System Change Life (ระบบเปลี่ยนชีวิต) - บทที่ 465
เจ้ายังจำข้าได้หรือไม่?
“ผู้อาวุโสหนึ่ง” ขณะที่เสิ่นปั้นเฉิงกำลังนั่งคิด
คำนึงถึงเทียนจวิ้นอย่างดูถูก ก็มีชายชราคนหนึ่ง
ก้าวเข้ามาหา
ชายชราคนนี้อยู่ในชุดแบบเดียวกันกับเสิ่นปั้นเฉิง
ระดับพื้นฐานฝึกตนไม่ธรรมดาสามัญ เป็นถึงผู้ฝึก
ตนระดับทะยานฟ้าขั้นกลาง
“ผู้อาวุโสหก มีเรื่องอะไรรึ?” เสิ่นปั้นเฉิงหันหน้าไป
มอง
ชายชราที่ถูกเรียกว่าผู้อาวุโสหก ย่อมเป็นผู้อาวุโส
คนที่หกของสำนักเทพยุทธ์ มีชื่อว่าจั้งเหว่ย
จั้งเหว่ยก้าวเดินเข้ามาหยุดอยู่ไม่ห่างจากเก้าอี้หินที่
เสิ่นปั้นเฉิงนั่งอยู่
“ผู้อาวุโสหนึ่ง สายข่าวของเรารายงานมาแล้ว ผู้
อาวุโสสองของตระกูลเทียน เทียนจวิ้นจะออก
เดินทางจากเมืองหลวงอู่โจวมาที่เมืองฉินเย่วแห่งนี้
ในอีกไม่กี่วัน”
จั้งเหว่ยเอ่ยถึงเรื่องสำคัญในทันที เขาไม่ได้พิรี้พิไร
ถามสารทุกข์สุขดิบของเสิ่นปั้นเฉิงเลยสักนิด เพราะ
มันไม่มีความจำเป็น เขารู้นิสัยของเสิ่นปั้นเฉิงดี ว่า
เป็นคนไม่ชอบให้พูดเรื่องไร้สาระ
“งั้นรึ?” เสิ่นปั้นเฉิงเหยียดมุมปากเย้ยหยัน “มาก็
มาเถอะ ข้าล่ะอยากจะรู้จริงๆ ว่า ‘ราชาในระดับ
ตำนานขั้นต้น’ เป็นเรื่องจริงหรือเพียงแค่คำโอ้อวด
ยกตน!”
จั้งเหว่ยพยักหน้าครั้งหนึ่ง “เทียนจวิ้น คงไม่
เท่าไหร่ ข้าคิดว่าผู้อาวุโสหนึ่ง คงจัดการมันได้ไม่
ยากนัก”
เสิ่นปั้นเฉิงดูเหมือนจะพอใจกับคำพูดของจั้งเหว่ยอ
ย่างมาก เขาหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
“น้องเหว่ย อยู่ที่นี่ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียกหากัน
เป็นผู้อาวุโสอะไรแล้ว ความสัมพันธ์ของพวกเราก็
ไม่ได้ต่างจากพี่น้องในสายเลือดเท่าใดนัก”
ได้ยินคำพูดของเสิ่นปั้นเฉิง จั้งเหว่ยก็ยิ้ม “อย่างนั้น
ก็ได้พี่ใหญ่ปั้นเฉิง”
จากที่ทั้งสองคนพูดคุยกัน เห็นได้ชัดว่าเสิ่นปั้นเฉิงมี
อายุมากกว่าจั้งเหว่ย ถึงแม้ว่าจั้งเหว่ยในตอนนี้จะ
เป็นชายชราคนหนึ่ง ซึ่งมีผมขาวโพลนทั่วศีรษะ ไม่
มีสักเส้นที่เป็นสีดำก็ตาม
เรื่องเช่นนี้ แน่นอนว่าเป็นเพราะเสิ่นปั้นเฉิงบรรลุ
ระดับตำนานได้ จึงทำให้เขาไม่แก่ขึ้นเท่าไหร่นัก
“พวกท่านทั้งสอง พูดคุยเรื่องอะไรกันหรือ? ให้ข้า
โปหังเข้าร่วมด้วยคนสิ”
ในเวลานี้เอง มีชายชราคนหนึ่งก้าวเดินเข้ามา
ระดับพื้นฐานฝึกตนของเขาคือขั้นต้นของระดับ
ทะยานฟ้า มีศักดิ์ฐานะเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งของ
สำนักเทพยุทธ์เช่นเดียวกันกับเสิ่นปั้นเฉิงและจั้ง
เหว่ย และลำดับผู้อาวุโสของเขาก็คือเก้า
ถูกแล้ว…ชายชราคนนี้คือผู้อาวุโสคนที่เก้าของ
สำนักเทพยุทธ์โปหัง
การมาของโปหัง ทำให้เสิ่นปั้นเฉิงกับจั้งเหว่ยยิ้ม
พวกเขาพูดคุยกันอย่างอารมณ์ดี ไม่คิดกังวลกับ
การที่เทียนจวิ้นจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเลย
สักนิด
……………………………………………………….
