System Change Life (ระบบเปลี่ยนชีวิต) - บทที่ 142 : พบศัตรูข้างถนน
หลังจากการแลกเปลี่ยนกับถังจื่อเฉิงเสร็จเรียบร้อย ไป๋เฉินก็ขอตัวกลับ
บ้าน เพราะในตอนนี้มันก็ดึกมากแล้ว
แต่ ก่อนที่จะได้กลับ หลี่หลินก็สอบถามเขาเกี่ยวกับเรื่องในวันนี้ ซึ่ง
คำถามของเธอ ทำให้เขาไม่รู้จะบอกยังไงดี ด้วยเหตุนี้ เขาจึงบอกว่าเรื่อง
มันยาวและจะบอกภายหลัง
เมื่อ เธอได้ฟังแบบนั้น เธอก็ไม่ถามอีก แต่เธอก็ต้องการไปส่งเขาที่บ้าน
อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้ปฏิเสธไป และออกจากบ้านของตระกูลหลี่มาทั้ง
แบบนั้น ด้วยการมายืนส่งหน้าทางเข้าของหลี่ฉงเทียน หลี่หยู่ รวมถึงหลี่
หลินด้วย
ใน ตอนนี้ไป๋เฉินเดินออกมาห่างจากวิลล่าของตระกูลหลี่มากแล้ว
ถึงแม้ว่ามันจะดึกมากแล้ว แต่ก็ไม่มีปัญหาสำหรับเขาที่จะกลับบ้าน
เนื่องจากเขามีทักษะเดินชมดาวอยู่ ไม่จำเป็นที่จะต้องนั่งรถแท็กซี่ ที่
ค่อนข้างจะหายากในช่วงดึกแบบนี้
ขณะที่เดินอยู่ตามฟุตบาท ใบหน้าของไป๋เฉินอดมีรอยยิ้มขึ้นมาอย่าง
ช่วยไม่ได้
ด้วยการที่จะได้รับเงินถึงหนึ่งพันล้านหยวนในวันพรุ่งนี้ มันจะไม่ทำให้
เขามีรอยยิ้มขึ้นมาได้ยังไง?
ภาย ในใจของเขา ล้วนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและมีความสุข เงินหนึ่ง
พันล้านหยวนสำหรับเขา มากเกินกว่าเพียงพอที่จะทำให้เขาและพ่อแม่
ของเขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปได้ ตลอดทั้งชีวิต!
ไป๋ เฉินคิดว่าการที่ภารกิจล้มเหลวก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนัก เพราะเงินหนึ่ง
พันล้านหยวนนี้ก็ได้จากสืบเนื่องมาจากการที่ภารกิจล้มเหลว ครั้งก่อน
“เงินหนึ่งพันล้านหยวน…” ไป๋เฉินพึมพำกับตัวเองด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
เขารู้สึกขอบคุณต่อระบบเปลี่ยนชีวิตอย่างมาก
เงิน หนึ่งพันล้านหยวน เขามีความคิดที่จะใช้บางส่วนแล้ว ซึ่งความคิดนี้
ก็คือเรื่องแต่งงานกับหลี่หลิน เขาเชื่อว่าพ่อแม่ของเธอจะไม่ปฏิเสธเขา
ถ้าหากว่าเขามีเงินเพียงพอที่จะดูแลลูกสาวของพวกเขา
แต่ความคิดนี้ก็ยังไม่ใช่อะไรที่จะสามารถเกิดขึ้นได้โดยง่ายดาย เพราะ
เรื่องราวความแค้นของเขากับหวังเฉิงเย่และตระกูลหวังยังไม่จบลง
พอคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋เฉินก็หายไป มันถูก
แทนที่ด้วยความจริงจัง
“เรา ต้องรีบทำภารกิจ” ไป๋เฉินพูดออกมา เพราะทางเดียวที่จะทำให้เขา
แก้แค้นได้สำเร็จเร็วขึ้น ก็คือทำภารกิจที่ระบบเปลี่ยนชีวิตมอบให้
