System Change Life (ระบบเปลี่ยนชีวิต) - บทที่ 293 คิดหาทางออก
เหนือน่านฟ้าห่างจากพื้นหลายร้อยเมตร เครื่องบิน
ส่วนตัวลำหนึ่ง กำลังบินตรงไปยังปักกิ่งด้วยความเร็ว
ทั้งหมดที่มี
ภายในเครื่องบินส่วนตัวลำนี้ มีเพียงนักบิน ซึ่งเป็น
กัปตันของเครื่องบินลำนี้กับชายหนุ่มหน้าตาหล่อ
เหลาเพียงแค่สองคนเท่านั้น
แน่นอนว่าชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนนี้ จะเป็นใคร
ไปไม่ได้ นอกจากเจ้าของเครื่องบินส่วนตัวลำนี้
ใบหน้าของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนนี้ เดี๋ยวก็
ซีดขาว เดี๋ยวก็บิดเบี้ยว ไม่รู้ว่าไปเผชิญพบเจอกับ
เรื่องอะไรมา
แต่ถ้าไป๋เฉินมาอยู่ที่นี่ จะรู้ได้ในทันทีว่าชายหนุ่ม
หน้าตาหล่อเหลาคนนี้เป็นใคร ซึ่งเขาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน
เลย นอกจากหวังเฉิงเย่
ถูกต้องแล้ว ชายหนุ่มคนนี้เป็นหวังเฉิงเย่อย่างแน่นอน
หลังจากที่เขาออกจากโรงแรมแกรน์ดซิงเฟิง ก็ไม่
รอช้า รีบติดต่อให้คนมารับตัวเขาไปสนามบินของ
เมืองซิงโจวในทันที
จากนั้นก็อย่างที่เห็นอยู่นี้ เขาขึ้นเครื่องบินส่วนตัวของ
เขา เพื่อรีบออกจากเมืองซิงโจว มุ่งหน้ากลับปักกิ่ง
อย่างรีบร้อนและร้อนรน
เวลาจากตอนนั้น นี่ก็ผ่านมากว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว
หวังเฉิงเย่นั่งอยู่บนเครื่องบินส่วนตัวด้วยใบหน้าไม่สู้ดี
มือไม้ของเขาสั่นไปหมด ไม่รู้ว่าจะหยุดอาการสั่น
เหล่านี้ยังไงดี
ในมือที่สั่นไม่ยอมหยุดของเขากำโทรศัพท์ยี่ห้อหรู
ราคาแพงเครื่องหนึ่งแน่นมือ
‘ตะ…ต้องรีบโทรไปบอกเรื่องทั้งหมดกับพ่อ!’
ความคิดของหวังเฉิงเย่ตอนนี้ก็มีแค่นี้ แต่สิ่งที่เหนือ
ความคาดหมายก็คือ มือของเขากลับไม่ยอมเชื่อฟัง
ไม่ยอมขยับตามความคิดของเขา เอาแต่สั่นไม่ยอม
หยุด
มันจึงทำให้เขาได้แค่คิดอยู่อย่างนั้น ไม่อาจที่จะโทร
ไปบอกเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแก่พ่อตัวเองได้
เป็นที่แน่นอนว่าสาเหตุทั้งหมด ที่ทำให้มือของ
หวังเฉิงเย่ไม่ยอมขยับตามความคิดความต้องการของ
เขา และเอาแต่สั่นนั้น เป็นเพราะเขากำลังรู้สึก
หวาดกลัว
เป็นความหวาดกลัวที่มากจนทำให้ประสาทสมองไม่
อาการสั่งงานแขนทั้งสองข้างได้!
