System Change Life (ระบบเปลี่ยนชีวิต) - บทที่ 150 : น ้ายาอายุไข 10 ปี
หลังจากที่ไป๋เฉินได้พยักหน้าตกลง เขาก็ถูกพาเข้ามาภายในห้องผู้ป่วยที่
35 ซึ่งเป็นห้องที่ฉีหวางฟู่นอนพักรักษาตัวอยู่
ใน เรื่องของไป๋เฉิน ฉีหวงล้วนไม่มีข้อขัดค้านอะไร กระทั่งความไม่เป็น
มิตรในตอนแรกที่มีต่อไป๋เฉินยังหายไป นอกจากนี้แล้ว เขายังได้ขอ
โทษไป๋เฉินด้วย
ถึง แม้ว่าในสายตาของเขา ไป๋เฉินจะอายุยังน้อย แต่จากประสบการณ์ที่
เขามี รวมกับคำพูดที่ได้ฟังจากซูเสวี่ยหนิง ทำให้เขาไม่กล้าที่จะดูแคลน
ไป๋เฉินอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม ฉีหวงก็ไม่ได้เชื่ออย่างสนิทใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าไป๋เฉินจะ
สามารถรักษาพ่อของเขาจากอาการป่วยได้
ต้องรู้ก่อนนะว่าพ่อของเขาอายุเกือบจะเก้าสิบปีแล้ว ป่วยเป็นบางอย่างที่
ไม่มีหมอคนไหนในโลกวิเคราะห์ได้ว่ามันคือโรคอะไร
โรคนี้นอกจากนอนหลับ ไม่มีวันตื่นคล้ายกับคนเป็นเจ้าชายนิทราแล้ว ก็
ไม่มีอะไรอื่นอีก
ฉีหวง ได้เดินทางพาพ่อของเขาไปมาหลายประเทศ เพื่อหาหมอผู้มีฝีมือ
และมีชื่อเสียงระดับโลกหลายคน แต่ผลที่ออกมานั้นก็เหมือนเดิม ไม่มี
หมอคนไหนบอกถึงโรคที่ฉีหวางฟู่เป็นได้
เมื่อบอกไม่ได้ถึงโรคที่เป็น เช่นนั้น ก็อย่าไปคิดเลยว่าจะสามารถรักษา
ได้!
ด้วยเรื่องเหล่านี้ เพียงพอแล้วที่จะทำให้ฉีหวงหมดสิ้นความหวังที่จะ
นักษาพ่อของตัวเองไป
อย่างไรก็ตาม ฉีหวงก็ไม่ได้รู้สึกสิ้นหวังเลย กลับกัน เขาพยายามมากขึ้น
เพื่อที่จะหาหมอที่เก่งๆ มารักษาพ่อของตัวเองให้ได้
ช่วง เวลาพักจากงานเขามักจะออกค้นหาหมอเก่งๆ และมีฝีมือเสมอๆ
และเมื่อเร็วๆ นี้ ฉีหวงก็ได้รู้ว่าลูกสาวของเพื่อน เป็นหมอที่เก่งมากคน
หนึ่ง เขาจึงไม่ลังเลเลยที่จะโทรไปขอร้องเพื่อนคนนั้นให้ช่วยเหลือ
เมื่อ ได้รับคำตอบที่จะช่วย เขาจึงไม่ลังเลเลยที่จะเดินทางพาพ่อของเขา
มายังเมืองซิงโจวแห่งนี้ เพื่อมาหาหมอที่เป็นลูกสาวของเพื่อนคนนั้น
แน่นอนว่าลูกสาวของเพื่อนคนนั้นที่ว่าก็คือซูเสวี่ยหนิง
เห็นได้ชัดว่าการที่เธอมาที่นี้กับฉีหวง ก็เพื่อที่จะได้ช่วยดูอาการของฉี
หวางฟู่ ว่าเธอจะสามารถรักษาได้หรือไม่ได้
จาก จุดนี้ สามารถเห็นได้เลยว่า ถึงแม้ซูเสวี่ยหนิงจะเชี่ยวชาญและอยู่
แผนกเฉพาะอย่างแผนกโรค GT-2 แต่ก็ไม่ใช่ว่าเธอจะเชี่ยวชาญทางด้าน
นั้นอย่างเดียว เธอยังเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์โรคและด้านการรักษา
โรคอื่นๆ ด้วย
“อาการแบบนี้ น่าจะเป็นการที่มาถึงจุดสุดท้ายของชีวิตแล้ว หรือก็คือ
เป็นอายุไขที่กำลังจะหมดไป!”
