System Change Life (ระบบเปลี่ยนชีวิต) - ตอนที่ 629 : เหลือแต่ผู้แข็งแกร่ง
เมื่อรับรู้ว่าลู่จือหยุนและลู่อี้มาถึงแล้ว ไป๋เฉินก็พูดด้วย
น้ำเสียงราบเรียบ “ลงไปข้างล่างกันเถอะ”
พูดจบไม่รอให้สองพี่น้องตระกูลลู่ตอบรับอะไร ร่างของเขา
พุ่งลงไปก่อนแล้ว
ลู่จือหยุนกับลู่อี้ที่หอบหายใจเหนื่อยอยู่ เห็นว่าไป๋เฉินพุ่งลง
ไปข้างล่างแล้ว พวกเขาหันมองหน้ากัน ก่อนจะรีบตามลงไป
แม้เหนื่อยหอบ พวกเขาก็ไม่กล้าหยุดพัก เพราะกลัวว่าจะตาม
ไป๋เฉินไม่ทัน
ทั้งสามคนได้ลงมาเหยียบพื้นดินบนภูเขาเห่อเหยียน
อากาศที่บริสุทธิ์ตีเข้ามาใส่ใบหน้า ทำให้รู้สึกสดชื่นไม่น้อยเลย
จริงๆ
“ผู้ฝึกตนกับผู้ฝึกขั้นพลังสเตจมากันมากจริงๆ” ลงเหยียบ
พื้นได้ไม่นาน ลู่จือหยุนกระซิบบอกพี่ชายตัวเอง
ลู่อี้มีสีหน้าเคร่งขรึม แม้เขาไม่อาจสัมผัสได้มากเท่าน้องสาว
ที่เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับเทวะ แต่ว่าเขาก็พอจะสัมผัสได้อยู่บ้าง
ว่ามีผู้ฝึกตนและผู้ฝึกขั้นพลังสเตจไม่น้อยเลย
ไป๋เฉินย่อมไม่ไปสนใจเสียงกระซิบกระซาบของสองพี่น้อง
ตระกูลลู่ เขากวาดผ่านจิตสัมผัสออกไปทั่วทั้งภูเขาเห่อเหยียน
ครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะค้นหาจุดที่ผลไม้พันปีถือกำเนิด
อย่างไรก็ดี เขาไม่อาจพบได้แม้เพียงแต่สัมผัสอันใดที่
เกี่ยวข้องกับผลไม้พันปีเลย เรื่องนี้ ย่อมทำให้เขาขมวดคิ้ว อด
ไม่ได้ที่จะพูดขึ้น “จุดที่ผลไม้พันปีจะถือกำเนิดคือที่ใด?”
ได้ยินคำพูดนี้ ลู่จือหยุนเลิกกระซิบกระซาบกับลู่อี้ในทันที
ก่อนหลับตาลงนึกคิดเล็กน้อย เพียงแค่ชั่วอึดใจเดียว เธอก็ลืม
ตาขึ้นมาตอบ “ตามข้ามาเลยเจ้าค่ะ”
หลังตอบ ไม่รอช้า ลู่จือหยุนก้าวนำออกไปในทันที เธอไม่
ลืมที่จะใช้ทักษะลบตัวตน ถ้าไม่ใช่ผู้ฝึกตนระดับเทวะขึ้นไป
ย่อมไม่มีทางที่จะรับรู้ได้แน่ว่าเธอกำลังเดินอยู่บนภูเขาเห่อเห
ยียน
ลู่จือหยุนไม่ลืมที่จะลบตัวตนให้พี่ชายของตัวเองเป็น
เหมือนกัน ส่วนไป๋เฉินนั้น เธอไม่บังอาจกล้าคิดที่จะลบตัวตน
ให้เขา เนื่องจากเขาแข็งแกร่งกว่าเธอมาก แข็งแกร่งชนิดที่ว่า
ทาบเทียบเปรียบไม่ติดเลย
ความจริง ลู่จือหยุนอยากที่จะรู้มากว่าไป๋เฉินมีพื้นฐานฝึก
ตนอยู่ในระดับไหน แต่เธอก็ไม่กล้าที่จะถามออกมา เธอกลัวว่า
เขาอาจจะไม่ตอบและไม่พอใจในตัวของเธอก็เป็นได้
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงกลืนความอยากรู้ลงท้องไป ส่วนเหตุผลที่
เธอต้องลบตัวตนของตัวเองกับลู่อี้นั้น เป็นเพราะว่าไม่ต้องการ
