กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1173 คนชุดเขียวนั่งลง
ชื่อของศาลาแห่งนี้ยาวมาก ชื่อว่าศาลา “มีความสุขยืนยาวนิรันดร์ ทอดสายตามองขุนเขาเขียวไม่โรยรา”
ห่างไปไกลยังมีศาลา ‘ศาลา’ อยู่อีกแห่งหนึ่ง
เว่ยป้อยิ้มถาม “แสงกระบี่เส้นนั้นคืออะไร? ความเคลื่อนไหวรุนแรงเกินไปหน่อยนะ คงไม่ใช่ อาจารย์เสี่ยวโม่หรอกกระมัง?”
อันที่จริงไม่เพียงแต่ในอาณาเขตภูเขาพีอวิ๋นมหาบรรพตอุดรเท่านั้น อันที่จริงเสินจวินที่เลื่อนขั้นใหม่ของอี้สี่ขุนเขาตอนนั้น ต่างก็ออกคำสั่งอย่างเข้มงวด ไม่อนุญาตให้ที่ว่าการของกองงานต่างๆ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใต้อาณัติทำการสืบเสาะเรื่องนี้เองโดยพลการ ไม่อาจมารวมตัวกันวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างส่งเดช หากตรวจสอบพบเจอ ในการประเมินครั้งหน้าจะถูกลดชั้นการประเมินหนึ่งขั้นเหมือนกันหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น
สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำสามารถปิดปากเงียบไม่เอ่ยอะไร แต่ไม่อาจบังคับการวิพากษ์วิจารณ์ของผู้ฝึกตนบนภูเขาได้ คงไม่ใช่ฝีมือของอิ่นกวานหนุ่มแห่งภูเขาลั่วพั่วผู้นั้นอีกแล้วหรอกนะ? รายงานขุนเขาสายน้ำของทั้งทวีปต่างก็ยุ่งวุ่นวายกันอีกครั้ง อารมณ์ของเหล่าผู้ฝึกกระบี่ของภูเขาตะวันเที่ยงจะเป็นเช่นไร แค่คิดก็พอจะรู้ได้
เฉินผิงอันไม่ได้รีบร้อนตอบกลับ นั่งลงในศาลา ยกขาไขว่ห้าง สะบัดชุดกว้าตัวยาวท่าทางผ่อนคลายสบายอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด
เว่ยป้อนั่งลงตรงข้าม “อย่ามัวอิดออดอยู่เลย รีบพูดมาให้ชัดเจน”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “เสี่ยวโม่เป็นขอบเขตสิบสี่แล้ว”
แม้ว่าในใจของเว่ยป้อจะได้ข้อสรุปมานานแล้ว แต่รอกระทั่งได้ฟังข่าวนี้ก็ยังตื่นตะลึงสุดขีดอยู่ดี
ความแตกต่างระหว่างขอบเขตบินทะยานกับขอบเขตสิบสี่มีมากแค่ไหน? ก็ต่างกันราวฟ้ากับเหวอย่างไรเล่า! แล้วระดับความยากในการผสานมรรคาได้สำเร็จเล่ามีมากแค่ไหน? เหมือนเอาภูเขาไปถมมหาสมุทรให้เต็มนั่นแหละ!
เว่ยป้อเอนหลังพิงราวรั้ว เงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า “สบายจริง”
พลันได้ยินเสียงตะโกนเรียกจากเฉินผิงอัน “เว่ยป้อ”
เว่ยป้อหยุดเดิน หันหน้ามามอง “หืม?”
เฉินผิงอันยืดตัวตรง มือเป็นหมัดเคาะลงบนหัวใจ จากนั้นใช้นิ้วเคาะลงบนหน้าผากเอ่ยว่า “หลายปีมานี้ ขอบคุณมาก”
เว่ยป้ออึ้งตะลึง ก่อนจะด่าขำๆ ว่า “งี่เง่า” เดินก้าวยาวๆ จากไป ชูมือขึ้นสูง หันหลังให้กับเด็กหนุ่มรองเท้าสานในอดีต
เทพเจ้าแห่งผืนดินในอดีตที่สวมต่างหูเป็นห่วงสีทองโบกฝ่ามือ ทุกอย่างล้วนไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ย คือภาพอันงดงามทำให้คนอบอุ่นใจ
คาดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะโพล่งออกมาว่า “เว่ยเสินจวินยืมเอา ‘เทียบเซียนเหริน เหยียบย่างความว่างเปล่า’ ไปหรือ?”
