กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1150.2 อย่าหวังว่าจะละผ่านไม่เอ่ยถึง
บทที่ 1150.2 อย่าหวังว่าจะละผ่านไม่เอ่ยถึง
เซี่ยโก่วหยิบไม้เท้าเดินป่าขึ้นมาถูใบหน้า เอ่ยว่า
“ฮ่า ของแทนใจ”
เสี่ยวโม่กล่าวอย่างอ่อนใจ
“ข้าถามเจ้าอยู่นะ”
เซี่ยโก่วเอ่ย
“เจ้าขุนเขาไม่ยินดีจะให้เจ้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้น่ะสิ ตัดสินใจแล้วว่าจะให้พวกเราสองคนอยู่นอกสถานการณ์ เจ้าขุนเขามีนิสัยอย่างไร เจ้าติดตามเขามานานขนาดนี้ยังไม่รู้อีกหรือ หากเจ้าไม่ใช่นักรบพลีชีพยังดี เชื่อใจเจ้า มีแรงออกแรง ช่วยได้ก็ช่วยเจ้าขุนเขาไม่คลุมเครือกับเจ้าแม้แต่น้อย ใครให้เจ้าขาดอีกแค่นิดเดียวก็จะแกะสลักคำว่านักรบพลีชีพไว้บนหน้าผากแล้วเล่า เจ้าขุนเขาไม่อยากให้เจ้าต้องเสี่ยงอันตราย ก็เลยไม่มีเรื่องของเจ้าแล้ว”
เสี่ยวโม่สงสัย
“แต่ต่อให้คุณชายอยากจะหลบเลี่ยงข้า ทำไมด้วยขอบเขตของข้าในทุกวันนี้ถึงยังตามหาเบาะแสอะไรไม่เจอเลย?”
เซี่ยโก่วกล่าว
“ไม่พูดถึงว่าทุกวันนี้เจ้ายังไม่ใช่ขอบเขตสิบสี่ที่แท้จริง ต่อให้ใช่แล้ว ด้วยแผนการของเจ้าขุนเขา จงใจจะปิดบังเจ้าก็ไม่เหมือนกับเล่นสนุกอยู่ดีหรอกหรือ”
เสี่ยวโม่พยักหน้า
“ต้องโทษที่ข้าทำเรื่องเกินความจำเป็น ก่อนหน้านี้มอบชุดคลุมอาคมชิ้นนั้นให้กับคุณชาย ข้าใช้ความคิดเล็กน้อย ทำให้มันสามารถเชื่อมโยงจิตวิญญาณต้นกำเนิดของข้าเข้ากับกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มหนึ่ง ลูกไม้พื้นๆ แบบนี้ คุณชายต้องมองออกแน่นอน คราวก่อนถูกผีลอบโจมตีที่อารามฉงหยาง คุณชายไม่ได้สวมชุดคลุมไว้บนร่างเป็นข้าที่วาดงูเติมขาไปจริงๆ”
เซี่ยโก่วเพิ่งจะรู้เรื่องนี้ นางกระทืบเท้า เอ่ยอย่างมีโทสะว่า
“เสี่ยวโม่หนอเสี่ยวโม่!”
เสี่ยวโม่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ถึงอย่างไรก็ยังกังวลกับการต่อสู้ระหว่างคุณชายของตนกับเจียงเซ่อครั้งนี้ ไหนเลยจะมีเหตุผลที่เจ้านายตีกับคนอื่นเอาเป็นเอาตาย นักรบพลีชีพกลับเดินเล่นอย่างว่างงาน
เสี่ยวโม่ใช้เสียงในใจถาม
“ตอนที่คุณชายปิดด่าน ข้าไม่อยู่ภูเขาลั่วพั่ว เจ้าก็คือผู้ปกป้องมรรคาของพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเนินฝูเหยา แม้แต่เจ้าก็ยังติดต่อกับคุณชายไม่ได้หรือ?”
