System Change Life (ระบบเปลี่ยนชีวิต) - บทที่ 423 :การต่อสู้ในตอนเช้ามืด
หลังจากที่เทียนฉางไห่จากไป พวกจื่อเฉียงคงก็มอง
หน้ากันไปมา ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี
ในใจของพวกเขาต่างไม่อยากจะเชื่อไม่หายว่าผู้ที่
หนุนหลังไป๋เฉินอยู่เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับตำนาน
แต่พวกเขาคงจะไม่รู้หรอกว่า ในความเป็นจริงนั้น
หั่วเหยียนอานก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้หนุนหลังของไป๋
เฉินที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงนั้น เป็นผู้ฝึกตนระดับตำนาน
หรือไม่
เขาเพียงบอกออกมาว่าเป็นผู้ฝึกตนระดับตำนาน
เนื่องจากคาดว่าจะเป็นจากสภาพไม่น่ามองและ
คำพูดของหั่วเหยียนกวงเท่านั้น
“พะ…พวกเราจะเอายังไงต่อไปในเรื่องนี้?” ซวีเผ๋า
ใบหน้าดูซีดขาวอยู่บ้าง เขากวาดสายตามองคนอื่นๆ
ไม่มีใครตอบออกมาในทันที ไม่ว่าจะเป็นจื่อเฉียงคง
ซ่งหัวหรือเหล่ยปี้ถางต่างก็เงียบกันทั้งนั้น
แต่ว่าพวกเขาก็ไม่ได้เงียบกันตลอด เป็นซ่งหัวที่เปิด
ปากขึ้นก่อน “จะเอายังไงต่อไปหรือ? ข้าขอถอนตัว
อย่างไรซ่งเหิงก็ตายไปแล้ว ไม่ไปหาเรื่องใส่ตัวจะ
ดีกว่า”
คำพูดของซ่งหัวจบลงได้ไม่นาน เหล่ยปี้ถางก็พูด
ออกมาอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงของเขาฟังได้ชัดเจนว่า
ดูร้อนรนอยู่มาก
“ถูกต้อง อีกฝ่ายเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับตำนานพวกเรา
จะเอาอะไรไปสู้ เว้นเสียแต่ว่าท่านเจ้าเมืองยอม
ออกมาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง!”
แม้ปากจะพูดออกไปเช่นนี้ แต่ในใจของเหล่ยปี้ถาง ก็
ไม่ได้เชื่อว่าถ้าเจ้าเมืองออกมาจัดการเรื่องนี้ให้ แล้ว
เรื่องมันจะถูกจัดการลงได้อย่างง่ายดาย เพราะจะ
อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นผู้ฝึกตนระดับตำนานเหมือนกัน
การต่อสู้ของผู้ฝึกตนระดับตำนานนั้นน่าหวาดกลัว
และยากที่จะรู้ผลว่าใครจะเป็นผู้ชนะ
ในความคิดของเหล่ยปี้ถาง เจ้าเมืองของเมืองฉินเย่ว
คงจะไม่คิดที่จะออกมาจัดการเรื่องนี้ เพียงเพราะคน
ในจวนของตัวเองตายไปสองคนแน่
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะอยู่ที่นี่ทำอะไร รีบแยกย้าย
กันไปเถอะ” จื่อเฉียงคงพูดขึ้น เขาไม่อยากอยู่ที่นี่
ต่อไปแล้ว เพราะต่อให้อยู่ต่อไป มันก็ไม่ได้ช่วยให้ได้
ประโยชน์อะไรขึ้นมา
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของคนทั้งสามที่มีพื้นฐานฝึก
ตนทัดเทียมกับตัวเอง ซวีเผ๋าอดที่จะพยักหน้าไม่ได้
เขาเห็นด้วยอย่างหมดหัวใจกับคำพูดของคนทั้งสาม
แม้ว่าเขาจะมาจัดการเรื่องนี้ในนามของจวนเจ้าเมือง
แต่ว่าเขาก็ไม่ใช่คนของจวนเจ้าเมืองจริงๆ เป็นเพียง
คนที่ทางจวนเจ้าเมืองให้การต้อนรับอย่างดีเท่านั้น
เขาจึงได้ยอมออกหน้ามาจัดการเรื่องนี้ให้
แต่เมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกตนระดับตำนานแบบนี้ เขา
ไหนเลยจะยอมเอาตัวเองเข้าไปตายฟรี
“อย่างนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันเถอะ” ซวีเผ๋าเป็นคน
พูด
หลังจากคำพูดของเขาจบลง ทุกคนก็กลายเป็น
หมอกหายวับไปจากที่นี่อย่างรวดเร็ว ไม่มีแม้แต่คน
เดียวที่รั้งอยู่ที่นี่
……………………………………………………..
