป้ายชื่อคนเป็นก็ยังมีแล้ว ทุกวันจะต้องจุดธูปกราบไหว้ด้วยความศรัทธา ปัญหานั้นอยู่ที่ว่าพวกเขาแค่รู้นามอิ่นกวานที่ได้ยินได้ฟังมาอีกที เซียนกระบี่ท่านนี้ชื่อว่าอะไรกลับไม่เคยถามถึง แค่เรียกว่า “อิ่นกวาน” แทนไปก่อน
นอกจากนี้เต้ากวานสายต่างๆ ที่ต้องใช้การหลอมแก่นตะวันจันทราในการฝึกตนแม้ว่าจะมีการแบ่งนอกใน การหลอมนอก หลอมแค่ดวงอาทิตย์หรือไม่ก็ดวงจันทร์อย่างเดียวก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ก็ง่ายที่จะเดินหลงทาง ทางที่ดีที่สุดคือต้องให้หยินหยางสมดุลกัน เป็นเหตุให้การที่มีดวงจันทร์เพิ่มมาก็คือผลประโยชน์ที่ได้รับมาเพิ่มเติม
ท่ามกลางดวงจันทร์เฮ่าไฉ่ที่ลอยสูงอยู่กลางนภา มีนักพรตร่างผอมสวมชุดผ้าฝ้ายคนหนึ่งเอาสองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อตามความเคยชิน ค้อมตัวนั่งยองอยู่นอกประตูถามคนที่อยู่ในห้องว่า
“ศิษย์พี่จินจิ่ง อาจารย์ออกไปข้างนอกกะทันหัน จะไปพบใคร ไปถกพรรคากับใครหรือ?”
นักพรตเด็กน้อยที่แบกน้ำเต้าลูกยักษ์ไว้บนหลังนั่งอยู่บนม้านั่ง จำเป็นต้องจับตามองเปลวไฟในเตาหลอมให้ดี หากพลาดก็จะทำให้โอสถเซียนทั้งเตาเสียหาย เขาก็ต้องแบกรับผลลัพธ์ที่ตามมาเอาเอง
“ศิษย์น้องหยวนลู่ อาจารย์ท่านผู้อาวุโสแค่บอกว่าจะออกเดินทางไกล ทุกวันนี้พวกเราขาดนักพรตเฝ้าประตูที่คอยต้อนรับแขกก็ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไรจริงๆ”
หวังหยวนลู่พึมพำ
“พิถีพิถันไปทุกเรื่อง”
เห็นว่าศิษย์พี่ที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์สีหน้าไม่สบอารมณ์ หวังหยวนลู่ที่ผอมแห้งเหมือนลำต้นไผ่ก็ได้แต่เปลี่ยนคำพูดใหม่ว่า
“ศิษย์พี่จินจิ่ง คนที่ให้ความเคารพครูบาอาจารย์อย่างท่าน พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก มิน่าเล่าอาจารย์ไปที่ใดก็ล้วนยินดีพาท่านไปด้วยทุกที่”
นักพรตเด็กหนุ่มพยักหน้า
“ศิษย์น้องหยวนลู่ อย่าเห็นว่าทุกวันนี้เจ้าได้เข้ามาอยู่ในทำเนียบ มีตำแหน่งเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดแล้ว คิดดูแล้วในใจของท่านอาจารย์ผู้อาวุโสก็น่าจะใกล้ชิดกับข้ามากกว่า”
หวังหยวนลู่อืมรับหนึ่งที
“นั่นมันแน่อยู่แล้ว อาจารย์เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อน”
หากนักพรตเฒ่าอยู่ที่นี่ด้วย หวังหยวนลู่กับสวินหลันหลิงที่มีฉายาว่าจินจิ่งไม่ได้เรียกขานกันเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องเช่นนี้ ช่วยไม่ได้ นักพรตเฒ่ายอมรับแค่หวังหยวนลู่ที่มาจากสายโจรขโมยข้าวเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดเท่านั้น สวินหลันหลิงกลับเป็นแค่คนเฝ้าไฟที่ดูแลเตาหลอมโอสถมาโดยตลอด เขายินดีอย่างมากที่จะฉวยโอกาสตอนเจ้าอารามผู้เฒ่าไม่อยู่บ้านเอาเปรียบหวังหยวนลู่ทางปาก
มีนักพรตหนุ่มสวมกวานดอกบัวคนหนึ่งเดินมาว่องไวราวกับสายลม หอบเสียงดังหืดหาด ปากก็ตะโกนโหวกเหวกว่าขอชาสักกามาดื่มดับกระหายหน่อย นักพรตน้อยไม่กลัวเจ้าลัทธิสามแห่งป๋ายอวี้จิงที่ “ลำดับอาวุโสเท่าเทียมกัน ผู้นี้ เขาเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
“ลู่ซานเอ๋อร์ มาปล้นอีกแล้วหรือ?”
