System Change Life (ระบบเปลี่ยนชีวิต) - บทที่ 220 :
โดย
Genrei
ผู้มีอำนาจลงมือ
ภายในห้องที่มืดสนิท มีเพียงแสงจากโครมไฟตรงใจกลางห้อง
ส่องสว่าง คนห้าคนนั่งหันหน้าเข้าหากันเป็นวงกลม คล้ายกำลังปรึกษา
หาลือกันเกี่ยวกับเรื่องบางอย่าง
ซึ่งคนทั้งห้าคนนี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากห้าผู้มีอำนาจสูงสุด
ขององค์กรลับจิ่งฉา อย่างปรมาจารย์เหยียน ชายชราเจียงฟ่าน หยานก
วน ติงเชิง และลู่อี้
ในเวลานี้ ใบหน้าของคนทั้งห้าแตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่าง
สิ้นเชิง ใบหน้าของพวกเขา ล้วนมีแต่ความจริงจัง เคร่งเครียด สายตาทั้ง
ห้าคู่ จ้องมองกันเขม็ง
“มีใครรู้บ้างว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับจ้าวซวนกับจวงม่อ?”
คนที่เปิดประเด็นทำลายความเงียบขึ้นมาเป็นปรมาจารย์เหยียน
เห็นได้ชัดจากจุดนี้เลยว่า เขาได้รับรู้แล้วว่าจ้าวซวนกับจวงม่อได้
ถูกฆ่าตายที่เมืองซิงโจว
ด้วยเรื่องนี้ จึงทำให้มีการประชุมห้าผู้มีอำนาจสูงสุดในองค์กรลับ
จิ่งฉาเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างที่เห็นอยู่นี้
“ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสองคนนั้น แต่ข้ารู้หนึ่งอย่างก็คือทั้ง
สองคนถูกฆ่าตาย!” หยานกวนพูด น ้าเสียงของเขาเย็นเยียบ
การที่กล้าฆ่าคนขององค์กรลับจิ่งฉาไป ก็ไม่แตกต่างจากการตบ
หน้าองค์กรลับจิ่งฉามากนัก
ด้วยเหตุนี้ ภายในใจของหยานกวน จึงเต็มไปด้วยความโกรธต่อ
คนที่ฆ่าจ้าวซวนกับจวงม่อไป!
“ไม่แน่ว่าคนที่ลงมืออาจจะเป็นผู้ฝึกตน!” ชายชราเจียงฟ่านครุ่น
คิดกับตัวเองอยู่นาน สุดท้ายจึงพูดออกมา
ราวกับว่าคำพูดนี้ของเขา เป็นคำพูดที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง
เพราะใบหน้าของคนอื่นๆ ที่อยู่ภายในห้องนี้ ถึงกับเปลี่ยนไป
“มีความเป็นไปได้อย่างมาก” ติงเชิงพูด น ้าเสียงของเขา ดูแผ่วเบา
เล็กน้อยเมื่อพูดออกมา
“มันต้องเป็นผู้ฝึกตนอย่างที่ผู้อาวุโสเจียงฟ่านพูดอย่างแน่นอน!” ลู่
อี้เป็นคนสุดท้ายที่พูด สีหน้าของเขาเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก
“ลองคิดดู ว่าถ้าอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้ฝึกตน แล้วจะสามารถฆ่าจ้าวซวน
กับจวงม่อ ที่เป็นผู้ฝึกตนระดับก่อร่างได้ยังไง?”
เพียงได้ยินคำพูดนี้ของลู่อี้ ชายหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวในห้าผู้มีอำนาจ
ทุกคนต่างก็นิ่งเงียบไป
ชัดเจนว่าถ้อยคำของลู่อี้ ถือเป็นตัวยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า คนที่ฆ่า
จ้าวซวนกับจวงม่อไป เป็นผู้ฝึกตน!
“ไม่ต้องสงสัยเลย คนที่ฆ่าจ้าวซวนกับจวงม่อ ต้องเป็นผู้ฝึกตน
อย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้น ไม่มีทางที่จะฆ่าจ้าวซวนกับจวงม่อ ที่เป็นถึงผู้
ฝึกตนระดับก่อร่างได้!”
