System Change Life (ระบบเปลี่ยนชีวิต) - ตอนที่ 655 : อนาคตที่ดำเนินไป
“อะแฮ่ม” ไป๋เฉินผู้มาจากอีกพาราเรลเวิลด์หนึ่งกระแอม
ไอเล็กน้อย ช่วยปลุกให้ไป๋เฉินกับซูเอ๋อเอ๋อตื่นจากโลกที่มีเพียง
แค่สองคน
“สวัสดีทุกคน ผมมีเวลาไม่มาก จะขอเข้าเรื่องเลยก็แล้ว
กัน”
ไป๋เฉินผู้มาจากอีกพาราเรลเวิลด์หนึ่งพูด เขาหยุดเล็กน้อย
ก่อนที่จะพูดต่อ
“ที่ผมมายังพาราเรลเวิลด์นี้ ล้วนเป็นเพราะคำขอร้องของ
เอ๋อเอ๋อ เธออยากที่จะมาพบกันตัวผมในพาราเรลเวิลด์นี้มา
โดยตลอด แต่น่าเสียดายที่ตัวผมไม่มีพลังมากพอ จนเวลา 20
ปีล่วงเลยผ่านพ้น ผมถึงมีพลังและความสามารถมากพอที่จะ
พาเธอมาได้”
“ในวันนี้ผมก็พาเธอมาแล้ว ถ้าสงสัยเรื่องอะไร สามารถ
ถามกับเธอได้”
ไป๋เฉินผู้มาจากอีกพาราเรลเวิลด์หนึ่งพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดว่า
สำคัญจนแล้วเสร็จ จากนั้นเขาก็มองไป๋เฉิน นาเมียน่า หลี่หลิน
หลงซูอิน ซูเสวี่ยหนิง ไป๋เสวี่ยเฉิน ไป๋อิ่นเย่ว ไป๋ลั่วเอ๋อร์และไป๋
เยวี่ยนาด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น
สุดท้ายหันมามองซูเอ๋อเอ๋อที่ยืนอยู่ข้างตัวเอง สายตาของ
เขาอ่อนโยน “เอ๋อเอ๋อ พี่มาส่งได้เท่านี้ จากนี้ดูแลตัวเองให้ดี
คิดถึงพวกเราเมื่อไหร่ สามารถขอให้ตัวพี่ในพาราเรลเวิลด์นี้พา
ไปหาได้ทุกเมื่อ เพราะเขาแข็งแกร่งกว่าพี่ระดับหนึ่ง”
พูดจบยกมือขึ้นลูบศีรษะของซูเอ๋อเอ๋อครั้งหนึ่ง
“ขอบคุณค่ะพี่ชาย หนูจะกลับไปเยี่ยมบ่อยๆ” ซูเอ๋อเอ๋อ
ตอบรับด้วยรอยยิ้มที่ใบหน้ายังคงมีน้ำตาไหลรินลงมา แต่นี่
ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสียใจ หากแต่เป็นน้ำตาแห่งความสุขที่
เธอได้พบกับไป๋เฉินอีกครั้ง
“ดีแล้ว” ไป๋เฉินผู้มาจากอีกพาราเรลเวิลด์หนึ่งยิ้มแล้วก็
หัวเราะ ก่อนจะทะยานร่างกระโดดหายเข้าไปในช่องว่างมิติที่
เขาฝืนบังคับฉีกกระชากให้เปิด
“ทุกคน ไว้พบกันใหม่” ก่อนไป เขาแน่นอนไม่ลืมหันมา
บอกลา
เพียงช่วงเวลากระพริบตาผ่าน รอยแยกของช่องว่างมิติก็
หายไปพร้อมกับไป๋เฉินผู้มาจากอีกพาราเรลเวิลด์หนึ่งเสียแล้ว
ไม่พูดไม่ได้ว่าไป๋เฉินคนนี้ ช่างมาเร็วไปเร็วเสียจริง
“หมอนี่…” ไป๋เฉินถึงกับพูดไม่ออก เขาได้แต่ส่ายหน้าไปมา
“น้าเอ๋อเอ๋อ” ไป๋ลั่วเอ๋อร์พลันวิ่งเข้าหาซูเอ๋อเอ๋อด้วยดวงตา
ที่เป็นประกาย “น้ามาจากอีก…เอ่อ โพโรเวอร์? หนึ่งใช่ไหม
ค่ะ?”
ซูเอ๋อเอ๋ออดขำไม่ได้ เธอเช็ดน้ำตาของตัวเองออก ก้มตัวลง
ดึงตัวไป๋ลั่วเอ๋อร์เข้ามากอด “อีกพาราเรลเวิลด์หนึ่งค่ะ ลั่ว
เอ๋อร์คนดีของน้า”
“น้าเอ๋อเอ๋อ หนูไป๋อิ่นเย่วค่ะ หนูที่ฝั่งนั้นเป็นคนยังไงคะ?”
เธอถามอย่างอยากรู้อย่างเห็น
“แทบจะเหมือนหนูทุกประการ” ซูเอ๋อเอ๋อบอก ก่อนปล่อย
ไป๋ลั่วเอ๋อร์ออกจากอ้อมกอดและลุกขึ้นยืน
ไม่รอให้คนอื่นได้พูดอะไรอีก เธอจ้องมองซูเสวี่ยหนิง หลี่
หลิน หลงซูอินและนาเมียน่าอย่างจริงจัง
“พี่เสวี่ย พี่ซูอิน พี่หลิน พี่นาเมียน่า ฉันขอเวลาพูดคุยตาม
ลำพังกับพี่ชายได้ไหมคะ?” ซูเสวี่ยหนิงจ้องมองน้องสาวที่
คุ้นเคย แต่ก็แปลกหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก็พยักหน้าลง เธอเป็น
ผู้หญิงทำไมจะดูไม่ออก ว่าน้องสาวคนนี้ของเธอรู้สึกยังไงกับ
สามีของเธออย่างไป๋เฉิน
“ได้สิ” คนอื่นๆ ไม่เห็นต่างจากซูเสวี่ยหนิงมากนัก พวกเธอ
รู้สึกเห็นใจซูเอ๋อเอ๋อไม่น้อย เฝ้ารอ 20 ปี กว่าที่จะได้มาพบกับ
ไป๋เฉินอีกครั้ง พวกเธอพาพวกเด็กๆ เดินจากไปยังทิศทางที่
บ้านตั้งอยู่ ทำให้ในพื้นที่แห่งนี้ หลงเหลือเพียงไป๋เฉินและซูเอ๋
อเอ๋อ
มีสายลมพัดพาเอากลิ่นอายของทะเลมา อากาศที่สดชื่น
ท้องฟ้าที่สดใส แสงแดดที่อ่อนจาง ทุกสิ่งอย่างประหนึ่งลงตัว
รอคอยให้ช่วงเวลานี้มาถึง
ฟึบ!
