กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 48.2 เสียงจักจั่น เสียงนกและเสียงฟ้า ร้อง
บุรุษเสียงถามเสียงเบา “แม่นางเจียง บิดาของข้ามาดื่มเหล้าอยู่ ที่นี่จริงหรือ?”
สตรีผู้นั้นใช้เสียงในใจตอบว่า “ข้าสืบข่าวมาจากกรมอาญาแล้ว ผู้บัญชาการหงมาเลี้ยงเหล้าดื่มเหล้าอยู่ที่นี่จริง”
พวกเขามาจากเรือข้ามฟากฝ่ ายกองทัพลาหนึ่งที่จอดอยู่ที่ ท่าเรือหมิงดี สตรีได้ครอบครองป้ายสงบสุขปลอดภัย อีกทั้งยังเป็นผู้ ถวายระดับรองที่ได้รับการบันทึกอยู่ในกรมอาญา
นางผงกปลายคาง “มาแล้ว”
หงหลิ่นทอดสายตามองไปไกล ครู่หนึ่งถึงจะมองเห็นเงาร่างของ บิดา
ทางฝั่ งของหงจี้ก็ได้รับคาเตือนจากองค์รักษ์ข้างกายเช่นกัน เขา จึงก้าวเร็วๆ ไปหาลูกชาย ถามอย่างสงสัยว่า “มาได้อย่างไร?”
หงหลิ่นกลับสงสัยยิ่งกว่า “ไม่ใช่ว่าท่านพ่อให้ข้ามาที่เมืองหลวง หรือ?”
หงจี้ไม่ได้ซักถามเรื่องนี้ต่อ แค่มองสตรีที่อยู่ข้างกายบุตรชาย
นางคงรับหน้าที่พาหงหลิ่นนายอาเภอของหลงโส่วหยวนมาส่งที่ เมืองหลวง ส่วนเหตุผลที่ว่าทาไม นางกลับไม่เอ่ยถึงแม้แต่คาเดียว หงหลิ่นรู้กฎระเบียบของวงการขุนนางต้าหลีดี ต่อให้ตนถามก็ไม่ มีทางได้รับค าตอบเพียงแต่พอจะเดาได้ว่าต้องไม่ใช่เรื่องเล็กแน่ หงจี้สีหน้าเป็ นปกติ ยิ้มถามหยั่งเชิงว่า “หงหลิ่น แม่นางคนนี้ คือ?”
หงหลิ่นอธิบาย “นางคือผู้ถวายงานกรมอาญา แซ่เจียงนามยา ครั้งนี้เป็นผู้ถวายงานเจียงรับหน้าที่คุ้มกันข้ามาส่งเข้าเมือง”
หงจี้ถอนหายใจโล่งอก ยังดีๆ กลัวก็แต่ว่าเจ้าเด็กนี่จะเลอะเลือน ไปมีสตรีคนอื่นอยู่ข้างนอก
หงหลิ่นเอ่ย “บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าให้ดื่มเหล้าน้อยๆ” หงจี้ยิ้มเอ่ย “กลับบ้านไปค่อยว่ากัน”
เจียงยากุมหมัดคารวะ “ขอลาตรงนี้” หงจี้กุมหมัดคารวะกลับคืน “ขอบคุณมาก”
เจียงยาจากไปแล้ว หงจี้ก็ยื่นมือไปกุมไหล่ลูกชาย จุปากหนึ่งที “เจ้านี่ใช้ได้เลยนี่นาร้ายกาจกว่าพ่อเสียอีก”
หงหลิ่นมึนงง คาพูดนี้ของท่านพ่อหมายความว่าอย่างไร? หงหลิ่นยังคงพูดคาเดิม “ไปถึงบ้านก่อนค่อยว่ากัน”
เจียงยาเดินเล่นอยู่ริมล าคลองชางผู้เพียงล าพัง นางก็คือ “ยา เอ๋อร์” สตรีผู้ฝึกยุทธของพื้นที่มงคลดอกบัวในอดีต เคยปรากฏตัวที่ เมืองหลวงแคว้นหนันเยวี่ยน ติดตามอยู่ข้างกายมารร้ายติงอิง สุดท้ายถูก ‘โจวเฝย” พา “บินทะยาน” มาถึงใต้หล้าไพศาลด้วยกัน