เว่ยป้อหันหน้ามาถามว่า “ยืมอะไร? เทียบอะไร? รบกวนเซียนกระบี่เฉินพูดให้ดังๆ หน่อย?”
เฉินผิงอันยิ้มแล้วลุกขึ้น เดินก้าวเร็วๆ ออกไปจากศาลา เอาแขนคล้องไหล่เว่ยป้อ “ทำไมถึงยังโกรธอยู่อีกละ”
เว่ยป้อสะบัดไหล่สลัดมือข้างนั้นออก “อย่าสิ พวกเราสองคนไม่สนิทกันสักหน่อย ข้ากำลังจะไปหยิบเอาเทียบเหยียบย่างความว่างเปล่ามา แล้วให้คนเอามาส่งให้กับราชครูเฉิน”
เฉินผิงอันหัวเราะฮ่าๆ
เว่ยป้อเองก็รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่า แต่กลับยังทำหน้าเคร่ง เดินเคียงไหล่กันไปได้แค่ไม่กี่ก้าวก็หลุดขำอย่างอดไม่อยู่ เดินเล่นไปด้วยกัน พูดคุยเรื่องราวบางอย่าง
เฉินผิงอันบอกให้เว่ยป้อช่วยจับตามองลูกศิษย์ปิดสำนักของหม่าขู่เสวียน หากเขากลับมายังอาณาเขตของขุนเขาเหนือก็ให้เขามาที่ภูเขาลั่วพั่วสักรอบ ให้ตรงไปหาตนที่พื้นที่ประกอบพิธีกรรมเนินฝูเหยาได้เลย
เด็กหนุ่มที่พกมีดผ่าฟืนตอนที่อยู่บนหัวกำแพงของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ก็เคยถามเฉินผิงอันต่อหน้าหม่าขู่เสวียนว่ายังรับลูกศิษย์อีกหรือไม่ แน่นอนว่าเฉินผิงอันไม่อยากจะแย่งลูกศิษย์ผู้สืบทอดของหม่าขู่เสวียน เพียงแค่มอบตำราเต๋าวิชาสายฟ้าบทหนึ่งให้กับเด็กหนุ่มเท่านั้น
นอกจากนี้ก็ยังถามเว่ยป้อว่าสามารถให้กองระเบียบพิธีการของขุนเขาเหนือส่งเทียบเชิญฉบับหนึ่งให้กับโจวฉงหลินแห่งอารามชิงเหมยได้หรือไม่ เชื้อเชิญให้นางมา “ชมทัศนียภาพ” ที่ภูเขาพีอวิ๋น จากนั้นถือโอกาสแวะมาชมทิวทัศน์ที่ภูเขาลั่วพั่วด้วยก็ได้ แต่นางต้องรับปากเรื่องหนึ่งว่า รายรับจากบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้ำ ต้องแบ่งกับภูเขาลั่วพั่วคนละครึ่ง
เรื่องแรกง่าย แต่พอได้ยินเรื่องที่สอง เว่ยป้อก็ยิ้มเอ่ยว่า “หากจำไม่ผิด บุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้ำของเทพธิดาโจวคนนั้น คำประเมินบนภูเขา…ธรรมดามากจริงๆ พวกเหล่าผู้พิทักษ์หลักการหัวโบราณคร่ำครึพวกนั้นต้องไม่มีทางชอบนางแน่ ทำไมเจ้าถึงต้องเป็นฝ่ายเชื้อเชิญนางอ้อมๆ ให้แวะมาเยือนสถานที่ของพวกเราด้วยล่ะ?”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ปล่อยไปตามวาสนา”
เว่ยป้อคร้านจะซักไซ้ไปมากกว่านี้ เพียงเอ่ยว่า “ยังมีเรื่องอะไรอีก ราชครูเชิญสั่งการมาได้เลย”
เฉินผิงอันกล่าว “ก่อนหน้านี้ข้ากับไช่จินเจียนแห่งยอดเขาลวีกุ้ยได้เจรจาการค้าเรื่องหนึ่งกันเรียบร้อยแล้ว ผลคือทางฝั่งของภูเขาลั่วพั่วยังไม่ได้รับหินรากเมฆห้าสิบจิน กับธูปแสงเมฆาสองร้อยกระบอกเลย จะให้ข้าส่งกระบี่บินไปถามก็คงไม่ดี จะดูเหมือนเร่งรัดหนี้ไม่ค่อยเหมาะสมนัก ไม่สู้เจ้าออกหน้าช่วยเร่งให้ข้าหน่อย?”