โดยปราศจากซึ่งคำพูด ร่างของซูเอ๋อเอ๋อพุ่งเข้ากอดไป๋เฉิน
ในทันที เธอกอดเขาแน่น
“พี่ชาย…อยากเจอ…อยากเจอมาตลอดเลย!” น้ำเสียงของ
เธอสั่นไหว หยดน้ำตาไหลรินหลั่ง พรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย
ไป๋เฉินโอบกอดตอบเธอ “พี่รู้”
เขาแน่นอนว่ารับรู้ถึงความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในใจของ
เธอในเวลานี้ แต่เขาไม่เคยคิดถึงเลยว่าเธอจะถึงขนาดข้าม
พาราเรลเวิลด์มาหาเขาแบบนี้ นอกจากนี้ก็ดูเหมือนว่าเธอ
ตัดสินใจที่จะอยู่กับเขาที่นี่แล้วเสียด้วย
“พี่ชาย ฉันมีบางอย่างที่อยากจะบอกพี่มาตลอด ฉัน…” ซู
เอ๋อเอ๋อผละออกจากอ้อมกอดของไป๋เฉิน เธอพูดออกมาด้วย
น้ำเสียงจริงจัง ทว่ากลับถูกหยุดไว้โดยไป๋เฉิน “ไม่จำเป็นที่
จะต้องพูดอะไรทั้งนั้น”
จบถ้อยคำนี้ ริมฝีปากของไป๋เฉินก็ประกบลงที่ริมฝีปากของ
ซูเอ๋อเอ๋อ ดวงตาของเธอเบิกกว้างก่อนจะหลับตา น้ำตาหยด
ลงมาหนึ่งหยด ความสุขมากมายปะทุขึ้นมาภายในใจของเธอ
ไป๋เฉินที่รับรู้ความรู้สึกของเธอ ย่อมไม่อาจที่จะปฏิเสธเธอ
เขาเชื่อว่าเหล่าภรรยาของเขาก็คงจะเห็นดีด้วยอย่างแน่นอน
……….
มีใครบางคนเคยพูดเอาไว้ว่าเวลามักผ่านไปเร็วเสมอ
ในตอนนี้ก็เช่นเดียวกัน เวลาอีกห้าปีได้ผ่านพ้นมาแล้ว
ไป๋เฉินที่ดูมีอายุเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย กำลังยืนอยู่บนหน้าผาที่
สูงชันแห่งหนึ่ง เขาอยู่ในชุดสูทสีดำ ในมือถือรูปภาพใบหนึ่งอยู่
มันเป็นรูปภาพครอบครัวที่อบอุ่นของเขา ประกอบด้วยตัวเขา
ภรรยาของเขา เขามีภรรยาทั้งสิ้นเจ็ดคนด้วยกัน
ถ้าจะถามว่าทำไมเขาถึงมีภรรยาเพิ่มขึ้นมาอีกสามคน คง
ต้องย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน ในตอนที่ซูเอ๋อเอ๋อจากอีกพารา
เรลเวิลด์หนึ่งมาถึง เธอที่มาถึงได้ใช้เวลาร่วมกับเขาได้ถูก
ยอมรับโดยเหล่าภรรยาของเขา จนกลายเป็นภรรยาคนที่ห้า
จากนั้นซูเอ๋อเอ๋อของพาราเรลเวิลด์นี้ก็ดูจะมีความรู้สึกไม่
ต่างกัน ด้วยความพยายามเธอก็กลายเป็นภรรยาคนที่หกของ
เขา ติดตามมาด้วยซูซินถง แม้เธอจะอายุเลยวัยแต่งงานแล้ว
แต่เธอก็ยังคงสวยไม่เปลี่ยน เนื่องจากเม็ดยาคงความเยาว์วัยที่
ไป๋เฉินหามาให้
ไม่รู้เธอไปเอาความกล้ามาจากไหน ตามจีบไป๋เฉินอย่างเอา
เป็นเอาตาย สุดท้าย เธอก็ได้ลงเอยเป็นภรรยาคนที่เจ็ดของ
เขา
บนรูปภาพไม่ได้มีเพียงแค่เขาและภรรยาเจ็ดคนเท่านั้น ยัง
มีพวกลูกๆ อยู่ด้วย ไป๋เสวี่ยเฉินอายุ 20 ปีแล้ว ไป๋อิ่นเย่วอายุ
18 ปี ไป๋ลั่วเอ๋อร์อายุ 15 ปี ไป๋เยวี่ยนาอายุ 10 ขวบ
ในช่วงห้าปีที่ผ่านมานี้ ไป๋เฉินมีลูกกับซูเอ๋อเอ๋อทั้งสองคน
และซูซินถงด้วยเช่นกัน
ลูกกับซูเอ๋อเอ๋อคนแรกชื่อว่าไป๋อิงอิ๋ง อายุ 5 ขวบ ลูกกับซู
เอ๋อเอ๋ออีกคนชื่อว่าไป๋อี้เฟย อายุ 4 ขวบ ส่วนสุดท้ายลูกกับซูซิ
นถง ชื่อไป๋ซินยวิน อายุ 3 ขวบ ทั้งสามคนล้วนเป็นเด็กผู้หญิง
ใบหน้าของทุกคนบนรูปภาพล้วนยิ้มแย้มเต็มไปด้วย
ความสุข
“กำลังดูอะไรอยู่?” มีน้ำเสียงที่อ่อนหวานดังขึ้นมาจาก
เบื้องหลัง
ไป๋เฉินแม้ไม่มองกลับไปก็รู้ว่าเป็นเสียงของใคร นอกจาก
เสียงของซูเสวี่ยหนิง หนึ่งในภรรยาของเขาแล้ว ก็ไม่ใช่เสียง
ของใครอื่น
“รูปครอบครัวของเรา” เขาตอบ พลางเงยหน้ามองขึ้นไป
บนท้องฟ้า ซึ่งในยามนี้ท้องฟ้ากำลังมืดปนสว่าง ดวงอาทิตย์
ค่อยๆ โผล่ขึ้นมา ภาพที่กำลังพบเห็นในตอนนี้ ช่างงดงามจน
เกินจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้
ด้านหลังของไป๋เฉินไม่ได้มีเพียงซูเสวี่ยหนิงคนเดียว หลี่
หลิน หลงซูอิน นาเมียน่า ซูซินถง ซูเอ๋อเอ๋อ ซูเอ๋อเอ๋อจากอีก
พาราเรลเวิลด์หนึ่ง ไป๋เสวี่ยเฉิน ไป๋อิ่นเย่ว ไป๋ลั่วเอ๋อร์ ไป๋เยวี่ย
นา ไป๋อิงอิ๋ง ไป๋อี้เฟย ไป๋ซินยวิน ครอบครัวของเขาทั้งหมด
ล้วนอยู่ครบ
ในตอนนี้ทุกคนกำลังมองยังดวงอาทิตย์ที่กำลังลอยขึ้นมา
ในช่วงเช้ามืด ดวงตาของทุกคนล้วนเป็นประกายชื่นชมกับ
ความสวยงามของภาพที่ได้เห็น
ไป๋เฉินพลันหมุนตัวกลับมา มองทุกคน รอยยิ้มแห่ง
ความสุขฉายชัดบนใบหน้า พึมพำเสียงแผ่วเบา
“ทั้งหมดนี้ต้องของคุณระบบเปลี่ยนชีวิต!”