เป็นสาวใช้อยู่นานหลายปี เรียกได้ว่าใช้ชีวิตเร่ร่อนไม่เป็ นหลัก แหล่ง จากใบถงทวีปมาถึงแจกันสมบัติทวีป จากสานักกุยหยกมาถึง สานักเจินจิ้งที่ทะเลสาบซูเจี่ยน ระหว่างนั้นย่อมต้องเคยไปเยือนพื้นที่ มงคลถ้าเมฆาของสกุลเจียงมาก่อน อยู่ที่บ้านเกิดมีแค่ในตาราเรื่อง เล่าประหลาดเท่านั้นที่ถึงจะมีเทพเซียน แต่พอมาถึงที่นี่ ดูเหมือนว่า เทพเซียนจะไม่มีค่าเท่าไร
หลายปี มานี้ชีวิตของนางร่อนเร่พเนจร เหมือนเหยียบเปลือก แตงโมที่ลื่นไปถึงตรงไหนก็ไถลไปตรงนั้น มักเป็นเจียงซ่างเจินที่สั่งให้ นางไปไหนนางก็ไปที่นั่น ให้นางทาอะไรนางก็ทาอย่างนั้น ส่วนวิถีวร ยุทธของนาง ได้เลือนหายกลมกลืนไปกับหมู่ชนทั่วไปนานแล้ว เพียง แค่เพราะเจ้าคนที่สมองไม่สมประดีอย่างเจียงซ่างเจินผู้นี้ได้ “ยัด” อาวุธกึ่งเซียนชิ้นหนึ่งมาไว้ที่หว่างคิ้วของนาง อยู่ดีๆ ก็ทาให้นาง กลายมาเป็นผู้ฝึกตนครึ่งๆ กลางๆ
คราวก่อนที่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนอย่างเปิดเผยคือรับหน้าที่ พาชาวบ้านตกยากที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่มงคลบ้านเกิดมานานหลายปี กลับไปที่บ้านเกิดในใบถงทวีปพร้อมกับหลิวสวินเหม่ย ผู้ฝึกกระบี่เฉา จวิ้น หลังจากนั้นนางก็กลายมาเป็ นผู้ถวายงานกรมอาญาของราช
สานักต้าหลี ก็ถือว่าพอใช้ได้ สามารถอาศัยสถานะของขุนนางที่ไม่ กลัวฟ้ า ไม่เกรงดินไปท าเรื่องของยุทธภพในยุทธภพ ถือเสียว่า กลับไปทาอาชีพเก่า เพียงแต่ว่าชื่อ “เจียงยา” ของนางในทุกวันนี้ ออกเสียงเหมือนคาว่า “เจี้ยงยา” (เป็ ดย่างซีอิ๊ว) กลับไม่ค่อยน่าฟั ง เท่าใดนัก
ติงอิงที่เคยจัดการจูเหลี่ยนกับมือตัวเอง กลายมาเป็ นบุคคล อันดับหนึ่งในใต้หล้า ภายหลังเด็กหนุ่มแซ่เฉินที่ฆ่าติงอิงก็กลายมา เป็ นราชครูเฉิ นแห่งราชสานักต้าหลี ล้วนเป็ นเรื่องที่ไม่อาจ จินตนาการได้เลย แต่ก็ประหลาดอย่างมาก เรื่องที่เจียงยารู้สึกสนใจ มากที่สุดยังคงเป็นแม่นางน้อยที่นั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็กพิงกาแพงในปี นั้น ทุกวันนี้นางถึงกับกลายมาเป็น “ปรมาจารย์ใหญ่เจิ้งเฉียน” หนึ่ง ในสี่ผู้ที่ได้รับการประเมินฝีมือทางเชิงยุทธ์ของแจกันสมบัติทวีป
จะว่าไปแล้วหงหลิ่นก็เป็ นขุนนางที่ไม่เลวเลยจริงๆ ก่อนหน้านี้ นางได้รับคาสั่งให้ไปรับเขามาที่เมืองหลวง เคยได้ลองสังเกตเขา อย่างลับๆ ในฐานะเมล็ดพันธ์แม่ทัพระดับหนึ่ง หงหลิ่นกลับชอบอ่าน ตารา อย่างเช่นนโยบายว่าด้วยการป้ องกันอุทกภัย การจัดการ ควบคุมน้า ตลอดจนการบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและ ความอดอยาก มักจะมีเขียนบันทึกแยกไว้เสมอ ก่อนหน้านี้นางก็เคย ไปเยือนหงโส่วหยวนมารอบหนึ่ง จาได้ว่าปี นั้นที่เดินทางผ่านแก่ง น้าตกหวงฮวา บนยอดเขามีศาลเล็กอยู่แห่งหนึ่ง พอขึ้นเขาเข้าไปดู ในศาล คราบหม่นดาอับชื้นที่ครั้งหนึ่งเคยชวนให้รู้สึกหดหู่ในกาล