ครึ่งเดือนต่อมา ในพื้นที่ที่เป็นป่าเขา ต้นไม้มากมาย
โอบล้อมรอบทิศทาง อากาศในวันนี้ค่อนข้างที่จะเย็น
เยือก
ท้องฟ้ายังคงมืดสลัว เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เป็นช่วงเช้า
มืด มีเสียงของสัตว์ป่าและสัตว์อสูรบางตัวขับขานกู่
ร้องคำรามเสียงออกมาให้ได้ยิน
เดิมทีช่วงเช้ามืดเช่นนี้ควรจะเงียบสงบและมีแต่เสียง
ของเหล่าสัตว์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม มันกลับมีเสียง
ต่อสู้ดังขึ้นมา
เสียงคมดาบปะทะกันดังขึ้นมาหลายครั้ง กลิ่นคาว
เลือดล้วนปรากฏคละคลุ้งขึ้นมาในอากาศ
“ยอมแพ้ซะจูเยี่ย พวกเจ้าหนีไม่รอดหรอก!” มีเสียง
คำรามด้วยความเย้ยหยันดังขึ้นมา เจ้าของเสียงเป็น
ชายวัยกลางคน ใบหน้ามีบาดแผลเป็นที่ใต้ตาและมี
หนวดเครายาวเฟื้อย
มุมปากมีรอยยิ้มที่โหดเหี้ยมและได้ใจ มือถือดาบยาว
โค้งเล่มหนึ่ง ตวัดฟาดฟันออกไปเบื้องหน้าอย่างมันส์
มือ
ชายคนนี้กำลังปะทะกับคนๆ หนึ่งอยู่ ซึ่งคนๆ นี้ก็คือ
จูเยี่ยที่เขาคำรามบอกให้ยอมแพ้ออกมาเมื่อครู่นี้เอง
จูเยี่ยเป็นชายวัยกลางคนใบหน้ามีความสุภาพ ทว่า
ความสุภาพเหล่านี้ กลับเต็มไปด้วยความซีดขาว
ความดุดัน
ภายในแววตาทั้งคู่ของเขามีแต่ความโกรธแค้น ทั่ว
ร่างอาบไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ชัดเจนว่าเขาได้รับ
บาดเจ็บ
แต่ถึงแม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บ จูเยี่ยก็ยังคงต่อสู้ปะทะ
กับชายวัยกลางคนตรงหน้าอย่างไม่มีทีท่าว่าจะถอย
นี่ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากจะถอย มันเป็นเพราะว่าเขา
ถอยไม่ได้ต่างหาก
“พู่จ้าน เสียแรงที่ข้าเห็นเจ้าเป็นสหาย เจ้ากลับ
วางแผนฆ่าล้างตระกูลของข้าอย่างโหดเหี้ยม!” จูเยี่ย
คำรามด้วยดวงตาทั้งคู่ที่แดงกร่ำ
ถ้าหากว่าสายตาของเขาฆ่าคนได้ เกรงว่าชายวัย
กลางคนตรงหน้าที่มีชื่อว่าพู่จ้าน คงจะตายไปนับครั้ง
ไม่ถ้วนแล้ว!
ได้ยินเสียงคำรามของจูเยี่ย พู่จ้านอดไม่ได้ที่จะ
หัวเราะขึ้นเสียงดังลั่น
“ฮ่าฮ่าฮ่า คิดว่าคนอย่างข้าจะเห็นเจ้าเป็นสหาย
จริงๆ รึ? ให้รีบเอาตราสุสานโบราณออกมาโดยเร็ว
ไม่อย่างนั้นข้าจะทำให้ภรรยาและลูกสาวตัวน้อยของ
เจ้าพบกับ…ฮี่ฮี่ เจ้าก็รู้ว่ามันคืออะไร?”