———- [ จบบริบูรณ์ ] ———-
ตอนพิเศษ 1 : ไป๋ไหวฉิ่ง
ปักกิ่งปี 2042 ในวันที่หิมะโปรยปรายลงมา อากาศหนาว
เย็นได้กระจายอยู่ภายในอากาศ ชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดเสื้อกัน
หนาวตัวหนา กางเกงยีนส์สีดำ รองเท้าผ้าใบราคาถูกกำลังเดิน
บนถนนที่เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน สองมือล้วงอยู่ในกระเป๋า
เสื้อแขนยาวตัวหนา
“อากาศวันนี้หนาวเย็นผิดปกติไปจริงๆ” ชายหนุ่มคนนี้พูด
กับตัวเอง “เธออยู่ที่ไหนกันนะ เราค้นหามาปีกว่าแล้ว กลับหา
ไม่พบ ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปได้แย่แน่ ท่านพ่ออาจจะมาตาม
เรากลับไป”
ใบหน้าของชายหนุ่มคนนี้ ไม่พูดไม่ได้ว่าหล่อเหลามาก ซึ่ง
อันที่จริง เขาไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากไป๋ไหวฉิ่ง ลูกชายร่าง
แยกของไป๋เฉินกับเจี้ยนอู่ชวง
สาเหตุที่เขาข้ามจากโลกปราณสวรรค์มายังโลกปัจจุบัน
ล้วนเป็นเพราะว่าต้องการตามหาหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งเคยช่วย
เขาไว้ในตอนที่มายังโลกปัจจุบันครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 15 ปี
ในตอนนั้น เขาขอให้พ่อของเขาพามาด้วย เนื่องจากพ่อ
ของเขาเคยเล่าเรื่องของโลกปัจจุบันให้ฟังบางครั้ง จึง
กลายเป็นความฝันที่จะต้องมาให้ได้ในสักวัน
หลังจากมาถึง เขาก็แอบหนีพ่อมาเที่ยวเล่น จนสุดท้ายหลง
ทาง ท้องว่างด้วยความหิว ไม่มีเงินติดตัวสักบาท ได้แต่ร้องคร่ำ
ครวญว่าตัวเอง ควรจะศึกษาโลกปัจจุบันอย่างละเอียดก่อน
ในขณะนั้น ไม่คาดฝันว่าจะมีหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาให้การ
ช่วยเหลือแก่เขา ไม่ว่าจะเป็นบอกทิศทางหรือว่าเลี้ยงข้าว
ในตอนนั้น ไป๋ไหวฉิ่งรู้สึกได้ถึงความใจดีของอีกฝ่าย เขา
ถึงกับหวั่นไหวขึ้นมา แต่ยังไม่ได้ร่ำลากันดีหรือตอบแทน
บุญคุณเธอ พ่อของเขาก็มาพาเขากลับไปทั้งๆ อย่างนั้น
เรื่องนี้บอกตามตรงว่ามันทำให้ไป๋ไหวฉิ่งรู้สึกผิดต่อเธอ จึง
คิดอยากที่จะมาขอโทษและตอบแทนบุญคุณ
แต่น่าเสียดาย พ่อของเขาไม่ให้เขามา ไม่สิ ไม่ใช่พ่อของเขา
หากแต่แม่ของเขาที่สั่งห้ามไม่ให้เขามา จนเวลาเลยผ่านมาห้า
ปี เขาถึงได้กลับมายังโลกปัจจุบันอีกครั้ง เขาต้องขอร้องอ้อน
วอนแม่ของเขาห้าปีเต็มกว่าที่แม่ของเขาจะอนุญาตให้มา
แน่นอนว่าคนที่พาเขามาย่อมเป็นพ่อของเขา ไป๋ไหวฉิ่งอยู่ที่
โลกปัจจุบันมาหนึ่งปีแล้ว เขาค้นหาหญิงสาวคนนั้นในทุกที่ที่
สามารถไปได้ ทว่าไม่มีที่ไหนเลยในประเทศจีนที่เขาจะหาเธอ
พบ
“เห้อ” ไป๋ไหวฉิ่งถอนหายใจ เขาก้มลงดูนาฬิกาที่ข้อมือ
เล็กน้อย พบว่ามันเป็นเวลาเที่ยงแล้ว เขาจึงคิดที่จะไปหาอะไร
ถมท้องตัวเองสักหน่อย
สายตาสำรวจมองรอบด้าน เห็นแผงลอยขายอาหารร้าน
หนึ่งตั้งอยู่ข้างฟุตบาท เขาไม่ลังเลที่จะก้าวเดินเข้าไป
ร้านแผงลอยนี้ขายข้าวผัดไข่ กลิ่นหอมโชยออกมาขณะ
หญิงวัยกลางคนกำลังผัดข้าวด้วยความขยันขันแข็ง ท่ามกลาง
อากาศที่หนาวเหน็บ หิมะโปรยปราย
“ป้าครับ ขอข้าวผัดที่หนึ่ง” ไป๋ไหวฉิ่งสั่งข้าวผัดในทันทีที่
มาถึง
“ได้จ๊ะ” หญิงวัยกลางคนยิ้มตอบรับ สีหน้าเธอแม้ดูซีดไป
บ้าง ขอบตาดำคล้ำเล็กน้อย แต่ก็จัดได้ว่าเป็นคุณป้าใจดีคน
หนึ่ง
“เทศกิจมา!” ในจังหวะนี้เอง ร้านแผงลอยที่อยู่ไม่ไกลได้
แหกปากร้องตะโกน รีบเก็บแผงลอยของตัวเองแล้วพยายาม
หนี แต่น่าเสียดายที่เขาหนีไม่พ้น
เทศกิจหลายคนเข้าจับกุมร้านขายแผงลอยหลายแผง
รวมถึงร้านขายแผงลอยที่ไป๋ไหวฉิ่งกำลังรอข้าวผัดอยู่ด้วย
เทศกิจวัยกลางคนอ้วนพุงโต เสื้อผ้าเทศกิจแทบจะปริแตก
ออก เพราะร่างกายของชายคนนี้อ้วนเกินไป เดินเข้ามาพร้อม
กับลูกน้องเทศกิจสองคนข้างหลัง
“เฉิงจีหนาน ฉันบอกเธอกี่ครั้งแล้วว่าห้ามตั้งแผงลอย
บริเวณนี้!” เทศกิจอ้วนพุงโตคนนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นหัวหน้าชุด
ปฏิบัติงานเทศกิจ พอมาถึงหน้าร้านแผงลอยข้าวผัด เขาก็
ตวาดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
หญิงวัยกลางคนหน้าซีดมากกว่าที่เป็น “หัวหน้าหลิน คุณ
ทำแบบนี้ไม่ได้ ที่นี่หัวหน้าฝางอนุญาตให้ตั้งร้านแผงลอยขาย
ได้!”