มีปัญหาในการเดินไปยังจุดที่ผลไม้พันปีจะถือกำเนิด
ปัญหาที่ว่าก็คือพวกผู้ฝึกตนระดับต่ำกว่าเธอ อาจจะเข้ามา
หาเรื่องบ่อยครั้งก็เป็นได้ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้น จึงลบ
ตัวตนเอาไว้ดีสุด
และถึงแม้พวกผู้ฝึกตนและผู้ฝึกขั้นพลังสเตจที่แข็งแกร่ง
เทียบเท่าเธอหรือแข็งแกร่งมากกว่าเข้ามาหาเรื่อง เธอก็ไม่ได้
กังวลเลย ถ้าจะถามว่าทำไมนั้น คำตอบจะมีคำตอบอื่นใดไปได้
นอกจากว่าเธอเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของไป๋เฉิน
เห็นลู่จือหยุนเดินนำออกไป ลู่อี้ไม่รอช้ารีบก้าวเดินติดตาม
ไป ไป๋เฉินเองก็เช่นเดียวกัน เขาก้าวเดินตามไป แน่นอน เขาไม่
ลืมที่จะลบตัวตนของตัวเอง
การลบตัวตนของเขาเหนือล้ำกว่าของลู่จือหยุนมาก ถ้า
ไม่ใช่ผู้ฝึกตนระดับอมตะขั้นปลายหรือผู้อยู่ในสเตจที่ 12 มา
เอง อย่าได้หวังเลยว่าจะสัมผัสถึงตัวตนของเขาได้
ลู่จือหยุนที่ก้าวเดินนำหน้า ล้วนเต็มไปด้วยความฮึกเหิม
ตื่นเต้นและดีใจที่คิดว่าจะได้ผลไม้พันปีมาหนึ่งผล
ก่อนที่จะบังเอิญเจอไป๋เฉินเมื่อสองวันก่อน บอกตามตรง
เลยว่าการแย่งชิงผลไม้พันปี เธอไม่คิดที่จะเข้าร่วม เพราะเธอรู้
ว่าเธอไม่ได้แข็งแกร่งมากขนาดนั้น เรียกได้ว่าการบังเอิญพบ
เจอไป๋เฉิน เป็นโชคดีของเธอ
แต่ในขณะที่ลู่จือหยุน ลู่อี้และไป๋เฉินก้าวเดินอยู่นั้น ไม่คาด
ฝันว่าจะมีน้ำเสียงที่ทรงพลังดังขึ้นมา สะท้อนกึกก้องกวาด
ผ่านไปทั่วภูเขาเห่อเหยียน
“ผลไม้พันปีจะถือกำเนิดอีกสองชั่วโมง ข้าครึ่งเซียนเต้า
เสวียนจากสำนักทะเลเพลิงขอให้ผู้ฝึกตนที่มาทั้งยังภูเขาเห่อเห
ยียนทั้งหมดกลับออกไป ถ้าฝ่าฝืน ข้าจะฆ่าทุกคน!”
ในเวลานี้ทุกผู้ทุกคนที่อยู่ภายในภูเขาเห่อเหยียนต่างก็ได้ยิน
เสียงของครึ่งเซียนเต้าเสวียนจากสำนักทะเลเพลิงกันทั้งนั้น
ซึ่งพวกผู้ฝึกตนและผู้ฝึกขั้นพลังสเตจที่อยู่ต่ำกว่าระดับครึ่ง
เซียนและต่ำกว่าสเตจที่ 10 ต่างก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา ลังเลชั่ง
ใจกับเรื่องผลไม้พันปีสักพัก ก็ตัดสินใจที่จะรักษาชีวิตของ
ตัวเองไว้ พวกเขาต่างพากันรีบออกจากภูเขาเห่อเหยียนอย่าง
รวดเร็ว พร้อมทั้งบ่นสาปแช่งครึ่งเซียนเต้าเสวียนในใจอย่าง
หนักหน่วง
“พะ…พวกเราจะเอายังไงต่อดี?” ลู่อี้ที่หยุดเดินตั้งแต่ได้ยิน
เสียงอันทรงพลังของเต้าเสวียน อดไม่ได้ที่จะพูดออกมาเสียง
สั่น
บอกตามตรงว่าเขารู้สึกกลัว ชื่อเสียงของครึ่งเซียนเต้า
เสวียน เขาได้ยินมานานแล้ว ยิ่งเป็นสำนักทะเลเพลิงยิ่งน่ากลัว
เพราะเจ้าสำนักเป็นผู้ฝึกตนระดับเซียน!