ก่อน บัดนี้กลับพลิกฟื้นเปลี่ยนแปลงไปดูใหม่เอี่ยม เทวรูปลงสีใหม่ ของเหนียงเนียงเทพภูเขาองค์นั้นมีชีวิตชีวาสมจริง มีท่วงทานองอัน เป็ นเอกลักษณ์อย่างยิ่ง ทุกวันนี้มีถนนหนทางที่ทอดยาวออกจาก เมืองไปหลายลี้ ข้างทางมีต้นหยางต้นหลิว เงาร่มไม้แทรกซอนตาม รายทาง ถนนราบเรียบ สายน้าตื้นไหลคดเคี้ยวโอบล้อมอยู่ซ้ายขวา นอกผืนน้าเป็ นทุ่งพืชผลสีเหลืองเขียวทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ทิวทัศน์รื่นรมย์น่ามอง
หนทางเบื้องหน้าทั่วทุกแห่งหนล้วนเต็มไปด้วยร่องรอยของอดีต กาล แล้วจะไม่ให้เชื่อได้อย่างไร?
เจียงยาถอนหายใจเบาๆ หาเหลาสุราร้านหนึ่งง่ายๆ สั่งเหล้าหนึ่ง กาพร้อมด้วยกับแกล้มแก้มสุราสองสามจาน กินดื่มอยู่กับตัวเอง ก็ ถือว่ามีความสุขดี
คนทั้งกลุ่มกลับมาถึงจวนราชครู อวี๋สืออู้กลับไปจัดการกิจธุระ ต่อ แม่ครัวอวี๋ชิ่งนาสิ่งที่เรียนรู้มาปรับใช้ ไปหัดลองทาน้าบ๊วยแช่เย็น
กวอจู๋จิ่วติดตามหรงอวี๋มาที่ห้องของนาง เซี่ยโก่วมาเมืองหลวง คราวนี้เดิมก็เป็ นการเอาผลประโยชน์ส่วนตัวเบียดบังผลประโยชน์ ส่วนรวม อยากไปเที่ยวเล่นหาอู๋ไฉ่ที่ศาลเทพีบุปผาในเมืองหลวง ผล คือรู้จากพี่หญิงหรงอวี๋ว่าอู๋ไฉ่เพิ่งจะติดตามเหนียงเนียงเทพีบุปผา ของพื้นที่มงคลไปขึ้นเรือข้ามฟากฝ่ ายทหารที่ท่าเรือหมิงตี มุ่งหน้า ไปยังภูเขาหนิวเจี่ยว จุดหมายปลายทางก็คือจวนผู้ตรวจการงาน เตาเผาของอ าเภอไหวหวงเขตหลงเฉวียนบ้านตนดูเหมือนว่าจะต้อง
ไปเยือนด้วยตัวเอง ก ากับดูแลการเผาจอกเทพีบุปผาของเตาทางการ ออกมาหนึ่งชุด ตั้งใจนาไปมอบให้กับสหายรักของหลิวชีที่มีฉายาว่า “เฉาฮวาเจียน” เป็นพิเศษ ก็จริงนะ นี่เรียกว่าการตอบแทนไมตรี เฉา จู่ตั้งใจมาเยือนแจกันสมบัติทวีปก็เพื่ออธิบาย “ขอบเขตรั้งคน” ให้เจ้า ขุนเขาฟั งแทนหลิ่วชี ในฐานะผู้ถวายงานอันดับหนึ่ง เซี่ยโก่วจึงยัง ต้องรับน้าใจในส่วนนี้ไว้ เพียงแต่ว่าก่อนจะใช้ยันต์หดย่อพื้นที่กลับไป ยังภูเขาลั่วพั่ว เซี่ยโก่วได้ตั้งใจไปหาหยวนจวี้ไฉ่ เซียนกระบี่หยวนที่ “คุณสมบัติไม่เพียงพอ แต่ก็ถือว่าขยันหมั่นเพียร” เพราะถึงอย่างไร เมื่อได้เนื้อหนังมังสาของชานย่วนฝ่ าจู่มาก็ไม่ควรที่จะหลงกลนาง จาต้องช่วยจับตามองหน่อย หยวนฮว่าจิ้งเห็นเซี่ยโก่วที่ไม่สวมหมวก ขนเดียวก็มีสีหน้าประหลาด เชี่ยโก่วไม่ถือสาเขา ไหนๆ ก็มาแล้วเลย ช่วยชี้แนะไปสองสามประโยค หยวนฮว่าจิ้งถึงมีสีหน้ากระจ่างแจ้ง
