System Change Life (ระบบเปลี่ยนชีวิต) - บทที่ 222 :
โดย
Genrei
ลอบเข้าคฤหาสน์
มองเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของหวังเฉิงหยง หวังเฉิงเย่ก็
ลอบขบเคี้ยวฟัน แต่แน่นอนว่าใบหน้าของเขา ยังแสดงออกมาให้เห็นถึง
รอยยิ้ม
หวังเฉิงหยงยิ้มมีความสุขอยู่สักพัก ก็มองหวังเฉิงเย่ “ว่าแต่เรื่อง
ของแกเถอะ ไปถึงไหนแล้ว ที่พ่อบอกให้ไปตามจีบลู่จือหยุนน่ะ?”
หวังเฉิงเย่กระพริบตา พลางตอบด้วยน ้าเสียงสงบ “จะให้ไปถึง
ไหนได้ ผมไม่รู้ด้วยซ ้าว่าลู่จือหยุนคนนี้เป็นใคร และหน้าตาเป็นยังไง”
หวังเฉิงหยงลอบหัวเราะในใจของตัวเอง บอกตามตรงว่าเรื่องนี้
เขารู้สึกสงสารน้องชายของตัวเองอยู่บ้าง ที่ต้องไปตามจีบใครที่ไหนก็
ไม่รู้ ไม่รู้แม้กระทั่งว่าหน้าตาเป็นยังไง
“เอาเถอะ อย่างน้อยคนที่พ่อเลือกให้แก น่าจะเป็นคนสวย
ไม่อย่างนั้น พ่อจะยอมให้แกไปตามจีบผู้หญิงแบบนั้นไปทำไม”
หวังเฉิงหยงพูด น ้าเสียงของเขาราบเรียบ
หวังเฉิงเย่ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เขาแน่นอนว่ารู้ตัวดีที่พ่อของ
ตัวเอง อย่างผู้นำตระกูลหวังคนปัจจุบันให้เขาไปตามจีบ ผู้หญิงที่ชื่อลู่จื
อหยุน ย่อมมีเหตุผลที่สำคัญ
แม้ว่าตอนนี้พ่อของเขา จะยังไม่ได้บอกเหตุผลนั้นให้ฟัง แต่เขาก็
จำเป็นที่จะต้องทำตาม
เห็นว่าหวังเฉิงเย่เงียบไป หวังเฉิงหยงก็ส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย
“แกรีบไปเถอะ อย่าเสียเวลาอยู่ที่นี่เลย ฟังมาว่าผู้หญิงที่ชื่อลู่จือหยุนคน
นี้ ไม่ชอบอยู่เป็นที่นานเท่าไหร่ ถ้าแกชักช้า เกรงว่าคงจะไปเสียเที่ยว”
“ถ้าอย่างนั้น ผมคงต้องขอตัวก่อน”
หวังเฉิงเย่พลันลุกออกจากโซฟา เขามองหวังเฉิงหยงอย่างเกลียด
ชังเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัว เดินออกจากห้องโถงแห่งนี้ไป
มองตามแผ่นหลังของหวังเฉิงเย่ หวังเฉิงหยงอดไม่ได้ที่จะแค่น
เสียงออกมา “เฉิงเย่ อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ว่าแกเกลียดฉันมาก แต่ต่อให้
แกเกลียดฉันยังไง แกก็ไม่สามารถทำอะไรฉันได้อยู่ดี!”
เมื่อพูดจบ หวังเฉิงหยงก็หยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท เขา
หยิบมันขึ้นมาจุดไฟและสูบอย่างอารมณ์ดีต่อ
……………………….