เพื่อให้ได้รับทักษะพิเศษและอุปกรณ์วิเศษมามากๆ
ด้วยการมีทักษพิเศษและอุปกรณ์วิเศษ การแก้แค้นของเขามันก็จะมี
ความสำเร็จมากขึ้น
ถ้า หากไม่มีทั้งสองสิ่งนี้ อย่าได้คิดฝันเลยว่าเขาจะสามารถฆ่าหวังเฉิงเย่
และทำลายตระกูลหวัง ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของปักกิ่งได้
ใน ตอนนี้แม้ว่าจะมีเวลาอีกหลายเดือนกว่าหวังเฉิงเย่ จะมาปรากฏตัวที่
เมืองซิงโจว แต่ไป๋เฉินก็ไม่อยากที่จะประมาท เขาต้องรีบทำภารกิจให้
เร็วที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมทุกสิ่งในการแก้แค้นให้มั่นคง
เขาคิดว่าหวังจากเลิกโรงเรียนวันพรุ่งนี้ เขาจะรีบทำภารกิจที่ 22 ในทันที
“เอาล่ะ เราควรรีบกลับบ้านไปนอนได้แล้ว”
ไป๋ เฉินไม่อยากที่จะเสียเวลาอีก เขากวาดสายตามองรอบด้านเล็กน้อย
มองเห็นรถขับสวนไปมาอยู่บนถนน ฟุตบาทที่เขายืนอยู่แม้ไม่มีคนเดิน
อยู่มากนัก แต่มันก็พอมี นอกจากนี้ยังมีแสงไฟจากเสาหลอดไฟ
สาธารณะที่ตั้งอยู่ข้างฟุตบาทด้วย
เมื่อ มองเห็นแบบนี้ เขาก็ต้องหาสถานที่ที่มืดๆ ไม่มีคนเพื่อที่จะใช้
ทักษะเดินชมดาวเพื่อกลับบ้าน หากว่าเขาใช้ทักษะเดินชมดาวที่นี่ เกรง
ว่าผู้คนที่อยู่บริเวณแถวนี้ คงจะแตกตื่นกันมากแน่
และพรุ่งนี้เช้าสำนักข่าวทุกสำนัก คงจะเอาเขาไปทำข่าวขึ้นหน้าหนึ่ง
อย่างแน่นอน
ไป๋เฉินส่ายหน้าเล็กน้อย เลิกคิดวุ่นวาย ก่อนจะเตรียมเดินไปยังตรอก
ซอยข้างหน้าที่มองเห็นว่าไม่มีคนและค่อนข้างมืดพอสมควร
แต่ในขณะนั้นเอง ก็มีรถยนต์สีดำคันหนึ่ง ยี่ห้อหรูอย่างเมอร์เซเดส-
เบนซ์วิ่งมาจอดลงที่ข้างฟุตบาทจุดที่เขายืนอยู่พอดี
ด้วยการมาถึงของรถเมอร์เซเดส-เบนซ์สีดำ มันทำให้ไป๋เฉินต้องมองไป
อย่างช่วยไม่ได้
อย่าง ไรก็ตาม ในทันทีที่มองไปใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป กระจกรถ
ถูกลดลง ปลายกระบอกปืนได้ถูกยื่นออกมา พร้อมกันนั้นก็มีเสียงที่
กระด้างเย็นชาดังออกมาจากภายในรถ
“อย่าส่งเสียง ไม่งั้นฉันยิงแกแน่ รีบขึ้นมา!”
ไป๋ เฉินยืนนิ่งเงียบไป พร้อมทั้งใบหน้าที่เปลี่ยนไปเป็นเคร่งเครียดเมื่อ
ครู่นี้ เขาไหนเลยจะคิดว่าวันนี้ จะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเขา
‘คนของแก๊งเสือขาว? ไม่น่าใช่…’
ไป๋ เฉินอดคิดไม่ได้ว่าคนข้างในรถเป็นใคร มีเหตุผลอะไรที่เจาะจงมา
เล่นงานเขา เขาคิดในใจว่ามันอาจจะเป็นคนของแก๊งเสือขาว แต่พอลอง
นึกดูที่เขาทำลายแก๊งเสือขาวไปแล้ว เขาก็คิดว่ามันไม่ใช่
‘ถ้าไม่ใช่แก๊งเสือขาว แล้วมันเป็นใคร?’
