กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทพิเศษ ตอนที่ 61.1 ตัดสินใจเองผู้เดียว
บอกให้ลุกขึ้น บอกให้นั่งลง ล้วนเป็นการตัดสินใจของราชครูต้า หลีเพียงคนเดียว
อะไรที่เรียกว่าหยิ่งผยองจนมองไม่เห็นใครอยู่ในสายตา พลัง อำนาจบีบคั้นผู้อื่น? ก็น่าจะเป็นเช่นนี้เอง
อวี่สืออู้รู้สึกอ่อนใจเป็นทบทวี ขุนนางจดบันทึกที่ถูกเรียกตัวมา ประสมประเสให้ครบจำนวนอย่างตน ราชครูหนุ่มเปิดฉากด้วยคำพูด อย่างนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยคยาวเป็นพรวนตามหลังคำว่า “สืออู้ สรุปแล้วตนควรจะจดหรือไม่จดบันทึกดีล่ะ?
เฉินผิงอันเตรียมใจมาเรียบร้อยแล้วว่าคนที่ลงเรือลำเดียวกันจะ กลายมาเป็นศัตรูทั้งหมด
ฮ่องเต้ซึ่งเหอนั่งโดยสารเรือข้ามทวีปเดินทางไกลไปยังอุตรกุรุ ทวีป ก็เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา? เพื่อที่จะให้ราชครูหนุ่มปลดปล่อย ฝีไม้ลายมือได้อย่างเต็มที่?
เผยเม่าเหมือนจันทันที่ยื่นเด่นออกมา แต่เวลานี้ในห้องกลับไม่มี ใครมองทูตผู้ตรวจการท่านนี้เป็นตัวตลก กลับกันยังมีความรู้สึกเห็น ใจเหมือนกระต่ายตายหมาป่าเศร้าอยู่หลายส่วน เพราะถึงอย่างไร แม้กระทั่งทูตผู้ตรวจการเผยยังถูกราชครูพุ่งเป้าเล่นงานเช่นนี้ ถ้า อย่างนั้นวันนี้หากพวกเขากล้ามีความเห็นต่างใดๆ คิดดูแล้วจุดจบก็
มีแต่จะยิ่งเลวร้ายมากกว่า พูดถึงวงศ์ตระกูลชาติกำเนิด ในห้องนี้มี ใครแย่บ้าง? ใครบ้างที่ไม่มีสมุดคุณความชอบบ้างเลย? พูดประโยคที่
ไม่น่าฟังหน่อยก็คือ นอกจากราชครูเฉินที่เป็นขุนนางใหม่มารับ ตำแหน่ง ต้าหลีในทุกวันนี้ มีใครที่กล้าพูดแบบนี้กับทูตผู้ตรวจการ เผยบ้างเล่า?
วันนี้เผยเม่าคือคนสุดท้ายที่ลุกขึ้นยืนต้อนรับราชครู แล้วก็เป็น คนแรกที่นั่งลง สีหน้าของเขาปกติ สุขุมเยือกเย็น
จ้าวตวนจิ๋นเจ้ากรมพิธีการโล่งอก เขากลัวจริงๆ ว่าสหายรักเผย เม่าจะตีกับราชครูเฉินขึ้นมา ตนเป็นแค่ปัญญาชนอ่อนแอ จะขวาง อย่างไร? แน่นอนว่าด้วยพรสวรรค์ในการเรียนวรยุทธของราชครูเฉิน แล้ว คิดจะเก็บกวาดพวกเขาจะไม่เหมือนเล่นสนุกเลยหรอกหรือ? ว่า กันว่าแม้กระทั่งเฉาสือก็ยังหน้าบวมจมูกเขียวมาแล้ว…แล้วก็เพราะไม่ อาจรวมเสียงให้เป็นเส้นเหมือนผู้ฝึกยุทธ หรือใช้เสียงในใจพูดคุย อย่างเทพเซียนบนภูเขา หาไม่แล้วเจ้ากรมจ้าวก็อยากเตือนเผยเม่า หลายๆ คำว่าอย่าได้ตีกันเด็ดขาดเชียว เพราะนั่นเรียกว่าถูกซ้อม ชัดๆ
ถูกวงการขุนนางกล่อมเกลามานานหลายปี ใช้ชีวิตอยู่บนหลัง ม้าที่ชายแดน เดินทีละก้าวจนมาถึงทุกวันนี้ เผยเม่าถือดีหยิ่งทระนงก็ จริง แต่กลับไม่ใช่คนโง่
เคยค ้าประคองฟ้าที่จะถล่มลงมาเพื่อโลกมนุษย์ของไพศาลอยู่ สองครั้ง คือคุณูปการที่พวกเจ้าสองศิษย์พี่ศิษย์น้องทำสำเร็จก็จริง
ต่อให้เผยเม่าจะยโสโอหังแค่ไหน ก็ยังยอมรับ
แต่พวกเจ้าศิษย์พี่ศิษย์น้องทำเรื่องที่ถูกต้องมากมายขนาดนั้นก็ ไม่ได้หมายความว่าครั้งหน้าพวกเจ้าจะไม่ทำผิดพลาด
ข้อนี้ เผยเม่าค่อนข้างเหมือนโจวจื่อ
ดังนั้นวันนี้เผยเม่าจึงมีเรื่องจะพูด
เพียงแต่เขาไม่รีบร้อนที่จะพุ่งเข้าปะทะทันทีที่เพิ่งพบหน้า เปลี่ยน การประชุมให้เป็นการทะเลาะโต้เถียง อยู่ในราชสำนัก การโต้เถียง กันด้วยอารมณ์นั้นร้ายแรงถึงชีวิตมากที่สุด
แม้ว่าเผยเม่าจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ แต่แท้จริง แล้วเลือดร้อนๆ กำลังพลุ่งพล่านเหมือนกระแสน ้าขึ้นน ้าลง ทูต ผู้ตรวจการต้าหลีท่านนี้ไม่มีสภาพจิตใจที่กระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง เช่นนี้มานานมากแล้ว
ราวกับว่าการอยู่ในวงการขุนนาง การลงสนามรบเข่นฆ่าตลอด ชีวิตที่ผ่านมาก็เพื่อวันนี้ เพื่อที่จะได้พูดจาแข็งกระด้างกับเจ้าของ เก้าอี้ประธานตัวนั้นที่นี่
ไม่ใช่ชุยฉานก็ไม่เป็นไร จะใช่เฉินผิงอันหรือไม่ก็ยิ่งไม่สำคัญ ใครนั่งเก้าอี้ตัวนั้นก็คือคนผู้นั้น
หรงอวี๋ยืนอยู่นอกประตูอย่างสงบ จดจำรายละเอียดการ เปลี่ยนแปลงทุกอย่างบนใบหน้าของเหล่าชนชั้นสูงแห่งต้าหลีที่อยู่ใน ห้องไว้ในใจเงียบๆ
รูปลักษณ์เกิดจากจิตใจ ริ้วกระเพื่อมในใจคนเดิมทีก็คืออักษรน ้า อย่างหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องร่วงหล่นลงบนหน้ากระดาษ
แต่หรงอวี๋ก็ไม่ได้จับจ้องสีหน้าสายตาของทุกคนในห้อง ตลอดเวลา เพราะลานเรือนชั้นสามที่อยู่บนแนวเส้นแกนกลางนี้คือ เพดานเหลี่ยมเปิดอ้าที่แขวนภาพแผนที่ของภูเขาสายน ้าที่แตกต่าง กันออกไป มีของแจกันสมบัติทวีป ของใต้หล้าไพศาลและของเปลี่ยว ร้าง
ดูเหมือนว่าหมอผีโบราณเฉินอี้จะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของ ห้องโถงใหญ่ในวันนี้เขาไม่ได้อ่านหนังสือต่อ แต่เดินออกมาจากห้อง นั่งลงบนราวรั้วของระเบียง เขาใช้สายตาสอบถามสาวใช้ของจวน ราชครูผู้นั้นว่าขอฟังด้วยได้ไหม? หรงอวี๋ผงกศีรษะให้พร้อมรอยยิ้ม บางๆ ย่อมได้
หมอผีโบราณผู้นี้มีความต้องการอยู่สามอย่าง อย่างแรกคือ ขอให้เผยเฉียนที่มักจะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีอาจารย์เรียน วิชาหมัดไปจากเขา ขอให้กวอจู๋จิ่วที่ทั่วร่างเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตอัน ล้นเหลือดุจต้นหญ้าป่าในทุ่งกว้างใหญ่เรียนขับร้องร่ายรำ ขอให้หร งอวี๋เรียนศาสตร์อธิษฐานบวงสรวงยุคบรรพกาลซึ่งมีประวัติความ เป็นมามาจากหมอผีเอง…แต่นอกจากกวอจู๋จิ่วแล้ว ต่อให้เฉินอี้จะ
ยอมโขกหัวกราบอาจารย์ เผยเฉียนก็ยังคงไม่ยอมเรียนหมัด และดู เหมือนว่าหรงอวี๋จะไม่มีความสนใจอะไรเกี่ยวกับประวัติลับของหมอผี หมอผีใหญ่เฉินอี้ไม่เพียงแต่ไม่ทดท้อทอดอาลัยเพราะเหตุนี้ กลับกัน ยังยืนหยัดในความคิดของตัวเอง ไม่เพียงแต่ต้องให้พวกนางได้ เรียนรู้ ยังจะให้คนใหม่ๆ คนรุ่นเยาว์ในอีกหมื่นปีให้หลังจำนวนมาก กว่าเดิมได้รู้จัก ได้ทำความเข้าใจ ได้เรียนรู้สิ่งที่เขาเฉินอี้คิด ตระหนักและบรรลุมาได้ ช่วงเวลาที่อ่านหนังสืออยู่ในจวนราชครูนี้ พอคิดถึงว่าความรู้เก่าอาจจะต้องขาดสะบั้นไปนับแต่นี้ เขาก็เสียใจ จนหลั่งน ้าตา
ผืนแผ่นดินในโลกมนุษย์ของยุคบรรพกาล ความรู้เก่าที่เหมือน ดอกหญ้าป่าบานสะพรั่งพวกนั้น ความรู้ที่ผู้ศึกษามรรคามากมาย ขนาดนั้นแสวงหาหนทางอย่างอุตสาหะตรากตรำ กระทั่งบรรลุด้วย ตนเอง และรวบรวมเรียบเรียงขึ้นอย่างเป็นระบบ จะเป็นเพียงกากเดน ล้าสมัยที่ไม่เข้ากับกาลเวลาได้อย่างไร?
ข้าจะต้องสอนให้พวกเจ้าทั้งหมด ข้ายินดีขอร้องให้พวกเจ้า เรียน!
ข้ารอคอยอย่างยิ่งยวดให้พวกเจ้าผ่านพ้นข้อกังขา ความเข้าใจ โดยนัยและการปฏิเสธนานัปการ แล้วหลอมรวมจนก่อเกิดเป็นวิชา ความรู้ที่ดียิ่งกว่าเดิม!
เฉินผิงอันพลันเรียกชื่อหนึ่ง “ชิวเฮ้อ”
คนหนุ่มจากตระกูลขุนนางที่ถูกเรียกชื่อรีบยืดเอวตรงทันที “ขอรับ!”