“นี่กล้าต่อปากต่อคำกับฉันเรอะ? ฝางเถียนหยางเกษียณไป
แล้ว ตอนนี้ฉันเป็นหัวหน้า บอกว่าไม่ให้ขายก็คือไม่ให้ขาย!”
หัวหน้าเทศกิจคนนี้มีชื่อว่าหลินเตียว เขาพูดอย่างไม่สบ
อารมณ์
ได้ยินแบบนี้ เฉิงจีหนานได้แต่กัดริมฝีปากอ้อนวอน
“หัวหน้าหลิน คุณก็รู้ว่าฉันกับสามีต้องการหาค่ารักษาลูก เห็น
แก่ที่ครอบครัวของเราเคยช่วยคุณไว้หลายเรื่องด้วยเถอะ ให้
ฉันขายที่นี่เถอะนะ”
“เหอะ! คิดจะมาอ้างบุณคุณเหรอ? น่าขำ ฉันไม่สนใจไอ้
ของพรรค์นั้นหรอกจะบอกให้ เมื่อก่อนครอบครัวของเธอมี
ฐานะ เป็นเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ มาดูตอนนี้สิ กลับตก
เป็นแม่ค่าแผงลอยขายข้าวผัด!” หลินเตียวเยาะเย้ย ลูกน้อง
เทศกิจสองคนล้วนหัวเราะ
เฉิงจีหนานหน้าซีดขาวยิ่งกว่าเดิม สองมือกำแน่น เห็นได้
ชัดว่าโกรธอยู่ หลินเตียวเป็นคนเนรคุณอย่างแท้จริงสำหรับ
ครอบครัวของเธอ เมื่อก่อนครอบครัวของเธอมีฐานะ เวลา
หลินเตียวเดือดร้อนก็ให้ความช่วยเหลือ เพราะเห็นแก่ที่เป็น
เพื่อนบ้านกัน
แต่หลินเตียวกลับตอบแทนครอบครัวของเธอแบบนี้ จะ
ไม่ให้เธอโกรธได้ยังไง แต่ถึงแม้ว่าเธอจะโกรธ เธอก็ทำอะไรอีก
ฝ่ายไม่ได้อยู่ดี
“ลุงอ้วน แกนี่เนรคุณคนเสียจริงเลยนะ พ่อของฉันเคยพูด
เอาไว้ คนแบบนี้ไม่ต่างจากเศษสวะ!” ไป๋ไหวฉิ่งที่ยังไม่ได้ไป
ไหนอยู่ๆ ก็พูดขึ้น เขามองหลินเตียวอย่างรังเกียจ
“แก!” หลินเตียวโกรธในทันที เขาเป็นถึงหัวหน้าเทศกิจ
ไหนเลยเคยถูกชายหนุ่มคนหนึ่งที่อายุน้อยกว่ามากพูดแบบนี้
ใส่
“จัดการมัน!” หลินเตียวสั่งลูกน้องสองคนให้ลงมือในทันที
“ครับหัวหน้า” ทั้งสองคนรับคำ ก่อนวิ่งเข้าใส่ไป๋ไหวฉิ่ง
ไป๋ไหวฉิ่งส่ายหน้าไปมาอย่างอดไม่ได้ ชกหมัดง่ายๆ ออกไป
สองหมัด ร่างของคนทั้งสองก็ปลิวไปราวกับสายป่านถูกตัด
ขาด ตกกระแทกพื้น ไม่มีการขยับเคลื่อนไหวใดอีก เห็นได้ชัด
ว่าหมดสติไปแล้ว
เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหลินเตียว หรือว่าเฉิงจีหนาน
ต่างก็ตกใจ
แต่หลินเตียวตกใจไม่นาน เขาก็โกรธมากยิ่งกว่าเดิม “ไอ้
เด็กเวรถึงกับกล้าทำร้ายเจ้าหน้าที่เทศกิจ!”
“แล้วจะทำไม?” ไป๋ไหวฉิ่งไม่เคยเกรงกลัวคนเลว “ไม่เพียง
ทำร้ายเจ้าหน้าที่เทศกิจ ฉันจะทำร้ายแกด้วย ไอ้คนเนรคุณ!”
พูดจบ ก้าวเดินย่างสามขุมเข้าหาหลินเตียว หมัดกระแทก
ลงที่ใบหน้าของหลินเตียวอย่างจัง ใบหน้าของอีกฝ่ายถึงกับยุบ
ลงไป เลือดสายกระจายออกมา จมูกหัก ฟันกระเด็น ปลิวละ
ลิ่วออกไปก่อนตกลงพื้น หมดสิ้นสติไปแล้ว
คนที่เห็นเหตุการณ์มีเพียงเฉิงจีหนานคนเดียว ส่วนคนอื่นๆ
แม้อยู่ใกล้แค่ไหนก็ไม่อาจเห็น เนื่องจากไป๋ไหวฉิ่งจำกัดไว้
เห็นเขาแบบนี้ เขาก็เป็นผู้ฝึกตนระดับตำนานคนหนึ่ง ทั้งยัง
ไม่ใช่ระดับตำนานขั้นต้น หากแต่เป็นขั้นปลาย!