เซี่ยโก่วส่ายหน้า
“เรื่องประเภทนี้ ข้าจะหลอกเจ้าไปทำไม หากว่าเจ้าขุนเขา…เพ้ยๆๆ เจ้าขุนเขาต้องมีชีวิตกระโดดโลดเต้นกลับมาที่เรือราตรีได้อย่างแน่นอน หากเจ้ารู้ว่าข้าปิดบังรายงานทางการทหาร เจ้าจะไม่ด่าข้าปางตาย อาฆาตแค้นไปนานหลายร้อยปีเลยหรือ ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้จักนิสัยของข้าสักหน่อย ต่อให้เจ้าขุนเขาไม่อนุญาตให้ข้าเปิดเผยร่องรอยของเขากับเจ้า คำสาบานร้ายแรงที่ข้าว่าไว้กับเจ้าขุนเขาจะนับเป็นอะไรได้ ก็แค่กลับคำพูดเหมือนผายลมนี่นะ”
เสี่ยวโม่ไม่เอ่ยอะไรอีก
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างน่าสงสารว่า
“บอกไว้ก่อนนะว่าไม่ใช่ข้าต้องการยุแยงอะไร เสี่ยวโม่เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าพรสวรรค์ด้านวิถีแห่งจิตวิญญาณของเจ้าขุนเขามี…พรสวรรค์เกินไปแล้ว?”
จวนสกุลหม่าในเมืองหลวงแคว้นอวี่เซวียน มีการสร้างภาพลวงตาขึ้นมาหลากหลายรูปแบบ ใช้ของปลอมสวมรอยของจริง หากจะบอกว่ามนุษย์ธรรมดาและผู้ฝึกยุทธของที่นี่มีเยอะ ผู้ฝึกลมปราณขอบเขตไม่สูง ถ้าอย่างนั้นการตามหาร่องรอยของเซียวสิงเผ่าปีศาจที่อยู่ในพื้นที่มงคลรากบัวก็แทบจะเท่ากับสร้าง “สวี่เจียวเชี่ย” ที่จงรักภักดีคนหนึ่งขึ้นมาจากความว่างเปล่า นั่นก็ไม่ใช่ลูกไม้เล็กน้อยอะไรแล้ว ใบถงทวีป ในวัดร้างโบราณแห่งนั้น ปั่นหัวพวกชิงหร่างเล่นอยู่ในกำมือ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการบังคับคนพวกนั้นให้ “ทำงานยากลำบาก” ระยะยาวอยู่ในฟ้าดินเล็ก ทดลองที่จะสร้างพันโลกธาตุขนาดเล็กขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาบินทะยานบทนั้นที่เอามาใช้ปกป้องมรรคาและพิศมรรคาให้กับนักพรตติง…
ในเรื่องของการฝึกตน เซี่ยโก่วมีคุณสมบัติเป็นอย่างไร ไม่เพียงแต่ในใจของเฉินผิงอันเท่านั้นที่รู้ดี ต่อให้จะเป็นคนที่สายตาสูงอย่างเฒ่าตาบอดก็ยังมองป่ายจิ่งเป็นบุคคลในอันดับต้นๆ
ถ้าอย่างนั้นการที่ถูกป่ายจิ่งวิจารณ์ด้วยประโยคว่า “มีพรสวรรค์มากเกินไป” ก็มากพอจะทำให้เห็นความร้ายกาจของวิถีแห่งจิตวิญญาณของเฉินผิงอันแล้ว
เสี่ยวโม่ครุ่นคิด เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อนจึงร่ายคาถาอยู่ในชายแขนเสื้อ เพิ่มตราผนึกหลายชั้นให้กับค่ายกลแล้วถึงได้ย้อนถามว่า
“ในเมื่อคุณชายคือ “ผู้ครองกระบี่” คนปัจจุบัน ไม่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ถึงจะแปลกมากกว่ากระมัง?”