เพราะหนึ่งในสมาชิกหกคนที่มานั่งฟัง ตำแหน่งของคนหนุ่มอยู่ ด้านหลัง
นอกจากมีคนของสกุลหยวนเสาค ้ายันแคว้นสองคนมาเข้าร่วม การประชุมซึ่งถือว่าได้รับเกียรติ” เป็นพิเศษแล้ว คนของตระกูลอื่นๆ ที่มาเข้าร่วมประชุมมีได้แค่ตระกูลละหนึ่งคนเท่านั้น อย่างชิวเฮ้อที่พอ เข้ามาในห้องก็เริ่มกระวนกระวายเหมือนนั่งอยู่บนพรมเข็ม ในฐานะผู้ มีอำนาจตัดสินใจของสกุลชิวฝูเฟิง แล้วก็ถือเป็นคนโดดเด่นในหมู่ คนรุ่นเยาว์ แม้ว่าจะไม่อาจเปรียบเทียบกับพวกเฉาเกิงซิน หยวนเจิ้ง ติ้งที่มีฐานะตำแหน่งสูงได้ แต่เมื่อเทียบกับพวกเว่ยเจียแห่งทะเลสาบ เหล่าอิงแล้ว ก็ยังดีกว่ามากนัก ดั่งคำกล่าวที่ว่าเทียบกับบนไม่พอ เทียบกับล่างมากเหลือแหล่อย่างแท้จริง
เมื่อคืนทางตระกูลได้จัดงานเลี้ยงสุราโดยเชิญทูตผู้ตรวจการเผย มาอย่างลับๆ ชิวเฮ้อก็อยู่ด้วย แน่นอนว่าเขาที่เป็นผู้เยาว์ย่อมไม่มี สิทธิ์จะออกเสียงอะไร ได้แต่ดื่มสุราคารวะ “ท่านลุงเผย” เท่านั้น
ต้าหลีคือราชวงศ์ที่ยึดถือและเชิดชูผลงานอันเป็นรูปธรรมเป็น สำคัญ พอดีกับที่เผยเม่าก็คือบุคคลผู้มีผลงานและความสำเร็จแทบ ไร้ที่ติ
ชาติกำเนิดอยู่ระหว่างเฉาผิงและซูเกาซาน ทั้งไม่ใช่ตระกูลชน ชั้นสูงอันดับหนึ่งแล้วก็ ไม่ใช่คนยากจน
ทั้งไม่ได้ตั้งพรรคพวกแสวงหาผลประโยชน์ในราชสำนัก ไม่เคย วางแผนช่วงชิงผลประโยชน์ให้ลูกหลาน ไม่โลภมากในทรัพย์สินเงิน ทอง ไม่หลงใหลรูปโฉม ครอบครัวเคร่งครัดในระเบียบวินัย ดังนั้นแม้ ผู้คนในแวดวงราชการที่ไม่ชอบหน้าเผยเม่า ก็ยังไม่อาจตำหนิเขาใน ด้านคุณธรรมส่วนตัวได้เลยแม้แต่น้อย
หากจะบอกว่าเผยเม่าที่ครองตนอยู่ในความเที่ยงธรรมคือตะปู แข็งๆ ดอกหนึ่ง ถ้าอย่างนั้นชิวเฮ้อก็เหมือน….มะพลับนิ่มที่แท้จริง
คนที่มาฟังการประชุมอย่างชิวเฮ้อล้วนเป็นคนหน้าใหม่ทั้งสิ้น สำหรับวงการขุนนางต้าหลีแล้วจึงถือว่าทั้งอายุน้อยและหน้าใหม่
แม้กระทั่งเฉาเกิงซินที่ข่าวสารว่องไวที่สุดก็ยังรู้จักแค่สองคนใน นั้น นอกจากชิวเฮ้อที่ทำการค้าอย่างถูกต้องในมณฑลต่างๆ แล้ว ก็ ยังมีคนหนุ่มเชื้อพระวงศ์แซ่ซ่งอีกคนหนึ่งผิวคล ้า สีหน้าเฉยชา ไม่ เหมือนเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ที่มีชีวิตอยู่ดีกินดี กลับเหมือนชาวนา บ้านนอกที่ตากแดดตากลมอยู่ตลอดทั้งปีมากกว่า แต่เฉาเกิงซินกลับ รู้ว่าเจ้าคนที่มองดูแล้วไม่สะดุดตาผู้นี้ไม่ใช่ตะเกียงประหยัดน ้ามัน อะไร ยังมีฐานะที่ซ่อนเร้นอยู่อีกชั้นหนึ่ง ค่อนข้างคล้ายคลึงกับคน ของศูนย์ตัดต้นไม้ หรือไม่ก็สำนักทอผ้า แต่กลับไม่มีตำแหน่งขุนนาง ภายนอก สามารถออกท่องยุทธภพ ชนบท ภูเขาสายน ้าได้ตามใจ ปรารถนาเหมือน…ขุนนางผู้รวบรวมบทกวีคนหนึ่ง
หรงอวี๋มองเข้าไปในห้องแวบหนึ่ง เวลานี้ยังมีตำแหน่งว่างเหลือ อีกหนึ่งตำแหน่ง นางขมวดคิ้วน้อยๆ หงจี้แห่งที่ว่าการเหนือนี่ยังไงกัน ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับซือถูเตี้ยนอู่ให้ชัดเจนหรือว่าเขาจะต้องมาเข้า ร่วมการประชุมครั้งแรกของวันนี้? ตามหลักแล้วไม่มีทางทำเป็นเรื่อง เล่นๆ หงจี้มีความสามารถในการเข้าสังคมไม่ตื้นเขิน อีกอย่างอยู่ใน วงการขุนนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีระดับขั้นถึงหงจี้ ไหนเลยจะ เข้าร่วมงานเลี้ยงสุราที่สามารถทำให้คนเมามายได้อย่างแท้จริง
ถอยไปพูดหนึ่งก้าว ต่อให้ดื่มเหล้าเข้าไปไม่น้อยจริงๆ แต่อย่า เห็นว่าอยู่บนโต๊ะพวกเขาเหมือนคนไร้สติ พูดจาอ้อแอ้ แต่รอกระทั่ง วงเหล้าแยกย้ายกันแล้ว ขอแค่อาเจียนเสร็จดวงตาทั้งคู่ก็จะพลันเปล่ง ประกายเหมือนโคมไฟสองดวงในทันที
จำได้ว่าตอนที่ตนมีอายุเป็นเด็กสาว หรงอวี๋เคยถามราชครูชุย ฉานอย่างไร้เดียงสาว่าต้องคบค้าสมาคมกับขุนนางมากมายขนาด นั้นทุกวัน พวกเขาแต่ละคนต่างก็มีแผนการและกลอุบายแตกต่างกัน ไป ท่านราชครูรู้สึกเหนื่อยบ้างไหม? ตอนนั้นชุยฉานส่ายหน้า ยิ้ม เอ่ยมาสามประโยค สองประโยคแรกคือคำตอบ ประโยคที่สามกลับ เหมือนว่าราชครูชุยเกิดแรงบันดาลใจจึงพูดนอกประเด็นมากกว่า
ไม่ว่าขุนนางบุ๋นแม่ทัพบู๊ ไม่ว่าจะคนดีหรือคนเลว มนุษย์ธรรมดา หรือเทพเซียน ขอแค่ฉลาดมากพอ ไม่ใช่คนโง่ ก็ล้วนมีเรื่องให้พูดคุย กันได้ อันที่จริงยังคุยกันได้ดีมากด้วย
“แล้วนับประสาอะไรกับที่พวกเขาก็ไม่ได้ฉลาดมากไปกว่าข้า”
“ความถูกต้อง” ของพวกเราทุกคนได้ช่วยให้พวกเราสร้างศาล แห่งหนึ่งขึ้นมา แต่กลับอาศัย “ความผิดพลาด” แต่ละครั้งของตัวเอง มาสร้างร่างทองทีละชั้นอย่างต่อเนื่อง
การประชุมในวันนี้ เกียรติยศของวงศ์ตระกูลขึ้นอยู่กับตัวเขา ชิ วเฮ้อย่อมอกสั่นขวัญผวาอย่างเลี่ยงไม่ได้ จะไม่ให้เขาทำท่าเหมือน เผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจก็ไม่ได้
แน่นอนว่าเขาย่อมไม่เต็มใจจะ “เป็นผู้ร่วมฟังโดยไม่มีสิทธิ์ออก ความคิดเห็น อะไร แต่หากเลือกได้ ชิวเฮ้อก็หวังให้คนรุ่นบิดามานั่ง ที่นี่มากกว่า แต่ใครมีคุณสมบัติจะเข้ามาในจวนราชครู นี่ไม่ใช่เรื่องที่
สกุลชิวฝูเฟิงจะมีอำนาจตัดสินใจได้เลย
เฉินผิงอันถาม “ชิวเฮ้อ เจ้าทั้งไม่มีตำแหน่งจากการสอบเคอจวี่ และไม่มีคุณความชอบด้านการสู้รบในสนามรบ รู้หรือไม่ว่าทำไมเจ้า ถึงสามารถมาเข้าฟังการประชุมได้?”
พูดง่ายๆ ก็คือชิวเฮ้อคือบัณฑิตหนุ่มผู้ยังไร้ตำแหน่งทางการ แน่นอนว่า “ผู้ไร้ตำแหน่งของลูกหลานสกุลชิวฝูเฟิงก็ยังล ้าค่ามากอยู่ ดี
ชิวเฮ้อบากหน้าเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “ตอบท่านราชครู เพราะ ข้าแซ่ชิว”
เฉาเกิงซินแอบหัวเราะชอบใจอยู่กับตัวเอง คำตอบนี้ของ คุณชายใหญ่ชิว….ก็ถือว่าหน้าด้านหน้าทนอยู่เหมือนกัน
ลำพังแค่หนึ่งคำถามหนึ่งคำตอบนี้ ชิวเฮ้อก็เหงื่อหลั่งเปียกเต็ม หลังโดยที่ไม่รู้ตัวแล้ว
ยอมเป็นคนใบ้ แต่ไม่ยอมพูดผิดแม้แต่ครึ่งคำ ถึงขั้นที่ว่าทางที่ดี ที่สุดขออย่าได้มองสบตากับใครเลย
แต่ในเมื่อถูกราชครูเฉินเรียกชื่อแล้ว ก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะเป็น คนใบ้ไม่ได้อีก
เฉินผิงอันใช้ฝ่ามือถูกับที่เท้าแขนเก้าอี้เบาๆ เอ่ยว่า “ชิวเฮ้อ เจ้า คือคนฉลาด อย่ามาแกล้งโง่กับข้า”
นี่คือคำพูดรุนแรงที่แทบจะใกล้เคียงการตำหนิแล้ว
ชิวเฮ้อกลืนน ้าลายเงียบๆ เอ่ยด้วยน ้าเสียงแหบแห้งว่า “เพราะ สกุลชิวของพวกเราได้รับโชคหลังเคราะห์ร้าย หนีพ้นหายนะครั้งหนึ่ง มาได้”
ท่านั่งของเฉินผิงอันผ่อนคลาย โน้มตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย ฝ่า มือตบลงบนที่เท้าแขนเก้าอี้ เอ่ยว่า “คิดดีๆ อีกครั้ง อย่าพูดจา คลุมเครือ หากกลัวว่าจะล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ที่มีอยู่เกินครึ่งห้องจึงไม่ กล้าพูดความจริง สกุลชิวฝูเฟิงก็ต้องชั่งน ้าหนักของผลลัพธ์จากการ ล่วงเกินข้าคนเดียวให้ดี”
ชิวเฮ้อเคยพบเจอสถานการณ์เช่นนี้เสียที่ไหน รู้สึกเพียงว่า ราชครูหนุ่มที่นั่งอยู่ห่างไปไม่ไกล มองดูคล้ายมีท่าทางผ่อนคลาย แต่ แท้จริงแล้วปราณสังหารกลับพลุ่งพล่าน
คุมเชิงอยู่กับเขาก็เหมือนการพบเจอกันในตรอกแคบยามค ่าคืน เขาชิวเฮ้อจะมีทางที่สองให้เดินเสียที่ไหน ไม่มีพื้นที่ให้หันหลังกลับ อีกแล้ว
ตระกูลขุนนางไม่เหมือนกับชาวบ้านทั่วไป ฝ่ายหลังกลัวที่ว่าการ กลัวการฟ้องร้องกลัวกฎหมาย กลัวขนบธรรมเนียมประเพณี กลัวคำ ซุบซิบนินทาของเพื่อนบ้าน กลัวจะถูกแทงข้างหลัง พูดไปพูดมา สิ่ง ที่กลัวก็หนีไม่พ้นคำที่มองไม่เห็นสัมผัสไม่ได้ นั่นคือ “กฎระเบียบ” ทว่าสิ่งที่ฝ่ายแรกไม่กลัวมากที่สุดกลับเป็นกฎระเบียบพอดี
แต่พวกเขาก็จะกลัวคนบางคน หรือควรจะพูดให้ถูกก็คือกลัวคน ที่ได้นั่งเก้าอี้พิเศษ ได้ยืนอยู่ตำแหน่งด้านหน้าของราชสำนัก
เมื่อก่อนชิวเฮ้อไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมท่านปู่ที่เคยเป็นขุนนางถือ ตราประทับ เป็นเจ้ากรมของสามกรมมาก่อน และยังมีคนรุ่นบิดาถึง ได้หวาดกลัวชุยฉานมากขนาดนั้น เป็นเหตุให้ตลอดหลายปีที่ผ่าน มานี้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นความลับมากแค่ไหน ก็ยังไม่ เคยเอ่ยถึงชื่อนี้ ถึงขั้นที่ว่าบิดาที่ยามอ่านตำราตั้งใจมากมาโดย ตลอด ทุกครั้งที่เจออักษรคำว่า “ซุย” หรือไม่ก็ “ซิ่ว” บนหน้าหนังสือ ก็จะเปิดหน้านั้นผ่านไปอย่างว่องไวโดยไม่รู้ตัว…นี่มันเหลวไหลนัก!
