System Change Life (ระบบเปลี่ยนชีวิต) - บทที่ 140 : ช่วยพูดให้
ไป๋ เฉินนั่งทานอาหารเล็กๆ น้อยๆ กับหลี่หลิน โดยที่ไม่ได้รู้สึกถึง
สายตามุ่งร้ายที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นของสองพ่อลูก อย่างอ้าวสวน
กับอ้าวสงเลย
แต่มันก็ไม่แปลกอะไรที่เขาจะไม่รู้สึกถึง เพราะเขาไม่ได้หันมองไป
รอบๆ ห้องโถงงานเลี้ยงแห่งนี้เลย
สายตาของเขาจดจ้องมองเพียงหลี่หลิน หญิงสาวผู้น่ารักหน้าตา
เหมือนกับตุ๊กตา ที่กำลังเคี้ยวเนื้อทอดจนแก้มป่องอยู่
“นายมองอะไร?” เพียงรู้สึกถึงการถูกจ้องมอง หลี่หลินก็เงยหน้าขึ้นและ
หน้าแดงด้วยความเขินอายในทันที
เธอไหนเลยเคยถูกมองอย่างใกล้ชิดแบบนี้เวลาที่กำลังกินอะไรอยู่ ยิ่งไม่
ต้องพูดถึงเลยว่าคนที่มองเธออยู่ตอนนี้ก็คือไป๋เฉิน คนที่เธอชอบ
ถ้าหากว่าเธอไม่รู้สึกเขินอายขึ้นมา เธอก็ไม่รู้จะรู้สึกอะไรแล้ว
“เปล่า…” ไป๋เฉินยิ้มเล็กน้อย เขาตอบออกไป
แต่ยังตอบได้ไม่จบถ้อยคำดี เขาก็สังเกตเห็นพ่อกับแม่ของหลี่หลินกำลัง
เดินมาที่โต๊ะอาหารที่เขาและหลี่หลินนั่งอยู่
จาก จุดที่ไป๋เฉินนั่งอยู่ เขาสามารถมองเห็นได้เลยว่า ตลอดการเดินมายัง
จุดที่เขาอยู่ของหลี่ฉงเทียนและหลี่หยู่ มีแต่คนลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งตาม
โต๊ะอาหารต่างๆ ภายในงาน ทักทายพวกเขาทั้งสองคนอย่างสุภาพ
‘สมกับเป็นตระกูลที่ร ่ารวยที่สุดของเมืองซิงโจว’
ภายในใจของไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะคิดว่าสมแล้วที่เป็นตระกูลหลี่ ตระกูล
ที่ร ่ารวยที่สุดในเมืองซิงโจวแห่งนี้
พอคิดแบบนั้นขึ้นมาในใจ เขาต้องหันหน้ามองหลี่หลินที่หน้าแดงมอง
เขาด้วยความขุ่นเคืองเล็กน้อย
‘เราต้องมีฐานะมากกว่านี้!’
ความ คิดนี้ปรากฏขึ้นมาในใจของไป๋เฉินอย่างรวดเร็ว เขาคิดว่าถ้าหาก
ต้องการขอหลี่หลินเป็นแฟนและแต่งงานกับเธอ เขาจำเป็นที่จะต้องมี
ฐานะที่ดีมากกว่านี้ ทั้งด้านการเงินและชื่อเสียง
ไม่อย่างนั้น เป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่หลี่ฉงเทียนกับหลี่หยู่ ผู้ซึ่งเป็นพ่อแม่
ของหลี่หลิน จะยอมยกลูกสาวเพียงคนเดียวให้กับเขา
‘เราต้องทำได้!’ ไป๋เฉินเชื่อว่าด้วยระบบเปลี่ยนชีวิตที่มี เขาจะสามารถ
ทำได้อย่างแน่นอน
นี่เรียกได้ว่าเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งของเขา นอกจากการฆ่าหวังเฉิงเย่และ
ทำลายตระกูลหวัง หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของปักกิ่งให้สิ้นซาก
“หลินเอ๋อร์”
ในตอนนี้เอง หลี่ฉงเทียนกับหลี่อยู่ได้เดินมาที่โต๊ะอาหารที่ไป๋เฉินและห
ลี่หลินนั่งอยู่แล้ว
ได้ยินเสียงของหลี่ฉงเทียน หลี่หลินก็ละสายตาจากไป๋เฉิน หันมามอง
พ่อของตัวเอง “มีอะไรเหรอคะพ่อ?”