อย่างไรก็ตาม ในเวลาไม่ถึงยี่สิบนาที หวังเฉิงเย่ก็
ค่อยๆ กลับเป็นปกติ แต่ก็ยังสามารถมองเห็นได้ว่า
ใบหน้าของเขาไม่ได้หายซีด ความซีดขาวไม่ได้
จางหายไปเลยแม้แต่นิดเดียว
ในทันทีที่กลับเป็นปกติ สามารถขยับมือขยับแขนได้
นั้นเอง หวังเฉิงเย่ก็ไม่ลังเลที่จะโทรไปหาพ่อของตัว
ตัวเองอย่างหวังฉนเฟิง
อย่าได้เห็นว่าอยู่บนเครื่องบินที่กำลังบินอยู่ แล้วจะ
ไม่มีสัญญาณโทรศัทพ์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย
สำหรับหวังเฉิงเย่ ผู้ซึ่งเป็นนายน้อยของตระกูลหวัง
หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของปักกิ่ง
เป็นเรื่องที่เล็กน้อยมาก เล็กน้อยเสียจนไม่ควรพูดถึง
เนื่องจากว่าบนเครื่องบินส่วนตัวลำนี้ ได้ติดตั้งเสาส่ง
สัญญาณเครือข่ายการสื่อสารเอาไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น
การสื่อสารอะไร ล้วนสามารถสื่อสารได้
โทรศัทพ์แน่นอนว่าสามารถโทรได้อย่างไม่มีปัญหา
อะไร
หลังจากที่โทรออกได้ไม่นาน ก็มีคนรับสาย เป็นเสียง
ของชายวัยกลางคน
“ฮัลโหล ว่าไงเย่เอ๋อร์” เจ้าของเสียง ซึ่งเป็นชายวัย
กลางคน จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากหวังฉนเฟิงผู้นำ
ตระกูลหวังคนปัจจุบัน
“พะ…พ่อเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว!” เพียงได้ยินเสียงของ
พ่อตัวเอง หวังเฉิงเย่ก็เร่งรีบพูดออกไปอย่างร้อนรน
หวังฉนเฟิงที่อยู่ในสายขมวดคิ้ว “มีเรื่องอะไร? หรือ
ว่าท่านผู้อาวุโสฝู่เหยินกับท่านปรมาจารย์เหยียนฆ่า
ไอ้สารเลวที่ฆ่าหยงเอ๋อร์ไปแล้วใช่ไหม?”
“มะ…ไม่ใช่!” หวังเฉิงเย่ถึงกับตะโกนตอบ
“หมายความว่ายังไง?” หวังฉนเฟิงขมวดคิ้วหนัก
กว่าเดิมอย่างช่วยไม่ได้ อารมณ์ของเขามีการ
เปลี่ยนแปลง
จากน้ำเสียงของหวังเฉิงเย่ ลูกชายคนเล็กของเขา
เขาก็เริ่มรู้สึกแล้วว่ามันมีบางอย่างไม่ถูกต้อง
“ฝะ…ฝู่เหยินตายแล้ว! ไม่เพียงแค่เขา…ปรมาจารย์
เหยียนก็ตายด้วยเหมือนกัน!” หวังเฉิงเย่สูดลมหายใจ
เข้าลึกจนเต็มปอด ก่อนที่จะพูดออกมา น้ำเสียงของ
เขายังฟังได้ชัดว่าสั่นเครือ
“อะไรนะ?!”
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของหวังเฉิงเย่ หวังฉนเฟิงต้อง
ร้องออกมาอย่างตกใจอย่างอดไม่ได้ ใบหน้าของเขา
เปลี่ยนไปแทบจะในทันทีเลย
ขณะเดียวกัน ทั่วร่างกายของเขาก็สั่นสะท้านไหว
อย่างรุนแรง ราวกับได้ประสบพบเจอกับพายุอัน
บ้าคลั่งไม่มีผิด!