ภายในป่าร้อยอสูร ชายในชุดสีแดงเพลิงคนหนึ่ง
กำลังยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เขามีใบหน้าที่
หล่อเหลาไม่เลว อายุอยู่ในช่วงสามสิบต้นๆ มี
ระดับพื้นฐานฝึกตนคือระดับปฐพีขั้นต้น
ด้วยอายุไม่มากเช่นนี้ คนอื่นภายในเมืองฉินเย่ว
ย่อมมองเขาเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง ไม่สิ ชายคนนี้
เดิมทีก็ถูกนับเป็นอัจฉริยะของเมืองฉินเย่วอยู่แล้ว
เพราะเขาไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากหั่วเหลียง หนึ่ง
ในหกอัจฉริยะของเมืองฉินเย่ว
ไม่ใช่สิ จะเรียกหกอัจฉริยะไม่ได้แล้ว เพราะตายกัน
ไปสี่คนแล้ว เหลือเพียงสองคนเท่านั้น ซึ่งก็คือหั่วเห
ลียงกับเทียนฉู่เหยียน
ในตอนที่ได้รับฟังข่าวการตายของหวางอวี้ จื่อเฉียน
เหล่ยป้าน ซ่งฮ่าว หั่วเหลียงก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่
ไม่ได้เข้าไปในสุสานโบราณด้วย
ไม่อย่างนั้น มีโอกาสมากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่
เขาอาจจะไม่ได้ออกมาและตายอยู่ภายในนั้น
เหมือนกับพวกหวางอวี้
เรื่องนี้เขาต้องขอบคุณปู่ของเขาหั่วเหยียนกวง
เนื่องจาก ถ้าหั่วเหยียนกวงไม่ออกคำสั่งให้ปิดสำนัก
เป็นเวลาห้าปี ป่านนี้หั่วเหลียงคงจะได้เข้าไปใน
สุสานโบราณไปแล้ว
แต่เรื่องการปิดสำนักห้าปีนี้ ก็ไม่ได้ปิดห้าปีจริงๆ
เพราะแค่ผ่านมาสามปี หั่วเหยียนกวงก็ออกคำสั่ง
ยกเลิกการปิดสำนักแล้ว
“เมื่อไหร่ท่านปู่จะมา?” หั่วเหลียงรู้สึกหงุดหงิด
เล็กน้อย จากคำพูดของเขา ชัดเจนว่าเขากำลังรอ
ให้ปู่ของเขามาถึงที่นี่
อันที่จริงในช่วงเช้า ปู่ของเขาหรือก็คือหั่วเห
ยียนกวง จะพาเขาไปฝึกฝนที่ป่าพันอสูร แต่ไม่คาด
ฝันว่าจะได้รับการติดต่อจากเทียนฉางไห่จาก
สมาคมการค้าเทียนหนาน หั่วเหยียนกวงเลยพาเขา
มาทิ้งไว้ที่นี่ ก่อนจะไปหาเทียนฉางไห่
นี่ก็ผ่านมานาน สักพักใหญ่ๆ แล้ว มันจึงไม่นับว่า
แปลกอะไร ถ้าหั่วเหลียงจะรู้สึกหงุดหงิด
“เหลียงเอ๋อร์ ปู่มาแล้ว” ในตอนนี้เอง หั่วเห
ยียนกวงได้มาถึง เขาเหินร่างลงมายืนต่อหน้าหั่วเห
ลียง
“รอนานหรือไม่?” ชายชราถาม
หั่วเหลียงเก็บความหงุดหงิดไว้ ใบหน้าระบาย
รอยยิ้มออกมา “ไม่เลยขอรับท่านปู่”
“ดีแล้ว” หั่วเหยียนกวงพยักหน้าอย่างพอใจ “งั้น
เราก็ไปกันเถอะ”
พูดจบ ไม่รอให้หั่วเหลียงได้ตอบอะไร หั่วเห
ยียนกวงก็คว้าไปที่แขนของหั่วเหลียง จากนั้นก็พา