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เหนือคฤหาสน์ที่หรูหราของตระกูลหวัง ร่าง
หนึ่งยืนอยู่ด้วยอารมณ์สงบ เท้าทั้งสองข้างของเขาเหยียบอยู่บนอากาศ
ซึ่งคนๆ หนึ่งก็คือไป๋เฉิน เขาได้มาถึงที่นี่โดยใช้เวลาครึ่งชั่วโมง
ในตอนนี้ สายตาของไป๋เฉินจับจ้องยังคฤหาสน์ที่หรูหรา เขากวาด
สายตามองลงไป เพื่อสำรวจรอบๆ คฤหาสน์
ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็เคร่งเครียดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เนื่องจากเขาพบเห็นยามในชุดสูทสีดำหลายคนอยู่ตามจุดต่างๆ รอบๆ
คฤหาสน์
จากจุดนี้ เห็นได้ชัดเจนเลยว่าตระกูลซูกับตระกูลหวังนั้นต่างกัน
แม้ว่าจะเป็นตระกูลใหญ่ของปักกิ่งเหมือนกันก็ตาม
ซึ่งจุดที่แตกต่างกันก็คือคฤหาสน์ของตระกูลซู ไม่มียามรักษา
ความปลอดภัยคอยดูแลความปลอดภัย
แต่คฤหาสน์ตระกูลหวังกับมีมากมาย เรื่องนี้แน่นอนว่ามันมี
เหตุผลอยู่
และเหตุผลนี้ก็คือ ด้วยความที่ตระกูลซูมีซูเสียนยี่ ผู้ซึ่งเป็นผู้ฝึกตน
ที่แข็งแกร่งอยู่ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมียามจำนวนมาก
แต่ก็ใช่ว่าตระกูลซูจะไม่มียามเลย แต่ยามของตระกูลซูนั้น มี
จำนวนน้อยมาก น้อยมากกว่ายามของตระกูลหวังหลายเท่า
“สมกับเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ของปักกิ่ง” ไป๋เฉินพึมพำ ใบหน้า
ของเขาจริงจังขึ้น
ภายในหัวมีความคิดอยากที่จะเห็นคฤหาสน์หลังใหญ่โตหลายชั้น
และหรูหราตรงหน้านี้ กลายเป็นเถ้าถ่าน!
เห็นได้ชัดว่า ความแค้นของไป๋เฉินแทบจะลุกโชนขึ้นมา เมื่อได้
เห็นคฤหาสน์ของตระกูลใหญ่ที่เขาเกลียดชังเข้ากระดูก
สองมือของเขาในตอนนี้ ล้วนแล้วแต่กำแน่น จนมือทั้งสองข้าง
สั่นไม่ยอมหยุด
“ลองลอบเข้าไปข้างในดู ถ้าได้พบกับหวังเฉิงเย่ก็ดี เราจะได้ฆ่า
มัน!”
ไป๋เฉินพูดกับตัวเอง ก่อนจะอาศัยความมืดของตอนกลางคืน เดิน
ลงไปยังสวนขนาดเล็กๆ แห่งหนึ่ง ภายในเขตรั้วของคฤหาสน์ตระกูล
หวัง
ทันทีที่ลงมาถึง ไป๋เฉินก็เข้าไปแอบยังหลังต้นไม้ต้นหนึ่ง เพราะ
ในบริเวณใกล้เคียงกับสวนหย่อม มียามเดินตรวจตราดูความปลอดภัยอยู่
หนึ่งคน
‘ถ้าเราจะลอบเข้าไปข้างในคฤหาสน์ต้องปลอมตัว’ ในหัวของไป๋
เฉินมีความคิดนี้ขึ้นมา
เมื่อมองไปที่ยามที่เดินถือไฟฉายอยู่ไม่ไกลมาก ดวงตาของไป๋เฉิน
ก็ทอประกายวูบ โดยไร้ซึ่งความลังเล เขารีบวิ่งออกไปด้วยความเร็ว
“ฮะ…เฮ้ย!” ยามที่กำลังเดินตรวจตราอยู่คนเดียวตกใจ เมื่อได้เห็น
เงาร่างสีดำวิ่งเข้ามาหา
เมื่อเขาส่องไฟฉายไป เขาก็ต้องตกใจ หลังจากที่ได้เห็นว่าเงาร่างสี
ดำ เป็นคนๆ หนึ่ง