ตอนนี้ชิวเฮ้อพอจะเข้าใจได้บ้างแล้ว
สำหรับสกุลชิวฝูเฟิงแล้ว ซิ่วหูซุยฉานที่อำนาจท่วมทะยานฟ้าก็ คือทะเลเมฆที่ลอยอยู่เหนือหัวของตระกูลพวกเขาตลอดเวลา ลูกหลานสกุลชิวไม่รู้เลยว่าฝนจะตกลงมาหรือฟ้าจะผ่าเมื่อไหร่
จำได้ว่าในตระกูล ท่านอาที่ทุกคนลงความเห็นว่าใจกล้ามาก ที่สุด ชีวิตนี้ไม่เคยกินข้าวหลวง ชอบออกเที่ยวไปตามภูเขาแม่น ้า เป็นนกกระเรียนโบยบินอย่างอิสระเสรี เขาก็แค่เคยเอ่ยประโยค กำกวมชวนฉงนว่า อยู่ในโรงอาบน ้า ใครเล่าจะกลัวใคร
ไม่ได้ฝึกฝนตัวเองอยู่ในที่ว่าการ ไม่ได้ล้มลุกคลุกคลานมาเป็น เวลานานอยู่ในวงการขุนนาง ก็ย่อมต้องคิดว่าไม่ว่าจะเจ้ากรมหรือ ข้าหลวงหัวเมืองอะไรนั่น พูดจนฟ้าทะลุก็ยังไม่ใช่คนคนหนึ่งหรอก หรือ? หรือว่าพวกเขาไม่มีหกอารมณ์เจ็ดปรารถนา ไม่ต้องกินดื่มขับ
บทพิเศษ ตอนที่ 61.2 ตัดสินใจเองผู้เดียว
หลี่เป่าเจินกลับรู้สึกอิจฉาชิวเฮ้อที่ขวัญหนีดีฝ่ออยู่บ้าง ยังดีกว่า ตน ไม่รู้ว่าต้องอดทนรอไปถึงเมื่อไหร่ถึงจะถูกเฉินผิงอันเรียกชื่อ
ในเมื่อไม่ว่าจะยึดคอออกไปหรือหดคอเข้ามาก็ล้วนต้องเจอดาบ อยู่ดี ก็ไม่สู้ให้รู้สึกเย็นวาบที่คอเร็วหน่อย
แม้จะคิดเช่นนี้ แต่พอสัมผัสได้ถึงสายตาของราชครูหนุ่ม หลี่เป่า เจินกลับเปลี่ยนความคิดในทันที
เฉินผิงอันถอนสายตากลับมา ยิ้มตาหยีถามว่า “ก่อนหน้านี้
ราชครูชุยหายตัวไป ตัวเลือกราชครูคนใหม่ถูกเว้นว่างไว้ไม่ได้ ตัดสินใจเสียที สกุลชิวฝูเฟิงของพวกเจ้ารู้สึกเช่นไร?”
เฉินผิงอันสะบัดชายแขนเสื้อ ยกมือขึ้นทำท่าดื่มเหล้า “แอบดื่ม เหล้าไปกี่จอกล่ะ?”
ชิวเฮ้อริมฝีปากสั่นสะริก ส่ายหน้าอย่างแรง อยากร้องไห้แต่ไร้ น ้าตา
จ่างซุ่นเม่าที่เป็นขุนนางสวรรค์ของราชสำนักต้าหลีอารมณ์ ซับซ้อนยิ่ง แม้ว่าหมวกขุนนางของผู้เฒ่าจะใหญ่ แต่การเรียงที่นั่งใน วันนี้ไม่ได้ดูที่ระดับขั้น กลับกลายเป็นว่าตำแหน่งของเขาค่อนข้างอยู่ ห่างไกล ค่อนข้างติดกับประตูใหญ่ คนหนุ่มมักจะชอบวาดฝันถึงวัน
พรุ่งนี้อยู่เสมอ แต่คนแก่กลับจะหวนคิดถึงเมื่อวานบ่อยๆ จ่างซุนเม่า ใจลอยไปไกล อยู่ดีๆ ก็นึกถึงภาพยามที่ตนเดินเข้าจวนราชครูครั้ง แรก ตอนนั้นคนต่างถิ่นของต้าหลีผู้นั้นมองใบอู๋ถงอยู่ใต้ต้นอู๋ถง จ่าง ซุนเม่าเสียใจภายหลังอย่างยิ่งที่ปีนั้นตนอายุน้อย ขี้ขลาด ไม่ได้ถาม ราชครูชุยว่าเงยหน้ามองอะไรอยู่
ก็ไม่รู้ว่าสามสิบห้าสิบปีให้หลัง ขุนนางหนุ่มบางคนของต้าหลีใน ทุกวันนี้ ในอนาคตจะมีวันหนึ่งที่คิดเหมือนตนหรือไม่
หลิวสวินเหม่ยยกสองแขนกอดอก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่าง ผ่อนคลาย สีหน้าสดใสมีชีวิตชีวา ไม่ได้มีความสุขบนความทุกข์ของ ผู้อื่น แต่เป็นเพราะเขารู้สึกสาแก่ใจอย่างแท้จริง เขาเคยเจอแช่สกุลที่
มีความเกี่ยวดองเป็นเครือญาติหรือมีสายสัมพันธ์กัน ถ้อยคำราชการ ที่คลุมเครือไม่ชัดเจน การประนีประนอมที่ต่างฝ่ายต่างเข้าใจโดยไม่ ต้องพูดออกมาและการแลกตัวกันที่หยุดแต่พอสมควร…เขาหลิวสวิน เหม่ยคือคนที่นำทัพทำสงคราม ทั่วทุกหนแห่งในชีวิตก็คือสนามรบ ไม่สนหรอกว่าเจ้าจะมีสถานะมีวิธีการเช่นไร ก็ควรจะประจัญบานกัน ในระยะประชิดเช่นนี้ ไม่สนหรอกว่าเจ้าจะเป็นทหารอาวุโสที่ผ่านมา ร้อยสงคราม หรือเป็นทหารที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในกองทัพ บนสนามรบ ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย ยกมือขึ้นดาบตวัดลง ศีรษะ กลิ้งหลุนๆ อยู่บนพื้น
จะพูดว่าชิวเฮ้อขี้ขลาด ไม่เคยเจอโลกกว้าง ถึงได้เสียกิริยา เช่นนี้ก็ไม่ได้
ล้วนเป็นแช่สกุลของเสาค ้ายันแคว้นแล้ว ยังจะต้องร ่ารวยสูงศักดิ์ ต้องมีเงินทองมากองเต็มโถงแค่ไหนอีก?
ก็เหมือนอย่างตอนนั้นก่อนที่เสี่ยวโม่จะถามกระบี่ก็รู้สึกว่าต่อให้ จอมปราชญ์น้อยร้ายกาจแค่ไหน ขึ้นไปบนฟ้าก็ยังเป็นคนอยู่ดี จะต้องกลัวเขาทำไม
รอกระทั่งกลับมาที่ชายหาดถั่วเป่า เจอหน้าดื่มเหล้ากับสหายปี เชียวก็ยังต้องเอ่ยอย่างอัดอั้นว่า จอมปราชญ์น้อยไม่อ่อนด้อยเลย
เห็นท่าทางเหมือนหุ่นขี้ผึ้งของชิวเฮ้อ เฉาเกิงซินก็ถอนหายใจ หนึ่งที อันที่จริงขณะเดียวกันกับที่ราชครูได้ส่งกระดาษคำถาม ออกไป ก็ได้มอบคำตอบให้กับชิวเฮ้อแล้วด้วย ดังนั้นมองดูเหมือน อันตราย แต่แท้จริงแล้วด่านนี้ผ่านไปได้ง่ายมาก ต้องดูแค่ว่าเจ้าเด็ก ชิวเฮ้อผู้นี้จะรับรู้ความนัยโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยได้หรือไม่ แต่ดูท่าแล้ว น่าจะหมดหวัง ตกใจจนโง่ไปแล้ว
อันที่จริงราชครูเฉินไม่ได้เลือกบีบมะพลับนิ่ม ไม่ได้ใช้วิธีเชือดไก่ ให้ลิงดูอะไร เห็นได้ชัดว่าต้องการมอบโอกาสให้สกุลชิวฝูเฟิงที่ยืนตา ปริบๆ อยู่นอกประตูได้ข้ามผ่านธรณีประตูเข้ามาอีกครั้ง
แต่เงื่อนไขก็คือชิวเฮ้อต้องเข้าใจความนัยนี้ และยินดี หรือจะพูด ให้ถูกก็คือกล้าพอจะที่ก่อศัตรูในราชสำนัก
ราชครูเฉินไม่มีมิตรภาพอะไรกับสกุลชิวฝูเฟิงอยู่แล้ว ก็หนีไม่ พ้นว่าการกระทำตลอดสิบกว่าปีมานี้ของสกุลชิวที่ถูกราชครูชุยตอก
ย ้าอย่างหนักแน่นมาครั้งหนึ่งฉลาดมากพอ ไม่เหมือนกับตระกูลชน ชั้นสูงทั้งหลายที่จำแต่ความสุขไม่จำความเจ็บ แต่ตระกูลชิวกลับ จดจำบทเรียนจากความเจ็บได้ขึ้นใจ
เฉาเกิงซินไม่ได้รู้สึกว่าสมองของตัวเองดีกว่าชิวเฮ้อมากนัก ก็ หนีไม่พ้นว่าคนอยู่นอกสถานการณ์มองเห็นได้ชัดกว่า แค่นี้เท่านั้น
ชิวเฮ้อที่ตกใจขวัญกระเจิงเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก สายตา พร่าเลือน มองไปยังใบหน้าเย็นชาสีหน้าเคร่งขรึมที่อยู่บนเก้าอี้ฝั่ง ตรงข้าม ข้าพร้อมทุ่มสุดชีวิตแล้ว! ข้าไม่ได้ดีไม่แน่ว่าวันนี้ผ่านไป ข้า อาจจะต้องมีจุดจบที่ถูกตีปางตายอยู่ในศาลบรรพชน แล้วยังต้อง เดือดร้อนให้สกุลชิวกลายมาเป็นศัตรูที่วงการขุนนางต้าหลีมีร่วมกัน แต่พวกเจ้าก็อย่าหวังว่าจะเดินออกไปจากจวนราชครูอย่างผ่อน คลายได้!
“เพราะเรื่องการค้าที่ลำน ้าใหญ่ ตั้งแต่ต้นจนจบสกุลชิวของพวก เราไม่เคยแตะต้องการค้านอกรีตใดๆ นอกจากเฉาหยวน หม่าหยวน แห่งกรมอาญาแล้ว ห้าคนของแซ่สกุลซ่างจู้กั่วเก้าแซ่ และยังมี หลานชายแท้ๆ ของมู่เหยียนเจ้ากรมคลัง น้องเขยของซ่าวชิงแห่ง ศาลหงหลู…มีใครบ้างที่มือเท้าสะอาด?”
จ่างซุนเม่าพลันเบิกตากว้าง เจ้าเด็กนี่! กล้าพูดจริงๆ นี่คือตั้งท่า ว่าจะล้มโต๊ะแล้วใช่ไหม?
“สกุลชิวฝูเฟิงไม่มีคนที่เป็นขุนนางในราชสำนักมาสองรุ่นแล้ว เพราะราชครูชุยเคยบอกกับพวกเราว่า ขอแค่วันหนึ่งที่เขาเป็น ราชครูต้าหลี สกุลชิวที่เคยขวัญกล้าเทียมฟ้าลักลอบขนของเถื่อน โดยอาศัยเรือข้ามฟากของฝ่ายทหารก็อย่าหวังว่าจะได้กลับเข้ามาใน ราชสำนักวันหนึ่ง แรกเริ่มพวกเราต้องไม่ยอมอยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็ ยอมรับชะตากรรม”
หรงอวี๋มองคนหนุ่มในห้อง ยอมรับชะตากรรม? ยอมรับชะตา กรรมเมื่อไหร่กัน? มีคนกลุ่มหนึ่งในนามของสกุลชิวที่พอถูกขับไล่ คนกลุ่มนี้ก็วกกลับไปหาราชวงศ์จูอิ๋งทางทิศใต้รวมถึงไปทำการค้า กับราชวงศ์ป๋ายซวงที่อยู่ใต้ยิ่งกว่า เพราะคิดว่าไม่ควรใส่ไข่ไว้ใน ตะกร้า ใบเดียวกัน สักวันหนึ่งจะต้องมีโอกาสได้กลับมากุมอำนาจใน ราชสำนักอีกครั้ง ส่วนราชสำนักนั้นจะแซ่อะไรก็ไม่สำคัญแล้ว การที่
คนสองกลุ่มต่างก็ทำไม่สำเร็จก็แค่เพราะกองทัพม้าเหล็กของต้าหลี บุกลงใต้ไปตลอดทาง แม้กระทั่งแจกันสมบัติทวีปทั้งแห่งก็ยังเป็นของ ราชสำนักต้าหลีแล้ว อ้อมไปอ้อมมา สุดท้ายสายรองทั้งหลายของ สกุลชิวก็ยังอยู่ในอาณาเขตของต้าหลีอยู่ดี ถ้าอย่างนั้นความฉลาด ของสกุลชิวก็อยู่ที่ว่าพวกเขาเห็นท่าไม่ดีก็ไม่ได้แกล้งตาย แต่เลือกที่
จะทรยศหักหลังสกุลตู้กูของจูอิ๋งและสกุลฝูของป๋ายซวงทันที
สกปรก?