ทะยานขึ้นฟ้าไป
เขาพาหั่วเหลียงไปยังทิศทางหนึ่ง ซึ่งมันเป็นทิศทาง
ที่ป่าพันอสูรอยู่
การที่หั่วเหยียนกวงเลือกที่จะพาหั่วเหลียงไปยังป่า
พันอสูรในครั้งนี้ ล้วนต้องการพาหั่วเหลียงไปหา
ประสบการณ์ เพื่อที่จะได้แข็งแกร่งขึ้นมากกว่านี้
“เหลียงเอ๋อร์ ถ้าเจ้ามาถึงระดับปฐพีขั้นกลางได้
โดยเร็ว ข้าอาจจะไปสู่ขอนางหนูเทียนฉู่เหยียนให้
เจ้า” จู่ๆ หั่วเหยียนกวงก็พูดขึ้น พร้อมกับยิ้มน้อยๆ
หั่วเหลียงที่เดิมทีกำลังมองลงไปข้างล่าง ทันใดนั้นก็
ตกตะลึง ปากอ้าตาค้างอย่างช่วยไม่ได้
หลังจากความตกตะลึงผ่านพ้นไป หั่วเหลียงก็สูดลม
หายใจเข้าลึก ถามออกมาอย่างตื่นเต้น “นี่ปู่พูดจริง
รึ?”
ภายในเมืองฉินเย่ว สาวงามอันดับหนึ่งก็คือเทียนฉู่
เหยียน และอัจฉริยะอันดับหนึ่งก็คือเธอเหมือนกัน
มีผู้ชายมากมายที่อยากจะแต่งงานกับเธอ แต่ก็ไม่
เคยมีใครอยู่ในสายตาของเธอเลยแม้แต่คนเดียว
หั่วเหลียงเองก็เป็นหนึ่งในคนที่อยากจะแต่งงานกับ
เทียนฉู่เหยียน เขาหลงใหลในตัวของเธอเป็นอย่าง
ยิ่ง อยากที่จะได้เธอมาอยู่ข้างกาย แต่น่าเสียดายที่
เธอไม่เคยสนใจเขาเลย
พอได้ฟังสิ่งที่หั่วเหยียนกวงพูด หั่วเหลียงแน่นอนว่า
ย่อมที่จะตื่นเต้นเป็นธรรมดาอยู่แล้ว
“จริงแท้แน่นอน ข้าจะพูดปดต่อเจ้าไปทำไมกัน?”
หั่วเหยียนกวงหัวเราะออกมาให้กับท่าทางที่ดู
ตื่นเต้นของหั่วเหลียง
แต่ทันใดนั้น ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนสีน้อยๆ หยุด
การทะยานร่างลงอย่างรวดเร็ว สายตากวาดมอง
รอบทิศทางอย่างระแวดระวัง คิ้วทั้งคู่ขมวดเป็นปม
“ท่านปู่เกิดอะไรขึ้นหรือ?” หั่วเหลียงถามออกมา
อย่างไม่เข้าใจ เขาไม่เข้าใจว่าปู่ของเขาคนนี้ หยุด
การเดินทางไปยังป่าพันอสูรทำไม
หั่วเหยียนกวงไม่ได้ตอบหั่วเหลียง สีหน้าของเขา
เริ่มเคร่งขรึมขึ้น ปากเปิดออก พ่นถ้อยคำออกมา
“ไม่รู้ว่าเป็นสหายเต๋าท่านไหนมาเยือน เหตุใดถึงไม่
ปรากฏตัวออกมาเล่า?”
น้ำเสียงของหั่วเหยียนกวงดังไปทั่วบริเวณนี้ ฟังได้
ชัดถึงความเย็นชาในน้ำเสียงอยู่หลายส่วน
‘มีคนรึ?!’ หั่วเหลียงตะลึง ใบหน้าของเขาเริ่ม
เปลี่ยนไป ไม่กล้าที่จะถามอะไรหั่วเหยียนกวงให้
วุ่นวายอีก
“ไม่เสียทีที่เจ้าเป็นผู้ฝึกตนระดับทะยานฟ้าขั้น
กลาง” น้ำเสียงที่ราบเรียบจู่ๆ ก็ดังขึ้นมา พร้อมกับ
การปรากฏตัวของคนผู้หนึ่ง “เจ้ายังจำข้าได้
หรือไม่?”
ระบบเปลี่ยนชีวิต