จวนราชครู หรงอวี๋กาลังแยกประเภทของเอกสารที่สาคัญ มีการ เขียนใส่ลงไปในกระดาษแผ่นสั้น หรือไม่ก็คัดลอกประโยคออกมา
เนื่ องจากอาณาเขตของแคว้นต้าหลีกว้างใหญ่ เป็ นเหตุให้ อ านาจของรองเจ้ากรมหกกรมยิ่งใหญ่อย่างมาก และงานในหน้าที่ก็ หนักหน่วง นอกจากนี้เจ้ากรมคือขั้นรองชั้นเอกรองเจ้ากรมคือขั้น สามชั้นเอก ตรงกลางห่างกันสองขั้นชั้นโท ดังนั้นจึงมีคนเสนอว่าให้ ยกระดับของรองเจ้ากรมซ้ายขวาในปั จจุบันให้เป็นขั้นสองชั้นโท และ ที่ว่าการของหกกรมก็ให้เพิ่มจานวนของรองเจ้ากรมอีกสองถึงสาม คน เมื่อเป็นเช่นนี้เจ้ากรมก็จะมีการแบ่ง “ใหญ่เล็ก” แล้ว โดยให้กรม
คลังเป็นแบบอย่าง ให้มีการเพิ่มตาแหน่งรองเจ้ากรมฝ่ ายเสบียง รอง เจ้ากรมงานทางน้า นอกจากนี้ยังมีคนถวายฎีกาเสนอให้รื้อฟื้ น ตาแหน่งผู้ว่าการนครทั้งสองขึ้นใหม่ โดยให้ตัดสินกิจเล็กน้อยได้เอง ส่วนเรื่องใหญ่ให้กราบทูลรายงาน ทั้งนี้ชั้นยศให้เทียบเท่ากับหงจี้แห่ง ฝ่ายที่ว่าการเหนือ…
กวอจู๋จิ่วนั่งเฝ้ ามองอยู่ด้านข้างเงียบๆ รู้สึกว่าพี่หญิงหรงอวี๋ช่าง เป็นอัจฉริยะยิ่งนัก
คราวก่อนที่มีความรู้สึกเช่นนี้ก็คือยามที่อาจารย์พ่อเข้าไป รับผิดชอบดูแลกิจธุระในคฤหาสน์หลบร้อน กวอจู๋จิ่วเหลือบมองลานเรือนนอกหน้าต่าง ยามกลางวันจะได้ยิน เสียงนกร้องจิ๊บๆ แว่วออกมาจากร่มไม้หนาทึบ ส่วนหรงอวี๋นั้นจะพลิกเปิ ดสมุดเล่มเล็กเป็ นครั้งคราว ภายใน บันทึกชื่อบุคคลและตาแหน่งขุนนางต่างๆ เอาไว้
ยกตัวอย่างเช่นหานอี นายอาเภอฉางหนิง ยังมีคาว่า “รักษาการ” พ่วงท้ายต าแหน่งอยู่รวมไปถึงชื่อต่างๆ ที่อยู่ฝ่ ายในของจวนราชครู ซึ่งมีเผยจิ่งเป็นหนึ่งในนั้น
หรงอวี๋หยิบพู่กันขึ้นมาเติมชื่อซ่งเหวินซิ่วรองนายอาเภอเจียอวี๋ และลู่ฮุยมือปราบประจาอาเภอลงไป ต่อท้ายรายชื่อของเสมียนทั้ง สามของอ าเภอหย่งไท่ หรงอวี๋ครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วเพิ่มชื่อสถานที่ลง
ไปอีกแห่ง กวอจู๋จิ่วความจาดี รู้ว่านั่นคืออาเภอกานลู่ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ต าหนักฉางชุน
กวอจู๋จิ่วชี้ไปที่สมุดแล้วถามว่า “เผยจิ่งเป็ นอะไรกับทูต ผู้ตรวจการเผยหรือ?”