ขอแค่เปิดตำราประวัติศาสตร์อ่านดู ยังไม่ต้องพูดถึงตัวอักษรสี ดำที่น่าพรั่นผวาพวกนั้นเลยด้วยซ ้า ไม่ว่าจะเป็นที่ว่างของหนังสือ
หน้าใด มีตรงไหนบ้างที่ไม่ใช่เลือดสดที่ไหลรินอย่างเงียบเชียบ อัด แน่นไปด้วยความสุขความทุกข์ การพบการพรากของชาวบ้านนับไม่ ถ้วน?
ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรดำบนกระดาษขาวของตำราประวัติศาสตร์ เล่มใด คำว่ากระดาษขาว เกรงว่าน่าจะเป็นโครงกระดูกเสียมากกว่า
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ชิวเฮ้อ ความอดทนของข้ามีจำกัด จะให้ โอกาสเจ้าอีกแค่ครั้งเดียว รู้จักถนอมเห็นค่าให้ดีๆ”
“ระวังจะเดือดร้อนให้สายหลักหรือแม้กระทั่งสายรองของพวกเจ้า ต้องย้ายไปอยู่ที่อุตรกุรุทวีปด้วยกัน….ไม่ได้สิ ใบถงทวีปก็ไม่ได้ เหมือนกัน มีสำนักกระบี่ชิงผิง ทักษินาตยทวีปมีสำนักกระบี่หลงเซี่ยง อืม ดูท่าพวกเจ้าคงได้แต่ย้ายตระกูลไปอยู่ที่ทวีปแดนเทพแผ่นดิน กลางแล้ว”
ชิวเฮ้อได้ยินแล้วก็งงงัน เขาคิดว่าตัวเองควักใจออกมาพูดมาก พอแล้ว แต่ราชครูเฉินกลับคิดว่าเขายังคงพูดจาเสแสร้งบิดเบือน ความจริงอยู่อีกหรือ?
เฉินผิงอันขยับสายตาออกไปเล็กน้อย “รองเจ้ากรมหลิว ในเมื่อ นำทัพทำสงครามก็ไม่มีทางที่จะไม่มีคนตาย เจ้ามีความคิดเห็น อย่างไรกับเรื่องนี้?”
หลิวสวินเหม่ยตั้งตัวไม่ทันอยู่บ้าง “รองเจ้ากรมหลิว” เกือบจะดึง ความคิดตัวเองกลับมาไม่ได้ เมื่อครู่นี้เพิ่งจะคิดว่าควรถึงคราวเจ้าคน ดวงชวยคนไหนที่ต้องโดนสั่งสอน คิดไม่ถึงว่าที่แท้ก็คือตน
หลิวสวินเหม่ยเงียบไปครู่หนึ่ง เขามองสบตากับราชครูเฉิน เอ่ย อย่างตรงไปตรงมาว่า “ข้าสนแค่ทำสงครามชนะ ให้กองทัพ ชายแดนต้าหลีใต้บังคับบัญชาของข้ามีคนตายน้อยลง”
เฉินผิงอันเอ่ย “นอกจากเจ้าจะเป็นแม่ทัพบู๊ ซึ่งก็ไม่ใช่ตำแหน่ง เล็กๆ แล้ว ในฐานะรองเจ้ากรมกลาโหมเมืองหลวงสำรองต้าหลี ขยับ ขึ้นไปอีกก็เหลือแค่บันไดไม่กี่ก้าวที่ก้าวขึ้นไปได้”
หลิวสวินเหม่ยไม่ต้องคิดร่างคำพูดไว้ก่อนด้วยซ ้า ไม่ต้อง ใคร่ครวญว่าจะเอ่ยว่าอะไรดี เขาหลุดปากพูดไปว่า “สำหรับในทาง ส่วนรวมแล้ว ในฐานะทหารทัพหน้า สร้างคุณูปการคุณความชอบ บุกเบิกขยายแผ่นดินให้ต้าหลี กองทัพที่ข้าผู้แซ่หลิวบัญชาการณ์ ยามอยู่บนสนามรบ กล้าทำสงครามที่ดุเดือด สามารถเอาชนะศึกที่
ยากลำบาก ออกจากสนามรบก็รักชาวบ้านเหมือนบุตรของตัวเอง เห็นคนเป็นคน สำหรับในทางส่วนตัว จะต้องช่วงชิงชื่อเสียงอันดีงาม สร้างเกียรติยศให้กับวงศ์ตระกูล ตอนที่จุดธูปคารวะอยู่ในศาลบรรพ ชนก็ไม่รู้สึกละอายใจต่อเหล่าบรรพชน สรุปก็คือ ข้าต้องการทำเพื่อ ทั้งส่วนรวมและส่วนตัว”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “รองเจ้ากรมหลิว ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะคิดเป็น จริงแล้วนะ?”
หลิวสวินเหม่ยพูดด้วยสายตาฉายประกายเจิดจ้า “ราชครู หาก ข้าเป็นขุนนางได้อย่างไม่ละอายใจ ราชครูเองก็รู้สึกว่าไม่เลว รอให้ ในอนาคตวันใดที่ข้ารุ่งโรจน์ในหน้าที่การงานแล้ว ราชครูก็จะช่วยจูง ม้าให้ข้าสักครั้งใช่หรือไม่?”
เฉินผิงอันประกบสองนิ้วปาดหนึ่งที ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ไสหัวไป”
หลิวสวินเหม่ยอึ้งไปเล็กน้อย คุยกันอยู่ดีๆ ไฉนถึงด่ากันได้เล่า
หรงอวี๋เอ่ยเตือนเสียงเบา “รองเจ้ากรมหลิว ท่านสามารถลุกเดิน ออกจากประตูไปได้แล้ว”
หลิวสวินเหม่ยเห็นราชครูหนุ่มพยักหน้าเบาๆ ก็ลุกขึ้นช้าๆ เดิน ออกไปจากห้องโถง
หลังจากข้ามธรณีประตูมาแล้ว หลิวสวินเหม่ยก็ถามเสียงเบาว่า “แม่นางหรงอวี๋ ข้าอยู่ที่ระเบียงนี่ต่อได้ไหม?”
หรงอวี๋ยิ้มเอ่ย “ไม่มีอะไรที่ไม่ได้”
หลิวสวินเหม่ยไปนั่งที่ขั้นบันได ชุดขุนนางมีเหงื่อเปียกซึมแผ่น หลังมานานแล้ว แต่เขากลับไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
สิ่งที่ราชสำนักต้าหลีไม่ขาดมากที่สุด ก็คือแม่ทัพผู้หยิ่งผยอง และดุดัน
ราชครูเฉินให้ความสำคัญกับการผลักดันเรื่องการควบรวม มณฑลเป็นภาคมากที่สุด ชัดเจนว่าต้องการหนุนหลังให้กับกองทัพ
ชายแดนต้าหลี คิดจะใช้วิธีการที่ถูกต้องชอบธรรมสมเหตุสมผลมา ให้รางวัลสามเหล่าทัพ” ไม่ให้ถูก “เหล่าขุนนางบุ๋น” ทั้งหลายกลืนกิน จนเกลี้ยง ทว่าในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ กองทัพที่ประจำการอยู่ใน สองมณฑลอย่างมี่โจวและอู้โจวกลับก่อจลาจล แม่ทัพหนึ่งคนและ รองแม่ทัพหนึ่งคนถูกจับกุมตัวในทันที
สถานการณ์ในราชสำนักก็เปลี่ยนมาเป็นลุ่มลึกทันใด
หรงอวี๋ยืนอยู่ใกล้กับเสาระเบียงต้นหนึ่ง หลิวสวินเหม่ยขยับคอ เสื้อ หันหน้ามายิ้มกว้าง
เหมือนจะเดาความคิดของรองเจ้ากรมหลิวได้ หรือไม่ก็เป็น หลักการเหตุผลที่ไม่ว่าจะเอาไปใช้ที่ไหนก็ล้วนถูกต้อง หรงอวี๋ยิ้ม บางๆ เอ่ยว่า “ผู้บริสุทธิ์ย่อมบริสุทธิ์อยู่เอง”
หลิวสวินเหม่ยไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร เขาหันหน้ากลับไปมองอีก ครั้ง สองมือกุมเป็นหมัด วางไว้บนหัวเข่า
นอกจากนี้ราชครูเฉินก็มีการเตือนอย่างหนึ่งต่อ “พวกหลิวสวิน เหม่ย” ในใจของพวกเจ้าเองก็ควรจะรู้ตัวเองดี ไม่เพียงแต่ตัวเอง เท่านั้น ยังมีสหายร่วมรบบนสนามรบที่หากถอดเสื้อเกราะออก ไป เป็นขุนนางอยู่ในท้องถิ่น เปลี่ยนจากดาบเป็นพู่กัน เปลี่ยนจากหลัง ม้าเป็นเก้าอี้ ค่ายทหารและกระโจมทัพเปลี่ยนเป็นที่ว่าการ กองคน ตายเปลี่ยนมาเป็นหมู่สาวงาม งานเลี้ยงสุราที่จอกสุราสลับไขว้ชน เคล้าเสียงครื้นเครง เงินที่ได้มาเปล่าๆ สตรีหน้าตางดงาม ความ
ต้องการส่วนตัวมากมายทั้งของเครือญาติคู่สมรส ญาติพี่น้องและ บรรดาที่ปรึกษาใกล้ชิด…เป็นศัตรูกับสิ่งเหล่านี้ พวกเจ้ายังเอาชนะได้ ไหม?
พวกเจ้าสามารถมีชีวิตรอดออกมาจากสนามรบ แล้วจะยังถอน ตัวออกจากวงการขุนนางได้อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องไหม? การรักษาตน ให้บริสุทธิ์ ไม่ข้องแวะกับสิ่งเสื่อมเสียของพวกเจ้า จะสามารถ ประคับประคองไปได้สักกี่ปี?