เว่ยป้อย้อนถาม “เจ้าส่งจดหมายไปเร่งไม่เหมาะสม แล้วข้าที่เป็นคนไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการค้าครั้งนี้ ส่งกระบี่บินไปถามแล้วจะเหมาะสมหรือ?”
เฉินผิงอันแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ยังคงพูดเรื่องของตัวเองต่อไปว่า “เว่ยเสินจวินสามารถถือโอกาสนี้แสดงความยินดีกับหวงจงโหวที่เรื่องดีมาเยือนเป็นคู่ไปในจดหมายได้เลยไม่ใช่หรือ? เฮอะ ข้าเป็นเฒ่าจันทราให้เองเชียวนา บอกตามตรง สหายหวงต้องขอบคุณข้าถึงจะถูก”
หวงจงโหวแห่งยอดเขาเกิงอวิ๋น ไม่เพียงแต่กลายเป็นเจ้าขุนเขาของภูเขาเมฆาเรืองภายใต้การเชื่อมสะพานสานความสัมพันธ์ของตน ในที่สุดก็ได้ผูกสมัครรักใคร่กลายเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับอู๋หยวนอี้แล้ว
เว่ยป้อเกิดความสนใจขึ้นมาทันที “เป็นเฒ่าจันทราอย่างไร ไหนลองเล่าให้ฟังอย่างละเอียดสิ”
เฉินผิงอันจึงยิ้มเล่าร่ายยาวให้เว่ยป้อฟังว่าตัวเองไปขอเหล้าดื่มจากหวงจงโหวอย่างไร หวงจงโหวข่มขู่ตนอย่างไร แล้วตน ‘ใช้บุญคุณตอบแทนความแค้น’ อย่างไร ช่วยผูกด้ายแดงอย่างไร
เว่ยป้อฟังแล้วก็รู้สึกว่าน่าสนใจ หัวเราะเสียงดังลั่น เดินไปใกล้ถึง ‘ศาลาศาลา’ หาได้ยากนักที่ทั้งสองฝ่ายจะได้พูดคุยกันอย่างผ่อนคลายเช่นนี้ จึงถือโอกาสนั่งลงกันอีกครั้ง
เฉินผิงอันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ “ทางฝั่งขุนเขาใต้ของฟ่านจวินเม่ากำลังเตรียมงานพิธีเฉลิมฉลอง ยืมเอาขุนนางหญิงที่คุ้นเคยกับขั้นตอนการจัดงานเลี้ยงจากเจ้าไปเท่าไร? อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะห้าสิบหกสิบคนกระมัง?”
เว่ยป้อนวดคลึงหว่างคิ้ว “นางทำตัวเป็นสิงโตอ้าปากกว้าง ขอคนไปจากข้าสองร้อยคนโดยตรง กว่าข้าจะรวบรวมคนได้ร้อยห้าสิบคนก็ไม่ง่ายแล้ว ฟ่านจวินเม่ายังไม่พอใจสงสัยว่าข้าเห็นนางได้ดีกว่าไม่ได้”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ทำไมนางไม่เอางานเลี้ยงท่องราตรีมาจัดที่ภูเขาพีอวิ๋นเลยล่ะ”
“ก็นั่นน่ะสิ” เว่ยป้อใช้สองนิ้วคีบต่างหูสีทองวงนั้น เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “หากนางไม่ทำก็คือไม่ทำเลย แต่พอจะทำขึ้นมาก็ทำซะใหญ่โต เดิมทีข้ายยังคิดจะพูดส่งๆ ให้จบเรื่องกันไป คิดไม่ถึงว่านางจะฉลาด ความรู้และข้อพิถีพิถันมากมายที่ทางกองระเบียบพิธีการของภูเขาพีอวิ๋นสรุปรวบรวมออกมา นางถึงกับเข้าใจจนหมดสิ้น ไหนเลยจะเหมือนคนที่เพิ่งจัดงานเลี้ยงท่องราตรีเป็นครั้งแรก ข้าว่าหวังเจวียนเทพภูเขาของภูเขาไฉ่จือก็น่าจะช่วยออกความคิดห่วยๆ ให้นางไปไม่น้อย”