สำนักทะเลเพลิง เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสองสำนักของผู้ฝึก
ตนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกนี้!
ลู่จือหยุนสีหน้าซีดขาวอยู่บ้าง มองไป๋เฉินเพื่อขอความเห็น
ไป๋เฉินหัวเราะเบาๆ “ครึ่งเซียนคนหนึ่งมีอะไรให้ต้อง
กลัว?”
ดวงตาของลู่จือหยุนเปล่งประกายขึ้นมาในทันที เธอไม่ได้
พูดอะไรอีก รีบนำทางต่ออย่างรวดเร็ว
ไป๋เฉินเดินตามเธอไปอย่างไม่เร็วไม่ช้า
ลู่อี้เห็นดังนี้ ก็รีบเดินตามหลังไป แม้ในใจของเขาจะรู้สึก
กลัว แต่เขาก็เลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ไป๋เฉินพูดว่า ‘ครึ่งเซียนคน
หนึ่งมีอะไรให้ต้องกลัว?’
สิบนาทีต่อมา ลู่จือหยุนก็พาไป๋เฉินและลู่อี้เข้าใกล้ยัง
สถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งสถานที่แห่งนี้โอบล้อมด้วยพลังปราณและ
รังสีพลาสม่าอันเข้มข้น เหมาะสำหรับการฝึกตนและเพิ่ม
ระดับสเตจอย่างมาก
ในทันทีที่เข้าใกล้ ก็สังเหตุเห็นได้ว่าสถานที่แห่งนี้มีคนอยู่ห้า
คน ทั้งห้าคนมีสามคนเป็นผู้ฝึกตนระดับครึ่งเซียน ส่วนอีกสอง
คนนั้นเป็นผู้อยู่ในสเตจที่ 10!
จากจุดนี้ เห็นได้ชัดว่าผู้ฝึกตนและผู้ฝึกขั้นพลังสเตจที่อยู่ต่ำ
กว่าระดับครึ่งเซียนและสเตจที่ 10 ต่างหวาดกลัวคำขู่ของครึ่ง
เซียนเต้าเสวียนกันหมด จนไม่มีใครกล้ารั้งอยู่ภายในภูเขาเห่อ
เหยียนอีก
ดังนั้น ในสถานที่แห่งนี้จึงเห็นได้เพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้น
อาจจะบอกได้ว่าเหลือแต่คนแข็งแกร่งก็ไม่ผิดไปเลยแม้แต่น้อย
“หือ? ขนาดข้าบอกไปขนาดนั้นแล้ว ยังมีคนกล้ามาหาที่
ตายอีกรึ?” ชายอ้วนเตี้ยผิวดำคล้ำคนหนึ่งในชุดจีนโบราณสี
แดงเพลิงคนหนึ่ง ขมวดคิ้วพลางแค่นเสียงเย็นชาออกมา
ชายคนนี้ย่อมเป็นครึ่งเซียนเต้าเสวียนจากสำนักทะเลเพลิง
เขามองไปที่ลู่จือหยุนและลู่อี้ด้วยสายตาเย็นชา
“เต้าเสวียน เหลือเชื่อจริงๆ ว่าจะยังมีคนไม่กลัวเจ้าอยู่
สงสัยชื่อเสียงของเจ้าคงกระจอกเกินไปกระมัง!” เสียงหัวเราะ
หยันหนึ่งดังขึ้น ผู้หัวเราะเป็นชายชราในชุดผ้าฝ้ายสีขาว
“กล่าวเช่นนี้ออกจะดูแคลนเต้าเสวียนเกินไป แต่ข้าก็เห็น
ด้วยกับเจ้าจิ้นฉ่วง” ชายวัยกลางคนผิวขาวในชุดชาวบ้าน
ธรรมดาพูดแทรกขึ้น
“จิ้นฉ่วง! มู่หยิน!” ความโกรธพลันปะทุขึ้นในใจของเต้า
เสวียน
ชายชราจิ้นฉ่วงคือครึ่งเซียนจากสำนักตาข่ายหิน ซึ่งเป็น
สำนักใหญ่ที่เทียบเคียงได้กับสำนักทะเลเพลิง ส่วนมู่หยินเป็นผู้
ฝึกตนระดับครึ่งเซียนสันโดษ ทั้งจิ้นฉ่วงและมู่หยิน เห็นได้ชัด
ว่าไม่ชอบขี้หน้าเต้าเสวียน