หลิวสวินเหม่ยยกมือขึ้นขยี้ซีกหน้าตัวเองแรงๆ แม้กระทั่งพวกพี่
น้องที่ทยอยกันเข้าไปสู่วงการขุนนางเหล่านั้น ก็มีหลายคนที่ทุกวันนี้
ไม่ได้ไปมาหาสู่กันแล้ว
ในห้อง จ่างซุนเม่าพลันเปิดปากถามว่า “ท่านราชครู ขอข้าพูด สักสองสามประโยคได้หรือไม่?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “เชิญพูด”
จ่างซุนเม่ายิ้มเอ่ย “แต่จะตรงหัวข้อหรือไม่ เรื่องที่พูดจะออกนอก ประเด็นไปหรือไม่ราชครู ข้าคงไม่สนใจแล้ว”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ตามสบายได้เลย”
จ่างซุนเม่าลูบหนวดหัวเราะหึหึ เงยหน้ามอง…เอ๊ะ ถึงกับเป็นฝ้า เพดานทรงกลมจริงๆ ผู้เฒ่าเอ่ยอย่างเนิบช้าว่า “พูดจริงๆ นะ ข้าอายุ ปูนนี้แล้ว เวลาคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุด สิ่งที่มีค่าอย่างมากก็คือเวลาที่
แม้แต่ทองพันช่างก็หาซื้อมาไม่ได้ มารดามันเถอะ คือประโยคที่ที่ม แทงใจจริงๆ”
“แต่หากจะบอกว่าให้เอาตำแหน่งขุนนางไปแลกเปลี่ยนเวลาให้ หนุ่มลงอีกหลายสิบปี ข้าก็เอ่ยคำพูดเหลวไหลเหมือนผายลมสุนัข พวกนี้ไม่ออกหรอก ต้าหลีมีวันนี้ได้ก็ไม่ง่ายเลยจริงๆ ข้าเองก็ไม่ง่าย เหมือนกัน ไม่อยากไปเริ่มต้นใหม่แล้วจริงๆ ราชครูชุยพูดได้ดี หาก มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่มีโอกาสเก็บรักษาความทรงจำแล้วได้ใช้ ชีวิตใหม่อีกครั้ง แต่ไม่ยอมทำอย่างนั้น ก็สามารถพูดได้ว่าคนผู้นี้ไม่ เคยใช้เวลาให้สิ้นเปลือง ชีวิตที่ผ่านมานี้ไม่ได้เสียเปล่า”
“ข้าคือจ้วงหยวน ที่ว่าการแห่งแรกก็คือศาลหงหลู ปีนั้นสิ่งที่ข้า ภาคภูมิใจที่สุดก็คือเรียนรู้ภาษาทางการของแคว้นต่างๆ เร็วที่สุด ไม่ มีหนึ่งใน สามารถพูดได้สำเนียงถูกต้องยิ่งตัวเองจ้างรถม้าให้ไปที่
อำเภอชานเมือง โชคดีที่ข้าผู้อาวุโสมีชาติกำเนิดดี ทางตระกูลพอมี ฐานะและเงินเดือนก็พอใช้ได้…เรื่องน่าอายพวกนี้ พวกขุนนางรุ่นหลัง ต่างก็ฟังเป็นเรื่องตลกแต่แท้จริงแล้วไม่ได้ตลกเลยสักนิด”
“เดินทางไปกลับครั้งนั้น ข้านั่งอยู่ในห้องโดยสารรถม้า นอกจาก อดีตฮ่องเต้กับราชครูชุยที่ไม่กล้าด่า แม้กระทั่งกวนอิ๋งเช่อก็ยังถูกข้า ด่าไปด้วย”
บทพิเศษ ตอนที่ 61.3 ตัดสินใจเองผู้เดียว
“โชคดีที่ภายใต้การสนับสนุนอย่างเต็มที่จากราชครูชุย สาม หน่วยตุลาการของราชสำนักต้าหลีพวกเราอย่างสำนักตรวจการ ศาลต้าหลี่และกรมอาญา ในที่สุดก็ได้มีภาพบรรยากาศอย่างใหม่ ควบคุมขุนนาง ควบคุมเชื้อพระวงศ์ ควบคุมเทพเขียนบนภูเขา ใน ที่สุดก็สามารถควบคุมได้ทุกคน ตรวจสอบขุนนางที่โลภมาก ตรวจสอบข้าหลวงหัวเมืองตรวจสอบแซ่สกุลเสาค ้ายันแคว้น ในที่สุด ก็กล้าตรวจสอบทุกคนแล้ว”
จ่างซุนเม่าถอนสายตากลับมา
“ในห้องนี้ นอกจากราชครูเฉินที่เป็นข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียว แล้ว”
“ทุกคนที่นั่งกันอยู่ แม้กระทั่งตัวข้าจ่างซุนเม่าเอง ล้วนมาจาก ตระกูลผู้มั่งคั่ง สืบสายตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์มาหลายต่อหลายรุ่น อย่างแท้จริง ตำแหน่งขุนนางสูงเงินเดือนหนาที่แค่เอื้อมมือคว้าก็ ได้มาครอง ได้เสพสุขกับความร ่ารวยสูงศักดิ์อย่างเต็มที่ หากจะบอก ว่าบรรพบุรุษสั่งสมคุณความดีจนส่งผลบุญเกื้อหนุนไปยังลูกหลาน รุ่นหลัง นั่นก็ถูกต้องแล้ว แต่ลูกหลานขุนนางอย่างพวกเราที่ต่างก็ถือ ว่าได้มาเกิดในครรภ์ที่ดีกลับเอาแต่รู้สึกว่านี่คือเรื่องที่สมเหตุสมผลดี แล้ว นี่ไม่ถูกต้องเลย”
“ชาวบ้านมักจะพูดกันว่าความร ่ารวยย่อมไม่พ้นสามรุ่น นี่ก็ถูก เหมือนกัน อริยะกล่าวว่าอิทธิพลและบุญคุณของผู้มีคุณธรรมย่อม สิ้นสุดลงภายในห้าชั่วคน ก็คือ…กระบี่ฆ่าคนเหมือนกัน”
“ลัทธิพุทธบอกว่าการมีจิตใจเป็นกลางต่อสรรพสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี อย่างยิ่ง พวกเรายอมรับว่าชาตินี้คงไม่อาจมีจิตเช่นนั้นอย่างแท้จริง ได้ นี่ก็ไม่ผิด”
“แต่ส่วนลึกในใจกลับรู้สึกว่าใจที่เป็นกลางคือคำพูดเลื่อนลอย ว่างเปล่า คือหลักการเหตุผลใหญ่ที่เอามาหลอกคนนอกได้เท่านั้น นี่
ไม่ถูกแล้ว”
“ก่อนหน้านี้ตามคำแนะนำของจ้าวเหยาแห่งกรมอาญา ให้กรม ขุนนางรับเรื่องนี้เป็นเนื้อหาในการประเมิน ต้องเพิ่มขั้นตอนที่มองดู เหมือนตลกมากอีกอย่างหนึ่ง ถามคำถามที่ง่ายที่สุดกับขุนนางเมือง หลวงและขุนนางบุ๋นในท้องถิ่นว่า ส่วนลึกในใจของพวกเจ้ายอมรับ ราชสำนักต้าหลีในทุกวันนี้หรือไม่ รู้สึกว่ากองทัพชายแดนต้าหลีดี หรือว่าไม่ดี”
“ความหมายของรองเจ้ากรมจ้าวในเวลานั้นก็คือให้ผู้ฝึกตน ตระกูลเซียนและสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน ้าสังเกตการณ์อย่างลับๆ ตรวจสอบจริงเท็จ แล้วสองกรมอย่างขุนนางและอาญาก็จดลงบันทึก อย่างลับๆ”
“ถ้าถามข้านะ ไยต้องทำอย่าง “ลับๆ” ด้วยเล่า ควรจะทำอย่าง เปิดเผย ต่อให้พวกเขาเสแสร้งก็ต้องบีบให้พวกเขาเสแสร้งให้สมจริง หน่อย ปัญหาก็คือขุนนางหลายคนขนาดเสแสร้งก็ยังทำได้ไม่ดี ถึง ขั้นที่คร้านจะทำด้วยซ ้า”
จ่างซุนเม่ายกมือขึ้นลูบไปบนชายแขนเสื้อชุดขุนนางเบาๆ
“ไหนเลยจะมีเรื่องดีที่สามารถพบกันครึ่งทางมากมายขนาดนั้น ไม่มีให้เลือก เลือกอันนี้แล้วก็ไม่มีทางเลือกอันนั้นได้”
“เป็นแม่ทัพต้องไม่กลัวตาย เป็นขุนนางก็ต้องทำเรื่องที่จับต้องได้ จริง…”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ผู้เฒ่าก็มองไปทางเฉินผิงอัน ถามว่า “ปัญหา คือขุนนางที่โลภมากเหล่านั้น ในดวงตามีแต่ขุนนางที่สวมหมวกขุน นาง แล้วก็สามารถทำเรื่องที่จับต้องได้จริงในที่ว่าการเมืองหลวง ใน สถานที่ราชการของท้องถิ่นได้…ปัญหาข้อนี้ ข้าคิดไปคิดมาก็ยังคิด หาหลักการเหตุผลที่พอจะโน้มน้าวตัวเองไม่ได้ ราชครูเฉิน จะทำ อย่างไรดีล่ะ?”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “กรมขุนนางตัดสินใจกันได้เลย”
จ่างชุนเม่าอึ้งตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มเอ่ยว่า “ได้”
“แต่น่าเสียดายที่จ่างซุนเม่าคือขุนนางผู้มีความสามารถ ทั้งยัง เป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์สุจริต หาไม่แล้วฆ่าจ่างซุนเม่าไปให้มากหน่อย วงการขุนนางต้าหลีก็จะสมารถสะอาดเอี่ยมได้ทันทีเลยกระมัง?”
เฉินผิงอันได้ยินแล้วก็ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่น่าเสียดาย ตลอดเวลาร้อยปี ของต้าหลีก็เพราะมีจ่างชุนเม่าหลายคน ถึงได้มีความสงบสุขที่กอง กำลังแคว้นรุ่งโรจน์อย่างทุกวันนี้ได้ สิ่งเดียวที่ควรค่าพอแก่การ เสียดายก็คือเสิ่นเฉินแก่แล้ว จ่างซุนเม่าก็แก่แล้ว”
ผู้เฒ่าลุกขึ้นยืน ถามว่า “ราชครู ถ้าอย่างนั้นข้าก็ถอยออกไปได้ แล้วสินะ?”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน เดินไปหาจ่างซุนเม่า
จ่างซุนเม่ายิ้มพลางโบกมือ “ราชครูไม่ต้องประคอง”
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เผยเม่าก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน จ่างซุนเม่า ประหลาดใจเล็กน้อย ยื่นมือมากดลงบนความว่างเปล่าสองที
เผยเม่ากุมมือคารวะเงียบๆ
เดินไปทางหน้าประตูช้าๆ ผู้เฒ่ามองราชครูเฉินแล้วเอ่ยออกมา ตามความรู้สึกจากใจจริง “พูดกันเรื่องอายุ หากข้ามีหลานชายอย่าง ราชครูเฉินได้ แม้กระทั่งฝันก็คงมีความสุขจนตื่นมาด้วยรอยยิ้มเลย กระมัง”
ราชครูเฉินเผยสีหน้าอ่อนใจอย่างที่หาได้ยาก จะบอกว่าดีก็ เหมือนจะไม่ดี จะบอกว่าไม่ดีก็ฟังดูไม่ดี รับไว้ก็แล้วกัน
ฝีเท้าของผู้เฒ่าก้าวเดินไม่หยุด แต่หันหน้าไปมองทุกคนในห้อง ยกมือขึ้นชี้พวกเขา
“ดูเอาเถอะ เรื่องตลกที่ควรขำจริงๆ กลับไม่มีใครกล้าขำ”
“ข้าว่าต้าหลีก็คงเป็นอย่างนี้แหละ ไม่มีทางได้ดิบได้ดีหรอก”
เดินไปถึงหน้าประตู จ่างซุนเม่าหันหลังให้ห้องโถง เขาพูดกลั้ว หัวเราะอยู่กับตัวเองว่า “เจ้าเด็กตระกูลชิวที่สมองเหลวเหมือนแป้ง เปียก ข้าได้แต่ช่วยเจ้าถึงตรงนี้แล้ว”
“อันที่จริงก็ไม่ใช่ว่าช่วยเจ้า แต่ช่วยสกุลชิวในอดีต พวกเจ้าไม่ ควรต้องตกต ่าถึงขั้นนี้”
“ตอนที่พวกเรายังเด็กมักจะต่อยตีกับคนวัยเดียวกันของตรอก ฉือเอ๋อร์เป็นประจำส่วนใหญ่ก็มักจะแพ้มากชนะน้อย แต่พวกเรา จะต้องลั่นวาจาไว้ประโยคหนึ่งว่า ตรอกฉือเอ๋อร์ของพวกเจ้ามีอะไร ร้ายกาจกัน ตรอกฉือเอ๋อร์ของพวกเราก็มีตระกูลชิว พวกเจ้าอายุยัง น้อยทั้งไม่อาจพูดจาดุดันแบบนี้ออกมาได้ แล้วก็ไม่เคยได้ยินคำพูด ดีๆ ที่แข็งกร้าวเช่นนี้ด้วย”
เดินไปถึงหน้าประตู จ่างซุนเม่ายิ้มเอ่ย “ราชครูไม่จำเป็นต้องไป ส่ง ธุระเป็นการเป็นงานสำคัญกว่า”
เดินข้ามธรณีประตูไปแล้ว ผู้เฒ่าหัวเราะหึหึ “ก็ไม่รู้ว่าในอนาคต เจ้าเด็กบ้านใดจะมีควันเขียวผุดออกมาจากหลุมศพบรรพบุรุษ สามารถแต่งแม่นางหรงอวี๋กลับบ้านได้”
หรงอวี๋หน้าแดงเล็กน้อย
นางเอ่ยว่า “ข้าจะไปส่งเจ้ากรมจ่างซุนที่หน้าประตู”
คราวนี้ผู้เฒ่ากลับไม่ได้ปฏิเสธ
ทุกวันนี้สตรีรุ่นเยาว์ของต้าหลีพวกเราล้วนหน้าตางดงามกัน มาก
ไม่เคยผ่านกลียุคที่ชื่อเสียงต ่าต้อยดุจหญ้ารกไร้ค่ามาก่อน ก็ ยากที่จะเข้าใจความคิดเช่นนี้ของผู้เฒ่า
เฉินผิงอันกลับมานั่งที่ตำแหน่งเดิมอีกครั้ง เอ่ยว่า “ผู้ว่ากวน การทหาร การปกครองและชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรในจวี่โจว ของพวกเจ้า วันหน้าจะมีจวนราชครูเป็นผู้ตรวจสอบเพียงฝ่ายเดียว วางใจเถอะ มีแต่จะเข้มงวดยิ่งกว่ากรมขุนนาง คราวหน้าเจ้าอย่าลืม ไปบอกสหายร่วมงานอย่างพวกแม่ทัพหวงเหมยเซียนและเซวี๋ยเจิ้ง ประจำมณฑลของจวี่โจวด้วย”
กวนอี้หรานไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุ แล้วอีกอย่าง เป็นแบบนี้
แล้วจะให้เขาวางใจได้อย่างไร?!
เขากับหวงเหมยเซียนต่างก็ถือเป็นขุนนางใหม่ที่ไปรับตำแหน่ง ถึงเวลานั้นเจอหน้ากันที่จวี่โจว ตนเอาข่าวนี้ไปบอก ถือว่าเป็นการ แสดงความยินดีกับนางหรือว่าบอกข่าวดีกับนางกันล่ะ?
กวนอี้หรานคือขุนนางคนที่สามที่ได้เดินออกจากห้องโถงไปใน วันนี้
เห็นหลิวสวินเหม่ยนั่งเหม่ออยู่ที่ขั้นบันได กวนอี้หรานก็ขยับเข้า ไปร่วมวงด้วย คนทั้งสองต่างก็เงียบงัน
เฉินผิงอันถาม “เจี่ยนเฟิง เรื่องของการเลื่อนขั้นขุนนาง ส่วน ใหญ่มักจะมีใจปลูกดอกไม้ แต่ดอกไม้ไม่ผลิบาน ควรจะทำอย่างไร?”