‘ผู้บุกรุก!’ ยามคนนี้รู้ได้ในทันที เขาเตรียมตัวที่จะส่งสัญญาณ เพื่อ
แจ้งเตือนให้ยามคนอื่นๆ ทราบ ว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาในเขตคฤหาสน์ของ
ตระกูลหวัง
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะได้ทำแบบนั้น หมัดของไป๋เฉินก็ชกเข้า
มาใส่หน้าของเขาอย่างรุนแรง ร่างกระเด็นออกไป ก่อนจะตกลงที่พื้น
ไม่มีการเคลื่อนไหวจากเขาอีก ชัดเจนเลยว่าเขาได้หมดสติไปแล้ว
ไป๋เฉินไม่เสียเวลาแม้แต่นิดเดียว เขาลากยามที่สลบเข้าไปใน
สวนหย่อม
เวลาผ่านไปประมาณห้านาที ไป๋เฉินก็เดินออกมาในชุดยาม
ใบหน้าของเขาได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่ใบหน้าของตัวเองในวัย
27 ปี อีกต่อไป
หากแต่เปลี่ยนเป็นใบหน้าของชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งเป็น
ใบหน้าของยามคนเมื่อครู่นี้เอง
เห็นได้ชัดว่าไป๋เฉินได้ใช้ทักษะพันหน้าไปอีกครั้ง ทำให้ในตอนนี้
เขาใช้ทักษะพันหน้าได้อีกเพียง 6 ครั้งเท่านั้น
หลังจากที่ใช้ทักษะพันหน้า มาเป็นใบหน้าของยามวัยกลางคนไป๋
เฉินก็มองซ้ายมองขวาเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปหยิบไฟฉายที่ตกพื้นขึ้นมา
เขาทำทีเป็นส่องนำทาง ก่อนจะเดินไปตามข้างๆ คฤหาสน์ เพื่อไป
หาประตูทางเข้าของคฤหาสน์
“ถ้าเราอยู่ในรูปร่างหน้าตาแบบนี้ ย่อมไม่มีใครสงสัย” ไป๋เฉินมอง
ไปข้างหน้า เดินไปอย่างไม่ช้าไม่เร็ว
ไม่นานนัก เขาก็มาถึงหน้าทางเข้าของคฤหาสน์ ซึ่งมียามอยู่หลาย
คนยืนเฝ้าหน้าประตูทางเข้าเอาไว้
“อาเหลียง นายตรวจแถวสวนหย่อมดีแล้วเหรอ? ถึงเดินมาถึง
ที่นี่?”
เมื่อไป๋เฉินมาถึงหน้าทางเข้าคฤหาสน์ ก็ได้ยินเสียงทักทาย จาก
ยามคนหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนว่า อีกฝ่ายจะสนิทกับอาเหลียง หรือก็คือยามคน
ที่ไป๋เฉินจัดการให้สลบไปและใช้ทักษะพันหน้า เปลี่ยนมาเป็น
“อ้อ…เรียบร้อยดีแล้ว” ไป๋เฉินไม่เสียเวลาคิด เขาพูดตอบออกมา
ในทันที
“อย่างนั้นก็ดีแล้ว แล้วนายจะไปไหน อย่าบอกนะว่าจะเข้าไปข้าง
ในคฤหาสน์?” ยามอีกคนถาม ที่หน้าทางเข้าคฤหาสน์มียามอยู่ถึงหกคน
“ใช่” ไป๋เฉินตอบ “ฉันได้รับคำสั่งมาให้เข้าไปตรวจดูความ
ปลอดภัยข้างในหน่อย”
แน่นอนว่านี่ก็คือเรื่องโกหก ที่ไป๋เฉินแต่งขึ้นมาเดิมพันดู เผื่อว่าจะ
สามารถลอบเข้าไปข้างในคฤหาสน์ได้
“คำสั่งจากหัวหน้าใช่ไหม?” ยามคนหนึ่งถาม
“ใช่” ไป๋เฉินพยักหน้าตอบ
ยามหกคนมองหน้ากัน พวกเขาไม่รู้สึกสงสัยอะไรในตัวไป๋เฉิน
เพราะรู้จักกันดีอยู่แล้ว จึงปล่อยให้เขาเข้าไปข้างในคฤหาสน์อย่าง
ง่ายดาย โดยที่ไม่ได้ถามไถ่อะไรมาก
ไม่แม้กระทั่งตรวจสอบอะไรในตัวเขา!