เฉินผิงอันนวดคลึงปลายคาง พยักหน้าเอ่ย “ข้าเองก็เดาว่าต้องเป็นแผนการของเทพภูเขาหวังเจวียน ก่อนหน้านี้เคยพูดคุยกันอยู่หลายครั้ง ทำอะไรมีระเบียบแผนการมาก สร้างความประทับใจที่ลึกล้ำ มาดก็ดี สวมชุดสีม่วง สวมมงกุฎจักรพรรดิ ถือแผ่นงาช้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัญมณีใหญ่เท่าลูกบ๊วยที่มีความมหัศจรรย์ของการแต้มแต้มมังกร มองปราดๆ ทำให้คนลืมความสามารถ รอกระทั่งได้พูดคุยกันแล้วถึงได้รู้ว่าเขาคือมือดีในการทำการค้า มีคัมภีร์การค้าที่ยอดเยี่ยม ฟ่านเสินจวินมีเขาทายาทที่เป็นเช่นนี้ก็ไม่มีทางยากจนแน่”
เดิมทีเว่ยป้อไม่รู้สึกอะไร รอกระทั่งเฉินผิงอันชมเทพภูเขาหวังเจวียนอย่างไม่ขี้เหนียวคำชม เขาก็เริ่มเกิดความสงสัยแล้ว คาดไม่ถึงว่าเฉินผิงอันจะถามขึ้นมาก่อนว่า “ยืมคนไปเยอะขนาดนี้ ได้พูดเรื่องส่วนแบ่งกับฟ่านเสินจวินไหม?”
เว่ยป้อส่ายหน้า “ถึงอย่างไรก็เป็นเพื่อนร่วมงาน ไม่มีหน้าจะพูดเรื่องนี้”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับรัวๆ “ก็จริงนะ ก็จริงนะ”
เว่ยป้อพลันด่าขำๆ “เสแสร้ง แสดงละครกับข้าต่อสิ ฟ่านจวินเม่าได้บอกข้ามาในจดหมายนานแล้ว ข้าแค่อยากจะเห็นว่าเซียนกระบี่เฉินจะปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างจริงใจหรือไม่ดีนักนะ ไม่ทำให้คนประหลาดใจสักนิดเลยจริงๆ”
เฉินผิงอันยังคงมีท่าทีเยือกเย็น ร้องเพ้ยไปหนึ่งที “อย่าหวังว่าจะหลอกข้าได้เลย”
เว่ยป้อกล่าว “ถึงอย่างไรทุกวันนี้พื้นที่ในการปกครองของขุนเขาใต้ก็ไม่ได้อยู่ในการดูแลของต้าหลีแล้ว ท่าทีที่ฟ่านจวินเม่ามีต่อราชสำนักต้าหลีทั้งลุ่มลึกและสำคัญอย่างมาก”
หลับตาทำสมาธิอยู่ครู่หนึ่ง เฉินผิงอันเอาสองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ เอ่ยเนิบช้าว่า “ได้ยินมาว่าบริเวณใกล้เคียงกับลำน้ำใหญ่ มีแคว้นใต้อาณัติอยู่แห่งหนึ่งที่ทำอะไรลับๆ ล่อๆ มีการกระทำเล็กๆ น้อยๆ อย่างต่อเนื่อง ก่อกวนมานานหลายปี คิดอยากจะหลุดพ้นจากสถานะของแคว้นใต้อาณัติมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนั้นตอนที่จักรพรรดิพระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ก็ยิ่งเปิดเปลือยความคิดมากขึ้น แทบจะแสดงท่าทีอย่างชัดเจนแล้วว่าต้องการงัดข้อกับต้าหลีที่เป็นแคว้นเจ้าเหนือหัว ว่ากันว่าที่นั่น นับตั้งแต่จักรพรรดิไปจนถึงแม่ทัพอัครเสนาบดีหรือแม้กระทั่งเทพเซียนบนภูเขาก็ล้วนมีใจเดียวกัน ต่างก็ไม่กลัวตาย? แทนที่จะมีชีวิตอยู่รอดไปวันๆ ให้อับอายขายหน้าเหล่าบรรพบุรุษ ก็ไม่สู้กระโจนเข้าสู่ความตายอย่างอาจหาญ ทิ้งชื่อเสียงอันดีงามไว้ในประวัติศาสตร์
ดังนั้นก่อนหน้านี้ไม่นานจึงโยกย้ายระดมกำลังทัพชายแดนฝีมือดีจากมณฑลต่างๆ ในพื้นที่ใจกลางมาได้สองกอง ต้องการจะทวงคำอธิบายจากราชสำนักต้าหลี? แม้กระทั่งชิงอ๋องที่เป็นน้องชายแท้ๆ ร่วมอุทรของฮ่องเต้ และเจ้ากรมพิธีการที่กำลังอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ ต่างก็ตรงดิ่งไปที่เมืองหลวงต้าหลีโดยไม่กล้าพาผู้ติดตามคนใดไปด้วย รอให้ต้าหลีขยับดาบตัดหัวของพวกเขา?”