เจี่ยนเฟิงผู้ตรวจการงานเตาเผาของเขตหลงเฉวียนเอ่ยเสียงเบา “ถ้าอย่างนั้นก็ตั้งใจต่อไป”
เป็นขุนนางผู้ตรวจการแล้วก็มักจะต้องไปที่เตาเผามังกรบ่อยๆ ไปพูดคุยคบค้ากับพวกช่างทั้งหลาย เขาจะทำตัวเป็นปัญญาชนหน้า ขาวอยู่ไปวันๆ ไม่ได้ และทุกวันนี้เขาก็ยิ่งมองดูเหมือนเสมียนในที่ว่า การของกรมโยธา
เฉินผิงอันกล่าว “รอกระทั่งเรื่องการเผาจอกเทพีบุปผาสิ้นสุดลง เจ้าก็ออกจากตำแหน่งผู้ตรวจการงานเตาเผากลับมาที่เมืองหลวง ไป รับหน้าที่ต่อจากหันอีที่ว่าการอำเภอฉางหนิง เป็นรักษาการ นายอำเภอ ระดับขั้นขุนนางของเจ้าไม่เปลี่ยน”
แม้หันอีจะเป็นขุนนางหลักของที่ว่าการอันดับหนึ่งแห่งต้าหลี แต่ จะว่าไปแล้วก็ยังเป็นแค่ขั้นหกชั้นโท แต่เจี่ยนเฟิงกลับเป็นขุนนางขั้น สี่อย่างแท้จริง
เจี่ยนเฟิงดีใจอย่างมาก แล้วก็ไม่ปกปิดสีหน้ายินดีของตัวเอง จะต้องหลบซ่อนทำไมเล่า อยู่กับราชครู ไม่ว่าจะซุกซ่อนความคิด อะไรก็ซ่อนไม่ได้อยู่แล้วนี่นา
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ออกจากจวนราชครูไป สามารถไปบอกข่าวดี กับหันอีที่ที่ว่าการอำเภอฉางหนิงได้ แสดงความยินดีกับเขาที่ได้ เลื่อนขั้นเป็นขุนนางผู้ตรวจการ”
เจี่ยนเฟิงรีบลุกขึ้นประสานมือคารวะทันที
เห็นว่าเฉาเกิงซินยิ้มตาหยีกุมมือแสดงความยินดีกับตน เจี่ยน เฟิงเวลานี้ก็ไม่สะดวกจะแสดงท่าทีอะไร
เฉินผิงอันเอ่ย “เจี่ยนเฟิง เขียนประสบการณ์และความเข้าใจที่
เจ้ามีต่อการเป็นขุนนางในจวนตรวจการงานเตาเผาตลอดหลายปีมา นี้ออกมา ตัวอักษรแค่พันกว่าคำก็พอ เดี๋ยวจะให้กรมขุนนางเขียน เป็นรายงาน”
เจี่ยนเฟิงจากไปพร้อมคำสั่ง ฝีเท้าของเขาเบาแต่รวดเร็ว เดิน ออกมาจากห้อง แสงอาทิตย์สาดส่องจนต้องยื่นมือมาบังตรงหว่างคิ้ว แสงแดดงดงาม ช่างเป็นวันเวลาที่ดีจริงๆ
ในที่สุดชิวเฮ้อก็วิญญาณกลับเข้าร่าง คำพูดคำจาก็ชัดเจนขึ้น ได้หลายส่วน ไม่สนใจแล้วว่าจะเป็นเรื่องน่าอายที่ไม่ควรเอามาแพร่ง พรายนอกบ้านหรือไม่ คนหนุ่มพูดความลับในการประชุมครั้งหนึ่ง ของตระกูลอย่างตรงไปตรงมา “ปีนั้นข้าอายุยังน้อย ไม่ควรจะเปิด ปากพูด แต่ข้าอดไม่ไหว สกุลชิวในเวลานั้นไม่มีหวังจะได้ตำแหน่ง ขุนนาง ก็เลยได้แต่ลงแรงในเรื่องของการหาเงิน พอลำน ้าใหญ่ถูก ขุดก็คืองานที่มีเงินทองไหลมาเทมา ใครบ้างจะไม่อยากได้? ข้าบอก
ว่าไม่ได้ ยืนกรานว่าไม่ได้ ความผิดแบบเดียวกัน สกุลชิวไม่อาจทำ ผิดซ ้าได้อีก หากมีการคิดบัญชีย้อนหลังขึ้นมา เกรงว่าแม้กระทั่ง ตำแหน่ง “ซ่างจู้กั๋ว” สกุลชิวก็คง รักษาไว้ไม่ได้”
เฉินผิงอันนั่งโน้มตัวไปข้างหน้า มองประเมินคนหนุ่ม ยิ้มถามว่า “อาศัยแค่เหตุผลข้อนี้ เกรงว่าคงไม่ทำให้ผู้อาวุโสในตระกูลเจ้าตกใจ กลัวได้กระมัง?”
ชิวเฮ้อกล่าว “ข้ามีแผนการให้พวกเขาสามอย่าง แผนชั้นยอด คือสกุลชิวไม่เพียงแต่ไม่แตะต้องการค้านี้ ยังต้องเป็นฝ่ายมอบเงินให้ อีกทั้งยังไม่อาจไปขอความดีความชอบจากต้าหลีและจวนราชครูได้ ด้วย ในขณะที่ร้อยตระกูลหลายร้อยตระกูลของต้าหลีกำลังกินเนื้อ ติดมันชิ้นโต สกุลชิวของพวกเรากลับต้อง “ทำตัวเองให้ผอม ลด ไขมันสะสมในช่วงฤดูใบไม้ร่วง” ไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ แผนระดับ ล่างก็คือทำการค้าอย่างตรงไปตรงมา ทำการค้าได้ใหญ่เท่าไรก็ให้ ใหญ่มากเท่านั้น ถือว่าเป็นการออกแรงให้ต้าหลี เท่ากับว่าแสดงท่าที ที่ชัดเจนต่อราชครูชุยและราชสำนัก ขณะเดียวกันก็ไม่ถือว่าไม่เข้า พวกกับ “คนรุ่นเดียวกัน” มากเกินไป สุดท้ายทางตระกูลเลือกแผน ระดับกลาง ทำการค้าเล็กๆ ไม่ได้กำไรแล้วก็ไม่ขาดทุน ทั้งไม่ดึงดูด สายตาแล้วก็ไม่ทำให้คนอิจฉา ท่านพ่อข้าได้ยินแล้วก็ยืนกรานที่จะ เลือก “แผนระดับกลาง’ ข้า…ผิดหวังอย่างมาก”
เฉินผิงอันถาม “รู้หรือไม่ว่าทำไมชิวหล่งถึงได้เลือกแผน ระดับกลาง?”
ชิวเฮ้อส่ายหน้า “ด้วยความโมโหข้าก็เลยไปอยู่ทางใต้ของลำน ้า ใหญ่ ตลอดหลายปีมานี้ก็ไม่เคยถามถึง”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เพราะเจ้ารู้ดีว่าแผนการที่สามของตัวเอง เดิม ทีก็แค่ทำท่าทางให้จวนราชครูดูเท่านั้น คิดไปว่าตัวเองฉลาด แต่เห็น ได้ชัดว่าตบะของบิดาเจ้าสูงกว่าเจ้า เขาไม่อยากให้ตัวเองมีสถานะ ของ “พ่อค้าที่เฉียบแหลม” ในสายตาของชุยฉาน เมื่อเป็นเช่นนี้สกุล ชิวก็จะไร้ความหวังที่จะได้หวนกลับมายังราชสำนักต้าหลีจริงๆ แล้ว พูดง่ายๆ ก็คือชิวหล่งรู้ดีอยู่แก่ใจว่า แซ่สกุลซ่างจู้กั๋วอื่นทำได้ คือ แผนชั้นยอด มีเพียงสกุลชิวของพวกเจ้าที่ทำไม่ได้ เพราะจะเป็นแผน ชั้นต ่า”
ชิวเฮ้ออึ้งค้างไร้คำพูด
เฉินผิงอันใช้ข้อศอกดันที่เท้าแขนเก้าอี้ โน้มตัวมาด้านหน้า มอง มายังคนหนุ่ม ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ชีวิตนี้ข้าเคยเจอคนฉลาดมาเยอะ มาก ทั้งฉลาดจริงทั้งฉลาดปลอม เห็นมาเยอะมากๆ”
คบค้าสมาคมกับพวกเขาก็ดูเหมือนว่าข้าจะไม่เคยแพ้มาก่อน
เฉินผิงอันเอ่ย “ชิวเฮ้อ หลังประชุมเสร็จจงกลับไปบอกกับชิวหล่ง บิดาของเจ้า ให้พรุ่งนี้เขาไปขานชื่อที่สำนักตรวจการ หน้าที่คือขุน นางตรวจการฝ่ายขวาขั้นสองชั้นเอก ในฐานะมือรองของสำนักตรวจ การที่มารับหน้าที่ใหม่ ภายในเวลาหนึ่งปีให้ตรวจสอบขุนนางใน
สำนักตรวจการทั้งหมด ภายในสามปีให้ตรวจสอบขุนนางที่เคยเป็น ขุนนางเมืองหลวงภายในระยะเวลาสามสิบปีทั้งหมด”
เฉินผิงอันหันหน้าไปถาม “หยวนฉง เจ้าที่เป็นมือหนึ่งของสำนัก ตรวจการ มีความเห็นต่างต่อเรื่องนี้หรือไม่?”
หยวนฉงตอบ “ไม่มี”
เฉินผิงอันกล่าว “ทางที่ดีที่สุดคือไม่มีทั้งปากและใจ ข้าไว้หน้า สกุลหยวนตรอกอี้ฉือของพวกเจ้า พวกเจ้าเองก็ต้องมอบผลหลีตอบ แทนผลท้อ ภายในสามปีจงจัดการสำนักตรวจการที่เดิมที่ควรสยบ ขวัญเหล่าขุนนาง แต่สุดท้ายกลับไร้ประโยชน์ให้ดี สามปีให้หลังหาก สำนักตรวจการยังมีสภาพดูไม่ได้เช่นนี้ สกุลหยวนและสกุลชิวซ่าง จู้กั๋วก็จงม้วนเสื่อไสหัวกลับกันไปให้หมด”
หยวนฉงเอ่ย “ไม่ต้องใช้เวลาถึงสามปี แค่ปีเดียวก็พอแล้ว”
เฉินผิงอันถาม “สัญญาทางทหาร?” (ใบรับคำสั่งที่ต้อง รับผิดชอบด้วยชีวิตหากทำไม่สำเร็จ)
หยวนฉงพยักหน้า “ก็คือสัญญาทางทหาร”
ราชสำนักต้าหลีครอบครองภูเขาสายน ้าครึ่งทวีป ที่ว่าการ ระดับชั้นต่างๆ มีมากมายดุจขนวัว ขุนนางน้อยใหญ่บวกกับเสมียน น ้าขุ่น ต่างฝ่ายต่างก็มีภาพไต่ยศขุนนางเป็นของตัวเอง ถ้าอย่างนั้น สำนักตรวจการ ศาลต้าหลี่และกรมอาญา ก็สามารถตัดสินใจได้ว่า ใครจะไม่ได้เป็นขุนนาง หม่าหยวนเจ้ากรมอาญา เฉาเฉียวตุลาการ
แห่งศาลต้าหลี่ ต่างคนต่างก็ต้องไปมี่โจวและอู้โจว สองมณฑลมีการ ตั้งค่ายทัพและแต่งตั้งตำแหน่งแม่ทัพประจำมณฑลขุนนางระดับสูง ของต้าหลีสองคนนี้ต้องไปเจอกับแม่ทัพมี่โจวและรองแม่ทัพของอู้โจว ด้วยตัวเอง ไม่ได้ตั้งขบวนเดินทางอย่างเอิกเกริก ไม่มีการบอกกล่าว ล่วงหน้า เรือข้ามฟากกองทัพสองกลุ่มที่ท่าเรือหมิงตีต่างก็พากันแยก ย้ายไปประจำค่ายทัพที่สองมณฑล
เฉินผิงอันขยับสายตาเบี่ยงออกไปมองหยวนเจิ้งติ้งผู้ว่าหงโจว “ผู้ว่าหยวน ก่อนหน้านี้ไม่นานข้าอ่านเอกสารของจวนราชครู บังเอิญได้เห็นจดหมายลับฉบับหนึ่งที่เจ้าส่งมาจากหงโจว นายอำเภอ คนหนึ่งที่ทุจริตรับสินบนและบิดเบือนกฎหมายโดยมีหลักฐานชัดเจน แน่นหนา เพราะเขามีความเกี่ยวข้องกับมู่เหยียนแห่งกรมคลัง เจ้าจึง ต้องการถามจวนราชครูว่าควรจะจัดการอย่างไรหรือ?”