น้ำเสียงและคำพูดของพู่จ้านโหดร้ายและน่ารังเกียจ
เป็นอย่างมาก
“พู่จ้าน!” จูเยี่ยโกรธจนแทบบ้า ภรรยาและลูกสาว
ของเขา ตอนนี้อยู่ข้างหลังเขาและมีความหวาดกลัว
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงถอยไม่ได้
ดาบในมือของเขาปะทะกับดาบในมือของพู่จ้าน
อย่างต่อเนื่องและรุนแรง
ในในของจูเยี่ยอยากที่จะฆ่าพู่จ้านให้ตายอย่างมาก
เนื่องจากพู่จ้าน ทำให้เขาต้องมาตกอยู่ใน
สถานการณ์เช่นนี้
เดิมทีเขาและพู่จ้านถือเป็นสหายสนิทกัน ร่ำเรียน
การฝึกตนมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก ความสัมพันธ์ฉันท์
มิตรสหายนับว่าดีอย่างยิ่งยวด ทว่าทุกสิ่งก็
เปลี่ยนแปลงไป เมื่อเขาเผลอเล่าให้พู่จ้านฟังว่า
ตระกูลจูของเขามีตราสุสานโบราณอยู่หนึ่งอัน
พู่จ้านราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาร่วมมือกับ
อีกสองตระกูลเพื่อที่จะทำลายตระกูลจูของเขา
ด้วยกองกำลังที่แข็งแกร่งเท่ากับตระกูลจูสามกอง
กำลังร่วมมือกันโจมตี ตระกูลจูไหนเลยจะมีกำลังสู้ได้
คนในตระกูลแทบจะทั้งหมดถูกฆ่าตาย มีบางส่วนที่
หนีรอดออกมาได้
แต่ก็ต้องพบเจอกับการตามไล่ล่าสังหาร เพื่อค้นหา
ว่าตราสุสานโบราณอยู่ที่คนไหนในตระกูลจู!
“ข้าทำไม?” พู่จ้านยิ้มเยาะออกมา เขาฟันดาบอย่าง
รุนแรงออกมา ทำให้จูเยี่ยต้องล่าถอย
ถ้าไม่ติดที่ว่าเขาได้รับบาดเจ็บจากการลงมือของผู้ฝึก
ตนระดับปฐพีขั้นปลาย คนระดับพู่จ้านไม่มีทาง
ได้เปรียบเขาในการต่อสู้แน่
ระดับพื้นฐานฝึกตนของจูเยี่ยคนนี้ เห็นได้ชัดว่าอยู่ใน
ระดับปฐพีขั้นกลาง
แต่ว่าด้วยการที่ได้รับบาดเจ็บจากการลงมือของผู้ฝึก
ตนระดับปฐพีขั้นปลายของตระกูลของพู่จ้าน จึงทำ
ให้พลังการต่อสู้ของเขาลดลง ไม่อาจแสดงศักยภาพ
ทั้งหมดออกมาได้อย่างเห็นได้ชัด
ในความเป็นจริงพู่จ้านก็อยู่ในระดับปฐพีขั้นกลาง
เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เขาก็เพิ่งจะเข้ามาถึงใน
ระดับนี้ แตกต่างกับจูเยี่ยที่มาถึงระดับนี้สามปีแล้ว
หากว่าเป็นยามปกติ พู่จ้านไม่มีทางสู้กับจูเยี่ยได้แน่
“ไม่คิดว่าที่นี่จะมีการต่อสู้เกิดขึ้น” ในมุมมืด มีเสียง
พึมพำแผ่วเบาดังขึ้น เจ้าของเสียงมองไปยังพื้นที่
รอบๆ
พบเห็นชายวัยกลางคนสองคนสู้กันและมีหญิงวัย
กลางคนรูปงามตั่วสั่นเทา กำลังกอดเด็กหญิงตัว
เล็กๆ อายุสิบขวบที่หมดสติไปแล้วไว้ในอ้อมแขน
ซึ่งเจ้าของเสียงคนนี้ จะเป็นใคร หากว่าไม่ใช่ไป๋เฉิน
———————————
(´▽`).。o♡เพลิน
ระบบเปลี่ยนชีวิต