ปรมาจารย์เหยียนพูด พลางกวาดสายตามองทุกคน ใบหน้าของ
ชายชรา ที่มีริ้วรอยของกาลเวลาเคร่งขรึม
“นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่คนผู้นี้ จะเป็นผู้ฝึกตนระดับ
ปฐพี!”
“ผู้ฝึกตนระดับปฐพี!” ทั้งสี่คนต่างร้องอุทานออกมาอย่างตื่นตัว
กับคำพูดของปรมาจารย์เหยียน
ถ้าหากว่าคนที่ฆ่าจ้าวซวนกับจวงม่อ เป็นผู้ฝึกตนระดับปฐพีจริง
ไม่เท่ากับว่าอีกฝ่าย มีความแข็งแกร่งเทียบเท่าพวกเขาทั้งสี่คนหรือ!
“เรื่องนี้…มันจริงหรือท่านปรมาจารย์เหยียน?” ชายชราเจียงฟ่าน
สูดลมหายใจเข้าลึก จ้องมองปรมาจารย์เหยียน
ปรมาจารย์เหยียนหันหน้ามามองที่ชายชราเจียงฟ่าน
“ข้าแม้ไม่แน่ใจในเรื่องนี้มากนัก แต่ดูจากการที่จ้าวซวนกับจวงม่อ
ไม่ได้ตายด้วยอาวุธแล้ว เหตุผลที่คิดได้ว่าคนที่สามารถฆ่าผู้ฝึกตนระดับ
ก่อร่างด้วยมือเปล่า ก็มีเพียงผู้ฝึกตนระดับปฐพีขึ้นไปเท่านั้น!”
หลังจากที่ได้ฟังคำพูดนี้ของปรมาจารย์เหยียน ทุกคนภายในห้องก็
ตกลงสู่ความเงียบงันเป็นเวลาหลายนาทีทีเดียว
“ดูเหมือนว่าตระกูลซี จะไปยุ่งกับบุคคลที่ไม่สมควรยุ่งเข้าให้แล้ว
แต่ข้าก็ไม่คาดคิดเลยว่า ที่เมืองซิงโจวจะมีผู้ฝึกตนระดับปฐพีซ่อนตัว
อยู่” คนที่ทำลายความเงียบเป็นชายวัยกลางคนติงเชิง
“เรื่องนี้ช่างมันไปเถอะ สิ่งที่พวกเราสมควรคิดตอนนี้ก็คือว่าพวก
เราจะเอายังไงต่อกันดีกับเรื่องนี้” หยานกวนมองทุกคนก่อนพูด
ลู่อี้ขมวดคิ้วขึ้นสูง “อย่างที่ท่านหยานกวนพูด พวกเราจะเอายังไง
ดีกับเรื่องนี้ ถ้าจะส่งหน่วยอื่นที่มีอยู่ไป เกรงว่าผลที่ออกมาก็คงจะ
เหมือนเดิม….”
ลู่อี้หยุดคำพูดของตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ “เว้นเสียแต่ว่าจะ
ส่งหนึ่งในพวกเราไป!”
“หนึ่งคนแน่นอนว่าไม่พอ อย่างน้อยต้องสองคน” ปรมาจารย์เห
ยียนเสริมขึ้นในทันทีที่ลู่อี้พูดจบ
ในความเห็นของเขา ถ้าทางนั้นเป็นผู้ฝึกตนระดับปฐพีอย่างที่เขา
คาดเดา ส่งผู้ฝึกตนระดับปฐพีไปคนเดียว แน่นอนว่าไม่พอ อย่างน้อย
ต้องสองคน หรือไม่ก็ให้เขาไป
แล้วถ้าจะถามหาเหตุผลว่าทำไม ต้องส่งไปสองคนนั้น คำตอบก็มี
เพียง ไม่รู่ว่าผู้ฝึกตนระดับปฐพีทางนั้น มีความแข็งแกร่งเท่าไหน
ถ้าหากบังเอิญทางนั้น มีความแข็งแกร่งมากกว่าคนที่ส่งไป ไม่
เท่ากับว่าส่งไปตายเปล่าหรือ?