ในเมื่อลู่เฉินต้องเรียกอาจารย์ของตนว่าอาจารย์อาปี้เซียว ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็มีลำดับอาวุโสเท่ากันแล้วไม่ใช่หรือ? อีกอย่างอยู่ที่นี่ ตนถือเป็นเจ้าบ้านครึ่งตัว ลู่เฉินที่เป็นแขกกล้าทำตัวเหลวไหลหรือ?
เจ้าลัทธิลู่พยักหน้า ปากก็อืมๆๆ ตอบรับ
“อุตส่าห์มาเยี่ยมเยือน ถือว่าให้เกียรติอย่างสูงสุด เอาของกินมาเป็นรางวัล ไป ไปเอาเหล้าดีๆ เนื้อดีๆ มาปรนนิบัติหน่อยสิ”
นักพรตน้อยเดือดดาล กำลังจะด่าคน กลับเห็นว่าลู่เฉินบิดปลายเท้า หมุนตัวเตรียมจะจากไปอย่างว่องไว ทว่ากลับเห็นเจ้าอารามผู้เฒ่ายื่นมือมาคว้าไหล่
“เพิ่งจะมาก็กลับแล้ว ไม่อยู่คุยกันสักหน่อยหรือ?”
กู่เฮ้อเห็นนักพรตเด็กน้อยคนนั้นก็สีหน้าอึ้งค้างไป ก่อนจะตามมาด้วยความเศร้าเสียใจ เอ่ยเสียงสั่นว่า
“สหายจินจิ่ง”
เจ้าอารามผู้เฒ่าผู้เฒ่ามีสีหน้าเป็นปกติ หวังหยวนลู่เกิดใจกังขา ส่วนนักพรตน้อยกลับรู้สึกมึนงง
“พวกเรารู้จักกันหรือ?”
ลู่เฉินมองไปยังสหายที่ได้เจอกันอีกครั้งผู้นั้น ถามเสียงเบาว่า
“เอ่ยแสดงความยินดีกับอาจารย์อาปี้เซียวของผินเต้าแล้วหรือ?”
กู่เฮ้อพยักหน้า ลู่เฉินยกนิ้วโป้งให้
“มีคุณธรรมเช่นนี้ การฝึกตนต่อจากนี้ต้องมั่นคงแน่นอน”
นักพรตน้อยถามอย่างสงสัย
“แสดงความยินดีอะไร?”
ลู่เฉินกล่าว
“สหายผู้นี้อวยพรให้อาจารย์อาปี้เซียวได้เลื่อนเป็นขอบเขตสิบห้าอย่างไรล่ะ”
นักพรตน้อยมีสีหน้ามึนงง นี่มันอะไรกัน? หวังหยวนลู่สูดลมหายใจดังเฮือก สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ หดคออย่างอดไม่ได้
ลู่เฉินเปลี่ยนเรื่องคุย ยิ้มเอ่ยว่า
“สหายเวยเฉิน ได้กลับมาเห็นแสงตะวันอีกครั้ง รู้สึกอย่างไร?”
แม้ในใจกู่เฮ้อจะรู้สึกได้ถึงลางไม่ดี แต่ก็ยังแสร้งทำเป็นสุขุมเยือกเย็น เอ่ยว่า
“บนเส้นทางของความเป็นอมตะ ไม่อยากจะมองย้อนกลับไป มิตรเก่าจากไปนานแล้ว กระจัดกระจายเหมือนฝุ่นปลิวหายไปตามลม”
เจ้าอารามผู้เฒ่ามองจิตแห่งมรรคาของลู่เฉินแวบหนึ่ง ใจของนักพรตท่วมท้นด้วยความปรารถนาที่จะชำระโลกวุ่นวายให้บริสุทธิ์ ไยต้องทำเช่นนี้ด้วย?