ด้วยศักยภาพระดับนี้ เพียงพอที่จะยกให้เขาเป็นอัจฉริยะ
ระดับสัตว์ประหลาดที่หลายล้านปีจะปรากฏออกมาสักคน
“แม่” ในขณะที่เฉิงจีหนานกำลังตกใจอย่างมากกับสิ่งที่
เกิดขึ้น ก็มีน้ำเสียงหวานใสแต่อ่อนแรงดังขึ้นมา
พอได้ยินเสียงนี้ ไป๋ไหวฉิ่งหันมองไปอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น
ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง จากดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายก็แข็ง
ทื่อ ริมฝีปากสั่น สองมือกำแน่นอย่างไม่รู้ตัว ลมหายใจราว
หยุดชะงักไปชั่วขณะ!
ตอนพิเศษ 2 : เฉิงจีหนิง
“แม่” หญิงสาวในชุดเรียบง่าย ใบหน้าสวยงามแต่ซีดขาว
แทบไร้สีเลือด กำลังเดินถือปิ่นโตเข้ามาหาเฉิงจีหนาน สีหน้า
ของเธอร้อนรนอยู่บ้าง เนื่องจากเธอเห็นเทศกิจหลายคนกำลัง
ตามจับร้านแผงลอยอยู่
“แม่ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” หญิงสาวคนนี้ถามอย่างเป็นห่วง
เป็นใย
“จีหนิง ลูกออกมาทำไม?” เฉิงจีหนานรีบเข้าไปหาลูกสาว
ลูกสาวของเธอชื่อเฉิงจีหนิง สองสามปีมานี้ล้มป่วยด้วยโรค
ประหลาดที่แม้แต่หมอมีชื่อเสียงยังรักษาไม่ได้ ยังดีที่มี
สมุนไพรบางตัวที่หมอจีนชราแนะนำว่ามันสามารถชะผลของ
โรคได้
แต่สมุนไพรชนิดนี้ก็มีราคาแพงมาก ถ้าเป็นฐานะแต่ก่อน
สมุนไพรระดับนี้ทางครอบครัวของเฉิงจีหนานคงซื้อได้อย่างไม่
ลำบาก แต่ไม่ใช่กับตอนนี้ ต้องเก็บเงินสามถึงสี่เดือนถึงจะซื้อ
ได้ครั้งหนึ่ง
“ฉันเป็นห่วงแม่ กลัวทำงานแล้วลืมเวลาทานข้าว จึง
ทำกับข้าวมาให้” เฉิงจีหนิงยิ้มนุ่มนวล เธอค่อนข้างที่จะ
เหมือนแม่ของเธอ ไม่ว่าจะหน้าตาหรือว่านิสัยที่อ่อนโยน
“เธอไม่สบายเหรอ?” อยู่ๆ ไป๋ไหวฉิ่งก็ก้าวเดินเข้ามาหา
อย่างร้อนรน ใบหน้าของเขาฉายชัดถึงความเป็นห่วง
เฉิงจีหนานกับเฉิงจีหนิงมองมาในทันที
“นายเป็นใคร?” เฉิงจีหนิงถามอย่างสงสัย เธอคิดว่าเธอไม่
รู้จักผู้ชายคนนี้แน่นอน
“น้องชาย ขอบคุณนะที่ช่วยฉัน แต่เธอจะลำบากใน
ภายหลัง หลินเตียวเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น” เฉิงจีหนานพูด
อย่างสำนึกขอบคุณและเสียใจในเวลาเดียวกัน
“พูดอะไรกันครับคุณป้า เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง ไม่ต้อง
กังวลครับ ต่อไปหลินเตียวอะไรนี่ไม่กล้ามาปรากฏตัวต่อหน้า
คุณป้าอีกแน่นอน” ไป๋ไหวฉิ่งพูดด้วยความมั่นใจ
หลังพูดจบ เขาก็มองใบหน้าของเฉิงจีหนิง ไม่รู้ทำไมหัวใจ
ของเขาถึงได้เต้นแรงนัก
“เธอจำฉันไม่ได้เหรอ? เมื่อห้าปีก่อน ฉันได้เธอช่วยเอาไว้”
“ห้าปีก่อน?” เฉิงจีหนิงครุ่นคิด ทันใดนั้นก็เหมือนจะนึก
ออก “อ้อ ที่แท้นายก็คือเด็กคนนั้นที่ทำหน้าจะร้องไห้ตอนอยู่
คนเดียวสินะ”
“เอ่อ…” ไป๋ไหวฉิ่งหน้าแดง ห้าปีก่อนในวันนั้น เขาทำ
หน้าตาแบบนั้นซะที่ไหนกันเล่า เธอนี่ก็!
แต่เขาก็ไม่อยากโต้เถียงกับเธอ ได้แต่หัวเราะแหะๆ ออกมา
“รีบกลับกันเถอะ” เฉิงจีหนานรีบพูด เธอกลัวว่าหลินเตียว
จะรู้สึกตัวขึ้นมาแล้วมาเอาเรื่อง
“ผมช่วยครับ” ไป๋ไหวฉิ่งที่หาหญิงสาวที่เขาตามหามานาน
พบแล้ว ย่อมรู้สึกอารมณ์ดี รีบช่วยเหลือเฉิงจีหนานเก็บแผง
ลอยอย่างรวดเร็ว
……….
ภายในห้องเช่าขนาดไม่ใหญ่มาก ไป๋ไหวฉิ่งกำลังกิน…ไม่สิ
สมควรบอกว่าสวาปามมากกว่า
“อร่อยสุดๆ อร่อยมาก” ไป๋ไหวฉิ่งกินไปพูดไป ใบหน้า
ประดับเอาไว้ด้วยความสุขที่ได้กินของอร่อย เพียงพริบตาเดียว
อาหารที่วางอยู่พื้นตรงหน้าก็หายเรียบ
“……” เฉิงจีหนาน
“…..” เฉิงจีหนิง
สองแม่ลูกต่างพูดไม่ออก พวกเธอกินได้ไม่กี่คำ หมอนี่ก็ซัด
หมดแล้ว มีความเกรงใจกันบ้างไหมพ่อคุณ!