หยวนเจิ้งติ้งรู้สึกชาไปทั้งหนังหัวทันที
หรงอวี๋ที่อยู่นอกประตูก็แค่ว่าไม่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้
เท่านั้น นางเป็นพยานให้ได้จริงๆ ว่าตอนนั้นราชครูอ่านเอกสารฉบับ นั้นแล้วถึงกับหลุดหัวเราะออกมา
หรงอวี๋คิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจ เพราะตอนนั้นดูเหมือน ราชครูจะไม่ได้รู้สึกไม่ชอบใจผู้ว่าหยวนสักเท่าไร ก็แค่รู้สึก…อ่อนใจ อยู่บ้าง
บทพิเศษ ตอนที่ 61.4 ตัดสินใจเองผู้เดียว
เฉินผิงอันยึดตัวนั่งตรง งอนิ้วเคาะบนที่เท้าแขนเก้าอี้ “คนที่นั่งอยู่ บนเก้าอี้ในห้องนี้ล้วนไม่ใช้เหตุผล แล้วใครจะเป็นคนใช้?”
“จะให้พวกชาวบ้านที่ไม่มีตำแหน่งขุนนางมาอธิบายหรือ? หรือ จะบอกว่าให้พวกเขาไปตีกลองร้องทุกข์ที่หน้าประตูใหญ่จวนผู้ว่า ของเจ้าหรือ?”
“สรุปแล้วใครกันแน่ที่นั่งพูดไม่ปวดเอว”
หยวนเจิ้งติ้งเงียบงันไม่เอ่ยอะไร
เผยเม่ามองเฉินผิงอัน
เฉินผิงอันกล่าว “หยวนเจิ้งติ้ง ใจกล้ากว่านี้อีกสักหน่อย ในเมื่อ วงการขุนนางหงโจวขึ้นชื่อว่าอยู่ยาก เจ้าที่เป็นมือหนึ่งก็ทำให้พวก เขาอยู่กันได้ยากยิ่งกว่าเดิม”
หยวนเจิ้งติ้งลุกขึ้นกุมมือคารวะ “คราวหน้าที่ส่งจดหมายลับ มายังจวนราชครูจะถามแค่ว่าต้องตัดหัวกี่หัวเท่านั้นแล้ว”
เฉินผิงอันโบกมือ “เขียนจดหมายแล้วก็ไม่ต้องส่งมา ข้าไม่รับบท เป็นคนเลวให้หรอกนะ หากเจ้าไปทำให้ฝูงชนของหงโจวเดือดดาล เข้า จวนราชครูก็ไม่มีทางช่วยรับรองหรือหนุนหลังให้เจ้า”
หยวนเจิ้งติ้งยิ้มเขื่อน
เฉินผิงอันหรี่ตาเอ่ย “จะสามารถบุกเข่นฆ่าจนเกิดเส้นทางแห่ง เลือดสายหนึ่งขึ้นมาได้หรือไม่ ล้วนต้องอาศัยความสามารถ!”
หยวนเจิ้งติ้งพลันหน้าเปลี่ยนสี หยวนฉงเองก็ยากจะปกปิดความ ประหลาดใจ
เฉาเกิงซินใจสะท้าน ร้องโอ้โหอยู่กับตัวเอง น่าอิจฉายิ่งนัก เจ้า ตัวดี เจ้าชาติสุนัขหยวนเจิ้งติ้งจะได้เลื่อนขั้นขุนนางแล้วหรือ?!
บุกเข่นฆ่าให้เกิดเส้นทางเลือดในวงการขุนนางหงโจวเสร็จแล้ว หยวนเจิ้งติ้งจะไปอยู่ที่ไหน? แน่นอนว่าต้องเป็นเมืองหลวงต้าหลี! ตำแหน่งเก้ามนตรีใหญ่ เชิญเลือกได้ตามสบาย!
ลานบ้านนอกประตู ในลานหลังคาที่เปิดกว้างของเรือน คือภาพ แผนที่เก้าทวีปของไพศาลที่มีเทือกเขาทอดยาวขึ้นลง
บนเสาแต่ละเสาล้อมพันไว้ด้วยมังกรที่ทำจากไม้แกะสลักลงสิ่งด งามตัวแล้วตัวเล่าบางตัวยังไม่ถูกแต้มนัยน์ตา บางตัวแต้มนัยน์ตา แล้ว ล้วนมีชีวิตชีวาสมจริง ให้ความรู้สึกว่านาทีถัดมาก็จะพุ่งทะยาน แหวกอากาศจากไป
ตามหลังหลิวสวินเหม่ยและกวนอี้หราน เฉาเกิงซินก็เดินออกมา จากห้องเหมือนกันมานั่งบนขั้นบันไดเหมือนพวกเขา ไม่ได้ออกไป จากจวนราชครูทันที
กวนอี้หรานยิ้มเอ่ย “ว่าอย่างไร?”
เฉาเกิงซินกล่าว “ไม่เพิ่มไม่ลด ยังจะทำอย่างไรได้อีก”
หลิวสวินเหม่ยรู้สึกสงสัยยิ่งกว่าเดิม “เจ้าโจรเฉา ตอนเด็กเจ้าก็ ไม่ได้หลงใหลในการเป็นขุนนางขนาดนี้นี่นา”
เฉาเกิงซินเอ่ยอย่างมีอารมณ์แต่ไร้กำลัง “แรกเริ่มก็เป็นเป็ดที่ถูก คนในตระกูลไล่ขึ้นคอน ภายหลังเกิดอยากทำขึ้นมาจริงๆ แพ้ให้ใคร ก็ไม่อาจแพ้ให้กับเจ้าหนอนหนังสือหยวนได้”
ข้างๆ มีคนมานั่งลง ก็คือหยวนเจิ้งติ้งที่ถูกเฉาเกิงซินเรียกเหน็บ แนมว่าเป็นหนอนหนังสือหยวน
เฉาเกิงซินจุ๊ปาก “ผู้ว่าหยวนก็นั่งกับพื้นได้ด้วยหรือ ระวังกันอัน ล ้าค่าโดนพื้นเย็นๆ แล้วจะท้องเสียเข้านะ”
หยวนเจิ้งติ้งเอ่ยอย่างเฉยเมย “เจ้าหิวหรือ?”
เฉาเกิงซินนึกว่าตัวเองฟังผิดไป “ว่าไงนะ?!”
หลิวสวินเหม่ยและกวนอี้หรานมองหน้าแล้วยิ้มให้กัน
เฉาเกิงซินยิ้มเอ่ย “เคยอยากพูดความในใจประโยคหนึ่งกับ หนอนหนังสือหยวนเจิ้งติ้งมาก บัณฑิตอย่างเจ้า ศึกษาวิชาความรู้ก็ดี มากแล้ว ไม่เหมาะจะมาอยู่ในวงการขุนนาง”
หยวนเจิ้งติ้งเอ่ย “ในเรื่องนี้ข้าสู้เจ้าไม่ได้ ปีนั้นข้าแค่รู้สึกว่าคน เจ้าเล่ห์อย่างเจ้าไม่ควรอยู่ในที่ว่าการ”
เฉาเกิงเซินเอาสองมือสอดรองใต้ท้ายทอย ในใจคิดว่าตอนเด็ก เจ้าที่มหลิวสวินเหม่ยต่อยตีกับผู้อื่น อย่างมากสุดคนอื่นก็แค่ไปยืม ก้อนอิฐที่วางทับซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบหน้าประตูบ้านท่านผู้เฒ่า กวนตลอดทั้งปีมา แต่หลิวสวินเหม่ยกลับไปขโมยดาบพกอันล ้าค่าที่
บิดาเก็บรักษาไว้อย่างดีมา เดินมาถึงถนนก็แสดงคมดาบแวววาวให้ คนอื่นได้เห็น หลิวสวินเหม่ยคิดว่าพี่สาวของเฉาเกิงซินที่ออกเรือน เป็นภรรยาของผู้อื่นไปแล้ว ดูเหมือนหน้าตาจะไม่เหมือนตอนเป็นเด็ก สาวอีกแล้ว หยวนเจิ้งติ้งนึกถึงตอนเด็กที่เคยเห็นพวกเขาสองกลุ่มรุม ตีกันอยู่ไกลๆ อันที่จริงเขาเองก็อยากจะถลกชายแขนเสื้อ ตอนกลับ บ้านก็เดินเงยหน้าไม่ให้เลือดกำเดาไหลอย่างพวกเขา กวนอี้หรานนั่ง เหม่อมองท้องฟ้า เรื่องน่าสนใจเรื่องน่าอายตอนเด็ก งดงามเหมือน ท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้าครามอย่างในเวลานี้ สะอาดสะอ้านจนไม่เหมือน ของจริง สตรีที่เคยชื่นชอบ เสียงหัวเราะสนุกสนานกันเป็นกลุ่ม เสียง สะอื้นร ่าไห้ยามถูกกลั่นแกล้ง ก็น่าจะเป็นดั่งเมฆขาวที่ลอยล่องไปตาม สายลม
แอบอู้กันอยู่ครู่หนึ่ง
เฉาเกิงซินลุกขึ้นยืนก่อน ปัดก้น “ออกเดินทางต่อ ข้าน่ะมีชะตา ที่ต้องเหน็ดเหนื่อยตรากตรำ”
กวนอี้หรานลุกขึ้นยืน ยิ้มเอ่ย “ข้าจะไปจวี่โจว”
หยวนเจิ้งติ้งกล่าว “กลับหงโจว”
หลิวสวินเหม่ยยืดแขนบิดขี้เกียจ “ไปๆๆ ไสหัวกันไปให้หมด”
กลับมาที่กระดานหมากใต้เงาต้นสนอีกครั้ง หวงหลงซื่อเงียบงัน ไม่พูดไม่จา เมื่อเทียบกับหลินโส่วอีแล้ว เห็นได้ชัดว่าฝีมือการเล่น หมากล้อมของเฉินผิงอันสูงส่งกว่ามากนัก
หากจะให้ยกตัวอย่าง วิธีการเล่นหมากล้อมของหลินโส่วอีคล้าย ลาที่แบกของหนัก ใช้เวลาคิดค่อนข้างนาน รู้สึกถึงร่องรอยได้อย่าง ชัดเจน ส่วนเฉินผิงอันกลับโลดแล่นดุจละมั่งแตะยอดเขา พลิ้วไหว อ่อนช้อยดุจนกน้อยเฉียดกิ่งไม้ เล่นหมากล้อมกับเขานั้นน่าเบื่ออย่าง มาก ทั้งไม่มีการวางหมากพิสดารไร้เหตุผล แล้วก็ไม่มีการวางหมาก แบบเทพเซียนเหนือชั้นเหมือนอ่านบทความหนึ่งที่เล่าเรื่องอย่าง ตรงไปตรงมา จืดชืดน่าเบื่อ
หลินโส่วอีเองก็เดินออกมาจากห้อง มานั่งลงที่นี่ เขากับหวงหลง ซื่อต่างคนต่างทบทวนกระดานหมาก
หวงหลงซื่อถามอย่างใคร่รู้ “อวี๋โต้วคือใคร?”
ก่อนหน้านี้ฟังเฉินผิงอันคุยกับเว่ยป้อ เขาวางอวี่โต้วไว้เบื้องหน้า ชุยฉานศิษย์พี่ของตัวเอง นี่ก็มากพอจะเห็นน ้าหนักของอีกฝ่ายแล้ว
ต้องเป็นวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่แค่ไหนถึงสามารถทำให้เขาคิดถึงคำนึง หาได้ขนาดนี้?
หลินโส่วอีกล่าว “เจ้าลัทธิรองแห่งป๋ายอวี้จิงของใต้หล้ามืดสลัว สูงส่งลึกล ้ายากจะประเมิน ผู้ไร้ศัตรูเทียมทาน”
พอหวงหลงซื่อได้ยินอย่างนี้ก็เกิดสนใจขึ้นมาทันที ซักถามต่อว่า “คือศัตรูหรือมิตร?”
หลินโส่วอียิ้มเอ่ย “ทั้งสองฝ่ายต้องมีการตัดสินเป็นตายกัน อาจารย์หวงว่าเป็นศัตรูหรือมิตรล่ะ?”
หวงหลงซื่อคำนวณคร่าวๆ อยู่ครู่หนึ่ง “ใช้ความแค้นตอบแทน ความแค้น สมเหตุสมผลตามหลักฟ้าดิน”
จากนั้นหวงหลงซื่อก็ยิ้มเอ่ยว่า “ใช่แล้ว หากคู่ต่อสู้เป็นคนไร้ ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง ตัวเองจะดีกว่าไปได้อย่างไร ก็เหมือนสุราดีที่
จำเป็นต้องมีกับแกล้มสักสามสี่จาน คิดดูแล้ววีรบุรุษก็ต้องมีศัตรูที่
แข็งแกร่งสักคนสองคนอยู่ในโลกมนุษย์เหมือนกัน”
หลินโส่วอีถาม “ชอบดื่มเหล้าหรือ?”