“พ่อ กับแม่มีอะไรจะคุยด้วยหน่อย” หลี่ฉงเทียนเปิดปากพูด พลางหัน
หน้าไปยิ้มอย่างสุภาพเป็นกันเองกว่าก่อนหน้านี้มากให้กับไป๋เฉิน “ไป๋
เฉิน ฉันขอตัวลูกสาวไปสักครู่นะ”
ไป๋ เฉินต้องเงียบไปครู่หนึ่งอย่างช่วยไม่ได้ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อ
ของหลี่หลิน ถึงได้พูดกับเขาเป็นเชิงขออนุญาติเอาตัวของหลี่หลินไป
แบบนี้
อย่างไรก็ตาม เขาก็รีบพยักหน้าตอบรับอย่างรวดเร็ว “ครับ เชิญเลย”
ในความเป็นจริง ไม่เพียงแค่เขา แต่หลี่หลินก็ด้วย เธอก็ไม่เข้าใจแบบ
เดียวกันกับไป๋เฉิน พลันอยากเอ่ยปากถาม
แต่พบเห็นสายตาของแม่บอกให้ตามมา เธอก็ล้มเลิกความคิดที่จะถาม
ไปก่อน
เธอหันมองไป๋เฉิน พลางบอกกับเขา “เดี๋ยวฉันมานะ”
“อืม” ไป๋เฉินตอบรับ มองหลี่หลินลุกเดินจากไปพร้อมกับพ่อแม่ของเธอ
ก่อนไปหลี่หยู่ยังยิ้มให้กับเขาอย่างสุภาพเป็นกันเอง ไม่แตกต่างจากยิ้ม
ของหลี่ฉงเทียน
สมอง ของไป๋เฉินได้แต่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ของหลี่หลิน ถึง
ได้เปลี่ยนทางทีมายิ้มให้กับเขาอย่างเป็นกันเองมากขึ้น ซึ่งค่อนข้างจะ
แตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิงแบบนี้
เขาขมวดคิ้วขึ้นครุ่นคิดอย่างอดไม่ได้ แต่คิดไปคิดมา เขาก็คิดไม่ออก
สุดท้ายก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมา เลิกคิดไป
แต่ไป๋เฉินไม่ได้รู้ตัวเลยว่าในตอนนี้ มีสายตาหลายสายจ้องมองไปยังเขา
สายตาเหล่านี้เป็นของคนภายในงานเลี้ยง
เมื่อ ครู่พวกเขาได้เห็นหลี่ฉงเทียนกับหลี่หยู่เดินเข้ามาหาไป๋เฉิน และใน
ตอนนั้น พวกเขาก็เพิ่งจะจดจำออกว่าหญิงสาวผู้น่ารักในชุดกระโปรงสี
เหลืองก็คือหลี่ หลิน ลูกสาวเพียงคนเดียวของหลี่ฉงเทียนและหลี่หยู่
ด้วยความที่หลี่หลินไม่ค่อยได้ปรากฏตัวมากนักในงานเลี้ยงต่างๆ จึงทำ
ให้ผู้คนเหล่านี้ จำหน้าของเธอไม่ได้อยู่บ้าง
ถึง แม้ว่าก่อนหน้านี้ พวกเขาจะเห็นเธอยืนต้อนรับอยู่พร้อมกับหลี่
ฉงเทียนและหลี่หยู่ พวกเขาก็ไม่ได้มองเห็นเธอตอนที่เดินเข้ามาภายใน
งานเลี้ยงพร้อมกับไป๋เฉิน เนื่องจากพวกเขากำลังคุยเรื่องบางอย่างกันอยู่
แต่ก็ใช่ว่าจะทุกคน ก็มีบางคนที่มองเห็นอยู่ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจ
อะไรมาก คิดเพียงว่าไป๋เฉินคงเป็นเพื่อนของหลี่หลินเพียงเท่านั้น
แต่ พอมาตอนนี้ เห็นหลี่ฉงเทียนและหลี่หยู่เดินมาหาด้วยตัวเอง พวกเขา
จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าไป๋เฉินเป็นใคร มีความสัมพันธ์ยังไงกับตระกูลหลี่
ด้วยเหตุนี้ มันจึงไม่แปลกที่มีหลายสายตามองไปยังเขาอย่างสงสัย
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ามีหลายคนที่สนใจความสัมพันธ์ของไป๋เฉินกับ
ตระกูลหลี่ แต่ก็ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เข้ามาถาม
เรียกได้ว่าพวกเขาแค่มองอย่างสนใจและสงสัยเพียงเท่านั้น ไม่ได้มี
ความคิดที่จะเข้ามาถามเลยแม้แต่น้อย
ขณะ เดียวกัน ในห้องที่อยู่ใกล้กับห้องโถงจัดงานเลี้ยง ห่างกันเพียงผนัง
กั้น ห้องนี้เป็นห้องกล้องวงจรปิด หรือก็คือห้องควบคุม หลี่ฉงเทียน
และหลี่อยู่ยืนอยู่ตรงหน้าของหลี่หลิน สีหน้าของพวกเขาดูจริงจัง
เล็กน้อย
มองไปที่ใบหน้าของพ่อและแม่ของเธอ คิ้วของหลี่หลินต้องขมวดมุ่น
ขึ้น พลางถามออกไป “พ่อกับแม่เรียกหนูมา มีเรื่องอะไร?”