“นายนี่ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ” เฉิงจีหนิงอดพูดออกมาไม่ได้
เธอยังจำได้ดีว่าเมื่อห้าปีก่อน หมอนี่ที่เธอเลี้ยงข้าวก็สวาปาม
อาหารอย่างนี้
“ก็มันอร่อยนี่น่า” ไป๋ไหวฉิ่งพูดในขณะวางจานข้างลง “ว่า
แต่มีอีกไหม?”
“ตะกละ!” เฉิงจีหนิงอดว่าไม่ได้
เฉิงจีหนานได้แต่มองทั้งสองคนด้วยรอยยิ้ม เธอคิดว่ามัน
นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่ลูกสาวของเธอไม่ได้คุยกับเพื่อนแบบนี้
แต่จะเรียกเพื่อนก็เรียกได้ไม่เต็มปาก เพราะจากที่เธอได้ฟังลูก
สาวเล่า ลูกสาวของเธอได้ช่วยเหลืออีกฝ่ายไว้ด้วยความสงสาร
จนห้าปีค่อยมีโอากาสได้บังเอิญพบกันอีกครั้ง
“แหะแหะ” ไป๋ไหวฉิ่งหัวเราะด้วยความกระดากอาย
จากนั้นเขาตัดสินใจถามเรื่องที่สงสัย “ว่าแต่ว่าเธอป่วยเป็น
อะไรเหรอ?”
เรื่องนี้เขาได้ยินเฉิงจีหนานพูดตอนขอร้องหลินเตียว
ได้ยินคำถามนี้ ไม่ว่าจะเป็นเฉิงจีหนิงหรือว่าเฉิงจีหนานต่าง
ก็นิ่งเงียบลงไป
แต่เพียงไม่นาน เฉิงจีหนิงก็ส่ายหน้าไปมา “ฉันเองก็ไม่รู้
อยู่ๆ เมื่อสามปีก่อน ฉันก็เริ่มเป็น ถึงจะไปหาหมอที่
โรงพยาบาลมีชื่อเสียง ก็ไม่อาจรู้ได้อยู่ดีว่าเป็นโรคอะไร”
พูดจบสีหน้าของเธอก็แสดงออกถึงความเศร้า ด้วยที่เป็น
โรคประหลาดนี้ ร่างกายของเธอจึงไม่ค่อยแข็งแรง ไปไหนไกล
มากคนเดียวไม่ได้ ไม่แม้แต่จะช่วยงานแม่ของเธอได้
“อย่าเศร้าไปเลย ลองดูนี่ ฉันมียาวิเศษอยู่เม็ดหนึ่ง ถ้าเธอ
กินเข้าไป รับรองเลยว่าเธอหายเป็นปลิดทิ้งในพริบตาแน่” ไป๋
ไหวฉิ่งพูด ขณะเดียวกัน เขาก็ล้วงมือเข้าไปภายในกระเป๋าเสื้อ
แขนยาวตัวหนา ซึ่งไม่มีอะไรอยู่เลย
แต่ในตอนที่เขาเอามือออกมากลับมีขวดหยกใสสวยงามติด
มาด้วย นี่แน่นอนเป็นเพราะไป๋ไหวฉิ่งหยิบออกมาจากแหวน
มิติ
สายตาของสองแม่ลูกตระกูลเฉิงได้จดจ้องยังขวดหยกใส
สวยงามที่อยู่ในมือของไป๋ไหวฉิ่ง พวกเธอสามารถมองเห็นได้
ว่าภายในขวดหยกมีเม็ดยาสีขาวบริสุทธิ์อยู่
“รับไปสิ ฉันอยากขอบคุณเธอมานานแล้ว และก็ขอโทษ
ด้วยที่ในตอนนั้น อยู่ๆ ก็หายไป” ไป๋ไหวฉิ่งเห็นว่าเฉิงจีหนิงไม่
รับไปเสียที จึงอดที่จะพูดออกมาไม่ได้
แต่แม้ไป๋ไหวฉิ่งจะพูดออกมาแบบนี้ เฉิงจีหนิงก็ยังไม่รับไป
เรื่องเช่นนี้ ไม่นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกอะไร เพราะถึงแม้ว่าเฉิง
จีหนิงจะเคยให้ความช่วยเหลือไป๋ไหวฉิ่ง จนได้มาพบกันอีก
ครั้งในวันนี้ แต่เขากับเธอ ก็ยังเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน
เมื่อคนแปลกหน้ามาบอกว่ามียาวิเศษ สามารถรักษาโรค
ของเธอให้หายได้ แล้วเธอจะไปเชื่อได้ยังไง?
อย่าว่าแต่เธอเลยที่ไม่เชื่อ แม่ของเธอก็ไม่เชื่อด้วยเช่นกัน
ไป๋ไหวฉิ่งขมวดคิ้วขึ้น แต่แค่พริบตาเดียว เขาก็เหมือนจะ
เข้าใจ ต้องยกมือขึ้นมาตบหลังศีรษะของตัวเองอย่างช่วยไม่ได้
ดูเหมือนว่าตัวเองจะอยากตอบแทนเฉิงจีหนิงมากเกินไป จึง
ไม่ได้ขบคิดให้ดีว่าเขาและเธอยังเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน
ทันใดนั้นเขาก็พูดขึ้น “สัจธรรมแห่งกาลเวลา”
เวลาภายในห้องเช่าแห่งนี้พลันหยุดลง มีแต่ไป๋ไหวฉิ่ง
กับเฉิงจีหนิงเท่านั้นที่ขยับตัวได้ ส่วนเฉิงจีหนาน ไม่มีการขยับ
เคลื่อนไหวใด เธอถูกเวลาหยุดเอาไว้โดยสมบูรณ์
เหตุผลที่เฉิงจีหนิงสามารถขยับเคลื่อนไหวได้ ย่อมเป็น
เพราะไป๋ไหวฉิ่งทำให้เธอเคลื่อนไหวได้
สิ่งที่เขาใช้อยู่ในตอนนี้ ชัดเจนว่าคือสัจธรรมแห่งกาลเวลา
ทว่าไม่ใช่สัจธรรมแห่งกาลเวลาที่ไป๋เฉินใช้ เพราะนี้เป็นเวอร์
ชั่นประยุกต์ที่ร่างแยกของไป๋เฉินสอนต่อลูกชาย มันสามารถ
หยุดเวลาได้เพียงพื้นที่โดยรอบตัวเองเพียงเท่านั้น
นอกจากนี้ระยะเวลาก็ถูกจำกัดให้ถูกหยุดเอาไว้เพียงแค่
สามนาทีเท่านั้น
“นะ…นี่!” เฉิงจีหนิงตกใจในทันทีที่ได้รับรู้
“ไม่จำเป็นที่จะต้องตกใจไป” ไป๋ไหวฉิ่งยิ้มให้เธอ “ที่ฉัน
ต้องทำแบบนี้ เป็นเพราะว่าต้องการให้เธอเชื่อว่ายานี้เป็นยา
วิเศษจริงๆ”
เฉิงจีหนิงพลันสูดลมหายใจเข้าลึก ขณะเดียวกันก็พยายาม
ปรับอารมณ์ของตัวเองให้สงบลง เธอมองแม่ของตัวเองอย่าง
ไม่อยากจะเชื่อ เพราะแม่ของเธอไม่ขยับเคลื่อนไหว หยุดอยู่ใน
ท่านิ่งค้าง ราวกับถูกหยุดเวลาเอาไว้
มองดูอยู่ชั่วครู่ เธอก็มองไปที่ไป๋ไหวฉิ่งด้วยความหวาดหวั่น
“นายเป็นใครกันแน่? ทำไมถึงสามารถหยุดเวลาได้?”