หรงอวี๋ยิ้มตอบว่า “เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของทูตผู้ตรวจการ
| เผย”กวอจู๋จิ่วพยักหน้า “ว่าแล้วเชียว” |
คนบนภูเขากับบุตรหลานตระกูลใหญ่ เมื่อมาอยู่ในหมู่ชาวบ้าน ร้านตลาดแล้วผู้อื่นเห็นเข้า ก็มักรู้สึกว่าพวกเขามีความผ่อนคลาย บางอย่างที่อธิบายไม่ได้
อย่างเช่นเฉาเกิงซิน อดีตผู้ตรวจการงานเตาเผาหลงเฉวียน คน ขี้เมาผู้นี้เดินเตร็ดเตร่ไปทั่วเมืองไหวหวง ตามคาพูดของเฉินหลิงจวิน ก็คือแม้แต่สุนัขข้างทางก็ยังไม่กลัวเขาเลย
กวอจู๋จิ่วจึงถามด้วยความอยากรู้ว่า “พี่หรงอวี๋ ชื่อของท่านมีที่มา อะไรหรือไม่?”
หรงอวี๋พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ราชครูชุยเคยอธิบายเหตุผล คร่าวๆ ไว้ว่า คาว่า “ส่วนเกิน” (หล่งอวี่) นั้นใช่ว่าจะมีความหมายใน เชิงลบทั้งหมด ตามความเข้าใจของราชครูชุย ไม่ว่าแคว้นหนึ่งหรือ พื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งหนึ่ง ล้วนเป็นเพียงโครงสร้างที่ต้องยอมให้ มี… ข้อผิดพลาดบางประการซุกซ่อนอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง เสมือนเป็น
ตัวเลือกสารอง มิฉะนั้นระหว่างหน่วยงานราชการและขุนนางจะ เชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่แน่นหนาเกินไป ละเอียดรัดกุมจนแข็งที่อ แม้ ภายนอกจะดูเหมือนโคจรไปอย่างรวดเร็ว ทว่าราคาที่ต้องจ่ายคือใน มุมที่มองไม่เห็น มนุ ษยธรรมจะถูกบั่นทอนซ้าแล้วซ้าเล่าอยู่ ตลอดเวลา จิตใจคนประหนึ่งเก้าอี้ที่ประกอบด้วยเดือยสลักสอด ประสานกัน สักวันหนึ่งย่อมรับน้าหนักไม่ไหวและพังทลาย เพียง เพราะ ‘คนสามัคคี” ได้ด้อยและอ่อนกว่า ‘ฟ้าอ านวย” ไปแล้ว แต่หาก ปล่อยให้หลวมเกินไปก็จะผิดพลาดเพราะความหย่อนยาน ราคาที่ ต้องจ่ายคือทุกคนพากันเกียจคร้าน ทุกเรื่องล้วนสิ้นเปลืองดินอานวย ทั้งนี้เพราะธรรมชาติของมนุษย์ล้วนใฝ่ หาความสุข ในใจคิดหวังว่า ตัวเองจะบังเอิญโชคดี ดังนั้นเอกสารราชการที่น่าราคาญบางประเภท ในระดับใหญ่นั้นเทียบเท่าการประเมินระดับแคว้น ในระดับกลางคือ การปิดบัญชีของแต่ละกรม ส่วนในระดับเล็กสุดคือการบันทึกและ ตรวจสอบเอกสารของหน่วยงานท้องถิ่น จึงกลายเป็ นส่วนเกินที่ จ าเป็นก็เพื่อ…ทาหน้าที่รองรับและป้องกันความเสียหาย”
กวอจู๋จิ่วได้ยินก็เข้าใจในทันที จึงพยักหน้ากล่าวว่า “ใช้ ความผิดเล็กแก้ความผิดใหญ่ตั้งด่านไว้ล่วงหน้าตามทางแยก เป็ น แนวคิดที่มีเหตุผลยิ่ง ทั้งมองผลประโยชน์ เน้นผลงานและยึดหลัก ความเป็นจริง”