เซี่ยโก่วมีสีหน้าประหลาด พึมพำเบาๆ ว่า
“ไหนเลยจะเรียบง่ายแค่นี้”
นางอยู่ในตรอกฉีหลงเคยได้เห็นกับตาว่าผู้ครองกระบี่เก่าใหม่สองคนเผยกายพร้อมกัน ลางสังหรณ์บอกกับนางว่าไม่แน่เสมอไปว่าเฉินผิงอันจะได้วิชาอภินิหารของหนึ่งในสิบสองเทพชั้นสูงในอดีตมาครอง
เสี่ยวโม่กล่าว
“ไม่แน่ว่าเจ้าสำนักชุยอาจถ่ายทอดวิชาความรู้ทั้งหมดที่มี คุณชายมีความสามารถในการทำความเข้าใจสูง เรียนรู้ได้เร็ว ไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องพวกนี้ เพราะเขาก็ไม่ได้เอามาใช้กับเจ้าและข้า”
เซี่ยโก่วพยักหน้า
“ก็ถูก”
จำต้องพูดว่าเจ้าขุนเขาคือคนมีคุณธรรมคนหนึ่ง ไม่ว่าจะกับเสี่ยวโม่หรือกับตนก็ล้วนไม่มีอะไรให้ต้องพูดถึง
เซี่ยโก่วยิ้มกว้าง ยกมือสองข้างขึ้นจับประคองหมวกขนเตียว
นางกับอู่เหยียน แรกเริ่มสุดถือว่าหากไม่ตีกันก็ไม่ได้รู้จักกัน ใครให้อู่เหยียนมีฉายาสามคำว่า “ลู่ตี้เซียน” (เซียนพสุธา) กันเล่า ป่ายจิ่งอยากได้มานานมากแล้ว
หากจะพูดว่าผู้ฝึกตนอิสระของโลกยุคหลังให้ความสำคัญกับการฝึกตนด้วยตัวเอง ดูเหมือนว่าก็ควรจะนับบรรพบุรุษกลับเข้าตระกูลกับพวก “นักพรตบรรพกาล” ส่วนน้อยที่มีป่ายจิ่งเป็นคนหนึ่งในนั้นด้วยกระมัง?
ป่ายจิ่งยิ้มตาหยี มองไปยังแผ่นหลังของอู่เหยียน
ถึงอย่างไรก็เป็นสหายกัน ฉายาของเจ้า ข้าก็จะไม่เอาแล้วกัน
สตรีคล้ายจะสัมผัสได้จึงหันหน้ามาคลี่ยิ้มหวานให้เด็กสาวสวมหมวกขนเตียว
เซี่ยโก่วโมโหหนัก ใช้เสียงในใจบ่นว่า
“เสี่ยวโม่ เสี่ยวโม่ ดูสิ สีหน้าแววตานั้นของนางกวนโอ๊ยจริงๆ นางกำลังด่าว่าข้าเป็นสุนัขที่ไม่เปลี่ยนนิสัยกินอาจมหรือไร?”
เสี่ยวโม่เองก็ไม่ลำเอียงเข้าข้างเซี่ยโก่ว เอ่ยว่า
“ใครให้เจ้ามีจิตสังหารเข้มข้นขนาดนี้เหมือนการต่อสู้โดยใช้อาวุธระหว่างตระกูล ไม่เพียงแค่กระบอง จอบ พลั่วเท่านั้น แม้แต่มีดก็เอาออกมาแล้ว”
เซี่ยโก่วมีสีหน้าซับซ้อน เอ่ยว่า
“จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าชุยฉานแอบร่วมมือกับโจวมี่อย่างลับๆ?”
ซิ่วไฉเฒ่าโมโหจนกระทืบเท้า ด่ากราดไม่หยุด
“เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสท่านถูกน้ำมันหมูบดบังจิตใจหรือไร ถึงได้ถามคำถามระยำแบบนี้ออกมาได้?!”
เฉินชิงตูไม่สนใจซิ่วไฉเฒ่าที่เดือดดาลปานฟ้าผ่า ถามต่อไปว่า
“ใครจะรับรองได้ว่าเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น? ปรมาจารย์มหาปราชญ์? จอมปราชญ์น้อย? ถ้าอย่างนั้นทำไมพวกเขาไม่มาเอง? แต่ให้คนนอกของศาลบุ๋นที่เทวรูปถูกทำลาย หลงเหลือแค่ยศซิ่วไฉอย่างเจ้ามาพูดคุยที่นี่ บัณฑิตทำอะไรมักจะทำให้คนอื่นต้องขายหน้าเพียงเพื่อให้ตัวเองมีหน้ามีตาเช่นนี้เสมอหรือ?
“เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!”