ตอนพิเศษ 3 : ความสุขตลอดไป
ไป๋ไหวฉิ่งใช้เวลาเพียงไม่นานอธิบายเรื่องของผู้ฝึกตนให้เฉิง
จีหนิงฟังอย่างคร่าวๆ ด้วยสีหน้าจริงจัง เพราะเขาหวังจะให้
เธอเชื่อเขาว่าเม็ดยาที่อยู่ภายในขวดหยกเป็นยาวิเศษจริงๆ
ผ่านไปไม่นานหลังจากรับฟังเรื่องที่ไป๋ไหวฉิ่งเล่า เฉิงจีหนิง
ก็สงบอารมณ์ของตัวเองลงได้ ดวงตาคู่สวยพลันเปล่งประกาย
ขึ้นมา เธอรับยาวิเศษไปอย่างไม่ลังเล จากนั้นเปิดฝาขวดหยก
ออก นำเม็ดยาที่มีกลิ่นหอมฟุ้งเข้าปาก
กลิ่นสมุนไพรที่หอมหวนได้หลอมละลายภายในปากของ
เธออย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียว ผลของยาวิเศษก็ปรากฏ สี
หน้าของเธอดูดีขึ้น มีเลือดฝาดขึ้นมา ไม่ได้ซีดขาวเหมือนก่อน
หน้านี้ ทั่วร่างกายรู้สึกได้ถึงพละกำลัง ไม่อ่อนแอ แทบจะไร้
เรี่ยวแรงแบบแต่ก่อน
“ไป๋ไหวฉิ่ง ขอบคุณนายมาก!” เฉิงจีหนิงพูดขอบคุณด้วย
ความตื่นเต้น น้ำตาแห่งความปิติยินดีได้ไหลออกมา ความสุข
ในตอนนี้กำลังล้นทะลักภายในใจของเธอ
ถ้าหากว่าเธอหายดีแล้ว เธอก็จะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระ
พ่อกับแม่ของเธอได้ ไม่ต้องให้พวกท่านลำบาก
“อย่าเกรงใจไปเลย เพราะฉันอยากที่จะตอบแทนเธออยู่
แล้ว” ไป๋ไหวฉิ่งยิ้ม
“แต่อย่าบอกเรื่องที่ฉันเป็นผู้ฝึกตนกับคุณป้านะ”
“อืม แต่จะยังไงก็ต้องขอบคุณนาย” เฉิงจีหนิงรับคำ พลาง
ขอบคุณเขาอีกครั้ง
“เอาล่ะ ถ้างั้นฉันจะปลดการหยุดเวลาแล้วนะ” พอพูดจบ
ไป๋ไหวฉิ่งไม่รอคำตอบจากเฉิงจีหนิงเลยสักนิด เนื่องจากเขา
แทบจะถึงขีดจำกัดแล้ว เขาปลดสัจธรรมแห่งกาลเวลาอย่าง
รวดเร็ว
เวลาภายในห้องเช่าแห่งนี้ได้กลับมาเดินอีกครั้ง เฉิงจีหนาน
ก็สามารถขยับร่างกายได้แล้ว เธอมองไป๋ไหวฉิ่งด้วยความไม่
เชื่อว่ายาที่เขามีเป็นยาวิเศษจริงอยู่เหมือนเดิม
“แม่ หนูขอออกไปเดินเล่นข้างนอกกับเขานะ” เฉิงจีหนิง
พลันพูดขึ้น จากนั้นรีบลุกขึ้นยืนด้วยความกระตือรือร้น พลาง
เดินเข้าไปดึงให้ไป๋ไหวฉิ่งลุกขึ้นยืนด้วย
ไป๋ไหวฉิ่งไม่ได้มีโอกาสได้ขัดขืนอะไรก็ถูกดึงออกไปจาก
ห้องเช่าแล้ว
เฉิงจีหนานได้แต่มองคนทั้งสองด้วยความตกตะลึง เธอคิด
ไม่ถึงว่าลูกสาวของเธอจะพูดออกมาแบบนี้ แล้วลากไป๋ไหวฉิ่ง
ไปเลย แต่เธอก็ไม่วายที่จะพูดออกมาด้วยความเป็นห่วง “อย่า
ไปไหนไกลนะ ระวังตัวด้วยนะลูก”
นอกห้องเช่า ไป๋ไหวฉิ่งใส่รองเท้าแล้วเดินตามเฉิงจีหนิง
ใบหน้าของเขาล้วนประดับเอาไว้ด้วยรอยยิ้ม
“นายยิ้มอะไร?” เธอขมวดคิ้วถาม หมอนี่เอาแต่ยิ้มมาสัก
พักหนึ่งแล้ว ไม่แปลกที่เธอจะสงสัย
“เปล่า” ไป๋ไหวฉิ่งตอบด้วยรอยยิ้ม “ว่าแต่เราจะไปไหน?”