ลู่เฉินสะบัดชายแขนเสื้อที่กว้างและใหญ่สองข้าง ยิ้มถามว่า
“สิบห้าเทียมที่ห่างแค่เสี้ยวเดียว ถือเป็นขอบเขตสิบห้าหรือ?”
นักพรตน้อยส่ายหน้า
“ยังคงไม่นับ”
หวังหยวนลู่กล่าว
“ย่อมต้องนับ”
ลู่เฉินหัวเราะร่วน ยื่นมือไปกดหัวของนักพรตน้อย ให้อีกฝ่ายอยู่นิ่งๆ นักพรตน้อยไม่ได้งัดมือของลู่เฉินออก เพียงถามอย่างประหลาดใจว่า
“ลู่เฉิน ทำอะไรน่ะ?”
ลู่เฉินพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“เฉินผิงอันรู้ตัวแล้วหรือไม่?”
โจวจื่อตอบ
“แน่อยู่แล้ว”
สีหน้าของเผยหมินแปลกประหลาด หันหน้ามามองสหายเก่าคนนี้ โจวจื่อยิ้มเอ่ย
“เป็นผู้ชมอยู่ด้านข้างไยต้องรีบร้อนอยากรู้ความจริง”
หลายปีมานี้เฉินผิงอันตามหาเบาะแสของผู้ฝึกกระบี่หลิวไฉมาโดยตลอด แต่กลับคิดไม่ถึงว่าเจ้าหมอนี่จะอยู่ในอำเภอพ่านสุ่ย อาศัยการช่วยคนอื่นคัดลอกตำรามาหาเงิน เช่าร้านหนังสือไว้ร้านหนึ่ง ทำการค้าอย่างการขายหนังสือ เวลาปกติหากมีเวลาว่างก็จะไปตกปลาที่เกาะยวนยาง ดังนั้นคราวก่อนที่เฉินผิงอันเข้าร่วมการประชุมที่ศาลบุ๋น อันที่จริงจึงอยู่ใกล้กับหลิวไฉในระยะประชิด เฉินผิงอันมีข้อสงสัยมานานแล้วว่าเศษเครื่องกระเบื้องแห่งชะตาชีวิตชิ้นสุดท้ายจะตกอยู่ในมือเถียนหว่านหรือไม่ก็โจวจื่อ ทุกวันนี้สามารถมั่นใจได้แล้วว่าเถียนหว่านไม่ได้เก็บเศษเครื่องกระเบื้องเอาไว้ ในเมื่อโจวจื่อตัดสินใจว่าจะให้ผู้ฝึกกระบี่หลิวไฉใช้วิธีสยบกำราบมาเล่นงานตนในทุกๆ เรื่อง ลองเอาตัวเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ เฉินผิงอันแค่ต้องสมมติให้ตัวเองเป็นโจวจื่อก็จะสามารถสรุปเรื่องหนึ่งออกมาได้ เศษเครื่องกระเบื้องไม่เพียงแต่อยู่ในมือโจวจื่อ ยังถูกโจวจื่อหลอมไปแล้ว เอาไปเป็นท่าไม้ตาย เป็นวิธีการเอาชนะเขา
ดังนั้นเฉินผิงอันจะต้องพยายามหาตัวโจวจื่อและหลิวไฉให้เจอ ก่อนที่ผู้ฝึกกระบี่จะได้เจอกับลู่ไถและจิตหยางกลับคืนสู่ตำแหน่งเหมือนการ “ผสานมรรคา ทาร้ายรากฐานมหามรรคาของลู่ไถ ถึงอย่างไรก็ดีกว่าสหายรักในวันวานต้องห้ำหั่นกัน ต้องให้มีใครคนหนึ่งตาย ต่อให้ชิงนำไปก่อนหนึ่งก้าว โอกาสก็เลือนรางเหลือเกิน แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง ปล่อยให้โจวจื่อวางแผนถามใจใหม่เอี่ยมไปได้อย่างมั่นคง