หลังจากนั้นก็มีเพียงความเงียบงันไปหลายนาที
สีหน้าหวังเฉิงเย่แย่ลงเรื่อยๆ เมื่อไม่ได้ยินเสียง
ตอบกลับมาใดๆ ของหวังฉนเฟิงพ่อของตัวเองอีก
ในใจของเขาก็รู้สึกดั่งไฟสุมอยู่ไม่สุขเป็นอย่างมาก
แต่ในเวลานั้นเองก็มีน้ำเสียงที่สงบราบเรียบของ
หวังฉนเฟิงดังขึ้นผ่านลำโพงของโทรศัพท์
“นี่เป็นเรื่องจริง?” จากที่หวังฉนเฟิงกลายมาเป็นสงบ
แบบนี้ หลังจากที่ได้ฟังเรื่องที่น่าตกใจจากหวังเฉิงเย่
ไปเมื่อครู่ ก็เพียงพอที่จะบอกได้แล้วว่าหวังฉนเฟิง
เป็นคนที่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้เป็น
อย่างดี
สามารถกลับมาอยู่ในอารมณ์สงบได้ภายในเวลาไม่กี่
นาที ถ้าหากไม่ใช่คนที่มีจิตใจเข้มแข็งและมี
ประสบการณ์ชีวิตที่เคยเจอกับเรื่องร้ายแรงต่างๆ
มา เกรงว่าจะไม่อาจที่จะทำได้
“ปะ…เป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน…” หวังเฉิงเย่ไม่กล้า
ที่จะปิดบังเรื่องนี้แม้เพียงครึ่งคำ เขาเล่าทุกอย่าง
ออกมาทั้งหมด เน้นย้ำทุกสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับ
หวังฉนเฟิงได้ฟัง
เมื่อได้รับฟังจนจบ หวังฉนเฟิงก็กลายเป็นเงียบไป
หลายนาทีเช่นเดิม แต่ในที่สุด เขาก็พูดออกมาอย่าง
ราบเรียบ “รีบกลับมาที่คฤหาสน์ แล้วค่อยคิดหาทาง
กันอีกที”
“ครับพ่อ!” หวังเฉิงเย่รีบพูด เพราะความตั้งใจของ
เขาก็คือรีบกลับไปหาพ่อของเขาอยู่แล้ว เพื่อที่จะให้
พ่อของเขาคิดหาทางช่วย…ช่วยจากผู้ฝึกตนระดับ
ทะยานฟ้าอย่างไป๋เฉิน
ไม่ถึงหนึ่งนาที สายในโทรศัพท์ก็ถูกตัดไป สีหน้าของ
หวังเฉิงเย่ เหมือนจะดีขึ้นมาเล็กน้อย แต่มันก็เพียงแค่
เล็กน้อยจริงๆ
………………………………….
ภายในคฤหาสน์ตระกูลหวัง ในห้องนอนของ
หวังฉนเฟิง ผู้นำคนปัจจุบันของตระกูลหวัง หนึ่งในห้า
ตระกูลใหญ่ของปักกิ่ง
ในตอนนี้ หวังฉนเฟิงก็อยู่ในห้องนอนของตัวเอง
เดิมทีเขากำลังดื่มเหล้าด้วยอารมณ์ที่คิดว่าสามารถ
แก้แค้นให้กับลูกชายคนโตได้แล้ว
ทว่าในเวลาไม่ถึงสิบนาที อารมณ์เหล่านั้นของเขาก็ได้
หายไป มันถูกแทนที่ด้วยอารมณ์ที่ไม่ดีนัก เป็น
อารมณ์ความรู้สึกที่กำลังหวาดกลัว
ใบหน้าของเขาเองก็ซีดมากๆ มือทั้งสองข้างสั่นเทา
อย่างไม่สามารถที่จะควบคุมได้
เห็นได้ชัดว่าหวังฉนเฟิงไม่ได้สงบเลย หลังจากที่ได้ฟัง
ทุกอย่างที่หวังเฉิงเย่บอก แต่ที่เขาพูดอย่างสงบ
ราบเรียบต่อหวังเฉิงเย่ ก็เป็นเพียงการทำให้ลูกชาย
ของเขา ไม่ต้องกังวลมากก็เท่านั้น
“จะ…จะทำยังไงดี?” หวังฉนเฟิงรู้สึกร้อนรนและ
หวาดกลัวมากในตอนนี้ เขาจำเป็นที่จะต้องคิดหา
ทางออกให้เร็วที่สุด
ถ้าหากว่าชายชราฝู่เหยินกับปรมาจารย์เหยียนตายไป
แล้ว ผู้ฝึกตนระดับทะยานฟ้าคนที่ฆ่าทั้งสองคน ต้อง
มาฆ่าหวังเฉิงเย่ ลูกชายของเขาแน่ ดีไม่ดีอาจจะมา
ทำลายตระกูลหวังเลยก็ได้!
หวังฉนเฟิงแน่นอนว่าเป็นคนฉลาด ย่อมรับรู้ตั้งแต่ที่
ไป๋เฉินฆ่าหวังเฉิงหยงแล้ว ว่าอีกฝ่ายมีความแค้นต่อ
ตระกูลหวัง และครั้งนี้ก็มุ่งเป้ามาที่หวังเฉิงเย่ลูกชาย
คนเล็กของเขา
แล้วแบบนี้ จะไม่ให้เขาคิดได้ยังไงว่าไป๋เฉิน ไม่ได้
เพ่งเล็งมาที่ตระกูลหวังของเขา และมีความคิดทำลาย
ทั้งตระกูลทิ้ง!
ระบบเปลี่ยนชีวิต