“คือ ว่าแบบนี้ หลินเอ๋อร์ลูกน่าจะเห็นแล้วว่าลุงจื่อเฉิงมาขอโทษไป๋เฉิน
แต่ว่าเขาไม่ยอมยกโทษให้ลุงจื่อเฉิง ลุงจื่อเฉิงเลยฝากพ่อมาขอร้องลูกให้
ช่วยพูดให้” หลี่ฉงเทียนพูด เขาพูดเพียงแค่เรื่องนี้เท่านั้น
ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ถังจื่อเฉิงพูดให้เขาฟัง เขาไม่ได้พูดออกมา เพราะคิด
ว่าหลี่หลินคงจะรู้อยู่แล้ว
ไม่ แปลกเลยที่เขาจะคิดแบบนี้ เพราะหลี่หลินนั้นสนิทกับไป๋เฉินมากใน
สายตาของเขา และทั้งคู่ก็ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาต่อกัน
“ให้หนูไปพูดให้เหรอ?” หลี่หลินชี้นิ้วมาที่ตัวเองเป็นเชิงถามด้วยสีหน้า
งุนงง “ทำไมต้องเป็นหนู?”
“ลูกสนิทกับเขาไม่ใช่เหรอ? เขาไม่ใช่แฟนลูกหรือไง?” หลี่หยู่ที่ยืนอยู่
ข้างๆ หลี่ฉงเทียนพูดขึ้น
“ฟะ…แฟนอะไรกัน?!” หลี่หลินหน้าแดงขึ้นมาอย่างฉับพลัน น ้าเสียง
ของเธอฟังดูกระวนกระวาย
มอง เห็นท่าทางการแสดงออกแบบนี้ของลูกสาว หลี่ฉงเทียนและหลี่หยู่
มองหน้ากันพลางยิ้ม ดูจากท่าทางการแสดงออกของลูกสาว
ความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาของทั้งสอง น่าจะเป็นแฟนกันแล้ว!
เห็น ได้ชัดว่าพวกเขาได้คิดว่าหลี่หลินเป็นแฟนกับไป๋เฉินแล้ว แต่ด้วย
ความเขินอายและกลัวว่าพวกเขาจะไม่ยอมรับไป๋เฉิน เธอจึงได้ปฏิเสธ
ออกมา
“หลินเอ๋อร์ พ่อจะไม่ห้ามเรื่องที่ลูกกับเขาเป็นแฟนกันหรอก แต่ลูกต้อง
ช่วยพูดให้ลุงจื่อเฉิงนะ ถือว่าพ่อขอเถอะ” หลี่ฉงเทียนพูด
ได้ยินคำพูดนี้ของพ่อตัวเอง หลี่หลินอยากจะปฏิเสธออกมาอีกครั้ง
เพราะเธอไม่ได้เป็นแฟนกับไป๋เฉินจริงๆ ในตอนนี้
อย่าง ไรก็ตาม เธอก็คิดขึ้นมาได้ว่าในอนาคตก็ต้องเป็นแฟนกันอยู่ดี พอ
คิดถึงว่าพ่อกับแม่ของเธอไม่ห้ามแล้ว เธอก็ไม่คิดที่จะปฏิเสธหรือ
อธิบายอะไรอีก
ครุ่นคิดเรื่องของถังจื่อเฉิงอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเธอก็พยักหน้าตัดสินใจจะ
ช่วยพูดให้ “ตกลง หนูจะช่วยพูดให้!”