ซูเสวี่ยหนิงพูด เธอได้ลองใช้ลมปราณตรวจสอบชีพจรของฉีหวางฟู่ดู
แล้ว ซึ่งสิ่งที่เธอพบก็คือสิ่งที่เธอเพิ่งจะพูดออกมา
“อายุไข?” ฉีหวงที่ได้ยินสิ่งที่ซูเสวี่ยหนิงพูด อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง เขา
คิดไม่ถึงว่าเธอจะพูดเกี่ยวกับอายุไขออกมาแบบนี้
อย่างไรก็ตาม เขาตกตะลึงอยู่ไม่นาน ใบหน้าก็เคร่งเครียดขึ้นมาอย่าง
ช่วยไม่ได้
เนื่อง จากพอเขาลองคิดทบทวนดูแล้ว บางที อาจจะเป็นอย่างที่ซูเสวี่ย
หนิงพูดก็ได้ เพราะพ่อของเขาก็อายุเกือบจะเก้าสิบปีแล้ว เมื่อรวมไปถึง
ไม่มีหมอคนไหนบอกได้ว่าพ่อของเขาเป็นโรคอะไรแล้ว มันก็น่าคิด
อย่างแท้จริง
ทางด้านไป๋เฉินมีการแสดงออกที่แตกต่างจากฉีหวงไม่มากนัก
ความ จริงเมื่อได้เข้ามาในห้องนี้ ซูเสวี่ยหนิงก็ต้องการให้เขาตรวจดู
อาการของฉีหวางฟู่เลย แต่เขาไหนเลยจะรู้จักตรวจดูอาการอะไร เขาจึง
ทำเป็นปฏิเสธและบอกให้เธอทำแทน ซึ่งซูเสวี่ยหนิงก็ไม่ลังเลที่จะทำ
หลัง จากตรวจดูอาการของฉีหวางฟู่และสรุปออกมาแล้วว่าเป็นเพราะ
อายุไข สายตาของเธอก็จดจ้องมองที่ไป๋เฉินด้วยความคาดหวัง รวมไป
ถึงความซับซ้อนเล็กน้อยด้วย
เธอ คาดหวังว่าจะได้พบเห็นไป๋เฉินแสดงปาฏิหาริย์ออกมา เธอเชื่อว่าผู้
ฝึกตนระดับตำนานสามารถทำได้ทุกอย่าง และไม่แน่ว่าเขาจะสามารถ
ช่วยฉีหวางฟู่ได้ก็เป็นได้
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมสายตาของเธอถึงมีความคาดหวังที่มองไปที่ไป๋เฉิน
ส่วนความซับซ้อนในสายตาของเธอนั้น ล้วนเป็นความรู้สึกของเธอเอง
เป็นความรู้สึกที่มีแต่เธอเท่านั้นที่รู้
ไป๋เฉินยืนมองไปที่ร่างของชายชราที่นอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย ผู้ซึ่งมี
เครื่องช่วยหายใจ ร่างกายซูบผอม
เขา ไม่ได้รับรู้ถึงสายตาที่มองมาของซูเสวี่ยหนิงเลย เขามองชายชราฉี
หวางฟู่อยู่สักพัก ก่อนจะมองหน้าต่างภารกิจโปร่งใสตรงหน้าของตัวเอง
—
[ภารกิจที่ 22: เปลี่ยนแปลงชีวิต]
คำ อธิบาย: คุณจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนๆ หนึ่ง ซึ่งชีวิต
ของคนๆ นี้นับว่าใกล้ถึงจุดจบของเต็มที ชีวิตกำลังอยู่ในช่วงสุดท้าย คุณ
จำเป็นที่จะต้องช่วยชีวิตของคนๆ นี้ เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตให้กับคนๆ นี้
รางวัลภารกิจสำเร็จ: ได้รับคะแนน 50 คะแนน ได้รับความสำนึก
ขอบคุณสูงสุด
ผลเสียหากภารกิจล้มเหลว: คุณจะไม่มีทางได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข!