หลิวเสี้ยนหยางสอนเวทกระบี่บทนั้นให้กับเฉินผิงอัน ผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจจากเปลี่ยวร้างของใบถงทวีปที่มีชิงหร่างเป็นหนึ่งในนั้น ต่อให้จะระวังมากพอแล้ว เวลาที่คุยเล่นกัน แม้กระทั่งชื่อ “เฉินผิงอัน” นี้ก็ยังไม่กล้าพูดถึง แต่กระนั้นก็ยังคงติดกับอยู่ดี ก่อนที่หลิวไฉ่จะติดตามผู้ฝึกกระบี่หยวนป่ายเข้าไปอยู่ในยอดเขาตุ้ยเซวี่ยของภูเขาตะวันเที่ยง นางก็ต้องร่ายเวทอำพรางตาบดบังรูปโฉมที่แท้จริง ผลลัพธ์ของเวทกระบี่บทนี้ของเฉินผิงอันถูกลดทอนไปมาก แต่ไม่อาจพูดได้ว่าไม่มีโอกาสเลยสักนิด น่าเสียดายที่คนสันโดษเร้นตัวจากโลกไม่ยอมหลับนอน ที่แท้คนจริงก็ไร้ความฝัน
ไม่ใช่ว่าเฉินผิงอันชมตัวเอง หากจะพูดถึงคู่ต่อสู้ที่ได้เจอมาในชีวิตนี้ มีสักกี่คนกันที่เป็นตะเกียงประหยัดน้ำมัน? เขาไม่กลัวว่าจะเจอศัตรูแข็งแกร่งจริงๆ เพราะถึงอย่างไรก็เคยเห็นโลกกว้างมาแล้ว กลัวก็แต่ว่าการถามกระบี่ที่ไม่อาจหลบเลี่ยง หลบอย่างไรก็หลบไม่พ้นครั้งนี้ แผนการที่โจวจื่อวางไว้อย่างตั้งใจ ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เวทกระบี่ แค่อยู่ที่ใจก็พอ
ยกตัวอย่างเช่นเฉินผิงอันผ่านด่านใหญ่ของบินทะยานด่านนี้ไปได้ จากนั้นก็พัฒนารุดหน้าไปอีกขั้น พยายามผสานมรรคา เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ที่ลี้ลับมหัศจรรย์ ก็ต้องเอาเศษเครื่องกระเบื้องแห่งชะตาชีวิตทั้งหมดกลับมา ชดเชยจิตวิญญาณทั้งหมด ไม่ให้มีช่องโหว่แม้แต่น้อย กลัวก็แต่ว่า “ผู้ฝึกกระบี่หลิวไฉ” จะเป็นทั้งจิตหยางกายนอกกายของลู่ไถ แล้วก็เป็นทั้งเครื่องกระเบื้องชิ้นนั้นของเฉินผิงอันที่ถูกหล่อหลอม ถูกสร้างขึ้นมา ผสานรวมเป็นหนึ่งกับจิตวิญญาณไปนานแล้ว?! ฆ่าหลิวไฉก็เท่ากับว่าฆ่าลู่ไถ ควรจะฆ่าหรือไม่? หากลู่ไถไม่อยากจะทำให้เฉินผิงอันลำบากใจ เลือกจะเป็นฝ่ายหลีกทางให้ ถ้าอย่างนั้นลู่ไถก็ต้องสละร่างจากไปด้วยตัวเอง แต่ปัญหานั้นอยู่ที่ว่าลู่ไถทำเช่นนี้จะเป็นการช่วยเฉินผิงอันจริงหรือ?
เรื่องของการผสานมรรคา อันดับแรกต้องหามหามรรคาที่ไม่เคยมีมาก่อนให้เจอ เล่าลือกันว่ายังมีด่านใจให้ต้องข้ามผ่านไป คนที่ผ่านได้ง่ายก็ผ่านไปได้ง่ายมากๆ แต่คนที่ผ่านไปได้ยากก็จะยากอย่างถึงที่สุด หรือยกตัวอย่างเช่นว่าโจวจื่อมีแผนการมากกว่านั้น แค่ฆ่าคนคนเดียวก็สามารถสร้างผลประโยชน์ให้กับใต้หล้าได้ เจ้าเฉินผิงอันจะฆ่าหรือไม่ฆ่า?