“สวนสาธารณะ” เฉิงจีหนิงตอบ สถานที่ที่เธออยากจะไป
มากที่สุดหลังจากหายดีก็คือสวนสาธารณะ เพราะด้วยความที่
ร่างกายของเธออ่อนแอ จึงไม่สามารถไปเดินเล่นที่
สวนสาธารณะได้
“สวนสาธารณะสินะ” ไป๋ไหวฉิ่งพยักหน้าเข้าใจ
สวนสาธารณะอยู่ไม่ไกลมากนัก ทั้งสองคนใช้เวลาเดิน พูดคุย
กันบ้าง ไม่นานก็มาถึง
“อากาศสดชื่นจริงๆ ฉันไม่ได้มาที่นี่สองสามปีแล้ว” เฉิงจีห
นิงสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วพูด จากนั้นสีหน้าของเธออยู่ๆ ก็
เศร้าหมองลง “ตั้งแต่ฉันล้มป่วยเป็นโรคประหลาดที่รักษาไม่
หาย พ่อกับแม่ก็ลำบากเพื่อฉันมาก”
ไป๋ไหวฉิ่งไม่ได้แทรกเวลาที่เธอพูด เขาคิดว่าเธอคงต้องการ
ระบายเรื่องในใจให้กับใครสักคนฟัง และเขายินดีที่จะรับฟัง
เธอเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ไม่คาดฝันว่าก่อนที่เฉิงจีหนิงจะได้พูดต่อ ก็มี
น้ำเสียงที่เย็นชาดังขึ้นมาจากด้านหลังของคนทั้งสอง
“เฉิงจีหนิง ใครอนุญาตให้เธอมากับผู้ชายคนอื่น?” ฟังจาก
น้ำเสียง ชัดเจนว่ายังมีอายุไม่มาก เพียงได้ยินเสียงนี้ ร่างกาย
ของเฉิงจีหนิงสั่นสะท้าน รีบหมุนตัวมามอง
ทันใดนั้น เธอก็ได้เห็นชายหนุ่มใบหน้าเต็มไปด้วยความ
โกรธยืนอยู่
“หวางเตียน!” เธอย่อมรู้จักชายหนุ่มคนนี้ เพราะเขาไม่ใช่
ใครที่ไหน นอกจากคนที่ทำให้บริษัทของพ่อกับแม่ของเธอ
ล้มละลาย
“ไอ้คนเนรคุณ! พ่อแม่ของฉันดีกับนายทุกอย่าง แต่นายก
ลับตอบแทนด้วยการทรยศหักหลัง!” เธอพูดด้วยความโกรธ
“เหอะ ใครสน ฉันเคยบอกเธอไปแล้วนะว่าฉันส่งคนแอบ
ตามดูเธออย่างลับๆ แล้ว หากว่าเธอกล้าไปไหนมาไหนกับ
ผู้ชายคนอื่น ฉันจะฆ่ามัน!” หวางเตียนพูด น้ำเสียงเย็นชา
เขาปรารถนาในร่างกายของเฉิงจีหนิงมานานแล้ว ทว่าเขาก็
ไม่สามารถสมปรารถนาได้ เพราะเขาบังเอิญถูกยอดผู้ฝึกตนรับ
เป็นศิษย์ ฝึกฝนพลังหยาง ห้ามมีเพศสัมพันธ์ห้าปี เขาจึงได้แต่
อดทนและส่งคนมาจับตาดูเฉิงจีหนิงไว้เท่านั้น
และในตอนนี้ที่เขามาอยู่ที่นี่ ล้วนเป็นเพราะว่าคนที่เขาส่ง
มาจับตาดูเฉิงจีหนิงได้โทรมารายงานแก่เขาว่าเฉิงจีหนิง
ออกมากับผู้ชาย เรื่องนี้แน่นอนว่ามันทำให้เขาโกรธ เขาที่
บังเอิญอยู่ใกล้ที่นี่พอดีจึงรีบมาที่นี่เร็วสุดชีวิต
‘ผู้ฝึกตนระดับปฐพี?’ ไป๋ไหวฉิ่งสามารถรู้ได้ในทันทีว่าอีก
ฝ่ายเป็นผู้ฝึกตนระดับปฐพี
“ฉันจะไปไหนมาไหนกับใคร มันไม่ใช่เรื่องของนาย!” เฉิง
จีหนิงพูดเสียงเย็น
“ดีๆ ถ้าอย่างนั้น ฉันจะฆ่าใครมันก็เรื่องของฉัน!” จิต
สังหารของหวางเตียนท่วมท้นในทันที
ทว่าน่าเสียดายก่อนที่เขาจะได้ทำอะไร ไป๋ไหวฉิ่งก็กวาดมือ
ครั้งหนึ่ง ทันใดนั้น ร่างกายของหวางเตียนก็หายไป ราวกับไม่
เคยปรากฏตัวอยู่ตรงจุดที่เขายืนเมื่อครู่นี้อย่างไรอย่างนั้น
“นายทำอะไร?” เฉิงจีหนิงระงับความโกรธของตัวเองลง
ถามอย่างสงสัย
ไป๋ไหวฉิ่งยิ้ม “ไม่มีอะไร แค่ส่งมันไปที่ชอบๆ”
ไม่ได้อธิบายเพิ่ม เขาชวนเธอคุยเรื่องอื่น ความสัมพันธ์ของ
คนทั้งสองค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ
ขณะเดียวกัน เหนือท้องฟ้าสูง ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังร่วง
ตกลงมา ใบหน้าของชายคนนี้ล้วนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ซึ่งเขาไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากหวางเตียน
ตุบ!
ไม่นานร่างของหวางเตียนก็ตกกระแทกพื้นอย่างรุนแรง
เลือดสาดกระจาย เสียชีวิตคาที่!
จากการลงมือฆ่าอย่างไร้ซึ่งความลังเล เห็นได้ชัดเลยว่าไป๋
ไหวฉิ่งเป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น
……….
วันเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปหลายปี ไป๋ไหวฉิ่งได้แต่งงาน
กับเฉิงจีหนิง ทั้งคู่มีลูกด้วยกันหลายคน ร่างแยกของไป๋เฉิน
กับเจี้ยนอู่ชวงพึงพอใจและมีความสุขเป็นอย่างยิ่งที่ได้อุ้ม
หลานหลายคนติดต่อกันภายในระยะเวลาไม่กี่ปี
ส่วนทางด้านของไป๋ไหวซวน รายนี้ครองตัวเป็นโสด มุ่ง
หน้าฝึกตนอย่างขยันขันแข็ง และเธอมักจะมาเยี่ยมร่างหลัก
พ่อของเธอที่โลกปัจจุบันบ่อยๆ ไปๆ มาๆ ระหว่างสองโลกจน
ชิน
ภายหลังเธอกลายเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัว แม้แต่ร่าง
แยกของไป๋เฉินยังไม่อาจเทียบเธอได้แล้ว!
ครอบครัวของร่างแยกไป๋เฉิน ล้วนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่
โลกปราณสวรรค์ และคาดว่าความสุขนี้ คงจะอยู่ตลอดไป