—
‘มัน น่าจะเป็นอย่างที่ซูเสวี่ยหนิงพูด อายุไขของชายชราคนนี้กำลังจะ
หมดไป ชีวิตของเขามันเลยจะถึงจุดจบเหมือนกับที่ภารกิจบอกเอาไว้’
ไป๋เฉินคิดกับตัวเอง
สีหน้าของเขาหม่นหมองลงอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อเขานึกถึงอุปกรณ์วิเศษที่
ได้รับมาจากการใช้สิทธ์การสุ่มเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ใช่แล้ว…วันนั้นเขาได้รับอุปกรณ์วิเศษมา และมันก็เป็นอุปกร์ที่วิเศษเป็น
อย่างมาก!
ไป๋เฉินยังจดจำได้ดีว่าเขาดีใจมากแค่ไหนในตอนที่ได้รับมัน
‘ไม่แปลกเลยที่จะสุ่มได้น ้ายาอายุไข 10 ปี เพราะที่แท้ระบบก็จะให้เอา
มาใช้ในภาระกิจนี้นี่เอง!’
ไป๋เฉินรู้สึกร้องไห้ไม่ได้ หัวเราะไม่ออกอยู่บ้าง เป็นที่แน่นอนแล้วว่า
อุปกรณ์ที่เขาได้ก็คือน ้ายาอายุไข 10 ปี!
ซึ่งมันเป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์อย่างมาก เพราะมันสามารถเพิ่มอายุไขได้
10 ปีให้กับคนที่ดื่มมันลงไป!
ด้วย เหตุนี้ในตอนที่ได้รับมา มันจะไม่ทำให้ไป๋เฉินดีใจอย่างมากได้
ยังไง แล้วมันก็จะไม่ทำให้เขามีสีหน้าที่หม่นหมองลงได้ยังไง เมื่อต้อง
ใช้มันออกไปในสถานการณ์นี้
‘เอาเถอะ เพื่อภาระกิจ เพื่อคะแนน!’
ไป๋เฉินถอนหายใจออกมา สุดท้ายเขาก็ไม่มีทางเลือกที่จะเก็บน ้ายาอายุ
ไข 10 ปีเอาไว้
เห็น ได้ชัดว่าเขาให้ความสำคัญกับภาระกิจมากกว่าสิ่งอื่นใด เขาพลัน
ล่วงมือเขาไปในกระเป๋ากางเกง และหยิบนำยาอายุไข 10 ปีออกมาจาก
แหวนมิติ
แต่ ถึงแม้เขาจะหยิบมันออกมาแล้ว เขาก็ไม่ได้เอามือออกมาจากกระเป๋า
กางเกงในทันที เขามองไปที่ซูเสวี่ยหนิงก่อน จากนั้นก็มองไปที่ฉีหวง
พร้อมกันนั้นเขาก็พูดออกมา
“ฉันจะช่วยรักษาชายชราคนนี้ให้ แต่เรื่องนี้ต้องถูกปิดเป็นความลับ ห้าม
พูดให้ใครฟังโดยเด็ดขาด!”
ราว กับเพิ่งจะตื่นจากห้วงภวังค์ จากเสียงของไป๋เฉิน ดวงตาของฉีหวง
เบิกกว้างขึ้น เขาหันไปมองไป๋เฉินอย่างตกตะลึง ร่างกายของเขาต้องสั่น
ขึ้นมาอย่างไม่สามารถที่จะห้ามได้
หัวใจ ของเขาต้องเต้นแรงขึ้นมา เขาไหนเลยจะคิดได้ว่าไป๋เฉินจะพูด
ออกมาแบบนี้ เพราะเมื่อครู่นี้ เขาเองก็ได้รับรู้และคิดตามแล้วว่า ฉีหวาง
ฟู่พ่อของเขา ไม่ได้เป็นโรคอะไร แต่เป็นอายุไขที่ได้เดินทางมาถึง
จุดสิ้นสุดของชีวิต
แล้วมันจะไม่ทำให้เขาตกตะลึงได้ยังไง? เมื่อได้รับฟังคำพูดของไป๋เฉิน
ว่าสามารถรักษาพ่อของเขาได้!
“ฉันรับปาก!” ซึ่งแตกต่างจากฉีหวง ซูเสวี่ยหนิงรีบปากในทันที
ขณะที่ในหัวใจของเธอเต้นแรงอย่างไม่อาจควบคุม สุดท้ายความ
คาดหวังของเธอก็ได้รับการตอบรับ
‘สมกับเป็นผู้ฝึกตนระดับตำนานจริงๆ’ เธอคิด ประกายความซับซ้อน
ปรากฏขึ้นในดวงตาของเธออีกครั้ง