เว่ยป้อกล่าว “ซ่งมู่ลั่วอ๋องแห่งเมืองหลวงสำรอง และยังมีกรมพิธีการและศาลหงหลูของเมืองหลวง ต่างก็ไม่มีวิธีที่ดีพอจะจัดการกับพวกคนไม่สนโลกประเภทนี้ ที่ว่าการกรมกลาโหมสองแห่งของเมืองหลวงและเมืองหลวงสำรอง แน่นอนว่าอยากจะตวัดมีดว่องไวฟันปมเชือกที่พันกันยุ่งเหยิงให้ขาด แค่ต้องรวบรวมกำลังทัพที่ประจำการอยู่สองมณฑล บุกสังหารไปตลอดทางจนถึงเมืองหลวงของแคว้นใต้อาณัติแห่งนั้นเท่านั้น จินชิงเดือดดาลกับเรื่องนี้มาก ปีนี้ตอนที่เป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อน ยังตั้งใจไปหาจักรพรรดิพระองค์ใหม่ รวมถึงไทเฮาอายุน้อยที่เมื่อปีก่อนเพิ่งจะยุติการว่าราชการหลังม่าน
สรุปก็คือพูดคุยกันไม่รู้เรื่อง ท่าทีของอีกฝ่ายแข็งกระด้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทเฮาผู้นั้นที่ถึงกับทิ้งถ้อยคำอำมหิตเอาไว้ต่อหน้าว่า ยินดีจะเป็นหยกแหลกแต่ไม่ยอมจะเป็นกระเบื้องที่สมบูรณ์ แต่ฝ่ายในราชสำนักกลับมีข้อถกเถียงในเรื่องนี้อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน คาดว่าฮ่องเต้เองก็น่าจะมีแผนการของตัวเอง ถึงได้ถ่วงเวลามาจนถึงตอนนี้”
ฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ใหม่ ขุนนางชนชั้นสูง เทพเซียนบนภูเขา ต่างก็มีใจเห็นแก่ตัวและข้อเรียกร้องของตัวเอง หลังจากกลายมาเป็นแคว้นใต้อาณัติของต้าหลีแล้ว พูดถึงแค่เรื่องที่ต้าหลีตรวจสอบและจัดระเบียบการบุกรุกยึดครองที่ดินของเชื้อพระวงศ์และเจ้าเมืองในท้องที่ต่างๆ รวมทั้งการที่บรรดาเจ้าของที่ดินผู้มั่งมีสวมสิทธิครอบครองนาชั้นดี ก็ไปกระเทือนผลประโยชน์ของชนชั้นสูงในท้องถิ่นไม่น้อยแล้ว? ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ายังมีนโยบายของต้าหลีอีกหลายสิบข้อที่ไม่ต่างจากการไปขยับเคลื่อนหลุมศพบรรพบุรุษของพวกเขา
บวกกับที่ทางทิศใต้มีราชวงศ์แห่งใหม่หลายแห่งที่ทำการติดต่อพวกเขา ช่วยผลักดันคลื่นลมอย่างลับๆ ชาวบ้านที่นั่นไม่เข้าใจเรื่องวงในของราชสำนัก อีกทั้งเมื่อผ่านการจัดการดูแลจากไทเฮาและขุนนางบุ๋นบู๊มานานห้าหกปี จงใจกำหนดนโยบายหลายอย่างที่ฟังแล้วไม่เหมือนกับต้าหลีอย่างมาก แต่กลับมีผลประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมาก อีกทั้งยังมีน้ำหมึกจากปลายพู่กันของปัญญาชนจำนวนมากและฝีปากของคนที่รวมตัวกันพากันวิพากษ์วิจารณ์ เป็นเหตุให้เด็กนักเรียนชั้นประถมก็ยังมองราชสำนักต้าหลีเป็นโจรชั่วเป็นศัตรู
ก็ไม่แปลกที่มีข่าวเล่าลือออกไปว่า ไทเฮาสาวตวาดจินชิงเสินจวินของขุนเขากลางอย่างเดือดดาลว่า “แผ่นดินของบ้านข้า ใจของราษฎรนำมาใช้ประโยชน์ได้ กองทัพม้าเหล็กต้าหลีเชิญมาเคาะประตูหน้าด่านได้ตามสบาย เป็นหรือตาย แพ้หรือชนะล้วนไม่มีเสียดาย!”