ดวงตาหรงอวี๋เป็นประกาย หลักการที่นางต้องขบคิดอยู่นานกว่า จะเข้าใจ กลับถูกกวอจู๋จิ่วเอ่ยเพียงประโยคเดียวก็แทงทะลุถึงแก่น ความจริง
……
ออกมาจากเหลาสุราแล้ว เจ้ากรมจ้าวผู้มีอ านาจสูงก็เรียกตัวเฉา ฉิงหล่าง สวินซวี่ รวมทั้งจางติ้งและเหยียนอี้ให้ไปเดินเล่นด้วยกันราว กับคัดเลือกพลทหาร สีหน้าของบัณฑิตร่วมรุ่นคนอื่นๆ เปลี่ยนไป เล็กน้อย เป็ นเพราะสันดานมนุษย์ที่มิได้กลัวมีน้อย หากแต่กลัวไม่ เท่าเทียม บ้างก็อิจฉาริษยา บ้างก็คิดอ่านว่องไว หวังหาโอกาสใน ระยะนี้ไปประจบเอาใจ
เหยียนอี้ซึ่งอายุเกือบห้าสิบปี ทุกวันนี้ยังเป็นเพียงขุนนางชั้นเจ็ด ชั้นโทอยู่ในกรมอาญาหากเขาหนุ่มกว่านี้สักยี่สิบปี คงจะลาพองใจ อยู่ไม่น้อย แต่เมื่อมาถึงวัยนี้ ก็แค่เหมือนว่าได้ระบายความอัดอั้นใน ใจออกไปเล็กน้อย เท่านั้น
หยางส่วงกับหวังชินรั่วนั้นอิจฉาเหยียนอี้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม
แต่กลับไม่รู้เลยว่าเหยียนอี้อิจฉาพวกเขามานานนับปี ความขุ่น ข้องในใจสั่งสมยาวนานเกือบยี่สิบปีแล้ว
จ้าวเหยาหันไปมองเฉาฉิงหล่าง ก่อนเอ่ยด้วยน้าเสียงแฝงแวว ต าหนิเล็กน้อยว่า “เขาคิดอะไรกันแน่ ถึงได้ยอมให้เจ้าลาออกจาก
ตาแหน่ง เวลานี้ราชสานักกาลังต้องการคน ต่อให้ชะลอไปอีกไม่กี่ปี หรือสิบปีแล้วค่อยกลับขึ้นเขาไปฝึกตนก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลย”
สวินซวีได้ยินก็ถึงกับหนังศีรษะชาวาบ อดเป็ นห่วงไม่ได้ว่า ค าตอบถัดไปของสหายเฉาฉิงหล่างจะผ่านด่านไปได้หรือไม่
หงจี้แห่งที่ว่าการเหนือซึ่งสร้างชื่อเสียงยิ่งใหญ่จากการยึดทรัพย์ ครั้งแล้วครั้งเล่าในเมืองหลวง ก็ยังแค่มีชื่อเสียงทัดเทียมกับรอง เจ้ากรมจ้าวแห่งกรมอาญามิใช่หรือ
ว่ากันว่าชาวบ้านหวาดกลัวขุนนาง เพียงก้าวเข้าไปในประตูที่ว่า การก็ต้องถูกถลกหนังชั้นหนึ่ง แต่ขุนนางเองก็ยังกลัวขุนนางด้วยกัน เช่นหากเข้าไปในที่ว่าการกรมอาญาแล้วพบลูกน้องของรองเจ้ากรม จ้าว ก็หนีไม่พ้นว่าต้องเอาชีวิตครึ่งหนึ่งไปทิ้งไว้ที่นั่น
อีกสองคนที่เหลือฟั งแล้วงุนงง ในใจคาดเดาว่า “เขา” ที่รอง เจ้ากรมจ้าวกล่าวถึงนั้นเป็นผู้ใดกันแน่? นอกจากนี้ยังอดสงสัยไม่ได้ ว่า ตามความหมายในค าพูดของรองเจ้ากรมจ้าว เฉาฉิงหล่างยังเป็น ผู้ฝึ กบาเพ็ญตนที่ซ่อนเร้นความสามารถไว้ด้วยหรือ? เพียงแต่ไม่ ทราบว่าอยู่บนท าเนียบของภูเขาลูกใด