ซิ่วไฉเฒ่ากลับมามีสีหน้าปกติอีกครั้ง ไร้ซึ่งความลังเลใดๆ เอ่ยอย่างน่าเชื่อถือว่า
“ข้าสามารถรับรองแทนชุยฉานว่าเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้แน่!”
เห็นว่าเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสยังมีสีหน้าคลางแคลง ซิ่วไฉเฒ่าก็อธิบายอย่างอดทนว่า
“ข้าที่เป็นอาจารย์เคยกังวลว่าทฤษฎีผลงานและความสำเร็จของลูกศิษย์จะส่งผลร้ายยาวไกล แต่กลับไม่เคยมีความกังขาใดๆ ต่อนิสัยใจคอของลูกศิษย์คนแรก สายเหวินเซิ่งของพวกเราไม่เคยบอกว่าตัวเองมีคุณูปการไร้จุดด่างพร้อย ทว่าในเรื่องของความถูกต้องยิ่งใหญ่กับความผิดมหันต์ กลับไม่เคยก้าวพลาดแม้แต่ครึ่งก้าว
เฉินชิงตูหัวเราะร่วน สาดเกลือลงบนบาดแผลของซิ่วไฉเฒ่า
“หรือว่าข้าจำผิดไป ชุยฉานทรยศออกจากสายเหวินเซิ่งนานแล้วไม่ใช่หรือ? อาจารย์? ลูกศิษย์ที่ถูกทำร้ายจิตใจทำให้เสียใจอย่างสุดแสนยังจะยอมรับเจ้าเป็นอาจารย์อีกหรือ?”
ซิ่วไฉเฒ่าอึกอัก พึมพำเสียงเบาว่า
“เขาไม่ยอมรับก็เป็นเรื่องของเขา เขามีนิสัยใจร้อนวู่วามอยู่แล้ว ข้าเองก็ควบคุมเขาไม่ค่อยได้ แต่ข้ากลับเรียกตัวเองว่าเป็นอาจารย์ด้วยความภาคภูมิใจมาโดยตลอด
เฉินชิงตูยังคงสาดเกลือลงบาดแผลของซิ่วไฉเฒ่าต่อไป
“หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ไยต้องทำอย่างนั้น
ซิ่วไฉเฒ่าพึมพำกับตัวเอง
“ข้าช่วยรับรองแทนเขาชุยฉาน ไม่ได้มีพลังในการโน้มน้าวอะไรก็จริง เพราะถึงอย่างไรข้าจะเอาอะไรมารับประกันได้ นอกจากเป็นอาจารย์ของพวกเขาแล้ว นอกจากที่มีตำแหน่งนี้แล้วก็ไม่มีอะไรสักอย่าง ถูกไหม
เฉินชิงตูไม่ได้พูดอะไร ไม่รู้ว่ายอมรับไปโดยปริยายหรือว่าไม่เห็นเป็นสำคัญ
ความไม่พอใจและความอาฆาตแค้นคือมีดไวที่ตัดปมเชือกยุ่งเหยิง บุกรุดไปข้างหน้าอย่างไม่มีอะไรมาหยุดยั้ง ทองและเหล็กกระทบกัน ก่อให้เกิดสะเก็ดเปลวเพลิง ก็คือการแบ่งแยกบุญคุณความแค้นอย่างชัดเจนของลูกผู้ชาย หนีไม่พ้นว่ากล้าทำก็กล้ารับ
ความรู้สึกผิดและความเสียดายกลับเป็นมีดที่ทู่ รอยบินบนคมมีดล้วนเป็นความผิดพลาดที่เคยทำผิดมาก่อน ปิดประตูลับมีดก็คือความเสียใจภายหลัง สรุปก็คือทำตัวเองทั้งนั้น
เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส ซิ่วไฉเฒ่า พวกเขาสองคนที่อายุแตกต่างแต่กลับถูกมองเป็นคนแก่เหมือนกัน ต่างก็พากันเงียบงัน สุดท้ายยังคงเป็นเฉินชิงตูที่เอ่ยว่าลูกศิษย์ของเจ้าเปิดร้านเหล้า กิจการไม่เลว อยากดื่มเหล้าก็ไปที่นั่นได้ ไม่ต้องจ่ายเงิน