เฉินผิงอันเอ่ยว่า “จินชิงโมโหจริงๆ หรือว่าแค่ทำท่าทางให้ทางราชสำนักดูเท่านั้น”
เว่ยป้อกล่าว “โมโหจริงๆ”
เฉินผิงอันหัวเราะ “บังเอิญยิ่งนัก ทางฝั่งของแคว้นใต้อาณัติก็มีพี่น้องร่วมอุทรเช่นเดียวกัน คาดว่าคงทำให้ทั้งฮ่องเต้และซ่งจีซิ๋นรู้สึกสะอิดสะเอียนแทบแย่แล้ว”
“จำได้ว่าปีนั้นกองทัพม้าเหล็กต้าหลีกรีธาทัพลงใต้ แคว้นนี้สวามิภักดิ์อย่างรวดเร็ว ศึกที่ภาคกลางของแจกันสมบัติทวีป ก็เป็นพวกมันที่สวามิภักดิ์ต่อกระโจมทัพบางแห่งของเผ่าปีศาจก่อน ตอนนั้นราชครูชยุสังหารแม่ทัพบู๊ขุนนางบุ๋นและผู้ฝึกตนบนภูเขาไปกลุ่มใหญ่ รอกระทั่งสงครามปิดฉากลง ราชครูชยุก็คิดบัญชีย้อนหลังอีก สังหารปัญญาชนชาติกำเนิดสะอาดสะอ้านที่ขยับปากและลิ้นส่งเดชไปอีกกลุ่มหนึ่ง ศีรษะของฮ่องเต้เฒ่าก็เป็นซูเกาซาน อดีตทูตผู้ตรวจการที่ฟันเองกับมือ”
เว่ยป้อยิ้มเจื่อน “หากสงครามเกิดขึ้นมา คนที่ลำบากก็คือชาวบ้าน เพิ่งจะมีชีวิตที่สงบสุขกันได้แค่กี่ปีแล้ว ยังมีทหารชายแดนอายุน้อยที่ว่ากันว่าอายุส่วนใหญ่แล้วคือแค่สิบต้นๆ เท่านั้น…..”
เว่ยป้อมองเฉินผิงอัน “จะทำอย่างไร?”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างเรียบเฉย “ข้าทำเอง”
เว่ยป้อกล่าว “ถ้าอย่างนั้นเรื่องที่จะไปเยือนเมืองหลวง เจ้าก็ไม่ต้องหาเวลาว่างแล้ว ให้ไวเลย เฉินผิงอัน ข้าไม่ได้เรียกร้องอะไรเจ้าแทนฮ่องเต้หรอกนะ”
เฉินผิงอันตอบ “ได้”
เว่ยป้อเอ่ยเย้ยหยันตัวเอง “พูดคุยกับท่านราชครูเช่นนี้ ออกจะไม่ให้ความเคารพเกินไปหน่อยหรือไม่?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ค่อนข้างจะ”
เว่ยป้อลุกขึ้นยืนยิ้มด่า “มียางอายหน่อย!”
เฉินผิงอันลุกขึ้นตาม เดินออกไปนอกศาลาด้วยกัน เว่ยป้ออดไม่ไหวถามว่า “ไม่ลำบากใจหรือ? จะสามารถทำให้ดีจริงๆ หรือไร?”
“สามารถทำให้ดี”