เฉาฉิงหล่างตอบ “โทษอาจารย์มิได้ ต้องโทษที่ข้าไร้ปณิธาน ยิ่งใหญ่ ไม่อาจทาได้ถึงขั้นที่ว่ายามตกต่าช่วยเหลือผู้อื่น ยามรุ่งเรือง ก็เกื้อกูลทั่วหน้า จึงได้แต่ถอยแล้วถอยอีก ถอยกลับมาจนถึงที่ โรงเรียน”
เดิมทีหัวคิ้วของจ้าวเหยาเริ่มขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อได้ยิน คาว่า “โรงเรียน” หัวคิ้วก็คลายออก บุรุษผู้ก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางราช สานักผู้นี้คงจะหวนระลึกถึงชีวิตตอนที่กาลังศึกษาเล่าเรียนของตนใน วัยเยาว์ ซึ่งก็มีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับโรงเรียนเล็กๆ ในบ้านเกิด ของตนเช่นกัน
จู่ๆ จ้าวเหยาก็เอ่ยถามว่า “เฉาฉิงหล่าง ข้าขอถามเจ้าสักข้อ เจ้า ต้องตอบความจริงกับข้า สาหรับในใจของเจ้า การเป็นขุนนางในราช สานักของโลกมนุษย์ ยังห่างไกลเกินกว่าการไปเป็นเจ้าสานักหรือเจ้า ขุนของภูเขาลั่วพั่วหรือไม่ก็สานักกระบี่ชิงผิง ใช่หรือไม่?”
เฉาฉิงหล่างตอบอย่างไม่ลังเล เห็นได้ชัดว่าในใจมีคาตอบอยู่ ก่อนแล้ว จึงตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “สถานะใดๆ ก็ตามบนภูเขา ไม่ว่าจะในฐานะศิษย์ของอาจารย์ หรือผู้ฝึกตนบนท าเนียบของภูเขา ลั่วพั่ว ล้วนเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องทาให้ดีที่สุดก็จริงแต่ การศึกษาเล่าเรียนและการอบรมสั่งสอนผู้คน กลับเป็นสิ่งที่อยู่ลึกใน ใจข้ามาโดยตลอด ดังนั้นครั้งก่อนพอรู้ว่าตัวเองต้องรับตาแหน่งเจ้า สานักคนแรกของสานักกระบี่ชิงผิงนอกจากกังวลว่าอาจจะรับภาระ ไม่ไหวแล้ว ก็หาได้มีความคิดจะหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธไม่ภายหลังเมื่อ ศิษย์พี่ชุยเข้ารับตาแหน่งแทน ข้าก็ไม่ได้ปิดบังความโล่งใจต่อหน้า อาจารย์ รอให้การขุดสร้างลาน้าใหญ่แห่งใบถงทวีปสาเร็จลง ใน อนาคตเมื่อข้าตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอยู่บนภูเขาจนเกิดความเข้าใจ แล้ว ย่อมต้องนาสิ่งที่เรียนมาปฏิบัติใช้ ถึงเวลานั้นข้าจะลงจากภูเขา
ไม่ว่าจะไปเป็ นขุนนางท้องถิ่นที่ยุ่งกับการจัดการกิจธุระ หรือไปเป็ น อาจารย์ในสานักศึกษา ก็ต้องไม่ปล่อยให้วิชาความรู้สูญเปล่า อาจารย์เองก็เข้าใจในข้อนี้ดี ไม่ได้ผิดหวังอะไร”
ในใจของจ้าวเหยาอดนินทาไม่ได้ว่า เขาเฉินผิงอันจะไปผิดหวัง อะไรกัน ดีใจยังแทบไม่ทัน คงแอบยิ้มชอบใจอยู่กับตัวเองด้วยซ้า
บัณฑิตมุ่งแสวงหาสามอมตะ นั่นคือสร้างคุณธรรมสูงสุด สร้าง ผลงานเป็นรอง และสร้างคมวาทะค าสอนเป็นล าดับถัดไป