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงต้องส่งผู้ฝึกตนระดับปฐพีไปสองคน
“สองคน?” คนทั้งสี่ต่างคิดตามคำพูดของปรมาจารย์เหยียน
ด้วยความฉลาดของพวกเขา ก็สามารถคิดแบบเดียวกับปรมาจารย์
เหยียนได้ภายในระยะเวลาไม่กี่วินาที
“แล้วในพวกเราสี่คน จะให้ใครไป?” ชายชราเจียงฟ่านมองติงเชิง
หยานกวนและลู่อี้
“ข้าขออาสาเอง ส่วนใครจะไปด้วย ข้าไม่เกี่ยง!” ติงเชิงอยู่ๆ ก็
หัวเราะออกมา สีหน้าของเขาเคร่งเครียดก็จริงอยู่ แต่ก็แฝงไปด้วยความ
ตื่นเต้นด้วย
“ข้าไม่ได้ประมือกับใครมานานแล้ว มันจะเป็นการดี ถ้าได้ประมือ
ต่อสู้กับผู้ฝึกตนระดับปฐพีที่แข็งแกร่ง ไม่แน่ว่าข้าอาจจะหาแนวทาง
พัฒนาไปมากกว่าเดิมได้”
หยานกวนมองติงเชิงเล็กน้อย พลางพยักหน้าให้ “ความคิดไม่เลว
ถ้าอย่างนั้น ข้าจะเป็นคนที่ไปด้วยกับติงเชิงเอง”
ชายชราเจียงฟ่านมองหน้ากันกับลู่อี้อยู่ครู่หนึ่ง คนทั้งสองก็พยัก
หน้าให้กัน เห็นได้ชัดว่า ไม่มีความคิดที่จะคัดค้าน
ด้านปรมาจารย์เหยียนเองก็ไม่มีปัญหาอะไร เขาเพียงออกปาก
“ระวังตัวกันให้ดี อย่าประมาทเด็ดขาด!”
“ท่านปรมาจารย์เหยียนไม่ต้องห่วง พวกข้าแน่นอนว่าจะไม่
ประมาทโดยเด็ดขาด”
ทั้งติงเชิงกับหยานกวนต่างรับคำ พร้อมกับประสานมือคารวะต่อ
ปรมาจารย์เหยียน
พวกเขาทั้งสองคนรู้ดีว่า สิ่งที่ปรมาจารย์เหยียนพูดออกมา ล้วน
เป็นเพราะห่วงใยเกี่ยวกับความปลอดภัยของพวกเขา
เพราะจะยังไง ฝ่ายนั้นก็เป็นผู้ฝึกตนระดับปฐพี ที่ไม่ทราบความ
แข็งแกร่งแน่ชัด
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไปกันสองคน ก็ไม่มีสิ่งไหนจะมารับประกัน
ได้ว่า พวกเขาจะปลอดภัยกลับมา
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่ปรมาจารย์เหยียน จะบอกกับหยานกวน
และติงเชิง ไม่ให้ประมาท
“ถ้าอย่าง พวกท่านทั้งสองคน จะออกเดินทางวันไหน?” ลู่อี้ถาม
เขามองติงเชิงกับหยานกวนสลับกัน
“แน่นอนว่าต้องเป็นวันนี้ พวกเราจะไม่ปล่อยให้คนที่กล้าท้าทาย
องค์กรลับจิ่งฉาลอยนวล!” ติงเชิงพูดอย่างมีความมุ่งมั่น
“อย่างที่ติงเชิงพูด พวกเราจะออกเดินทางไปที่เมืองซิงโจววันนี้เลย
และมันก็จะเป็นหลังจากที่จบการประชุมในครั้งนี้” หยานกวนเองก็พูด
ด้วยเช่นเดียวกัน
ปรมาจารย์เหยียน ชายชราเจียงฟ่านและลู่อี้ต่างพยักหน้ารับ พร้อม
กับอวยพรของให้หยานกวนกับติงเชิงปลอดภัย
หลังจากนั้น ครึ่งชั่วโมงได้ผ่านไป การประชุมก็ได้จบลง หยานก
วนกับติงเชิง ล้วนเร่งรีบออกเดินทางไปที่เมืองซิงโจวอย่างรวดเร็ว