หวงหลงซื่อกล่าว “บอกได้ยาก มักรู้สึกว่าตัวเองทั้งไม่เคยสร่าง มาก่อน แล้วก็ไม่เคยเมามาก่อน ระหว่างฟ้าดินมีผีที่ผูกคอตายอย่าง น่าสงสารลอยค้างเติ่งอยู่ ดังนั้นจะไม่ดื่มเหล้าก็ไม่ได้”
หลินโส่วอีส่ายหน้า “ไม่เข้าใจ”
หวงหลงซื่อถาม “ในใจมีสตรีที่รัก ได้แต่ปรารถนาแต่ไม่อาจ ได้มาครอง ไม่คิดจะดื่มเหล้าดับทุกข์บ้างหรือ? แล้วจะใช้อะไรคลาย ความทุกข์ได้เล่า?”
หลินโส่วอีที่สุภาพอ่อนโยนพลันเดือดดาลทันใด “ใครมันจะไป พูดเรื่องไร้สาระพวกนี้กับเจ้าว่ะ?!”
หวงหลงซื่อเอ่ย “บังเอิญเปิดเอกสารอ่านเจอประโยคนี้พอดี เขียนด้วยตัวอักษรสีชาดกำกับง่ายๆ ไว้สองสามประโยค แล้วก็ไม่ได้ เอ่ยถึงอีก ดูเหมือนจะเป็นลายมือของชุยฉาน”
หลินโส่วอีสะอึกอึ้งพูดไม่ออก
หน้าหนาวปีนี้ซึ่งเป็นปีที่หกของรัชศกฉุนผิง ต้าหลีมีหิมะใหญ่ เท่าขนห่านตกลงมา
เจ้ากรมผู้เฒ่าที่สภาพจิตใจไม่สดชื่นคล้ายจะง่วงนอน เขายิ้ม เอ่ยกับเพื่อนร่วมงานทั้งหลายว่าของีบสักครู่ จากนั้นผู้เฒ่าก็ไม่ได้ตื่น ขึ้นมาอีกเลย
ตอนนั้นราชครูต้าหลีที่ยังคงเป็นหนุ่มเดินทางมายังที่ว่าการกรม ขุนนางพร้อมกับฮ่องเต้ บนใบหน้าของพวกเขามองไม่เห็นความเศร้า อาลัยมากนัก เพียงแต่ว่าตอนเดินออกมาจากห้องโถงด้วยกัน พวก เขาไม่ได้เดินเคียงบ่ากัน แต่เว้นที่ว่างตรงกลางเอาไว้ แล้วก็เดินช้า มาก ไม่รู้ว่าพูดคุยอะไรกัน บางครั้งพวกเขาก็หันหน้าไปมอง แต่ไม่ได้ หันมาสบตากัน แต่มองไปยังพื้นที่ว่างเปล่าตรงกลาง บนใบหน้าของ พวกเขามีรอยยิ้ม ถึงขั้นที่ว่าราชครูหนุ่มยังหัวเราะดังฮ่าๆ
ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าชายแขนเสื้อชุดคลุมมังกรของฮ่องเต้ และ ยังมีชายแขนเสื้อสีเขียวข้างนั้นของราชครูมีรอยยับย่นเล็กน้อย เหมือนรอยฝ่ามือ
หรงอวี๋ในวันนี้ยังคงไม่รู้เรื่องในอนาคตพวกนี้
นางแค่ส่งผู้เฒ่าไปถึงหน้าประตูด้วยสีหน้านอบน้อม
ผู้เฒ่าเองก็แค่ยิ้มเอ่ยประโยคหนึ่งว่า ไม่ต้องเอาแต่ระมัดระวังตัว แบบนี้หร
หรงอวี๋คลี่ยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร
นางย้อนกลับไปทางเดิม จำได้ว่าปีนั้นผู้ซึ่งถามคำถามที่นางเอง ก็อยากถามอย่างมาก
ก็คือในใจของราชครูชุย ต้องเป็นคนแบบไหนถึงจะถือว่าเป็นผู้ แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
ชุยฉานครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะให้คำตอบ
“คนผู้นี้ทำผิดพลาดได้ แต่กลับยอมรับผิดและแก้ไขความผิด ในทันที เดินไปบนเส้นทางที่นานวันก็ยิ่งไร้ความผิดจนค่อยๆ กลายเป็นเทพ
“แต่คนผู้นี้ เขาก็แค่เข้าใกล้ความเป็นเทพอย่างไร้ที่สิ้นสุดไป ตลอดเท่านั้น ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่อาจกลายเป็นเทพได้ตลอดกาล
“คนประเภทนี้ก็คือบุคคลที่สมบูรณ์แบบที่สุดในใจของข้า
ตอนนั้นฝูชิ่งกึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจ แต่นางไม่ได้พูดอะไร
หรงอวี๋อดไม่ไหวถามว่า “นอกจากราชครู บนโลกนี้ยังมีคน ประเภทนี้เป็นคนที่สองอีกหรือ?”
ชุยฉานยิ้มเอ่ย “ข้าไม่ใช่ แต่อาจจะมีคนที่หนึ่ง
หรงอวี๋ซักถาม ‘จะเป็นใครกันนะ
ชุยฉานส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “ข้าไม่อาจล่วงรู้อนาคต”
หรงอวี๋ไม่เชื่อ ฝูชิ่งเองก็ไม่เชื่อ
หรงอวี๋มองเห็นเงาร่างของพวกเฉาเกิงซินที่จากไป ตอนที่เดิน ผ่านหมอผีใหญ่เฉินอี้ หรงอวี่หยุดเดิน ใช้วิธีรวมเสียงให้เป็นเส้นถาม ว่า “ทำไมเจ้าถึงได้จงใจทิ้งระยะห่างจากราชครูอยู่ตลอด”
เฉินอี้ลังเลอยู่พักหนึ่งก็ตอบตามจริงว่า “พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ก็ แค่รู้สึกว่าต้องอยู่ให้ห่างจากเขา”
เขาอธิบายว่า “ข้าไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ดี ทุกเรื่องที่เขาทำ ทุกประโยคที่เขาพูดล้วน…ใช้คำพูดของพวกเจ้าก็คือ เหมาะสม”
เขาครุ่นคิดอย่างจริงจัง คิดอยากจะหาคำพูดที่แม่นยำมากกว่านี้ แล้วดวงตาก็เป็นประกาย ใช้หมัดทุบฝ่ามือ “ครั้งแรกที่เห็นเขา ข้าก็ รู้สึกว่าแล้วว่าเขา….ไม่ใช่คน!”
“ข้าจะเกิดความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณ ถึงขั้นที่ว่ามี ความรู้สึก…อึดอัดอย่างที่มิอาจควบคุมได้”
“ไม่ใช่คำพูดที่ไม่ดี ความรู้สึกเช่นนี้ยากจะบรรยายได้ เป็นทั้งคำ ยกย่อง เป็นทั้งการชื่นชม แล้วก็เป็นความห่างเหินด้วย”
ไม่เหมือนคนมีชีวิต
เหมือนเทพเจ้ามากกว่า
หรงอวี๋ยิ้มถาม “ตอนนี้ล่ะ? มีความรู้สึกอย่างไร? มีการ เปลี่ยนแปลงไหม?”
ในความเป็นจริงแล้ว ตอนที่พวกนางยังเป็นเด็ก ตอนอยู่กันสอง คน ฝูชิ่งก็เคยวิจารณ์ราชครูชุยเช่นนี้มาก่อน
เขาคิดแล้วก็เหลือบมองท้องฟ้า เอ่ยว่า “ระหว่างมนุษย์และเทพ เหมือนตะวันกลางนภา”
จางไฉ่ฉินเถ้าแก่เนี๊ยะของหอชิงฝู ครั้งแรกที่นางได้เจอกับเฉินผิง อันซึ่งยังไม่ร ่ารวย ก็รู้สึกว่าหัวใจของเขาสงบนิ่งเหมือนกับพระ โพธิสัตว์
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ริมทะเลสาบชิวฉี่ของพื้นที่มงคลรากบัว ครั้ง แรกที่เหนียงเนียงเทพภูเขาของศาลฉี่ฮวาฉางของภูเขาเตี๋ยเย่เห็น เฉินผิงอัน นางก็อดไม่ไหวเอ่ยอย่างปลงอนิจจังมาประโยคหนึ่งว่า คน ผู้นี้หน้าตาแปลกประหลาดเสียจริง ทั้งยังไม่ใช่คนบนเส้นทางเดียวกับ ข้า ไฉนถึงไม่มีกลิ่นอายความเป็นมนุษย์เลยสักนิด
และในบรรดาเด็กๆ ที่ถูกอิ่นกวานพาออกมาจากกำแพงเมือง ปราณกระบี่ อวี๋ชิงจางก็มีความสงสัยที่คล้ายคลึงกันนี้อยู่สองครั้ง มี แค่สองครั้งเท่านั้นที่รู้สึกว่าอิ่นกวานเหมือนคนตัวเป็นๆ
ครั้งหนึ่งอยู่บนทะเล พวกเขาพบกันครั้งแรกบนเรือลำหนึ่ง อื่น กวานที่ให้พวกเขาเรียกตัวเองว่าอาจารย์เฉา นั่งกินข้าวหันหลัง ให้กับพวกเขา อีกครั้งหนึ่งคือตอนที่กลับมาพบเจอกันอีกครั้งที่ต่าง บ้านต่างเมือง อยู่ในฝูเหยาทวีป ตอนนั้นอวี๋ชิงจางกับเฮ้อเซียงถิงต่าง ก็ออกมาจากภูเขาลั่วพั่ว กราบอวี๋เยว่เป็นอาจารย์แล้ว ตอนนั้นอิ่นก วานยังพูดความในใจบางอย่างกับพวกเขาสองคน
ได้ฟังคำพูดจากใจจริงของเขาแล้ว หรงอวี๋ก็พยักหน้ารับด้วย รอยยิ้ม
หมอผีใหญ่ยุคบรรพกาลที่หน้าบางอย่างมากผู้นี้พลันถามว่า “แม่นางหรงอวี๋ ข้าพูดความในใจไปมากมายขนาดนี้ จะขอยืมเงิน จากเขามาซื้อหนังสือ คงไม่เกินกว่าเหตุหรอกกระมัง?”
หรงอวี๋หลุดขำอย่างอดไม่อยู่ “กำลังดีเลยล่ะ”
บนเส้นทางของการเดินทางไกล เฉินหลิงจวินกับหมี่ลี่น้อยได้ยิน มาว่ามีวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งชื่อว่าวัดฝ่าสี่ ด้านในแขวนกรอบป้ายที่มี เนื้อหาเหมือนกับตัวอักษรซุ้มประตูเมืองเล็กบ้านเกิดของพวกเขา พวกเขาก็สนอกสนใจ ตัดสินใจว่าจะต้องแวะไปดูให้ได้! จงเชี่ยนย่อม ไม่มีความเห็นต่าง เข้าไปจุดธูปในศาลเป็นเรื่องที่ตอนเด็กเขาเองก็
ทำบ่อยๆ ตอนเป็นเด็กหนุ่มรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ ภายหลังกลับคิดว่า ดูเหมือนจะมีประโยชน์อยู่บ้าง หลังจากนั้นมาอีกก็ไม่สนใจแล้วว่ามี หรือไม่มีประโยชน์ ถือเสียว่าให้ตัวเองสบายใจก็พอ
เชิญธูปเทียนเดินผ่านประตูภูเขามา แม่นางน้อยชุดดำที่สะพาย กระเป๋าผ้าฝ้ายเฉียงๆพนมสองมืออยู่ตลอดเวลา ในใจท่องพึมพำอยู่ ตลอด เด็กชายชุดเขียวเบิกตากว้างพยายามมองไปรอบๆ พวกเขา จุดธูปแล้วมานั่งบนเบาะ โขกหัวกราบไหว้พระโพธิสัตว์ ตลอดทางได้ เห็นกรอบป้ายกรอบแล้วกรอบเล่า แต่กลับหากรอบป้ายที่อยากเห็น ไม่เจอ เป็นเพราะเดิมทีในศาลก็ไม่มีกรอบป้ายนี้อยู่แล้ว หรือเป็น เพราะพวกเขาไม่ทันระวังมองข้ามไปกันนะ หมี่ลี่น้อยเกาแก้ม เฉิน หลิงจวินเองก็เกาแก้ม จงเชี่ยนยิ้มพูดปลอบใจพวกเขาแล้วเดินไปที่
หน้าประตูภูเขาด้วยกัน ขณะที่กำลังจะออกจากวัด พวกเขาพลันเงย หน้าขึ้นพร้อมกันอย่างที่ไม่ได้นัดหมาย แล้วก็ได้เห็นกรอบป้ายนั้น พร้อมกัน คือตัวอักษรสี่ตัวนั้น โม่เซี่ยงไหว้จิว” (อย่าแสวงหาสิ่งที่อยู่ นอกกาย)