บนเส้นทางการขอศึกษาต่อในอดีต เด็กหนุ่มสวมรองเท้าสานกัดฟันแน่น ท่องอยู่ในใจว่าจะแสวงหาการไร้ความผิดพลาด เป็นการประสบพบเจอในชีวิตคนเหมือนกัน อะไรที่ต้องผ่านไปให้ได้ก็ต้องผ่านไป อะไรที่ผิดก็ต้องผิด ทุ่มไหที่แตกแล้วให้แหลก ย่อมต้องมีคนที่เป็นเช่นนี้อยู่มากมาย เขารู้สึกว่าวิถีทางโลกใบนี้มีจุดที่ไม่ถูกต้องอยู่เยอะเกินไป ต้องมีคนยอมรับผิด แก้ไขความผิด แก้ไขให้ถูกต้อง ทำให้ดีขึ้น
จิตใจของเด็กหนุ่มบริสุทธิ์ท่ามกลางชีวิตที่ลำบากยากแค้น เขาปกป้องตัวเองได้อย่างดีมาโดยตลอดก็ถือว่าไม่ง่ายเลย เข้าใจผิดคิดว่าการไร้ความผิดพลาดคือจุดเริ่มต้น แต่ไม่รู้เลยว่าการไร้ข้อผิดพลาดถึงจะเป็นจุดจบ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่บนฟ้าทั้งสูงทั้งส่องสว่าง แต่ก็มีขีดจำกัดที่ตำแหน่งฐานะของตน ไม่กล้าพูดว่าตัวเองไร้ความผิดอย่างแท้จริง
ต้องคุ้มครองเด็กๆ อย่างพวกหลี่เป่าผิง หลี่ไหวให้ดี ยอมรับภาระเหนื่อยยากโดยไม่เคยบ่น ตลอดทางมองให้มากคิดให้มาก พยายามทำให้ไม่เกิดข้อผิดพลาดในทุกๆ ด้าน อยากพบเจอแม่นางที่รัก บอกจะไปก็ไป ต้องการเดินทางท่องยุทธภพผ่านพันภูเขาหมื่นสายน้ำ แทนอาจารย์ฉี เดินทางไปก็มองดูไปด้วย นี่ถือเป็นคำกล่าวที่ว่าตามองไปเห็นมรรคาอย่างที่ลู่เฉินกล่าวหรือไม่?
เผยหมินเอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า
“เขามีอิสระ”
“อาจารย์โจวเห็นด้วยหรือ?”
หยุดไปครู่หนึ่ง เผยหมินก็เอ่ยว่า
“ข้าอิจฉาคนประเภทนี้อย่างมาก”
โจวจื่อกล่าว
“ข้ายังดี ไม่ถือว่าอิจฉาสักเท่าไร”
ลู่ไถได้ยินก็เกือบจะหลุดปากพูดออกไป เดิมทีอยากจะด่าว่าตาเฒ่าเผย ผายลมกะมารดาท่านน่ะสิ แต่ลู่ไถก็รู้นิสัยของผู้ถ่ายทอดมรรคาสองคนนี้ดี ตนตอแยพวกเขาไปก็ไม่มีความหมายใดๆ มีแต่จะทำให้การกลับมาพบเจอกันอีกครั้งครั้งนี้ยิ่งไร้ความหมาย เหตุผลที่แท้จริงกลับเป็นคำว่า “อิสระ” ของเผยหมินที่เรียกได้ว่ารู้ใจอันดั้งเดิมของเฉินผิงอันมากที่สุด คนอื่นฝากความหวังและความปรารถนาไว้ที่เขา บ้างใหญ่บ้างเล็ก บังเอิญกับที่เป็นสิ่งที่เขาปรารถนามาตั้งแต่เด็กพอดี คนคนหนึ่งขอแค่ยังสัมผัสได้ถึงความหวังที่คนอื่นมอบให้ก็จะไม่เดียวดาย แล้วจะไม่รู้สึกสิ้นหวังอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นเขาจึงแทบจะไม่เคยระบายความทุกข์กับใคร
ลู่ไถที่อยู่ข้างๆ กำไม้เท้าเดินป่าที่อยู่ในมือแน่น แต่ว่า “การสำนึกรู้ในตัวตน” ของเฉินผิงอันกลับเบาบางเกินไป บางทีนี่อาจจะเป็นด่านที่ใหญ่ที่สุดในการข้ามขอบเขตบินทะยาน เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ของเขาในอนาคต คนคนหนึ่งนับแต่เด็กมาก็ชอบปฏิเสธตัวเองที่สุด ควรจะเป็นตัวของตัวเองที่ดำเนินชีวิตในแบบของตัวเองอย่างแท้จริงได้อย่างไร?
“ลู่ไถ พวกเรามาพบเจ้าที่นี่”
โจวจื่อเอ่ยเนิบช้าว่า
“จากนั้นก็รอให้เขากินอะไรบางอย่างไปก่อนแล้วค่อยมาพบข้าที่นี่”