ไป๋เฉินจำไม่เห็นได้ว่าเคยไปล่วงเกินใครที่ไหน นอกจากแก๊งเสือขาว
เขายืนครุ่นคิดอยู่แบบนี้ โดยไม่สนใจที่จะขึ้นไปตามที่เสียงในรถบอก
“เชี่ยเอ้ย! ฉันบอกให้แกขึ้นมา อยากตายรึไง?!”
เสียงข้างในรถดังขึ้นมาอย่างเกรี้ยวกราด เมื่อมองเห็นว่าไป๋เฉินไม่มีท่าที
จะขึ้นมาบนรถเลย
ไป๋เฉินต้องตื่นจากการครุ่นคิด เพราะเสียงที่ตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด เขา
มองไปที่ปลายกระบอกปืนนั่น ในใจไม่มีความหวาดกลัว
ด้วยทักษะการต่อสู้ระดับต ่าที่เขามี เขาสามารถจัดการคนที่ถือปืนได้
ก่อนที่ปืนจะถูกลั่นไกได้อย่างแน่นอน เขาเชื่อเช่นนี้
อย่าง ไรก็ตาม ไป๋เฉินก็ไม่คิดที่จะจัดการในตอนนี้ เนื่องจากเขาอยากจะ
รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เขาจึงแสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมา เพื่อทำให้อีก
ฝ่ายเห็นว่าเขาหวาดกลัว
เขาพลันเดินด้วยท่าทีกระสับกระส่ายมาที่ข้างรถเมเซอร์เดส-เบนซ์
ประตู รถถูกเปิดออก ข้างในรถค่อรข้างมืดอยู่บ้าง แต่ก็พอจะมองเห็นได้
ว่า มีชายวัยกลางคนในชุดเสื้อกล้ามสีขาวนั่งถือเป็นเล็งมาที่ไป๋เฉินอยู่
“รีบๆ ขึ้นมา” มองเห็นใบหน้าและท่าทางที่แสดงออกมาอย่างหวาดกลัว
ของไป๋เฉิน ชายวัยกลางคนเสื้อกล้ามก็แสะยิ้มอย่างเย็นชา สีหน้าเต็มไป
ด้วยความพึงพอใจ
สิ่งที่เขาชอบที่สุดก็คือการข่มขู่คนอื่นให้หวาดกลัว จากนั้นค่อยฆ่าทิ้ง
อย่างเลือดเย็น!
ไป๋ เฉินมองเห็นใบหน้าของชายวัยกลางคนในชุดเสื้อกล้ามชัดแล้ว แต่
ในความทรงจำของเขา ก็ไม่มีภาพใบหน้าของชายคนนี้อยู่เลย เขาจึงไม่รู้
ว่าทำไมชายวัยกลางคนคนนี้ถึงได้เพ่งเล็งมาที่เขา
คิ้วของเขาต้องขมวดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ในขณะที่แกล้งแสดงสีหน้า
หวาดกลัวอยู่
จากนั้นเขาก็ขึ้นมานั่งในรถ ข้างๆ ชายวัยกลางในชุดเสื้อกล้าม แต่ทันใด
นั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย
“ไป๋เฉินไอ้ลูกหมา! แกคงไม่คิดสินะว่าจะมีวันนี้!”
หลังจากได้ยินเสียงนี้ ไป๋เฉินก็หันหน้าไปมองยังตรงหน้าที่เป็นเบาะที่
นั่งข้างคนขับในทันที
“อ้าวสง!” ไป๋เฉินพูดขึ้นมาอย่างฉับพลัน สายตาพลันตกไปยังที่นั่ง
คนขับ พลันเห็นชายอ้วนหัวล้านอ้าวสวน พ่อของอ้าวสง
ในตอนนี้ เขาก็ได้เข้าใจว่าคนที่ต้องการเล่นงานเขาเป็นสองพ่อลูกนี้
ชายวัยกลางคนในชุดเสื้อกล้ามคงจะถูกพวกเขาจ้างมาอย่างแน่นอน
“ฮ่าๆๆ แกหวาดกลัวมากสินะไป๋เฉิน ครั้งก่อนแกทำแสบมาก วันนี้แก
ต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”
อ้าวสงเหลียวหน้ามองไป๋เฉิน พลางหัวเราะอย่างบ้าคลั่งด้วยความสะใจ